The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

หน้า 2 จาก 15 Previous  1, 2, 3 ... 8 ... 15  Next

Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 11:25 am



Chapter Six: The 12th Planet

ปัจจุบันแนวคิดที่ว่ามีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากโพ้นพิภพเคยมาเยี่ยมเยือนโลกราหูของเรา
เมื่อนานมาแล้วนั้นค่อนข้างเป็นที่ยอมรับกัน ถึงจะไม่เต็มร้อยนักแต่หลายฝ่ายก็เริ่มตั้งใจที่ฟัง
ไม่เหมือนเมื่อก่อนครับ ขืนใครพูดเรื่องนี้ออกไปเป็นถูกมองว่าไม่บ้าก็เมาแหง(ผมโดนบ่อย)
ต่างจากทุกวันนี้อยู่ค่อนข้างมาก ประการสำคัญก็คือ แนวคิดนี้ถูกขยายออกไปว่าเมื่อครั้งกระโน้นนั้น
มนุษย์ต่างดาวจากโพ้นพิภพหาได้มาเยี่ยมเยือนโลกของเราแต่ประการเดียวไม่ หากแต่ยังช่วยกัน
รังสรรค์อารยธรรม สถาปนาบ้านเมือง เข้าแทรกแซงวิวัฒนาการตามธรรมชาติของมนุษย์
แถมยังเล่นบทพระเจ้าในศาสนาของคนโบราณอีกหลายๆศาสนาด้วย

ทั้งหมดทั้งเพมันมาจากความสงสัยอันไร้ที่สิ้นสุดของมนุษย์เรานี่ล่ะครับ สงสัยไปแม้กระทั่งว่า
ถ้าพระเจ้ามีจริงพระเจ้าคือใคร? ถ้าสวรรค์มีจริงสวรรค์ควรจะอยู่ที่ไหน?


...ชาวสุเมเรียนมิได้มี ความสงสัยในการดำรงอยู่ของสวรรค์เลยครับ พวกเขามีความเชื่อว่า
สวรรค์ของเทพเจ้านั้นมีจริง ตำนานของการเยือนสวรรค์ก็มีบันทึกไว้อย่างที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อตอนก่อนๆ
นั่นแหละครับ ข้อสำคัญก็คือ พวกเขาเชื่อมั่นอย่างเหลือเกินว่าบนสวรรค์(หรือโพ้นฟ้าขึ้นไป)นั้น
มีอาณาจักรอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ อาณาจักรอันเป็นที่อยู่อาศัยของเทพเจ้าโบราณเช่น Enki, Enlil และ
Ninhursag เป็นต้น พวกเขาเรียกอาณาจักรดังกล่าวว่า Heavenly Abode บ้าง Pure Place บ้าง หรือ
Primeval Abode ซึ่งอันหลังแปลว่าที่พำนักเมื่อครั้งบรรพกาล(ของเทพเจ้า)บ้าง อาณาจักรเหล่านี้แหละครับ
ที่เทพเจ้าของพวกเขาเคยพำนักอาศัยก่อนจะเสด็จมาเยือนโลกเพื่อปกครองพวกเขาชาวสุเมเรียน

เทพเจ้าโบราณเหล่านั้นไม่ได้จากมาแล้วมาเลย หากแต่ไปๆมาๆระหว่างโลกและที่พำนักของพวกเขา
บิดรเทพ Anu เองก็ทรงมาเยือนโลกในลักษณะของการมาเยี่ยมเยียนเท่านั้น เทวีอิชตาร์เคยขึ้นสวรรค์
ไปเฝ้า Anu อย่างน้อยสองครา ถ้าคุณยังไม่ลืมเมืองนิปเปอร์อันเป็นนครของ Enlil ที่ผมเคยเล่าให้ฟัง
เมื่อตอนต้น คุณคงพอเดาได้ว่าฐานะของ a bound-heaven-earth หรือพันธะแห่งสวรรค์และโลกของ
นครนิปเปอร์นั้นหมายถึงอะไร นอกจากนี้เรายังผ่านเรื่องราวของมนุษย์อินทรีของเทพ Shamash
การเดินทางของวีรบุรุษกิลกาเมชเพื่อค้นหาความเป็นอมตะกันมาแล้ว เรื่องราวเหล่านี้บอกพวกเรา
ได้เป็นอย่างดีว่าคนโบราณในสมัยนั้นสามารถเดินทางไปมาระหว่างสวรรค์กับโลกได้ภายใต้
อาณัติของเทพเจ้า เป็นการเดินทางประเภทไปกลับเสียด้วย ไม่ได้ไปแล้วไปลับแต่อย่างใด

ลงไปๆมาๆกันได้บ่อยๆแบบนี้อาณาจักรแห่งสวรรค์ของเทพเจ้าโบราณของชาวสุเมเรียนก็ไม่น่าจะอยู่ไกลนัก
และในความเป็นจริงคนโบราณพวกนี้ก็ระบุเอาไว้ว่าเทพเจ้าของพวกเขาไม่ได้อยู่ห่างไกลประเภทคนละขั้ว
แกแล็กซี่เลย (ไม่เหมือนชาวอินคาที่ระบุว่าเทพของพวกเขามาจากกลุ่มดาวเพลเดียส) เทพของพวกเขา
มาจากดาวเคราะห์ดวงหนึ่งซึ่งอยู่ในระบบสุริยะของพวกเรานี่แหละ



นักโบราณคดีพบว่าชาวอัสสิเรียนมีความคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ของดวงดาวบนท้องฟ้าอยู่ไม่ใช่น้อย
สัญลักษณ์เหล่านี้ปรากฏอยู่ตามบันทึก งานเขียน ตลอดจนผนึกทางศาสนาที่กระจัดกระจายอยู่
แทบจะทั่วอาณาจักร โดยเฉพาะภาพที่ชื่อว่า The Gateway of Anu นั้นแสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า
คนโบราณพวกนี้รู้จักดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์บริวารทั้งหลายเป็นอย่างดี

ด้วยความเจริญอย่างเหลือเชื่อทางวัฒนธรรมของชนชาตินี้ นักโบราณคดีไม่แปลกใจอะไรเลยที่พวกเขา
ชาวสุเมเรียนจะมีความเจริญทางสาขาวิชาดาราศาสตร์ชนิดที่เรียกว่ารู้จักระบบสุริยะของเรา
จนเขียนแผนผังได้ เพียงแต่รู้สึกตะหงิดใจอยู่นิดๆเท่านั้นเองว่า ดาวเคราะห์ที่อยู่เลยดาวเสาร์ออกไป
เช่น ดาวยูเรนัส เนปจูน และพลูโตนั้น ชาวสุเมเรียนรู้จักพวกมันได้อย่างไรทั้งที่มนุษย์สมัยใหม่อย่างเราๆ
เพิ่งจะส่องกล้องค้นพบกันเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง

ที่สำคัญที่สุดคือรูปอันเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขานั้น มีรูปสำคัญอยู่รูปหนึ่ง(ปัจจุบันถูกเก็บไว้
ในพิพิธภัณฑ์ในกรุงเบอร์ลิน) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์กำลังถูกโคจรรอบโดย
ดาวเคราะห์บริวารจำนวน 11 ดวง!

น่าแปลกนะครับ ปัจจุบันเราทราบกันดีอยู่ว่าระบบสุริยะของเราประกอบด้วยดวงอาทิตย์เป็นแกนกลาง
มีดาวเคราะห์อันเป็นดาวบริวารโคจรล้อมรอบอยู่ 9 ดวงอันได้แก่ ดาวพุทธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร
ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน แล้วก็ดาวพลูโต
(ส่วนดาวเคราะห์ดวงที่ 10 หรือเซดนานั้น
ปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงหาข้อสรุปไม่ได้ว่า เจ้าดาวจิ๋วดวงนี้ควรจัดอยู่ในสารบบดาวเคราะห์หรือไม่
นักดาราศาสตร์บางคนให้ความเห็นว่าเซดนานั้นเป็นดวงจันทร์บริวารของดาว เคราะห์ยักษ์อีกดวง
ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปด้วยซ้ำลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่นี่ดูนะครับ)

ชาวสุเมเรียนเอาดาวเคราะห์มาจากไหนครับตั้ง 11 ดวง?

ความเชื่อของชาวสุเมเรียนโบราณนั้นมีอยู่ว่า สวรรค์ประกอบไปด้วยดาวทั้งหมด 12 ดวง คือ
ดวงอาทิตย์และดาวบริวารอีก 11 ดวง (พวกเขานับดวงจันทร์บริวารของโลกให้เป็น Planet หรือ
ดาวเคราะห์ด้วย นิยามดาวเคราะห์ของชาวสุเมเรียนอาจจะต่างไปจากสาขาวิชาดาราศาสตร์ในปัจจุบัน
ก็ได้นะครับ) เอ้า อย่าเพิ่งไปยึดติดกับความขัดแย้งของข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ที่พวกเราเรียน
กันมาเลยครับ อย่างน้อยชนชาติโบราณนี้ก็ได้พิสูจน์ว่ามีอะไรดีๆไม่น้อยหน้ามนุษย์ในยุคปัจจุบันเลยสักนิด
ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าถัดจากดาวพลูโตออกไปยังมีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่โคจรอยู่จึงไม่ควรเป็นเรื่องที่
พวกเรามองข้ามที่สำคัญดาวเคราะห์ดวงนั้นเป็นดาวเคราะห์ที่ชาวสุเมเรียนระบุว่าเป็นที่พำนักของ
เหล่า Anunnaki เทพเจ้าผู้ลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบนเสียด้วย แหม...อยู่ในระบบสุริยะเหมือนกันนี่เอง
มิน่าล่ะจึงเดินทางไปๆมาๆระหว่างโลกและดาวดวงนั้นได้เป็นว่าเล่น หากนับจากดวงอาทิตย์ออกไป
ดาวเคราะห์ดวงนั้นจะอยู่ในอันดับที่ 12 ของดาวเคราะห์ทั้งหมด

ดังนั้นชื่อชั่วคราวที่เราจะเรียกดาวเคราะห์ดวงนั้นก็น่าจะเป็น The Twelfth Planet ถูกต้องไหมครับ?

ความแม่นยำทางดาราศาสตร์ของชาวสุเมเรียน

บอกกล่าวกันก่อน: ดาวยูเรนัสถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1781 เนปจูนในปี 1846 และพลูโตในปี 1930 ตามลำดับ

ตั้งแต่กรีกยุคโบราณจนกระทั่งถึง ค.ศ. 1870 ผู้คนล้วนมีความเชื่อว่าบนท้องฟ้ามีดาวเคราะห์อยู่ 6 ดวง
โคจรรอบดวงอาทิตย์หรืออีกนัยหนึ่งระบบสุริยะของเราประกอบด้วยสมาชิก 7 ดวงอันได้แก่
ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์, ดาวพุทธ, ดาวศุกร์, ดาวอังคาร, ดาวพฤหัส, และดาวเสาร์ โลกไม่ถูกนับรวมอยู่ด้วย
เพราะคนโบราณ(ชาวยุโรป)เค้าเชื่อกันว่าโลกคือศูนย์กลางของจักรวาล มีท้องฟ้าล้อมรอบ
โลกของเราเอาไว้ในลักษณะวงกลม โลกที่เราอยู่อาศัยนั้นถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในจักรวาล
ที่ถูกสร้างโดยพระผู้เป็นเจ้าเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าทรงรักที่สุดคือมนุษย์นั่นเอง


ตำราเรียนทางดาราศาสตร์พื้นฐานบอกกับเราว่านิโคลัส คอเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus) เป็นผู้ค้นพบว่า
แท้ที่จริงโลกของเราเป็นเพียงสมาชิกดวงหนึ่งของดาวเคราะห์ใน ระบที่เรียกว่า Heliocentric System หรือ
ระบบที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ทฤษฎีของคอเปอร์นิคัสยังความโกรธเกรี้ยวให้แก่ศาสนจักรผู้เชื่อว่า
โลกคือศูนย์กลางของจักรวาลเป็นอย่างมาก นิโคลัส คอเปอร์นิคัสมีโอกาสพิมพ์และเผยแพร่ทฤษฎีของเขา
ในปี 1543 อันเป็นเวลาที่เขานอนรอความตายอยู่บนเตียงนอน

ความรู้และเทคโนโลยีหลายอย่างที่เรารู้จัก ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกค้นพบอีกครั้งเท่านั้น เป็นต้นว่า
กรรมวิธีผลิตไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่ที่เราเพิ่งรู้จักกันมาไม่กี่ร้อยปีนี้ เมื่อสามพันกว่าปีก่อน
ชาวแบกแดด เขามีไว้ใช้ชุบเครื่องทองกันแทบทั้งนั้น
แนวคิดเรื่องระบบที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง
ก็เช่นเดียวกันครับ นักวิชาการต่างประหลาดใจไปตามๆกันเพราะหลักฐานที่มีบอกกับพวกเขาว่า
แนวคิดนี้เคยถูกเผยแพร่โดยนักดาราศาสตร์โบราณมาแล้วเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล,
ค.ศ. 500 และศตวรรษที่ 15 ตามลำดับ



แผนที่จักรวาลตามแบบฉบับของคอปเปอร์นิคัส

ยิ่งไปกว่านั้นนักวิชาการรู้สึกประหลาดใจจนยากจะอธิบายว่า เหตุใดชาวกรีกในยุคหลัง
(รวมทั้งชาวโรมันในเวลาต่อมา)จึงหันมาคล้อยตามแนวคิด เรื่องโลกแบน คุ้นกันอยู่ใช่ไหมครับกับ
คนโบราณที่เชื่อว่าโลกของเราแบนเหมือนแผ่นกระดานลอยอยู่เหนือแผ่นน้ำอันดำมืดใต้โลกลงไป
เป็นพิภพของความมืดมิดที่เรียกกันว่า The World of Hades ซึ่งแนวคิดนี้นับว่าถอยหลังลงคลองชัดๆ
เมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่ว่า บรรพบุรุษของพวกเขาค้นพบกันมานานนมว่าโลกของเรามีสันฐานกลมแป้น
ไม่ได้แบนราบ

ฮิปปาร์คัสนักเขียนโบราณเคยเขียนเผยแพร่ผลงานของเขาที่อยู่บนพื้นฐานของการศึกษาเอกสารโบราณ
เขากล่าวว่าความรู้ที่เขานำมาประมวลในงานเขียนของเขานั้นถูกสั่งสมถ่ายทอดมาจากบรรพชน
เป็นเวลานับพันๆปี เจ้าของผลงานเดิมเหล่านั้นฮิปปาร์คัสกล่าวถึงในลักษณะของผู้มีเครดิตในงานของเขา
ซึ่งแต่ละคนล้วนอยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมียทั้งสิ้น เป็นต้นว่า นักดาราศาสตร์ชาวบาบิโลเนียนแห่งอีเร็ค,
บอร์ซิปปา และบาบิโลน

เจอร์ มินัสแห่งเกาะโรดส์กล่าวถึงชาวคาลเดียนอันเป็นบรรพชนของชาวบาบิโลเนียนว่า ค้นเหล่านี้ค้นพบ
และคำนวณวงโคจรของดวงจันทร์ได้ ส่วนนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกชื่อไดโอโดรัส ซิคูลัส เขียนเอาไว้
ในเอกสารเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนคริสตกาลว่าชาวกรีกในสมัยนั้นได้ วิชาดาราศาสตร์มาจากเมโสโปเตเมีย
เขากล่าวว่าคนเล่านั้นจัดลำดับและตั้งชื่อแก่ดาวเคราะห์บนท้องฟ้ากึ่งกลางของจักรวาลคือ
ดวงอาทิตย์อันเปล่งรัศมีเจิดจ้า ดาวเคราะห์ที่ส่องแสงนวลบนท้องฟ้าล้วนเป็นลูกหลานที่อาศัยแสงสะท้อน
จากดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น

มหัศจรรย์เหลือที่จะกล่าวจริงๆครับ คนโบราณรู้ข้อเท็จจริงว่าดาวเคราะห์ไม่มีแสงสว่างในตนเองและ
ต้องอาศัยแสงสะท้อนจากดาวฤกษ์ได้อย่างไร ในเมื่อนักวิชาการสมัยใหม่ของพวกเราเพิ่งจะค้นพบ
ข้อเท็จจริงเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้ ห่างจากยุคสมัยของพวกเขาตั้งหลายพันปี




Zodiac กับราศีทั้ง 12 อันเป็นสัญลักษณ์ของโกลด์เซ็นต์ เอ๊ย... กลุ่มดาวทั้ง 12
ตามความเชื่อของชาวกรีก(ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากชาวคาลเดียนอีกต่อหนึ่ง)
พวกเราทุกคนรู้กันดีว่าพื้นทางวิชาดาราศาตร์ในปัจจุบันนั้นมาจากชาวกรีกโบราณ (ฟังแค่ชื่อดาว
ก็พอจะรู้ใช่ไหมครับ) แต่ทราบกันไหมว่าแหล่งความรู้ในสาขาวิชาดาราศาสตร์ของชาวกรีกนั้น
มาจากชาวคาลเดีย ซึ่งชาวคาลเดียเองก็สะสมความรู้ดังกล่าวมาจากคนรุ่นก่อนอีกทีหนึ่งจากยุคสู่ยุค
จากรุ่นสู่รุ่นย้อนหลังเวลาขึ้นไปนับไปเป็นพันๆปี สำหรับชาวกรีกโบราณแล้วคาลเดียมีความหมายเดียว
กับคำว่า Stargazer และ Astronomers ครับ

ตำราประวัติศาสตร์บอกกับเราว่า ดาราศาสตร์พัฒนามาจากวิชาดูดาวและโหราศาสตร์ที่ใช้วิถีโคจรของดาว
มาทำนายทายทักดวงชะตา จากนั้นด้วยกึ๋นอันแสนอัจฉริยะของนักวิชาการในยุโรป วิชาโหราศาสตร์
จึงค่อยๆพัฒนามาเป็นดาราศาสตร์ยุคใหม่อย่างในปัจจุบัน ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วมันผิด!

ในไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่าเองก็ กล่าวถึงข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์มากมาย
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ที่สั่งสมมาจากตะวันออกกลางแทบทั้งสิ้น
เช่นเรื่องของจักรราศี
กลุ่มดาว รวมถึงทางช้างเผือกเป็นต้น จะด้วยอะไรก็ตามแต่ ดาราศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาปรากฏการณ์
บนท้องฟ้าของคนโบราณกลับกลายมาเป็น วิชาโหราศาสตร์ทีละน้อยละน้อย คนโบราณเชื่อเรื่องของ
อิทธิพลของดวงดาวต่อชะตามนุษย์ก็จริงครับ แต่เชื่อในลักษณะของผลกระทบโดยรวมต่อสังคมหรือ
บุคคลสำคัญของสังคมเช่น กษัตริย์เท่านั้น วิถีโคจรหรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าบางอย่างอาจส่งผล
ต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว โรคระบาด หรือความเข้มแข็งของนครรัฐ
ไม่ได้ส่งผลต่อบุคคลในลักษณะปัจเจกเช่นวิชาโหราศาสตร์ในยุคหลังเลย

ระบบที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางที่เราใช้กันในทุกวันนี้ เราอาศัยการขึ้นและตกของดวงดาวที่มองเห็น
จากท้องฟ้าของโลก(โดยสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์)เป็นมาตรวัด ทำนองเดียวกับที่ชาวเมโสโปเตเมียโบราณ
อย่างชาวคาลเดียนใช้สิ่งที่เรียกว่า Ephemerides เมื่อครั้งกระโน้น ชาวเมโสโปเตเมียเหล่านี้กล่าวว่า
ความรู้ทุกอย่างในแขนงของดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ของพวกเขาได้รับการถ่ายทอดจากบรรพชน
คุณคงไม่ถามผมหรอกนะครับว่าบรรพชนอันเป็นรากเหง้าของความรู้เหล่านี้เป็นใครกันแน่


A Radiant Celestial Body....

พูดถึงปฏิทินทางดาราศาสตร์แล้ว ชนชาติที่มีชื่อเสียงด้านนี้เห็นจะหนีไม่พ้นชาวบาบิโลเนียนกับอัสสิเรียน
ทว่าทั้งสองชาตินี้กลับไม่ได้เป็นผู้ค้นคิดวิธีการคำนวณตลอดจนกำหนด คุณสมบัติสำคัญของปฏิทิน
ทางดาราศาสตร์เลยครับ ปฏิทินของพวกเขาเป็นที่ทราบกันดีว่าไปเอาแบบมาจากต้นกำเนิดซึ่งเป็น
คนโบราณในดินแดนซูเมอร์ นักโบราณคดีหลายคนลงความเห็นว่า รูปแบบของปฏิทินเหล่านั้นถูกดัดแปลง
มาจากหลักการสร้างปฏิทินแห่งนิปเปอร์ (Nippur) โดยเฉพาะสัญลักษณ์ที่ใช้ในปฏิทินนั้นเห็นได้ชัดเลยว่า
เอามาจากหลักการแบ่งท้องฟ้าออกเป็น 3 ฟากของชาวสุเมเรียน คือ
way of Enlil, Enki และ way of Anu


...ทราบไหมครับว่าปฏิทินที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ก็มีรากฐานมาจากปฏิทินแห่งนิปเปอร์นี่แหละ
พูดถึงความรู้ทางดาราศาสตร์ของสุเมเรียนโบราณกันสักนิด พวกเขามีศัพท์คำว่า DUB อันมีความหมาย
ทางดาราศาสตร์ว่าเส้นรอบวง 360 องศาของโลก ซึ่งในสายตาของชาวสุเมเรียนมีความสัมพันธ์กับ
ความโค้งของสวรรค์(ท้องฟ้า) ซึ่งครอบคลุมโลกอยู่อย่างแน่นแฟ้น เพื่อความสะดวกในการคำนวณ
ทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ พวกเขาลากเส้นสมมติที่เรียกว่า AN.UR เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการวัด
ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เส้นดังกล่าวนี้เป็นเส้นแบ่งในแนวนอนครับส่วนแนวตั้งนั้นพวกเขามีเส้นที่ชื่อว่า
NU.BU SAR.DAR อันมีจุดสำคัญที่สุดที่เรียกว่า AN.PA หรือ Middle lines of heaven

...ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่ไหมครับว่าเจ้าเส้นชื่อ ประหลาดๆเหล่านี้ได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
และพวกเรารู้จักกันในนามของเส้นละติจูดและเมอร์เดียน

นอกจากนี้พวกเขายังมีศัพท์เฉพาะที่ใช้สำหรับทำปฏิทินทางดาราศาสตร์อย่างละเอียดละออ
ตัวอย่างเช่นพวกเขามีเส้นที่แสดงช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกที่สุด ที่ชื่อ AN.BIL เป็นต้น
ซึ่งหลักการ(รวมทั้งศัพท์)เหล่านี้มีให้เห็นเกลื่อนไปหมดในเอกสารโบราณของชน รุ่นหลังๆ
เช่น อัคเคเดียน เฮอร์เรียน ฮิตไทต์ และชนชาติอื่นๆในแถบนั้น

น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารบางอย่าง หลักฐานบางชิ้น ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่ฉบับที่เป็น
ออริจินอลของชาวสุเมเรียนโดยตรง แต่เป็นของชนชาติรุ่นหลัง(ที่ผมได้เอ่ยนามมาแล้ว)
ซึ่งก็ไปเอามาจากต้นฉบับของชาวสุเมเรียนอีกต่อหนึ่ง เรื่องของการตกทอดเอกสารนี่ปัญหาใหญ่ของมัน
คือความคลาดเคลื่อนครับ โดยเฉพาะหากต้องมีการแปลจากภาษาต้นฉบับไปสู่อีกภาษาหนึ่ง คำ ความ
และบริบทที่ถูกแปลไปมีสิทธิเพี้ยนเอาได้ง่ายๆ ซึ่งตรงนี้จะก่อให้เกิดปัญหากับผู้ศึกษาตีความเอามากๆ

อย่างไรก็ตามแต่ เอกสารโบราณจำนวนกว่า 25,000 ชิ้น ที่ถูกค้นพบในตะวันออกกลางส่วนใหญ่
กล่าวถึงหลักดาราศาสตร์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ หลักการบางอย่างสอดคล้องต้องตรงกับวิชาดาราศาสตร์
ของเราในปัจจุบัน แต่หลักการบางอย่างก็ไม่ตรง อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่า เกิดจากความผิดพลาด
ของคนโบราณหรือว่าเป็นเพราะศาสตร์ของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ยังไปไม่ถึงกันแน่

หลักฐานชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจเป็นเอกสารโบราณของชาวบาบิโลเนียนชื่อ The Day Of Lord ซึ่งถูกจัดทำ
ในสมัยของพระเจ้าซาร์กอนแห่งอัคเคดเมื่อประมาณ 3 พันปีก่อนคริสตกาล ส่วนอีกชิ้นมาจาก
สมัยราชวงศ์ที่ 3 แห่งนครรัฐเออร์(Ur) เป็นเอกสารที่รวบรวมรายชื่อของกลุ่มดาวบนท้องฟ้าเอาไว้
เจ้าเอกสารสำคัญชิ้นนี้แหละครับที่ทำเอานักโบราณคดีปวดหัวเกือบตายกว่าจะแกะออกมาได้ว่า
มันเป็นงานเขียนที่ว่าด้วยรายชื่อของกลุ่มดาวบนท้องฟ้า

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=83&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


PAGAN SUN WORSHIP AND CATHOLICISM
THE MONSTRANCE and the WAFER GOD



Exo 20:4 Thou shalt not make unto thee any graven image, or any likeness of
any thing that is in heaven above, or that is in the earth beneath, or
that is in the water under the earth:
Exo 20:5 Thou shalt not bow down thyself to them, nor serve them: ...

Acts 19:26 Moreover ye see and hear, that not alone at Ephesus, but almost
throughout all Asia, this Paul hath persuaded and turned away much
people, saying that they be no gods, which are made with hands:
Note that the commandment of God forbids making and bowing down to images.
Among pagans, perhaps the most common form of idolatry is sun worship,
and the above prohibition would clearly exclude bowing down before
images of the sun or moon (things in the heaven above). But then God
gets even more explicit:

Deu 17:2 If there be found among you, within any of thy gates which the
LORD thy God giveth thee, man or woman, that hath wrought wickedness in
the sight of the LORD thy God, in transgressing his covenant,
Deu 17:3 And hath gone and served other gods, and worshipped them, either
the sun, or moon, or any of the host of heaven, which I have not commanded;
Deu 17:4 And it be told thee, and thou hast heard of it,
and inquired diligently, and, behold, it be true, and the thing
certain, that such abomination is wrought in Israel:
Deu 17:5 Then shalt thou bring forth that man or that woman, which have committed
that wicked thing, unto thy gates, even that man or that woman, and
shalt stone them with stones, till they die.

Jer 8:1 At that time, saith the LORD, they shall bring out the bones of the
kings of Judah, and the bones of his princes, and the bones of the
priests, and the bones of the prophets, and the bones of the
inhabitants of Jerusalem, out of their graves:
Jer 8:2 And they shall spread them before the sun, and the moon, and all the host of
heaven, whom they have loved, and whom they have served, and after whom
they have walked, and whom they have sought, and whom they have
worshipped: they shall not be gathered, nor be buried; they shall be
for dung upon the face of the earth.
Jer 8:3 And death shall be chosen rather than life by all the residue of them that remain of this
evil family, which remain in all the places whither I have driven them, saith the LORD of hosts.
With that in mind, lets look at solar and lunar images directly associated with the Catholic Mass.
Here is Pope John Paul II holding what is called a Monstrance or Ostensorium. It is used to display a round wafer of bread, called the host, which is used in what is called the Mass, Lord's Supper, Communion or Eucharistic meal. The Catholic believes this wafer of bread turns into the actual body of Christ when consecrated during the Mass.
From the "Be Not Afraid" series of videos, Copyright ©️ 1992,
Apostolate for Family Consecration
The Roman Catholic Church even admits the Monstrance to be a sunburst:
"During the baroque period, it took on a rayed form of a sun-monstrance with a
circular window surrounded by a silver or gold frame with rays."
Source: The Dictionary of the Liturgy by Rev. Jovian P. Lang, OFM., published and copyrighted ©️ 1989 by
Catholic Book Publishing Co., New York, ISBN 0-89942-273-X, page 436.
Photo of a Monstrance in the Vatican Museum
From the book "The New Illustrated Great Controversy"
Copyright ©️ LLT Productions - Used by Permission
In fact, according to the 1913 edition of the Catholic Encyclopedia-
The most appropriate form (for the monstrance) is that of the sun emitting
its rays to all sides (Instructio Clement., 5). [See Altar Vessels: Ostensorium]
Notice the letters SFS in the small sunburst blaze on the large close up of a Monstrance above? Each of the letters is a universal symbol for the number 6 in the pagan mysteries, so to the pagan it reads 666! The number 666 is also associated with what is called the "magic square of the sun". The practice of equating names and letters with numbers is called gematria.
The letter F: The Hebrew letter Vau (V) has a value of 6. The English letter F is a descendant of Vau and retains the same value. The letter F is also the 6th letter of the English alphabet. In pagan numerology the letters F, O, and X have the value of 6.The Greek symbol Digamma also looks like the letter F and has a value of 6.
The letter S: The Greek equivalent of Vau is the letter Stau, which looks like an S, and it also has the value of 6.
Sources: The Modern Numerology by John King, published by Blandford, Copyright ©️ 1996, ISBN 0-7137-2560-5, page 121 / Behind Numerology, by Shirley Blackwell Lawrence, published by Newcastle Publishing Co., Inc., Copyright ©️ 1989, ISBN 0-87877-145-X, page 93 / Jesus Christ Sun of God, by David Fideler, Copyright ©️ 1993, published by Quest Books of Wheaton Illinois and Madras India, ISBN 0-8356-0696-1, page 27.
And the flaming Sacred Heart located just below the SFS is actually symbolic of Baal / Tammuz!
(See Consecration to Flaming Sacred Hearts)
The priest (here the Pope) sometimes holds up the sunburst monstrance with the host encased for the congregation to adore and venerate. Virtually any time the monstrance, a pagan sun symbol, is viewed by the congregation, they kneel in submission. A Catholic cannot walk past this sun symbol without acknowledging it by kneeling and or making the sign of the cross with their hands.


From the "Be Not Afraid" series of videos, Copyright ©️ 1992,
Apostolate for Family Consecration

Remember God's commandment forbidding bowing down to images? How can the Catholic justify bowing down before a sun image in veneration? They will tell you that they are paying homage to the host, bread they believe has actually turned into the actual body and blood of Jesus after being consecrated by a priest. Since the wafer, they believe, has been transformed into God Himself, it is the round wafer god inside the sunburst monstrance that they bow down to in worship, not the sunburst monstrance. However, the round wafer of bread itself is also a sun symbol, which is sometimes made quite obvious in Catholic
representations of the host in various forms of artwork.


Above is the huge processional monstrance of the Cathedral of Toledo,
Spain, made of gilded solid silver and solid gold, being paraded through the streets for public display on the festival of Corpus Christi. It is said to contain 18 kg (40 pounds) of gold, and 183 kg (400 pounds) of silver, for a total weight nearing 1/4 ton of precious metals.

The great monstrance of the cathedral of Toledo, which is more than twelve feet high, and the construction of which occupied in all more than 100 years, is adorned with 260 statuettes, one of the largest of which is said to be made of the gold brought by Columbus from the New World.
Source: Catholic Encyclopedia Online, Ostensorium (Monstrance).
Another very large monstrance has recently been made for St. Stanislaus Kostka Church in Chicago that stands 9 feet tall. It depicts the Ark of the Covenant, 2 Cherubim on either side with wings overspread, and [u]Mary as the woman of Revelation 12 in place on the Ark's mercy seat! On her chest is the sunburst symbol that contains a one foot wide wafer host.
The Sanctuary of the Divine Mercy.
At right is the general sunburst pattern used to symbolize the host, the supposed "true body" of Christ. This design has also been adopted by the Jesuits as their symbol. The IHS is thought by some to represent the first letters of each word in the Latin phrase Iesus Hominum Salvator (Jesus Saviour of Men), although according to the Catholics themselves they actually represent the first three letters of the name "Jesus" in Greek (spelled in Greek iota-eta-sigma-omicron-upsilon-sigma). The pagan though, would quickly see the same sun disk symbol associated with many pagan deities of Egypt, among them Isis, Horus, and Seb. In Egyptian mythology Seb (Geb) was the father of the goddess Isis (Aset), the mother and protectress of her divine son Horus (Harpocrates). Horus (the younger) is frequently depicted on Egyptian temples as a winged sun disk, representing the rays of the rising sun.

At left is a statuette of the Egyptian goddess Isis. Her headdress shows
the sun disk within the horns of an Apis bull, symbology which is
virtually identical to that of the sunburst monstrance. Also of note,
in Isis lap is her infant son, Horus. In this one image you have the
symbology of the Catholic monstrance and Mother / child worship which is so prominent in Catholicism.
The Egyptian pharaoh also claimed to be the embodiment of Horus on earth, much like the pope claims to be the infallible Vicar of Christ on earth.

The British Museum.


The Apis bull, as depicted in this Egyptian statuette, is likely to be the pattern used for the golden calf the Israelites made at Mount Sinai (Exo. 32), since they were undoubtedly quite familiar with it as a result of their long captivity in Egypt. Note that in front of the sun disk and horns, which looks virtually identical to some Catholic monstrances, there is the serpent poised to strike. In scripture the serpent is symbolic of Satan. (Gen 3, Rev. 12:9)


The British Museum.


At left is the reverse side of a medal commemorating the Catholic Eucharistic Congress held in Chicago in 1926 (On the front there is a bust of Pope Pius XI). Note that the round wafer host above the golden
cup is portrayed as a radiant sunburst.

UBI PETRUS - IBI ECCLESIA
Where Peter is, there is the Church


The Worship of Baal is Sun WorshipBelow is an artifact unearthed in the holy of holies of the pagan temple in the Canaanite city of Hatzor / Hazor, in northern Israel. It is described as follows:
"Of special interest is a square basalt altar for burning incense. On one of its sides, a circle with a cross in the center – the divine symbol of the Canaanite storm god – is carved in low relief." "...a basalt offering table, pillar-shaped, with a carved symbol of the storm god Baal on its side. That symbol was a circle with a cross in the center"

Sources:
Israel Ministry of Foreign Affairs, Hatzor: "The Head of all those Kingdoms"
University of Illinois, Religious Studies, Hazor (archived page)

2 Ki 23:3 And the king [Josiah] stood by a pillar, and made a covenant
before the LORD, to walk after the LORD, and to keep his commandments
and his testimonies and his statutes with all their heart and all their
soul, to perform the words of this covenant that were written in this
book. And all the people stood to the covenant.
2 Ki 23:4 And the king commanded Hilkiah the high priest, and the priests of the second
order, and the keepers of the door, to bring forth out of the temple of
the LORD all the vessels that were made for Baal, and for the grove,
and for all the host of heaven: and he burned them without Jerusalem in
the fields of Kidron, and carried the ashes of them unto Bethel.
2 Ki 23:5 And he put down the idolatrous priests, whom the kings of Judah
had ordained to burn incense in the high places in the cities of Judah,
and in the places round about Jerusalem; them also that burned incense
unto Baal, to the sun, and to the moon, and to the planets, and to all
the host of heaven.
2 Ki 23:6 And he brought out the grove from the house of the LORD, without Jerusalem, unto the brook Kidron, and burned it at the brook Kidron, and stamped it small to powder, and cast the
powder thereof upon the graves of the children of the people.
Baal Worship in Canaan
Baal worship revolved around two themes that represented the conception
of Baal his worshipers held. Baal was both the sun-god and storm-god.
He was worshiped as sun-god when the people wished to express thanks
and gratitude for light and warmth and fertility.
Source: Holman Bible Dictionary, Computer version, entry on Baal by James Newell.
BAAL AS A DEITY
... in many Chanaanite, Phoenician, or Palmyrene shrines, the sun was the Baal worshipped, ...Source: The Catholic Encyclopedia Online, entry on Baal, Baalim.

Catholic Sunburst Eucharist Host
Here the Eucharistic host, as Catholics call it, has actually been made as a
sunburst (note the flames around the edge). This sun symbol, after consecration, is called the true body of God, to be adored and bowed down to and worshipped by the laity, especially when displayed inside a
sunburst monstrance.
Note the similarity to the symbol of Baal from Hatzor: a cross within a circle.

From the video "This is my Body, This is my Blood, Miracles of the Holy Eucharist" by Bob and Penny Lord
Copyright ©️ 1988.

At
left is a pagan Canaanite cultic pillar or "matstsebah", also found in excavations of the city of Hatzor, showing hands raised in praise to the sun disk, portrayed within the crescent moon.
Deu 16:22 Neither shalt thou set thee up any image (matstsebah); which the LORD thy God hateth.On the cover of the Jan/Feb 2000 edition of
Envoy Magazine,
a Catholic publication, an elevated consecrated host of the Eucharist is unmistakably depicted as a bright yellow sun disk against the background of a cloudy blue sky!

Above photo by Richard Lannoy


At left is pope John Paul II celebrating Mass, elevating a large host for adoration. Note the similarity with the pagan Canaanite pillar!

Image from the "Be Not Afraid" series of ideos, Copyright © 1993, Apostolate for Family Consecration, P.O. Box 151, Bloomingdale Ohio, 43910.

avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 4:22 pm

Do you think this is what Jesus had in mind at the Last Supper? No, when He "broke bread" He handed His disciples a torn fragment of unleavened bread, that symbolized His sinless broken body on the cross, but this is NOT what is conveyed with a pressed, round, intact and unbroken wafer that has been so commonly used.Now, a Catholic might respond: the manna that fell from heaven was ROUND:
Exo 16:14 And when the dew that lay was gone up, behold, upon the face of the wilderness there lay a small round thing, as small as the hoar frost on the ground.
Voila! The round disk-like wafer host of the Mass is a copy of God's manna!No. Not, so fast. Note that scripture give us a description of manna in size, shape, color and taste:
Exo 16:14 And when the layer of dew lifted, there, on the surface of the wilderness, was a small round substance, as fine as frost on the ground. [NKJV]
Exo 16:31 And the house of Israel called the name thereof Manna: and it was like coriander seed [in size and shape], white [color]; and the taste of it was like wafers made with honey. [KJV]

Num 11:7 And the manna was as coriander seed [in size and shape], and the colour thereof as the colour of bdellium [white].
Num 11:8 And the people went about, and gathered it, and ground it in mills, or beat it in a mortar, and baked it in pans, and made cakes of it: and the taste of it was as the taste of fresh oil. [KJV]
Psa 78:24 he rained down manna for the people to eat, he gave them the grain of heaven. [NIV]
Psa 78:24 And had rained down manna upon them to eat, and had given them of the corn of heaven. [KJV]
The size and shape of manna
Exodus 16:14 tells us manna was small, small like the frost on the ground. We are also told in Exodus and Numbers that manna was like Coriander seed. Coriander is common today, and is used in brewing beer. It is round like a ball, and quite small. Eight to ten Coriander seeds might fit in the space of a pea. A picture of one ounce (hundreds) of Coriander Seeds.So Coriander is a miniscule round seed.In Psalm 78 manna is further described as the grain or corn of heaven. In Strong's the word in Psalm 78 is:
H1715. dagan, daw-gawn'; from H1711; prop. increase, i.e. grain:--corn ([floor]), wheat.
Manna, therefore, was small and round like a ball, similar to a small seed grain.The color of manna
The meaning of bdellium is somewhat uncertain, however, similar words in other languages favor identification with a resinous gum. In droplet form, the gum may have the appearance of a pearl, white.
Exodus 16:31 confirms that manna was white in color by plainly stating it.
The taste of manna
Exo 16:31 ... the taste of it was like wafers made with honey.Num 11:8 ... the taste of it was as the taste of fresh oil.
As described in the Bible, manna resembled Coriander in size and shape: it was like a grain, like a small white round ball-like seed which was collected, ground up, and baked to make cakes, like wheat is ground to make bread. So, no, the Catholic wafer host does not imitate manna in either size or shape.
Here is a Catholic Web page advocating that churches begin a program of perpetual 24 hour adoration (worship), of the wafer host: Apostolate for Perpetual Adoration.You might call this the perpetual worshipping of "God in (of ?) the Sunburst Monstrance".
Here are additional pictures of monstrances online- Museum of Monte Cassino, Italy. The Eucharistic Miracle of Lanciano. The last item is quite extraordinary. In the 8th century, it is alleged that the host and wine turned into actual living flesh and blood during a Mass, which it is said, remain well preserved in a monstrance in Italy to this day.Here at Eucharistic Phenomena they attempt to explain and elaborate on such "inexplicable miracles".

On the right is a photo of a stele from Ur of the Chaldees, with the symbol of the Babylonian sun god Shamash within the crescent of the moon goddess Nanna.

Stele of Ur-Nammu, detail
At right is a close-up of a monstrance, and inside the glass enclosure is a crescent, upon which the round wafer god host is placed, a virtual duplication of the symbology of the Canaanite and Chaldean stele shown above. Many monstrances use this crescent, which is officially called a
"lunette" or "luna" (moon), to hold the round wafer host. The sun disk in the crescent moon is a quite common symbol for pagan religions, to include Babylon, Syria, and India.



From the video "666 and the Mark" by James Arrabito, Copyright ©️LLT Productions - Used by Permission

Worshipping the Eucharist as God

Images from the video "666 and the Mark" by James Arrabito,
Copyright ©️
LLT Productions - Used by Permission
Above on the left you see the pagan sunburst wafer god, inscribed with IHS and the cross, is portrayed above the cup of wine. This is the door to a place where the wine and wafers are stored. Above on the right, you see a similar carving depicting angels kneeling in idolatrous adoration or worship of the wafer god and wine.In case you think the word "worship" is an exaggeration on my part, please note this paragraph from the new Vatican Catechism of the Catholic Church: (Italics present in the original text)
378 Worship of the Eucharist.
In the liturgy of the Mass we express our faith in the real presence of Christ under the species of bread and wine by, among other ways, genuflecting or bowing deeply as a sign of adoration of the Lord. "The Catholic church has always offered and still offers to the sacrament of the Eucharist the cult of adoration, not only during Mass, but also outside of it, reserving the consecrated host with the utmost care, exposing them to the solemn veneration of the faithful, and carrying
them in procession."
Source: Catechism of the Catholic Church, published by Ligouri Publications, English translation ©️ 1994 by the
United States Catholic Conference, Inc.--Libreria Editrice Vaticana, bearing the Imprimi Potest of Joseph Cardinal Ratzinger, page 347.
And note this decree concerning the Most Holy Sacrament of the Eucharist from the thirteenth session of the Council of Trent, October 11th, 1551:

Chapter V THE WORSHIP AND VENERATION TO BE SHOWN TO THIS MOST HOLY SACRAMENTThere is, therefore, no room for doubt that all the faithful of Christ may,
in accordance with a custom always received in the Catholic Church, give to this most holy sacrament in veneration the worship of latria, which is due to the true God.
Source: The Canons and Decrees of the Council of Trent, Translated and introduced by Rev. H. J. Schroeder, O.P., Published by Tan Books and Publishers, INC., Rockford Illinois, 61105, ©️ 1978, ISBN: 0-89555-074-1, page 76.Here is the Thirteenth Session of Trent online. See Chapter V. Dominicae Cenae -
On the Mystery and Worship of the Eucharist, promulgated by John Paul
II On February 24, 1980 To All the Bishops of the Church.

Conclusion
So the Catholic Church describes itself in its documents as engaged in the act of worshipping
the Eucharist, which is also called adoration or veneration. Isn't it
amazing how the Catholic Church justifies bowing down before images of
the sun, as depicted by the monstrance and a round wafer, by claiming
the bread has actually become God! God's commandment is cleverly made of no effect by the Traditions of men, by mixing error and truth.
Note these 100 Lire coins issued by the Vatican for nearly 10 years. (Click on a coin for a closer look.)

Pope Pius the 12th - 1958

Pope John the 23rd - 1959
CITTÁ DEL VATICANO - CITY OF PROPHECY

Pope Paul the 6th - 1963
Incredibly enough, the woman representing faith (the Catholic Church) on the reverse side of the coins holds up a cup in her right hand, in which you see pagan sunburst wafer god, which recalls these verses in Revelation:
Rev 17:4 And the woman was arrayed in purple and scarlet colour, and decked with gold and precious stones and pearls, having a golden cup in her hand full of abominations and filthiness of her fornication:
Rev 18:3 For all nations have drunk of the wine of the wrath of her fornication, and the kings of the earth have committed fornication with her, and the merchants of the earth are waxed rich through the abundance of her delicacies.

The cup of wine of the apostate woman (church) represents spiritual and doctrinal fornication, a mixing of truth and error, Christianity and paganism, which she has taught to the world (made the nations drink).
Rev 17:5 And upon her forehead was a name written, MYSTERY, BABYLON THE
GREAT, THE MOTHER OF HARLOTS AND ABOMINATIONS OF THE EARTH.
There is only one self-proclaimed "Mother" church, The Universal (Catholic) Church.
Rev 18:4 And I heard another voice from heaven, saying, Come out of her, my people, that ye be not partakers of her sins, and that ye receive not of her plagues.
Rev 18:5 For her sins have reached unto heaven, and God hath remembered her iniquities.

http://newmannabaptist.com/default.aspx
http://www.belongtothetruth.com/index.html




http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=89&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


11 is the lucky number for Islam
MohamMAD had many wives and concubines. Hers is a list of his 11 wives:
1. Khadija 2. Sawda 3. Ayesha 4. Omm Salama 5. Hafsa 6. Zainab (of Jahsh)
7. Juwariya 8. Omm Habiba 9. Safia 10. Maymuna (of Hareth) 11.
Fatima.

Narrated Qatada:
"Anas bin Malik said, "The Prophet used to visit all his wives in a round, during the day and night and they were eleven in number." I asked Anas, "Had the Prophet the strength for it?" Anas replied, "We used to say that the Prophet was given the strength of thirty (men)." And Sa'id said on the authority of Qatada that Anas had told him about nine wives only (not eleven)." (Hadith, Volume 1, Book 5, Number 268)
The Moors invaded Spain in 711 and of course the collision of the 2 cultures produced the fanatical Catholicism of the Portuguese and Spanish Inquisition:


711The Moors first invaded Spain in the year 711. They named a small town in Spain after FATIMA—the 11th wife of Mohammad.


Surrender of the Moors to Ferdinand and Isabella in Jan. 1492, after occupying Spain for 781 years.....What a coincidence!!!!
This allowed for the redeployment of the Spanish army to the New World just in time to block the English and French colonization!!
Cybele or Allah made an appearance in Fatima in 1917!!

Fatima statue on parade. The Fatima cult is derived from the alleged appearance of the Virgin Mary to three sickly children at Fatima, Portugal, in 1917. With the appearance of Bolshevik Russia and world communism, the cult soon was transformed into an ideological crusade.
It was used extensively in the anti-Russian ideological war carried out by Pius XII, Cardinal Spellman and John Foster Dulles. The statue of the Virgin was sent on a global pilgrimage to the capitals of the world to rouse religious fervor. One of the capitals she visited was Moscow itself, under the veiled sponsorship of Western embassies led by the U.S.
Cybele or Allah made an appearance in Fatima, Portugal, on October 13, 1917.Allah's apparition was accompanied by a strange miracle: "The sun became pale, three times it turned speedily on itself, like a Catherine wheel . . . At the end of these convulsive revolutions it seemed to jump out of its orbit and come forward towards the people on a zigzag course, stopped, and returned again to its normal position.
This was seen by a large crowd near the children and lasted twelve minutes.
The fact that the other two thousand million human beings the world over
never noticed the sun agitate, rotate and jump out of its orbit did not bother the Catholic Church in the least." (Manhattan,
Vietnam Why Did We Go?, p. 27).The Fatima Crusade had to do with the conversion of Russia to Roman Catholicism!!
The 3 Secrets of Fatima

  1. The first was a vision of Hell (something well known to the modern world).
  2. The second was more to the point: a reiteration that Soviet Russia would be converted to the Catholic Church.
  3. The third was sealed in an envelope and put in custody of the ecclesiastical authority not to be revealed until 1960.

Pope John Paul II kneeling in prayer before the image of Our Lady of Fatima."And what concord hath Christ with Belial? (Baal) or what part hath he that believeth with an infidel?
And what agreement hath the temple of God with
IMAGES?" (II Cor 6: 15-16).

In July 2001, President Bush met with the Pope. The Pope reminded him that time was running out to fulfill Fatima!!
911
World Trade Center bombing on Sept 11, 2001. Immediately after this fake terror, the Pentagon rushed to establish bases in Afghanistan, Uzbekistan, Pakistan, Georgia, etc.,etc. All encircling Russia!!
http://www.belongtothetruth.com/Science_and_God/fatima01.htm







เมื่อผมได้อ่านความลับแห่งฟาติมา
คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช C..Ss.R.


ความลับส่วนที่หนึ่งและที่สอง


ความลับอะไรหรือ?
ฉันรู้สึกว่าฉันเปิดเผยความลับนี้ได้เพราะฉันได้รับอนุญาตจากสวรรค์แล้ว
ผู้แทนของพระเจ้าบนโลกนี้ได้อนุญาตฉันให้เปิดเผยหลายครั้งแล้ว
ในจดหลายหลายๆครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉบับที่ท่านเองได้เก็บไว้...

"ในตอนที่สองฉันได้อธิบายไว้แล้วอย่างละเอียดถึงเรื่องความสงสัย
ที่ทรมานฉันมากจากวันที่ 13 มิถุนายน มาจนถึงวันที่ 13 กรกฏาคม
และได้อธิบายด้วยว่าความทรมานนั้นหายไปได้อย่างไรเมื่อฉันได้เห็น
การประจักษ์ในวันนั้น เอาล่ะ...ความลับนั้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนต่างกัน
สองส่วนแรกนั้นฉันจะเปิดเผยดังต่อไปนี้คือ"

"ภาคแรกนั้นเป็นภาพนิมิตของนรก แม่พระได้ทำให้เราเห็นทะเลเพลิง
อันกว้างใหญ่ ซึ่งดูเหมือนจะอยู่ใต้โลก ปีศาจและวิญญาณในรูปมนุษย์มากมายตกลงไปในไฟนี้ ดั่งถ่านไฟที่กำลังลุกโชน บางร่างนั้นถูกเผาจนดำสนิท บางร่างก็เป็นสีตะกั่ว ลอยคออยู่ในทะเลเพลิงดังกล่าว บางร่างก็ถูกแรงไฟ
ที่กำลังเผาร่างของตนอยู่นั้นผลักให้ลอยขึ้นไปในอากาศ
พร้อมกับกลุ่มควัน แล้วก็ตกกระจายลงมาไปคนละทิศคนละทาง
ดั่งสะเก็ดไฟที่แตกกระจายจากการปะทุของกองไฟใหญ่
ร่างเหล่านั้นไม่สามารถจะควบคุมน้ำหนักตัวเองให้เกิดความสมดุลได้
ท่ามกลางเสียงร้องโอดครวญ โหยหวนด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง
ซึ่งเราเห็นแล้วก็รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นกันทุกคน
"


"เจ้าปีศาจนั้นมองจากรูปร่างที่คล้ายสัตว์ร้ายน่ากลัวแต่ก็ไม่เหมือนสัตว์
ชนิดใดที่เราเคยรู้จักมาก่อน ทุกร่างนั้นดำทมึนแต่ก็โปร่งมองทะลุได้...
เราเห็นภาพนิมิตนี้เพียงชั่วขณะ เราจะขอบคุณพระแม่ด้วยความกตัญญูเพียงใด
ถึงจะเหมาะสมพอเพียง เพราะพระนางได้ทรงเตรียมใจเราแล้วโดยสัญญา
ในการประจักษ์ครั้งแรกว่าจะพาเราไปชมสวรรค์ อย่างไรก็ตาม
ฉันคิดว่าเราคงจะตายเพราะความกลัวและภาพอันสยองขวัญเสียก่อนเป็นแน่
จากนั้นเราได้เงยหน้าขึ้นไปยังแม่พระผู้ตรัสกับเราด้วยความอ่อนหวาน
แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าว่า
....พวกเธอได้เห็นนรกที่บรรดาวิญญาณที่น่าสงสารทั้งหลายตกลงไปแล้ว
เพื่อที่จะช่วยวิญญาณเหล่านั้นพระเป็นเจ้าทรงปรารถนาที่จะก่อตั้งความศรัทธา
ต่อดวงใจบริสุทธิ์ของเรา ถ้าสิ่งที่เราได้บอกพวกเธอนั้นสำเร็จลุล่วงไปแล้ว
วิญญาณมากมายจะรอดและเมื่อนั้นล่ะสันติจะกลับคืนมา"

"สงครามจะสิ้นสุดในเร็ววัน แต่ถ้าหากมนุษย์ไม่หยุดทำ
ขัดเคืองพระทัยพระเจ้า สิ่งที่เลวร้ายกว่าก็จะเกิดขึ้นในช่วงสมัยของ
พระสันตะปาปาปีโอที่ 11


"เมื่อพวกเธอเห็นค่ำคืนที่สว่างไสวด้วยแสงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ขอให้รู้ไว้เถิดว่านั่นคือเครื่องหมายอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงบอกให้พวกเธอ
ทราบว่าพระองค์กำลังจะลงโทษโลกเนื่องด้วยความผิดมหันต์ที่โลกกระทำ
พระองค์จะลงโทษด้วยสงคราม ความอดอยากและ
การเบียดเบียนพระศาสนจักร
และการเบียดเบียนพระสันตะบิดา


"เพื่อที่จะป้องกันสิ่งดังกล่าวนี้ เราจะมาเพื่อขอให้มอบถวายรัสเซียต่อดวงใจ
อันบริสุทธิ์ของเรา และขอให้รับศีลมหาสนิทเพื่อเป็นการชดเชยโทษนั้น

ในวันเสาร์ต้นเดือน

"หากคำขอของเราได้รับการตอบสนอง รัสเซียจะกลับใจและจะเกิดสันติ
หาไม่แล้วรัสเซียจะแพร่ขยายความผิดพลาดของตนไปทั่วโลก
ทำให้เกิดสงครามและการเบียดเบียนพระศาสนจักร
คนดีมากมาย
จะต้องสิ้นชีพเป็นมรณสักขี พระสันตะบิดรจะต้องทรมานอย่างมาก
ชาติต่างๆจะถูกทำลาย แต่ในที่สุดแล้วดวงใจบริสุทธิ์ของเราจะมีชัย
พระสันตะบิดรจะมอบถวายรัสเซียแก่เรา และรัสเซียจะกลับใจ
และช่วงเวลาแห่งสันติภาพจะเกิดขึ้นในโลก"







http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=86&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm