The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

หน้า 3 จาก 15 Previous  1, 2, 3, 4 ... 9 ... 15  Next

Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Mar 07, 2010 1:43 pm

http://video.google.com/videoplay?docid=8420071240361070544#

[googlevideo] [/googlevideo]

The Secret Underground Lectures of Commander X

1:26:58-2 years ago

The Secret Underground Lecture of Commander X, Commander X is a retired
Military Intelligence Official who was one of the first agents recruited for the C.I.A's top secret
remote viewing project. The success of this program revealed to agents that the U.S.
and the entire planet was caught up in an enormous conspiracy almost too incredible to believe.
Upon his retirement , Commander X decided that the world needed to know the truth.
This video is a secret lecture given by Commander X in hope of awakening of
the public to the fantastic truth.

ลือสนั่นทั่วภาคเหนือ "3 เบอร์มรณะ" ใครกดรับ"ตาย"

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Mar 07, 2010 1:56 pm

http://video.google.com/videoplay?docid=-2571894052908857481&hl=en&emb=1

[googlevideo] [/googlevideo]

Secret Space, Volume 1 "The Illuminati's Conquest Of Space"

53:36 - 1 year ago

SECRET SPACE takes you deep inside the dark occult world of NAZI Germany,
where Jews and ex-French Resistance fighters were used as slave labour to develop
rocket-based weapons such as the V2 and the V1 'Doodlebug' - the forerunner of
today's 'Cruise' missile.We explain how ex-SS Nazis were brought to America by
the CIA under 'Project Paperclip'
and given senior posts at NASA.
We also see how NASA's Jet Propulsion Lab in Pasedena was set-up by Jack Parsons -
a rocket engineer who was a disciple of Aleister Crowley. From the late 1940s onwards,
an unholy alliance of O.T.O devotees, NAZIs and senior 33rd degree Freemasons
dupe the American taxpayer of billions of dollars and fake several moon missions
in order to further their work on secret 'black budget' operations
- a series of secret space
programmes designing space vehicles and weapons systems to thwart attacks by alien craft...
For the first time on film we see the 'Baby Shuttle' - a small space shuttle which fits inside
the payload of the existing space shuttle and is then released into outer space for covert operations.
...It sounds incredible - but SECRET SPACE contains a wealth of documents, photos and footage
which proves that all this and more has come to pass.

SECRET SPACE exposes the fact that nearly all the first American astronauts into space were
high ranking 32 and 33rd degree Freemasons.
And that the brother of one of the Apollo Mission
managers was appointed Sovereign Grand Commander of all Freemasons in America
as a 'thankyou' for engineering the fake Apollo moonshots of 1969. By using rocket technology
invented by arch occultist, Jack Parsons, NASA supremo Werner Von Braun and his team of
ex-NAZIs began filming the many UFOs which Astronauts reported during their early spaceflights.
They named the NASA space craft after Gods of mythology and even named the 'Titan' rocket
after their mentor Aleister Crowley. We expose NASA's biggest secret - that the existence of alien craft
has been known about since the early 1950s and that Nikola Tesla's 'Death Ray' patents are being
developed into space-based weapon systems in order to shoot down invading alien craft -
just as reported by senior Pentagon officer, Colonel Philip Corso in his book 'The Day After Roswell'.

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Mar 07, 2010 2:04 pm

http://video.google.com/videoplay?docid=-5980990221766439646&hl=en&emb=1

Ufo.The.Greatest.Story.Ever.Denied.-.XviD-Mp3.avi

[googlevideo] [/googlevideo]

1:34:02-3 years ago

This is the bestof the whole story of UFO investigation that we have today.
It’s an All in One, UFO’s Prophecy and technology.

http://video.google.com/videoplay?docid=-206887275399093528&hl=en&emb=1#

A History of God

[googlevideo] [/googlevideo]

1:33:30-2 years ago

Based on Karen Armstrong's book, this film examines the concept of God in
the three major monotheistic religions from the days of Abraham to modern times.
Through analysis of historic and holy texts and incorporation of ancient art and artifacts,
the program explores the deity written about in the Bible and the Quran.
The evolution and intertwining of various Christian, Jewish and
Islamic interpretations of God are also addressed.

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=620&forum=6&page=2&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

โครงการลับออโรร่า

จนถึงปัจจุบันนี้ พื้นที่ 51 (Area51) ยังคงความเป็นเขตลึกลับที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
แต่ถึงกระนั้นก็มีคนจำนวนมากพยายามที่จะเสาะแสวงหาข้อมูลออกมาตีแผ่ต่อสาธารณชนว่า
รัฐบาลสหรัฐ กำลังปกปิดอะไรไว้เบื้องหลังดินแดนต้องห้าม และหนึ่งในโครงการลับของรัฐบาลสหรัฐ
ที่ทำการทดลอง ณ ที่แห่งนี้คือ "โครงการออโรร่า" (AURORA)

ออโรร่าคืออะไร?
ออโรร่า (AURORA) เป็นโครงการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเครื่องบินรบล่องหนของกองทัพอากาศสหรัฐ ชื่อ
"โครงการออโรร่า" เป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี ค.ศ. 1986 เมื่อกองทัพสหรัฐได้ยื่นเอกสารต่อสำนักงบประมาณ
เพื่อขออนุมัติเงินจำนวน 80 ล้านดอลลาร์มาใช้เริ่มต้นโครงการป้องกันภัยทางอากาศที่ใช้ชื่อว่า ออโรร่า
และ โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องที่ต้องใช้งบประมาณผูกพันไปถึงปี ค.ศ. 1987
เป็นเงินอีกราวสองพันล้านดอลลาร์

เป็นที่เชื่อกันว่ากองทัพอากาศสหรัฐได้เปลี่ยนชื่อโครงการนี้เป็นชื่ออื่นแล้วหลังจากที่มี
ข่าวรั่วไหลออกสู่สาธารณชน หากแต่ว่าไม่มีใครทราบว่าชื่อใหม่ของโครงการนี้คืออะไรแน่ แต่ก็เดาว่า
น่าจะชื่อ ซีเนียร์ ซิติเซน (SENIOR CITIZEN) แต่กระนั้นทุกคนก็ยังคงใช้ชื่อ ออโรร่า
เรียกขานโครงการลึกลับนี้อยู่



จริงอยู่ที่ในช่วงเวลานั้นกองทัพอากาศสหรัฐได้ผลิตเครื่องบินรบล่องหนที่มีความเร็วสูงอย่างเช่น
เอสอาร์ 71 (SR-71 Blackbird)



เพื่อปฏิบัติภารกิจในด้านการทำจารกรรม แต่โครงการนี้ได้ถูกยกเลิกไปในต้นปี ค.ศ. 1990 โดยทางกองทัพ
ให้เหตุผลว่าได้นำดาวเทียมจารกรรมมาทำหน้าที่แทน เอสอาร์ 71 แล้ว ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้มาก

และงบประมาณจากโครงการผลิตเครื่อง เอสอาร์ 71 ได้ถูกถ่ายโอนมายังโครงการออโรร่า
ซึ่งก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี ถ้าจะกล่าวว่าโครงการออโรร่า ก็คือการก้าวขั้นต่อไปของโครงการค้นคว้าวิจัย
เครื่องบินรบล่องหน เนื่องจากว่า ชื่อรหัสที่ใช้ในโครงการผลิตเครื่องเอสอาร์ 71 คือ อ๊อกซ์คาร์ท
(A-12 OXCART)



อ๊อกซ์คาร์ท นั้นมีความหมายว่า เชื่องช้า ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป กองทัพอากาศเลือกใช้ชื่อนี้เพราะ
มันตรงกันข้ามกับสมรรถนะที่แท้จริงของเครื่องบิน เอสอาร์ 71 เพื่อทำให้พวกลูกคุณช่างสงสัย
ที่ชอบคุ้ย แคะ แกะ เกา เกิดไขว้เขว เวลาที่สืบหาความเป็นไปของโครงการลับนี้

ในขณะที่โครงการออโรร่า นั้นก็มีชื่อรหัสเรียกว่า ซีเนียร์ ซิติเซน (SENIOR CITIZEN) หรือผู้สูงอายุ
ซึ่งมีความหมาย ไม่ต่างไปจากโครงการอ๊อกซ์คาร์ท ดังนั้นจุดประสงค์ที่แท้จริงของการยกเลิก
โครงการผลิตเครื่องบิน เอสอาร์ 71 ก็น่าจะเป็นเพราะพวกเขาก้าวมาอีกขั้นของการผลิตเครื่องบิน
ความเร็วสูงที่เรียกกันว่า ไฮเปอร์โซนิค

อะไรคือ "ไฮเปอร์โซนิค"
ไฮเปอร์โซนิค (Hypersonic)



คือ ระดับความเร็วที่เร็วกว่าความเร็วเสียงเกิน 5 เท่า หรือที่ระดับความเร็วเกินกว่ามัค 5 (Mach 5) หรือ
มากกว่า 3,300 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งความเร็วเสียงนั้นมีความเร็วในการเดินทางเท่ากับ 670 ไมล์ต่อชั่วโมง
ส่วนเครื่องบินเอสอาร์ 71 บินด้วยความเร็วมัค 3.2 หรือประมาณ 2,100 ไมล์ต่อชั่วโมง

ทำไมกองทัพอากาศสหรัฐต้องสร้างเครื่องบินที่มีความเร็วสูงระดับไฮเปอร์โซนิค? เหตุผลก็คือ
ในราวปี ค.ศ. 1980 รัสเซียได้พัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลจากพื้นดินสู่อากาศ
(Surface-to-air missile)
หรือที่นิยมเรียกว่า แซม (SAM) มันเป็นขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า เอสเอ10 กรัมเบิ้ล (SA-10 Grumble)



และ เอสเอ12 กลาดิเอเตอร์ (SA-12 Gladiator)



เจ้าขีปนาวุธทั้ง 2 แบบนี้สามารถยิงเป้าที่บินอยู่บนท้องฟ้าที่ระดับความสูง 100,000 ฟุตได้อย่างสบายๆ
ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่ปลอดภัยต่อเครื่องบินเอสอาร์ 71 ซึ่งมีเพดานบินอยุ่ที่ 85,000 ฟุต นักบินคนหนึ่ง
กล่าวว่าเจ้าเอสอาร์ 71 นี้ ที่จริงสามารถไต่เพดานบินได้สูงถึง 125,000 ฟุตแต่มันจะ "สั่นสะเทือน" นิดหน่อย
ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่พ้นรัศมีการยิงของขีปนาวุธรุ่นใหม่ของรัสเซียอยู่ดี

และข้ออ้างที่ว่า กองทัพอากาศสหรัฐได้นำดาวเทียมจารกรรมมาปฏิบัติภารกิจแทนเครื่องบินเอสอาร์ 71
เพื่อลดค่าใช้จ่ายนั้นก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เพราะว่าค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเครื่องบินเอสอาร์ 71 นั้น
ตกราว 200-300 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการยิงดาวเทียมจารกรรมนั้นสูงถึง
4,000 ล้านดอลลลาร์!

ในขณะที่การใช้เครื่องบินเอสอาร์ 71 ทำการจารกรรมมีความคล่องตัวกว่าการใช้ดาวเทียมเป็นอย่างมาก
เพราะดาวเทียมนั้นลอยคงที่อยู่บนวงโคจรของโลก ซึ่งทุกคนทราบตำแหน่งของมัน เพราะฉนั้น
การจะหลบเลี่ยง การตรวจจับของมันจึงสามารถทำได้
ผิดกับการใช้เครื่องบินที่บินด้วยความเร็วสูง
บุกเข้าไปในเขตแดนที่ต้องการทำจารกรรมโดยที่ศัตรูไม่ทันได้ตั้งตัวและไม่ทันได้เก็บซ่อนสิ่งที่
พวกเขาต้องการปกปิดอีกทั้งกองทัพอากาศสหรัฐเคยกล่าวไว้ว่าพวกเขาเชื่อถือการปฏิบัติการ
ที่มีนุษย์เป็นผู้ควบคุมมากกว่าการปฏิบัติการที่ใช้อุปกรณ์ที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยมนุษย์ เช่น ดาวเทียม

และที่สำคัญไปกว่านั้น กองทัพอากาศสหรัฐสามารถสั่งให้เครื่องบินตรงไปยังเป้าหมาย
ที่ต้องการได้ทุกเมื่อที่พวกเขาต้องการ

อีกเหตุผลหนึ่งที่กองทัพอากาศสหรัฐไม่น่าจะใช้ดาวเทียมจารกรรมแทนการปฏิบัติการของ
เครื่องบินเอสอาร์ 71 ก็คือ ดาวเทียมจารกรรมนั้นไม่สามารถถ่ายภาพได้ทุกสภาพอากาศ
ดาวเทียมจารกรรมส่วนใหญ่นั้นติดตั้งกล้องถ่ายภาพ ประเภทใช้แสงปรกติ หรืออย่างมากก็เพียงแค่
กล้องที่กินแสงน้อยเท่านั้น ต่างกับการใช้เครื่องบินเอสอาร์ 71 ที่สามารถ บรรทุกกล้องถ่ายภาพ
ทุกสภาพอากาศได้

ระเบิดกำแพงเสียง

เช้าตรู่ของวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1992 ประชาชนที่อาศัยอยู่ทางใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย
ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อพวกเขา ได้ยินเสียง "ระเบิดของกำแพงเสียง" (Sonic boom)



เจ้าเสียงระเบิดนั้นก็ไม่ธรรมดาเพราะว่ามันดังขนาดเครื่องตรวจจับแผ่นดินไหวสามารถตรวจจับได้

สำนักงานธรณีวิทยาของสหรัฐจึงได้ทำการตรวจสอบที่มาของเสียงก็พบว่ามันเกิดจากยานพาหนะ
ไม่ปรากฏสัญชาติ ที่บินด้วยความเร็วระหว่างมัค 3 ถึงมัค 4 และแหล่งที่มาของเสียงนั้นอยู่บริเวณ
เหนือเมืองลอสแองเจลิสกับทะเลทรายโมจาวี
และมุ่งหน้าตรงไปยัง ฐานทัพอากาศเนลลิส ในรัฐเนวาดา บริเวณทะเลสาบกรูมหรือพื้นที่ 51 นั่นเอง



ในที่สุดก็มีคนถ่ายภาพเหตุการณ์ประหลาดที่เรียกว่า "โดนัทบนเส้นเชือก" (Donuts-on-a-rope) ไว้ได้



เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1992 ที่บริเวณเหนือ อมาริลโล ในรัฐเท็กซัส เจ้า "โดนัทบนเส้นเชือก" นี้คือ
ภาพที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าเป็นกลุ่มควันที่ลากยาวเป็นสายคล้ายเส้นเชือก และมีกลุ่มควันขมวด
เป็นวงกลมล้อมรอบเป็นช่วงๆ สาเหตุเกิดจากการบินด้วยเครื่องบินที่มีความเร็วสูงมากๆ

แต่นั่นก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีพยานรู้เห็นเครื่องบินประหลาดที่เรียกกันว่า ออโรร่า เพราะเมื่อเดือนสิงหาคม
ค.ศ. 1989 ขณะที่ คริส กิบสัน (Chris Gibson) วิศวกรสำรวจน้ำมันชาวสก็อต กำลังทำงานอยู่บนท่อส่งน้ำมัน
เกลฟสตันคีย์ในทะเลเหนือ เขาได้เหลือบมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นเครื่องบินรูปสามเหลี่ยมที่เขา
ไม่เคยเห็นมาก่อน กำลังเติมน้ำมันกลางอากาศโดยเครื่องบิน เคซี 135 และมีเครื่องบิน เอฟ 111 เอส
2 ลำบินคุ้มกันอยู่ข้างๆ



ดูเหมือนว่าเครื่องบินลำนั้นจะเป็นเครื่องบินต้นแบบของเครื่องบินรุ่นใหม่ที่จะมาแทนที่เครื่องบิน
เอสอาร์ 71 ซึ่งมาทำการทดสอบสมรรถนะ การที่ คริส สามารถระบุชื่อเครื่องบินต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ
ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะ คริส เป็นสมาชิกของ
องค์กรนักสังเกตการณ์แห่งสหราชอาณาจักร
(British Royal Observer Corps) ซึ่งเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องบอกชื่อเครื่องบินที่เขาเห็นได้อยู่แล้ว
แต่เจ้าเครื่องบินอีกลำที่มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมนั้นเขาไม่รู้ว่ามันเป็นเครื่องบินรุ่นไหน

ใครสร้างเครื่องบินออโรร่า
ถ้าหากออโรร่า เป็นเครื่องบินที่สร้างขึ้นมาแทนเครื่องบินรุ่นเอสอาร์ 71 จริงมันก็น่าจะสร้างโดย
บริษัทล็อกฮีด สกังเวิร์ค (Lockheed's Skunk Works) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องเอสอาร์ 71
แต่จากการสัมภาษณ์ บี บูเชล (B. Buschel) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของล็อคฮีด เขากลับปฏิเสธว่า
มันไม่ใช่เครื่องบินของล้อคฮีด

บูเชล ให้ความเห็นว่าจากลักษณะของมันและดูข้อมูลอื่นๆ ประกอบ ออโรร่า น่าจะเป็นเครื่องบิน บี2
รุ่นใหม่ ที่มีชื่อว่า บี2เอ (B2A) ซึ่งผลิตโดย บริษัท นอร์ทรอพ กรัมแมน (Northrop Grumman) ต่างกัน
ก็ตรงที่เครื่องบินลำนี้สร้างขึ้นสำหรับทำจารกรรมโดยเฉพาะ ดังนั้นมันจึงไม่มีการติดตั้งอาวุธบนเครื่อง
และเน้นเครื่องยนต์ที่มีความเร็วสูง

ความเร็วสูงที่ว่าก็คือ ความเร็วที่ระดับไฮเปอร์โซนิค หรือที่ระดับมัค 5 ขึ้นไป ซึ่งเมื่อมันบินได้เร็วขนาดนั้น
มันก็ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีล่องหนอีกต่อไป เพราะคงไม่มีขีปนาวุธแบบไหนที่สามารถยิงมันได้
นอกเสียจากว่าพวกเขาไม่ต้องการให้มีใครรู้ว่ามีเครื่องบินล่วงล้ำน่านฟ้าเข้ามา

ออโรร่าสามารถบินได้ที่ความเร็วระดับมัค 5 ถึง มัค 8 และมีเพดานบินสูงถึง 150,000 ฟุต มันเป็น
เครื่องบินล่องหนรุ่นที่ 5 ของโครงการแอสตร้า (ASTRA) ซึ่งย่อมาจาก Advanced Stealth Technology
หรือเทคโนโลยีล่องหนขั้นสูง
http://www.bisbos.com/rocketscience/aircraft/black/aurora/aurora.html



เทคโนโลยีล่องหนขั้นสูง

บูเชลเชื่อว่า โครงการแอสตร้า นั้นเป็นชื่อที่แท้จริงของโครงการ ออโรร่า และออโรร่าก็ไม่ใช่ชื่อ
เครื่องบิน แต่เป็นชื่อของ โครงการพัฒนาเครื่องบินล่องหนซึ่งเป็นโครงการลับที่กองทัพอากาศสหรัฐ
ได้เริ่มทำขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 โดยมี เครื่องเอสอาร์ 71 เป็นเครื่องบินล่องหนรุ่นแรก
และตามด้วยเครื่อง เอฟ 117



ส่วนเครื่อง บี2 นั้นเป็นรุ่นที่ 3

สำหรับเครื่องบินล่องหนรุ่นที่ 4 ก็คือเครื่อง เอฟ 22



และปัจจุบันเครื่องบิน บี2เอ เป็นเครื่องบินล่องหนที่กำลังทดสอบอยู่

ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับว่าเครื่องเอสอาร์ 71 นั้นถูกแขวนปีกไปแล้วเมื่อปี ค.ศ. 1990 ส่วน
เครื่อง เอฟ 117 นั้น เป็นเครื่องบินขับไล่(ทิ้งระเบิด)ล่องหน (Stealth Fighter) แบบที่นั่งเดียว
ได้รับการอนุมัติให้สร้างในปี ค.ศ. 1978 และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1982 โดยล็อกฮีด ใช้งบประมาณ
ในการสร้างราว 45 ล้านดอลลาร์

เครื่อง บี2 นั้นเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน (stealth bomber) ที่สงสัยกันว่ามีการติดตั้ง
เครื่องต้านแรงโน้มถ่วงของโลก
จึงทำให้มันมีราคาสูงกว่าสองพันล้านดอลลาร์ต่อลำ
ส่วนเครื่อง เอฟ 22 นั้นสร้างโดยล็อกฮีด เป็นเครื่องบินขับไล่ ติดอาวุธหนักที่ทำความเร็วได้ราวมัค 1.8

แม้ว่าทุกคนจะเชื่อว่าโครงการออโรร่านั้นมีอยู่จริง แต่ก็ไม่มีใครสามารถระบุได้แน่ชัดว่ามันเป็นชื่อ
เครื่องบินล่องหนรุ่นใหม่หรือเป็นชื่อโครงการวิจัยพัฒนาเครื่องบินล่องหนทั้งโครงการ แต่ที่แน่ๆ
ก็มีหลักฐานพอที่จะเชื่อได้ว่ากองทัพอากาศสหรัฐ กำลังพัฒนาเครื่องบินล่องหนที่มีความเร็ว
ระดับมัค 6 ปัญหาที่เป็นที่สงสัยก็คือพวกเขาใช้เครื่องยนต์แบบไหนในการขับเคลื่อน

เครื่องยนต์จุดระเบิดเป็นจังหวะ

จากการที่เครื่องบินที่บินเร็วระดับไฮเปอร์โซนิค ได้ทิ้งร่องรอยการบินเป็นทางยาวบนท้องฟ้า
ที่เรียกว่า "โดนัทบนเส้นเชือก" ทำให้พอจะคาดเดาได้ว่ามันน่าจะใช้เครื่องยนต์ชนิดจุดระเบิด
เป็นจังหวะ (Pulse Detonation Wave Engine) หรือเรียกสั้นๆ ว่า
พีดีวี (PDWE) ซึ่งถ้าจะว่ากันตามทฤษฏีแล้ว
เครื่องยนต์ชนิดนี้สามารถทำความเร็วได้สูงถึงมัค 10 ทีเดียว

พีดีวี ใช้มีเธนเหลว (Liquid Methane) หรือไม่ก็ไฮโดรเจนเหลว (Liquid Hydrogen) เป็นเชื้อเพลิง
ซึ่งมันถูกจุดระเบิดในห้องเครื่องที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ และเมื่อเครื่องบิน บินด้วยความเร็ว
ที่เหนือเสียง ส่วนหัวของเครื่องบินจะดันอณูของอากาศออกไปด้านข้างรอบๆ ส่วนหัวของเครื่องบิน
ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า "ระเบิดของกำแพงเสียง"

ทันทีที่เครื่องยนต์ พีดีวี ทำงาน เครื่องบินก็จะดันดำแพงเสียงไปข้างหน้า และการทำงานของ
เครื่องยนต์ พีดีวี เป็นระยะๆ นี้เองที่ทำให้เกิดหางลากเป็นทางยาว เมื่อมองจากพื้นดินก็จะดูเหมือน
"โดนัทบนเส้นเชือก" แต่ดูเหมือนว่า เราจะมีข้อมูลเรื่องการทำงานของเครื่องยนต์ พีดีวี ค่อนข้างที่จะน้อย
ผู้ที่อ้างว่าได้เห็นเครื่องบินรูปร่างประหลาด มักจะระบุตรงกันว่า เสียงเครื่องยนต์ของมันก็ดัง
ไม่เหมือนใครเช่นกัน เพราะมันมีเสียงที่ต่ำมาก

ออโรร่ามีปัญหา

จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถบันทึกภาพเครื่องบินปริศนา ออโรร่า แบบเจ๋งๆ ได้สักคน
ภาพเครื่องบินออโรร่า ที่เราได้เห็นกันก็มีแต่ภาพวาดตามจินตนาการของศิลปิน กับภาพถ่ายขาวดำ
ที่มองไม่เห็นรายละเอียดของมัน ยิ่งมีข่าวลือว่าโครงการออโรร่าต้องพบกับอุปสรรคบางอย่าง
จนทำให้ต้องระงับโครงการชั่วคราว ยิ่งทำให้การที่จะได้เห็นการปรากฏตัวของมันยิ่งยากเข้าไปใหญ่
ข่าวลือที่ว่านั้นฟังดูมีนำหนักเนื่องจากว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1996 รัฐบาลสหรัฐได้อนุมัติ
งบประมาณขั้นต้นจำนวน 30 ล้านดอลลาร์ เพื่อปลุกผีเครื่องบินล่องหนเอสอาร์ 71 ขึ้นมาใหม่
แต่อะไรที่เป็นสาเหตุที่ทำให้โครงการออโรร่าถูกระงับไปนั้นคงต้องรอให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญ
ที่อยู่ไม่สุขไปคุ้ยกันมาก่อน


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sun Mar 21, 2010 11:50 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Mar 07, 2010 2:05 pm

มาเจสติก12 หน่วยสืบสวนจานบิน

ใครที่สนใจติดตามเรื่องราวลึกลับของมนุษย์ต่างดาวและยานอวกาศจากนอกพิภพ คงจะเคยได้ยิน
ชื่อ "มาเจสติก 12" ซึ่งเป็นหน่วยงานลับหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐที่มีหน้าที่ติดตามสืบสวน
เรื่องราวลึกลับเหล่านั้น วันนี้เราจะทำความรู้จักกันว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหน

กำเนิดมาเจสติก 12

จากรายงานพบเห็นวัตถุบินลึกลับเป็นจำนวนมากในสหรัฐช่วงทศวรรษที่ 1950 ทำให้รัฐบาลสหรัฐ
วิตกกังวลว่า มนุษย์ต่างดาวอาจจะแอบมาสอดแนม และบุกเข้ายึดครองโลกวันใดวันหนึ่ง
เพื่อเป็นความไม่ประมาท ประธานาธิบดี แฮร์รี่ ทรูแมน จึงได้จัดตั้งหน่วยงานลับหน่วยงานหนึ่งขึ้น
เมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1947 และตั้งชื่อหน่วยงานนี้ว่า
"มาเจสติก 12" (Majestic 12)

หลายคนอาจเคยรู้จักหรือได้ยินชื่อหน่วยงานนี้ในชื่ออื่นๆ เช่น เอ็มเจ12 (MJ-12), เมจิ12 (Maji 12),
เมจิก12 (Majic 12), หรือ เมจิคอม12 (Majicom 12) ก็ขอให้รับทราบว่าเรากำลังพูดถึงหน่วยงานเดียวกันอยู่

หน้าที่หลักของหน่วยงานนี้ก็คือ การนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับวัตถุบินลึกลับที่ได้มาจากกองทัพ
หน่วยสืบราชการลับ และหน่วยงานอื่นของรัฐมาศึกษาเพื่อหาข้อเท็จจริง

คำนี้มีความหมาย

เมจิก (Majic) เป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า Majority Agency for Joint Intelligence Control หรือ
หน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางของหน่วยสืบราชการลับหน่วยต่างๆ ของสหรัฐ ส่วนมาเจสติก (Majestic)
นั้นน่าจะหมายถึง ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งคณะกรรมการในเมจิก 12 มีหน้าที่รายงานผลการสืบสวน
ให้กับประธานาธิบดีทราบเป็นระยะๆ

ปฏิบัติการเมเจอริตี้ (Majority Operation) เป็นปฏิบัติการที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง
กับมนุษย์ต่างดาว คณะกรรมการที่อยู่ในหน่วยเมจิก12 นั้นจะถูกเรียกแทนด้วยโค้ด เช่น MJ1, MJ2 เรื่อยไป
จนถึง MJ12 พวกเขาจะประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ เช่น หน่วยป้องกันราชอาณาจักร (NSA)



ซีไอเอ เอฟบีไอ และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาล

จะว่ากันไปแล้ว เมจิก12 ถือกำเนิดขึ้นเมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์
จานบินมนุษย์ต่างดาวตกที่ รอสเวลล์



เมื่อต้นเดือนกรกฏาคม 1947 ทำให้รัฐบาลสหรัฐแต่งตั้งคณะบุคคลขึ้นสืบสวนเหตุการณ์ในครั้งนั้น
มีข่าวลือว่า เมจิก12 ได้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวเกรย์ส (Greys)
โดยมีข้อตกลงกันว่ามนุษย์ต่างดาวจะให้ความรู้ทางเทคโนโลยีแลกเปลี่ยนกับการที่สหรัฐ
จะให้พื้นที่ในการสร้างฐานทัพแก่มนุษย์ต่างดาวพร้อมกับมอบมนุษย์ให้เพื่อใช้ในการศึกษา

เมจิก12 ไมได้เพียงแค่มีหน้าที่ในการศึกษาเรื่องวัตถุบินลึกลับหรือสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวเท่านั้น
พวกเขายังมีหน้าที่ปกปิดเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ไม่ให้แพร่งพรายออกไปสู่สาธารณชน ด้วยเหตุนี้
จึงทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องปกปิดการมีอยู่ของหน่วยงานนี้

เมื่อมีรายงานว่ามีผู้พบเห็นวัตถุบินลึกลับ เจ้าหน้าที่ของเมจิก12 ก็จะรุดไปสอบสวน และถ้าหาก
พยานคนนั้นรู้เห็นมากเกินไป เขาก็จะถูก "แนะ" และ "เตือน" ให้ระมัดระวังการพูดถึงเรื่องราวเหล่านั้น
ต่อสื่อมวลชนดังที่ วิลเลี่ยม "แมค" บราเซล (William "Mac" Brazel)



ผู้พบชิ้นส่วนยานอวกาศตกที่ รอสเวลล์ และได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุท้องถิ่น แต่ภายหลัง
ก็กลับคำให้สัมภาษณ์

วิธีการที่หน่วยงานนี้ใช้ในการ "กลบข่าว" นั้นดูจะโหดอยู่สักหน่อยถึงแม้จะไม่มีหลักฐานว่า
มีพยานคนใดถูกฆาตกรรม แต่พยานหลายคนก็หายสาบสูญไปเฉยๆ ! ส่วนเรื่องข่าวที่หลุดออกไป
สู่สายตาสาธารณชนนั้น ใช่ว่ารัฐบาลจะเพียงออกมาแก้ข่าวให้ประชาชนหายตื่นตระหนกต่อข่าวนั้น
แต่พวกเขากลับสร้างหลักฐานออกมาค้านมากมายจนทำให้ดูเหมือนกับว่า
ผู้ให้ข่าวเป็นตัวตลกที่เพ้อเจ้อไปเอง


ใครเป็นใครใน "เมจิก 12"

MJ1 พลเรือตรี รอสโค ฮิลเลนโคเอทเตอร์ (Rear Adm. Roscoe H. Hillenkoetter)



ผู้อำนวยการ ซีไอเอ (1947-1950) ถูกสงสัยว่าเป็นหัวหน้าทีมเมจิก12 อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ระดับสูง
ของรัฐบาลและกองทัพสหรัฐเคยกล่าวยืนยันว่า มีกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว
และในปี ค.ศ. 1960 ตัวนายพล รอสโค เองก็เคยยอมรับว่ามีการศึกษาเรื่องวัตถุบินลึกลับอย่างลับๆ

MJ2 ดร. แวนเนวาร์ บุช (Dr. Vannevar Bush)



ประธานคณะกรรมการร่วมสภาวิจัยและพัฒนา (1945-1949) เป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดี
ผู้คิดค้นเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมสร้างระเบิดปรมาณู
วิลเบิร์ท สมิธ (Wilbert Smith)



วิศวกรโครงการป้องกันภัยของรัฐบาลแคนาดา ได้เขียนบันทึกไว้ในปี ค.ศ. 1950 ว่า
"ยานอวกาศมนุษย์ต่างดาวมีจริง แต่ยังไม่มีใครรู้ว่ามันทำงานอย่างไร ขณะนี้มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
ที่นำทีมโดย ดร. แวนเนวาร์ บุช กำลังศึกษาเรื่องนี้อย่างขมักเขม้น"

MJ3 เจมส์ ฟอร์เรสตอล (James Forrestal)



รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม (1947-1949) เขาเกิดอาการโรคประสาทและทำอัตวินิบาตกรรมในปี ค.ศ. 1949
ผู้ที่ได้รับเลือกเข้ามาแทนที่คือ พลเอก วอลเตอร์ บีเดลล์ สมิทธ์ (General Walter Bedell "Beetle" Smith)



เอกอัครราชทูตประจำรัสเซีย (1946-1949) และผู้อำนวยการ ซีไอเอ (1950-1953) ในปี ค.ศ. 1991
พันเอกพิเศษ อาร์เธอร์ เอ็กซอน (General Arthur Exon) อดีตผู้บัญชาการฐานทัพอากาศ ไรท์-แพทเทอร์สัน
กล่าวว่าเขาไม่รู้จัก "เมจิก12" แต่ทราบว่ามีหน่วยงานลับชื่อ "13 ผู้ฝ่าฝืน(พระเจ้า)" (Unholy Thirteen)
กำลังศึกษาเรื่องวัตถุบินลึกลับ 13 ผู้ฝ่าฝืนที่เขากล่าวถึงอาจเป็นเมจิก12 กับประธานาธิบดีสหรัฐ

MJ4 พลอากาศเอก นาธาน ทวินิง (General Nathan F. Twining)



ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการยุทธปัจจัยทางอากาศแห่งฐานทัพไรท์ ต่อมาได้รับการแต่งตั้ง
ให้เป็นประธานของเสนาธิการทหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งทางทหารที่สูงที่สุดของกองทัพสหรัฐ
ดร. เอริค วอลเกอร์ (Eric Walker) อดีตประธานสถาบันวิเคราะห์การป้องกันภัย อ้างว่าเขาเคย
ร่วมสัมมนาเกี่ยวกับการค้นพบยานอวกาศมนุษย์ต่างดาวที่ฐานทัพไรท์-แพทเทอร์สัน
เขายังกล่าวอีกด้วยว่าเขารู้จัก "เมจิก12" ทุกคนมานานกว่า 40 ปีแล้ว!

MJ5 พลเอก ฮอยท์ แวนเดนเบิร์จ (General Hoyt Sanford Vandenberg)



หัวหน้าหน่วยข่าวกรองกองทัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นผู้อำนวยการ ซีไอเอ (1946-1947)

MJ6 ดร. เดท์เลฟ บรอง (Dr. Detlev Bronk)



นักชีวฟิสิกส์ หัวหน้าสมาคมนักวิทยาศาสตร์ และประธานที่ปรึกษาทางการแพทย์ของ
คณะกรรมการพลังงานปรมาณู

MJ7 ดร. เจอโรม ฮันเซเกอร์ (Dr. Jerome Hunsaker)



นักออกแบบเครื่องบินผู้มีชื่อเสียง และประธานคณะกรรมการให้คำปรึกษาวิชาการบิน

MJ8 พลเรือตรี ซิดนีย์ โซเออร์ (Rear Admiral Sidney Souers)



ผู้อำนวยการ ซีไอเอ (1946) และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการบริหารของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ในปี ค.ศ. 1947 ดอน เบอร์ลิงเจอร์ (Don Berlinger) นักเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์และนักสืบสวนเรื่องวัตถุบินลึกลับ
ได้รับฟิล์มถ่ายรูปเอกสาร "คู่มือปฏิบัติการพิเศษมาเจสติก 12" (Majestic - 12 Group Special Operations)
ลงวันที่เดือน เมษายน 1954 จำนวน 23 หน้า จากผู้ไม่ประสงค์ออกนามเมื่อปี 1994

MJ9 กอร์ดอน เกรย์ (Gordon Gray)



ผู้ช่วยเลขานุการกองทัพ ต่อมาเป็นที่ปรึกษาสภาความมั่นคงและผู้อำนวยการ
ฝ่ายยุทธจิตศาสตร์ของ ซีไอเอ

MJ10 ดร. โดนัลด์ เมนเซล (Dr. Donald Howard Menzel)



ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และนักพิสูจน์ (ว่าไม่จริง)
วัตถุบินลึกลับได้รับหน้าที่กี่ยวกับโครงการลับสุดยอดหลายโครงการและยังเป็นที่ปรึกษาของ
ประธานาธิบดีหลายสมัย

MJ11 พลตรี โรเบิร์ท มอนตากู (Maj. Gen. Robert Montague)


หัวหน้าโครงการอาวุธพิเศษของคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณู

MJ12 ดร. ลอยด์ เบอร์เคเนอร์ (Dr. Lloyd Berkner)



เลขานุการบริหารของคณะกรรมการร่วมสภาวิจัยและพัฒนาและเป็นสมาชิกของ
คณะกรรมการกองทุนวิจัยวัตถุบินลึกลับของ ซีไอเอ ในปี ค.ศ. 1950

ภายใต้โครงการเมจิก (Majic Projects) ยังมีการแบ่งงานกันทำออกเป็นโครงการย่อยๆ
อีกมากมายคือ

ซิกม่า (Sigma)
ทำหน้าที่ในด้านทำการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว

พลาโต้ (Plato)
สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับมนุษย์ต่างดาว

อควาริอัส (Aquarius)
ศึกษาเปรียบเทียบประวัติศาสตร์โลกและเผ่าพันธ์มนุษย์ กับการปรากฏตัวของมนุษย์ต่างดาว

การ์เน็ท (Garnet)
ควบคุมข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาว

พลูโต (Pluto)
ประเมินข้อมูลที่ได้จากวัตถุบินลึกลับเพื่อนำมาใช้ในเทคโนโลยีทางอวกาศ

พันซ์ (Pounce)
กู้ยานอวกาศที่ตกหรือลงจอด และยังทำหน้าที่สร้างเรื่องเพื่อปกปิดความจริงไม่ให้ออกสู่สายตาสาธารณชน
โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงและปัจจุบันยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่

เอ็นอาร์โอ (NRO)
องค์กรลาดตระเวณแห่งชาติ (National Recon Organization) มีสำนักงานอยู่ที่ป้อมคาร์สัน รัฐโคโลราโด
รับผิดชอบทางด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดจากมนุษย์ต่างดาว

เดลต้า (Delta)
เป็นกองกำลังให้กับเอ็นอาร์โอ มีรหัสเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ชายชุดดำ" (Men In Black)


บลูทีม (Blue Team)
เดิมทีคือ โครงการศูนย์บัญชาการยุทโธปกรณ์การบิน รับผิดชอบเหตุการณ์ยานอวกาศมนุษย์ต่างดาวตก
หรือร่อนลงจอด และ/หรือการปรากฏตัวของมนุษย์ต่างดาว

ไซน์ (Sign)
หรือที่ผมเคยเรียกว่าโครงการสัญลักษณ์ทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อดูว่ามนุษย์ต่างดาวที่พบนั้นมาดีหรือร้าย

เรดไลท์ (Red Light)
ทำการทดสอบยานอวกาศมนุษย์ต่างดาวที่ยึดมาได้ โครงการนี้ทดลองกันในพื้นที่ 51 แต่หลังจากที่ล้มเหลวจากการทดสอบ
และมีนักบินหลายคนเสียชีวิต โครงการนี้ถูกยกเลิกไปช่วงหนึ่งแต่ก็กลับมารื้อฟื้นอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1972
การทดลองประสบความสำเร็จขั้นหนึ่งและปัจจุบันโครงการนี้ยังดำเนินอยู่

สโนวเบิร์ด (SnowBird)
เป็นโครงการที่สร้างขึ้นมาเป็นฉากบังหน้าโครงการเรดไลท์ เป็นการสร้างเครื่องบินที่มีรูปร่างเหมือน
จานบินของมนุษย์ต่างดาวแต่ใช้เทคโนโลยีของเครื่องบินธรรมดา เพื่อสร้างข่าวส่งไปยังสื่อมวลชน
ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า จานบินที่ตนเห็นนั้นแท้จริงแล้วก็คือ เครื่องบินรุ่นใหม่ที่กองทัพอากาศสหรัฐ
กำลังศึกษาและทดลองอยู่ แต่โครงการนี้จะทำเป็นช่วงๆ เฉพาะตอนที่รัฐบาลต้องการสงบข่าวเวลาที่มี
คนร่ำลือกันว่าเห็นยานอวกาศมนุษย์ต่างดาว

บลูบุ้ค (Blue Book)



โครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1947 และถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 1969 เป็นโครงการที่
เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุบินลึกลับและมนุษย์ต่างดาว โครงการอควาริอัส มารับหน้าที่
ต่อจากโครงการนี้


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sun Mar 21, 2010 11:48 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Mar 07, 2010 11:31 pm

Some pictures from the Video
The Secret Lectures of Commander X
produced by
Timothy Green Neckley & Tim Swartz

The photos are said to be made by former Dulce Base Security officer
Thomas Edwin Castello

hacksecret พิมพ์ว่า: