The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

หน้า 1 จาก 15 1, 2, 3 ... 8 ... 15  Next

Go down

The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 11:44 am

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000023989

นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

22 กุมภาพันธ์ 2553 03:10 น.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


ภาพการชนกันของกาแลกซี NGC 6872 และ IC 4970 บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทราในย่านรังสีเอกซ์
และกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปริตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ในย่านอินฟราเรด ผสมกับการบันทึกของ
กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดิน (เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา)

เป็นเวลายาวนาน ที่นักดาราศาสตร์ใช้ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์โนวา” เป็นเครื่องมือช่วยอ้างอิง
ในการวัดการขยายตัวของเอกภพ แต่พวกเขาก็มีข้อสงสัยที่ฝังแน่นว่า
อะไรเป็นสิ่งที่จุดฉนวนให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ของดวงดาวนี้


มารัต กิลฟานอฟ (Marat Gilfanov) จากสถาบันดาราศาสตร์ฟิสิกส์มักซ์พลังก์ (Max Planck Institute for Astrophysics)
ในเยอรมนีกล่าวกับเอเอฟพีว่า มีวัตถุที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจเอกภพ แต่ก็ยอมรับด้วยว่า
เป็นเรื่องน่าอายมากสำหรับทีมวิจัยของเขา ที่ไม่ทราบว่าวัตถุที่ว่านั้นทำงานอย่างไร

อย่างไรก็ดี ตอนนี้พวกเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าอะไรที่จุดชนวนการระเบิดครั้งใหญ่ของดวงดาว
ที่เรียกว่า “ซูเปอร์โนวา”
(supernova)

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่า ซูเปอร์โนวา ไทป์ 1เอ (Type 1a supernovae) เกิดขึ้น
เมื่อดาวแคระขาวหรือซากดาวเก่าที่ยุบตัว จนกลายเป็นดาวที่ไม่เสถียรเมื่อถึงจุดเกินขีดจำกัด
น้ำหนักตัวเองซึ่งความไม่เสถียรนี้อาจเกิดได้จากทั้งการหลอมรวมกันของดาวแคระขาว 2 ดวง
หรือเกิดจากแรงโน้มถ่วงที่มากพอจะดึงดูดสสารจากดาวคล้ายดวงอาทิตย์ที่อยู่ข้างๆ

อาศัยกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา (Chandra X-ray Observatory) ของ
องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) กิลฟานอฟและทีมวิจัยของเขาได้ศึกษาซูเปอร์โนวา
ในกาแลกซีรูปทรงรี 5 กาแลกซีซึ่งอยู่ใกล้กาแลกซีของเรา รวมถึงซูเปอร์โนวา
ในบริเวณใจกลางกาแลกซี แอนโดรมีดาเพื่อนบ้าน

ผลศึกษาของเราชี้ว่า ซูเปอร์โนวาในกาแลกซีที่เราศึกษานั้น ส่วนใหญ่เกิดจาก
การหลอมรวมกันของดาวแคระขาว 2 ดวง
หากซูเปอร์โนวาเกิดจากแรงโน้มถ่วง ที่ดึงเอามวลสาร
จากดาวข้างเคียงเข้ามา กาแลกซีนั้นจะต้องมีความสว่างของรังสีเอกซ์มากกว่า 5 เท่า ของความสว่าง
ที่สังเกตได้” อาคอส บอกแดน (Akos Bogdan) จากสถาบันมักซ์ พลังก์ซึ่งร่วมศึกษาในครั้งนี้ด้วยกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีความต้องการศึกษาที่จะประเมินว่าการหลอมรวมกันนั้นเป็นปัจจัยเริ่มต้นของซูเปอร์โนวา
ในกาแลกซีก้นหอยหรือไม่ และการชี้เฉพาะเจาะจงถึงจุดเริ่มต้นไปสู่การระเบิดของซูเปอร์โนวา
ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง อีกทั้งการหาคู่ของดาวแคระขาวนั้นยังทำได้ยากยิ่ง และเมื่อดาวแคระขาวทั้งสอง
ต่างหมุนวนเป็นก้นหอยเข้ารวมกัน จะเกิดระเบิดขึ้นในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเวลาของดาวทั้งสอง

สำหรับความรู้ว่า ซูเปอร์โนวาก่อตัวขึ้นอย่างไรนั้น มาริโอ ลิวิโอ (Mario Livio) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์
จากสถาบันโทรทรรศน์อวกาศ (Space Telescope Science Institute) ในแมรีแลนด์ สหรัฐฯ กล่าวว่า
เป็นกุญแจสำคัญไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้นว่า นักวิทยาศาสตร์จะสามารถวัดระยะทางและ
ติดตามสสารมืดได้อย่างไร

เราใช้ซูเปอร์โนวาไทป์ 1เอ เพื่อประเมินคุณสมบัติของพลังงานมืดและเพื่อทำเช่นนั้น
ได้อย่างแม่นยำ เราจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในวิวัฒนาการพลังงานการเปล่งแสง
ของซูเปอร์โนวาเหล่านี้
และกระบวนการที่เราเรียกว่า “ฟีดแบ็ค” (feedback) สำหรับเป็นชื่อขงอ
ซูเปอร์โนวาที่แสดงบทบาทสำคัญในวิวัฒนาการของกาแลกซีที่ซูเปอร์โนวาเหล่านั้นอาศัยอยู่” ลิวิโอกล่าว


ภาพเศษซากจากระเบิดซูเปอร์โนวาในกาแลกซีทางช้างเผือกทั้งซ้ายและขวา (เอเอฟพี)


ภาพควอซาร์คู่ที่อยู่ไกลออกไป 4.6 พันล้านปีแสง (เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา)


ภาพกลุ่มกาแลกซี Abell 3627 ซึ่งสีน้ำเงินคือบริเวณเปล่งรังสีเอกส์ และบริเวณสีเหลืองแสดงถึงแสงที่ตามองเห็น
ซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยแสงของไฮโดรเจน ที่เรียกว่า "เอช-อัลฟา" (H-alpha)
ภาพจากเอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา)


ภาพแสดงหลุมดำยักษ์ใจกลางกาแลกซีทางช้างเผือก ที่เรียกว่า Sagittarius A หรือ Sgr A
(เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์จันทรา)


ส่วนหนึ่งของหลุมดำขนาดกลางในกาแลกซีทรงกลม (เอเอฟพี/กล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา)


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 11:54 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 11:52 am

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=741&forum=8&page=20&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.doodaw.com/

แผนที่จักรวาล




Webpage นี้ออกแบบไว้ให้ทุกคนให้รู้ว่าจักรวาลของเรามองดูแล้วเหมือนอะไร
มีแผนที่ 9 อัน แต่ละอันจะประมาณการเป็น 10 เท่าของก่อนหน้า แผนที่แรกจะแสดงดาว
ที่อยู่ไกล้ที่สุดก่อน และจะค่อยๆขยายขึ้นไปทีละช้าๆจนกระทั่งถึงมาตราส่วนเท่าที่เห็นได้ในจักรวาล


12.5 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
ใกล้ดาวมากที่สุดดาวที่อยู่ใกล้ดาวอาทิตย์มากที่สุด แผนที่จะแสดงระบบดาวแนวนอนในระยะ 12.5 ปีแสงห่างจากเรา
250 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
ระบบสุริยะเพื่อนบ้านอัตราส่วนขนาดใหญ่จากดาวที่เห็นได้ด้วยตา ในระยะทาง 250 ปีแสง แผนที่จะแสดงส่วนเล็กๆของแกเล็กซีรอบดวงอาทิตย์ของเรา
5,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
แขน The Orionตำแหน่งกลุ่มแขนของแกเล็กซีของเราที่เรียกว่า The Orion มันถูกบรรยายด้วยภาพดาวนับล้านดวงกระจายอยู่กับกลุ่มเมฆก๊าซของหมู่ดาว
50,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
แกเล็กซีทางช้างเผือกแกเล็กซีของเราดูเป็นขดจานหลวมๆมีดาวถึงหนึ่งพันล้านดวงหมุนรวมกันรอบๆตรงกลาง ภาพนี้เป็นได้อะแกรมแสดงถึงรูปลักษณะของแกเล็กซี
500,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
แกเล็กซีบริวารทางช้างเผือกเราจะอยู่รอบๆแกเล็กซีขนาดเล็กที่เคลื่อนที่อย่างช้าๆรอบหนึ่งประมาณหนึ่งพันล้านปี แผนที่แสดงแกเล็กซีบริวารที่อยู่ใกล้ที่สุด
5 ล้านปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
ตำแหน่งที่ตั้งของกลุ่มทางช้างเผือกอยู่ในเส้นแรงดึงดูดระหว่างแกเล็กซีเกลียวขนาดใหญ่สองแกเล็กซีและแกเล็กซีขนาดเล็กเป็นโหล กลุ่มของแกเล็กซีได้ถูกแสดงให้ชัดแจนที่นี่
100 ล้านปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
กลุ่มดาวขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างกลุ่มดาวสิงห์และกลุ่มดาวตาชั่งตำแหน่งที่ตั้งของกลุ่มแกเล็กซีมีดาวที่มีมวลสารหนักเป็นจำนวนมากของกลุ่มดาวที่อยู่ระหว่างรอบๆกลุ่มดาวสิงห์และกลุ่มดาวตาชั่งเป็นการรวมกลุ่มที่รู้จักกันดีคือ Virgo Supercluster จะแสดงที่นี่
1 พันล้านปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
กลุ่มก้อนขนาดใหญ่เพื่อนบ้านการกระจายของกลุ่มแกเล็กซี่ในจักรวาลอย่างเป็นระเบียบแบบแผนแนวโน้มพวกมันจะรวมกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่เป็นรูปแบบกลุ่มขนาดยักษ์แผนที่จะแสดงกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ห่าง 1 พันล้านปีแสงจากเรา
15 พันล้านปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์
จักรวาลที่เห็นได้ถึงแม้ว่าขนาดโครงสร้างเท่าที่รู้ของจักรวาลยังไม่สมบูรณ์ขนาดที่แสดงมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ จักรวาลที่สมบูรณ์เป็นค่อนข้างจะเป็นรูปแบบ แสดงในแผนที่นี้


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 10:19 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:03 pm


จักรวาลภายในระยะทาง 12.5 ปีแสง

ดาวที่อยู่ใกล้ที่สุด



  • จำนวนดาวในระยะ 12.5 ปีแสง= 33
เกี่ยวกับแผนที่

แผนที่นี้แสดงระบบดาวในแนวนอนภายในระยะ 12.5 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์ ดาวส่วนมาก
จะเป็นแคระสีแดง-- เป้นดาวที่มีมวลสารมากกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่า มีความสว่างน้อยกว่า 100 ในร้อย 80 %
ของดาวทั้งหมดใน จักรวาลเป็นดาวแคระสีแดง และดาวที่อยู่ใกล้ที่สุด เป็นดาว Proxima เป็นแบบอย่าง


แผนที่เพิ่มเติม
สถานที่โลกเราอยู่ที่ไหน?เป็นแผนผังที่ขยายจากวงโคจรของโลกถึงดาวที่อยู่ใกล้ที่สุด มันเป็นการแสดงระยะทางขนาดใหญ่ และดาวที่อยู่ใกล้จริงๆ
แผนที่ดาวภายในระยะทาง 20 ปีแสงที่นี่มีแผนที่ที่รู้จักในแนวนอนภายในระยะ 20 ปีแสงโดยใช้ข้อมูลข้างใต้
แสดงรายชื่อดาวภายในระยะ 20 ปีแสงมีดาวมากกว่า 100 ดวงภายในระยะ 20 ปีแสง แสดงรายชื่อดาวที่รู้ภายใต้แนวนอน

ข้อมูลเกี่ยวกับดาวที่อยู่ใกล้

Sun - Type=G2, Magnitude=-26.8, Distance=0.00 ly เป็นดาวแคระสีเหลือง มีดาวเคราห์ 9 ดวง
ในวงโคจรของมัน.
ดาว Proxima Centauri - Type=M5, ลำดับความสว่าง=11.0, ระยะทาง=4.22 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดงสลัวๆอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด,และเป็นสมาชิกของระบบดาว Alpha Centauri
แม้ว่าจะดูเหมือนหลอกที่ห่างจากดาวคู่หลักของมันเพียงแค่ 0.24 ปีแสง ดาว Proxima Centauri
ได้ถูกค้นพบในปี 1915 โดย Robert Innes และเป็นดาวที่สว่างน้อย


ดาว Alpha Centauri A,B
- Type=G2+K0,
สำดับความสว่าง=0.0+1.4, ระยะทาง=4.39 ปีแสง
ดูเบาบางอยู่ห่างไกลจากเรามากกว่าดาว Proxima
,เป็นดาวแคระสีส้มและดาวแคระสีเหลือง ซึ่งถูกแต่งแต้มเป็นดาว Alpha Centauri คาบของ
วงโคจร 80 ปีเหมือนกัน พวกมันถูกเป็นวัตถุที่มีความสว่างมากที่สุดบนท้องฟ้าขั้วโลกใต้
ดูคล้ายกับดาว Alpha Centauri จะเป็นสมาชิกที่สามของระบบดาว Proxima เป็นดาวที่มีแสงสลัว
(ลำดับความสว่าง 4.8)


ดาว Barnard's
- Type=M5, ลำดับความสว่าง=9.6, ระยะทาง=5.94 ปีแสง
เป็นดาวที่มีชื่อเสียง
เมื่อเอ่ยถึงดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด, เป็นดาวแคระสีแดงสลัว ได้ถูกค้นพบโดย E Barnard ในปี 1916
ในปี 1960 คิดว่ามีดาวเคราะห์ สองดวงในวงโคจรที่ไม่มีใครเคยเห็น แต่หลังจากการสำรวจแล้วไม่พบ
ในอีก 8,000 ปีดาว Barnard's จะเป็นดาวที่ใกล้เคียงกับเรา


ดาว Wolf 359
- Type=M6, ลำดับความสว่าง=13.5, ระยะทาง=7.80 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดง
ที่มีความสลัวมากถูกค้นพบโดย Max Wolf ในปี 1918 สำหรับในระยะเวลา 25 ปีมันยังคงเป็นดาว
ที่มีความสว่างน้อยที่สุด


ดาว Lalande 21185 - Type=M2, ลำดับความสว่าง=7.5, ระยะทาง=8.31 ปีแสง
ดาว JJ Lalande
ได้ถูกเก็บบันทึกจากการตรวจสอบในปี 1790 เป็นดาวแคระสีแดงที่ความสว่างมากที่สุดในท้องฟ้า
แต่ยังไงก็ต้องใช้กล้องสองตาส่องถึงจะเห็นมัน นาย G Gatewood ได้รายงานในปี 1996
เป็นไปได้อาจจะมีดาวเคราะห์ขนาดเท่ากับดาวพฤหัสบดีอยู่ในวงโคจรของมัน แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยัน


ดาว Sirius A,B - Type=A1+DA, ลำดับความสว่าง=-1.4+8.4, ระยะทาง=8.60 ปีแสง
เป็นดาวสีขาว
ที่มีความสว่างมากที่สุดในท้องฟ้ายามค่ำคืน เป็นดาวที่มีความสว่างมากภายใน 25 ปี มันดาวสีขาว
ที่ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในปี 1852 เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นดาวแคระสีขาว ตั้งแต่ในปี 1852 คาบวงโคจร 50 ปี


ดาว Luyten 726-8 A,B - Type=M5+M5, ลำดับความสว่าง=12.4+13.3, ระยะทาง=8.73 ปีแสง

เป็นระบบดาวคู่ที่มีความสลัวประกอบด้วยดาวแคระสีแสงสองดวง ระบบดาวนี้บางทีชื่อ UV Ceti
จะเป็นชื่อที่รู้จักกันดีมากกว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงชื่อดาวทั้งสองดวงในระบบ มันเป็นดาวที่ส่องสว่างมาก
สามารถมองเห็นแสงพื้นผิวคล้ายกับพื้นผิวของดวงอาทิตย์ แต่มีพลังงานมากกว่ามาก
ดาวคู่นี้ใช้เวลาโคจร 200 ปีแต่ละรอบ


ดาว Ross 154 - Type=M4, ลำดับความสว่าง=10.4, ระยะทาง=9.69 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดงสลัว
มันเป็นดาวที่อยู่ในรายการดาวที่อยู่ใกล้ของนาย Frank Ross ในปี 1930 มันเคยเป็น
ดาวที่มีความสว่างระยะหนึ่ง


ดาว Ross 248
- Type=M6, ลำดับความสว่าง=12.3, ระยะทาง=10.33 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดงสลัว
อีกดวงหนึ่ง


ดาว Epsilon Eridani
- Type=K2, ลำดับความสว่าง=3.7, ระยะทาง=10.50 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีส้ม
เป็นดาวที่ถูกค้นพบว่าน่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่มีความเฉลียวฉลาด กับกล้องโทรทัศน์วิทยุ
(Green Bank radio telescope) ในปี 1960 เมื่อดาวเทียม IRAS ได้ตรวจจับฝุ่นเป็นจำนวนมากรอบๆ
ดาวดวงนี้แสดงว่าเป็นไปได้ที่จะก่อรูปร่างระบบสุริยะ และเมื่อเร็วๆนี้(สิงหาคม 2000) ได้ค้นพบ
ดาวเคราะห์ขนาดเท่ากับดาวพฤหัสบดีอยู่ในวงโคจรของดาว ที่ระยะห่าง 3.2 AU (480 ล้านกิโลเมตร)


ดาว Lacaille 9352 - Type=M2, ลำดับความสว่าง=7.4, ระยะทาง=10.73 ปีแสง
เป็น ดาวแคระสีแดง
ที่มีความสว่างสวยงามมากซึ้งง่ายต่อการใช้กล้องสองตาส่อง มันได้ถูกเก็บบันทึกเป็นครั้งแรก
โดย Nicolas de Lacaille's เป็นดาวที่อยู่ที่ขั้วโลกใต้ เป็นดาวที่ถูกเก็บไว้ในรายการตั้งแต่ปี 1752


ดาว Ross 128 - Type=M4, ลำดับความสว่าง=11.1, ระยะทาง=10.89 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดงที่สลัว
หรือที่รู้จักคือ Fl Vir มันเป็นชื่อดาวใหม่ที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ


ดาว Luyten 789-6 A,B,C - Type=M5+M5+M7, ลำดับความสว่าง=13.3+13.3+14.0,
ระยะทาง=11.1 ปีแสง
ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นดาวแคระสีแดงสามดวงอยู่ในระบบนี้ คาบวงโคจรของมัน 2 ปี
ดาวดวงที่สามจะมีความสลัว เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นดาวที่อยู่ใกล้มากที่สุด


ดาว Procyon A,B
- Type=F5+DA, ลำดับความสว่าง=0.4+10.7, ระยะทาง=11.41 ปีแสง
เป็นดาวสีขาว
ที่มีความสว่างมาก เป็นดาวที่สว่างมากเป็นอำดับที่แปดในท้องฟ้า มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเป็นสองเท่า
ของดวงอาทิตย์ ดาว Procyon เป็นดาวที่ใหญ่ที่สุด ภายใน 25 ปีนี้ ดาว Procyon เป็นดาวแคระสีขาว
ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1896 คาบวงโคจรของมัน เป็นระยะเวลา 41 ปี


ดาว 61 Cygni A,B - Type=K5+K7, ลำดับความสว่าง=5.2+6.1, ระยะทาง=11.43 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีส้มสองดวงเป็นดาวที่มีชื่อเสียงมากเป็นครั้งแรกที่มีการวัดระยะทาง โดย F Bessel
ในปี 1838 ดาวคู่ดวงนี้มีความคล้ายกันมาก ห่างกัน (90 AU) ใช้เวลา 700 ปี คาบของการโคจร


ดาว Struve 2398 A,B - Type=M4+M5, ลำดับความสว่าง=8.9+9.7, ระยะทาง=11.6 ปีแสง

เป็นดาวแคระคู่สีแดงมีชื่อเรีกว่า Struve 2398 จากรายการที่บันทึกว่าเป็นดาวคู่ ได้ประกาศเป็นทางการ
ในปี 1872 ดาวสองดวงนี้อยู่ห่างกัน (60 AU) และคาบของการโคจร 450 ปี


ดาว Giclas 51-15 - Type=M6, ลำดับความสว่าง=14.8, ระยะทาง=11.8 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดง
ที่มีความสลัวมาก อย่างน้อยก็ภายใน 14 ปีนี้ มันจะส่องสว่าง คิดเป็น 0.001%ของดวงอาทิตย์


ดาว Epsilon Indi - Type=K5, ลำดับความสว่าง=4.7, ระยะทาง=11.83 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีส้ม
มันคล้ายกับดาว Epsilon Eridani ถึงแม้ว่าจะเล็กกว่าเล็กน้อย และสว่างน้อยกว่า


ดาว Luyten 372-58
- Type=M5, ลำดับความสว่าง=13.0, ระยะทาง=12.1 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดง
ที่มีความสลัวมาก ถึงแม้ว่าดาวดวงนี้ได้ถูกบันทึกเป็นเวลา 10 ปีมาแล้ว แต่ดาวดวงนี้ได้ถูก
วัดระยะทางใหม่เมื่อเร็วๆนี้


ดาว Luyten 725-32 - Type=M5, ลำดับความสว่าง=12.1, ระยะทาง=12.1 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดง
ที่มีความสลัวมาก


ดาว Luyten's Star - Type=M3, ลำดับความสว่าง=9.8, ระยะทาง=12.39 ปีแสง
เป็นดาวแคระสีแดง
มันเป็นชื่อที่ถูกตั้งโดย Willem Luyten ในปี 1935 เป็นดาวที่อยู่ห่าง Procyon ในระยะ 1.2 ปีแสง
แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน




วงโคจร Epsilon Eridani จากดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ซึ่งอาจจะดูคล้ายสิ่งนี้


http://www.doodaw.com/mapuniverse/12lys.php


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 10:20 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:09 pm


250 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์



จักรวาลภายในระยะ 250 ปีแสง

ดาวเพื่อนบ้าน



  • จำนวนดาวภายในระยะ 250 ปีแสง = 250,000 ดวง
เกี่ยวกับแผนที่

แผนที่นี้ชี้ตำแหน่งดาวที่สว่างมาก 1,500 ดวงภายในระยะ 250 ปีแสง ดาวทั้งหมดเหล่านี้มีความสว่างมากกว่า
ดวงอาทิตย์ทั้งหมดสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า เกือบ 1/3 ที่เห็นได้ด้วยตาตามแนวนอน 250 ปีแสง
ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนเล็กๆของแกเล็กซีของเรา


แผนที่เพิ่มเติม
แผนที่ดาวภายในระยะ 50 ปีแสง
มีดาวที่เห็นได้ 133 ดวงภายในระยะ 50 ปีแสงห่างจากเรา และที่นี่จะเป็นแผนที่ที่แสดงดาวเหล่านี้
ข้อมูลและรายการ
การจำแนกประเภทดาว
นี่เป็นไดอะแกรมขนาดกระทัดรัดแสดงชนิดของดาวที่แตกต่างกันเป็นข้อมูลอย่างง่ายๆ อย่างเช่น ขนาด,มวล,อุณหภูมิที่มาด้วนกัน,ชนิดของดาวที่แตกต่างกัน อื่นๆอีก [/
ไดอะแกรม The Hertzsprung-Russell
ชนิดของดาวหลักทั้งหมดที่ตั้งอยู่ที่ไดอะแกรม Hertzsprung-Russell ซึ่งดาวทั้งหมดจะอยู่ในตำแหน่งไดอะแกรมเป็นจุดดาวที่มีความสว่าง Hertzsprung-Russel ด้วยสีที่ตรงกันข้าม.
ดาวที่สว่างมากสุด
แสดงรายการดาวที่มีความสว่างมากที่สุด จำนวน 200 ดวง กับระยะทางที่ได้รับจากตาราง Hipparcos
กลุ่มดาว Hyadesr

กลุ่มดาว Hyades อยู่ใกล้กลุ่มดาวหลักมากที่สุดและมีเพียงแค่ดวงเดียวที่อยู่ใกล้เพียงพอที่จำ
ทำแผนที่สามมิติ กลุ่มดาว Hyades เป็นวัตถุที่มีความสว่างแต่ภาพที่เห็นมีส่วนที่ถูกทำลาย
โดย Aldebaran ดาวยักษ์สีส้มที่สว่าง เจิดจ้าอยู่ข้างหน้าของกลุ่มดาว กลุ่มดาวนี้อยู่ห่างจากพวกเรา
151 ปีแสงมันก่อ รูปร่างมาแล้วเกือบ 660 ล้านปี กลุ่มดาวนี้ได้เคยอยู่รอบๆแกเล็กซี
ภายในดาวกลุ่มนี้เคลื่อนที่แยกต่างกันอย่างช้าๆ


http://www.doodaw.com/mapuniverse/250lys.php


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 10:24 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:12 pm



Hyades - เป็นกลุ่มดาวที่สว่างใน Taurus
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:16 pm


5,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์



จักรวาลภายในระยะ 5,000 ปีแสง

แขน Orion



  • จำนวนดาวภายในระยะ 5,000 ปีแสง เท่ากับ 300 ล้านดวง
เกี่ยวกับแผนที่

แผนที่นี้อยู่ตรงมุมของแกเล็กซีทางช้างเผือก ดวงอาทิตย์อยู่ตำแหน่งที่ตั้ง ตรงแขน Orion --
ค่อนข้างอยู่ตรงปลายแขนเปรียบเทียบกับแขนของ Sagittarius ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใกล้ชิดกับ
ตรงกลางของแกเล็กซี แผนที่นี้แสดงให้เห็นดาวทั่วๆไป ที่เห็นได้เมื่อดูด้วยตาเปล่า
ซึ้งตำแหน่งที่ตั้งอยู่ด้านในตรงแขน Orion กลุ่มดาวที่เด่น ที่นี่เป็นดาวหลักซึ้งมาจากหมู่ดาว Orion
จากเกลียวแขนเป็นชื่อที่ได้รับ ดาวส่วน ใหญ่ทั้งหมดเป็นดาวขนาดใหญ่ที่สว่าง และดาวขนาดยักษ์
มีความสว่างมากกว่า ดวงอาทิตย์ของเราเป็นหลายหมื่นเท่า ดาวที่สว่างที่สุดบนแผนที่คือ
ดาว Rho Cassiopeia อยู่ห่างจากเรา 4,000 ปีแสงมันเป็นดาวที่ดูสลัวเมื่อดูด้วยตาเปล่า
แต่จริงๆแล้วมันเป็น ดาวขนาดยักษ์สว่างกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 100,000 เท่า


แผนที่เพิ่มเติม
แผนที่ภายในระยะ 2,000 ปีแสง ตรงแขน Orion
นี่เป็นจุดดาวที่สว่างมากภายในระยะ 2,000 ปีแสงร่วมกับกลุ่มดาวหลักและเนบิวลา ในระยะทางนี้
แผนที่กลุ่มของดาวและเนบิวลา
ที่นี่เป็นแผนที่กลุ่มดาวหลักและเนบิวลา ตามแนวนอนภายในระยะ 10,000 ปีแสง
ข้อมูลและตารางรายการ
เนบิวลาที่กระจายออกไป
เป็นอาณาบริเวณเนบิวลาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากที่มีความสว่างเป็นที่รู้จักอยู่ในแกเล็กซีเรา พวกมันปกติจะเป็นดาวที่เกิดใหม่ที่นี่แสดงจำนวนเนบิวลาเป็นจำนวนมากที่รู้จักกันดี
เนบิวลาดาวเคราะห์
เป็นเนบิวลาที่เกิดจากเศษหลงเหลือจากดาวที่ตายแล้ว พวกมันถูกเรียกว่า เนบิวลาดาวเคราะห์ เพราะว่า บ่อยครั้งจะเป็นวงกลม นี่เป็นรายการเนบิวลาดาวเคราะห์ที่สว่าง
เนบิวลามืด
ไม่ทั้งหมดที่จะเป็นเนบิวลาที่สว่างจำนวนมาก(บางทีจำนวนมากกว่าครึ่งหรือทั้งหมด) โครงสร้างจะเป็นฝุ่นผงที่มืด เห็นได้จากการปิดกั้นแสงของดาวซึ้งจะครอบคลุม พื้นที่ข้างหลังทั้งหมดนี่เป็นรายการเล็กน้อยที่เห็นเนบิวลามืดได้ชัด
กลุ่มดาวเปิด
ดาวเป็นจำนวนมากที่ก่อตัวรูปร่าง เป็นกลุ่มดาวนับร้อยๆดวงที่หนาแน่นที่รู้จักเป็นกลุ่มดาวเปิดที่มีเป็นหมื่นที่รู้จักในแกเล็กซีของเรา ก็มีกระจุกดาวลูกไก่ เป็นตัวอย่างที่มีชื่อเสียงมาก ที่นี่จะแสดงรายการกระจุกดาวเปิดที่สว่าง

http://www.doodaw.com/mapuniverse/5000lys.php


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 10:29 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:20 pm



50,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์



แกเล็กซีทางช้างเผือก



  • จำนวนดาวทั้งหมดภายในระยะ 50,000 ปีแสง เท่ากับ 2 แสนล้านดวง
เกี่ยวกับแผนที่

แผนที่ แสดงขอบเขตทั้งหมดของแกเล็กซีทางช้างเผือก -แขนหนึ่งของแกเล็กซี มีดาวอย่างน้อย
200 ล้านดวง ดวงอาทิตย์ของเราซุกอยู่ด้านในของแขน Orion ในระยะ ทางห่างจากตรงกลาง 26,000 ปีแสง
ดาวที่อยู่ตรงกลางของแกเล็กซีเป็นดาวพวกเดียวกัน ที่อยู่ใกล้ชิดกันมากกว่าสถานที่ที่เราอยู่
สังเกตว่ากระจุกลุ่มดาวเล็กๆที่เรียงรายอยู่ทาง ด้านนอกของระนาบแกเล็กซี และสังเกตดาวเพื่อนบ้าน
ปัจจุบันที่เป็นแกเล็กซีขนาดเล็ก -คือแกเล็กซีแคระ Sagittarius -ซึ่งจะถูกกลืนอย่างช้าๆจากแกเล็กซีของเรา


แผนที่เพิ่มเติม
แผนที่ทางช้าวเผือก
นี่เป็นแผนที่อื่นๆของทางช้างเผือก สิ่งที่วาดได้มองตรงมาจากทางด้านบนของ แกเล็กซี
ข้อมูลและรายการ
กระจุกดาวทรงกลม
รอบๆ แกเล็กซีขนาดใหญ่ประกอบไปด้วยกระจุกดาว haloที่มีความหนาแน่นเป็นกระจุกดาว ทรงกลมที่รู้จักกันดี อย่างคล่าวๆมีถึง 150 กระจุกดาวรอบๆแกเล็กซีของเรา

แกเล็กซีแคระ Sagittarius


แกเล็กซีแคระเป็นแกเล็กซีที่อยู่ใกล้แกเล็กซีเรามากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในปี 1994 มันได้ถูกค้นพบ
มันอยู่ไกลอีกด้านหนึ่งของแกเล็กซีของเรา และยากต่อการสำรวจถูกปิดกั้นจากแก๊ซและฝุ่น
ประมาณว่าอยู่ห่างจากเรา 78,000 ปีแสง และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10,000 ปีแสง มันอยู่ในวงโคจรของ
แกเล็กซีของเรา คาบการโคจรเกือบ 1 พันล้านปีแต่เราไม่สามารถคาดการณ์ สุดท้ายว่า
อยู่ได้นานเท่าไร อาจจะ 100 ล้านปีมันจะถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยแกเล็กซีของเรา
มันมีดาวอย่างน้อย 10 ล้านดวง คร่าวๆน่าจะอยู่ในตำแหน่ง กระจุกดาว M54 แต่กระจุกดาว
ตรงส่วนนี้เป็นส่วนของดาวแคระขาวที่ไม่ชัดเจน

แกเล็กซีที่ถูกกลืน

แกเล็กซีแคระ Sagittarius มีความเป็นไปได้ที่ไม่ใช้แกเล็กซีแรกที่จะถูก "กลืนกิน" โดยแกเล็กซีของเรา
จากรายงานการสำรวจที่อยู่ด้านนอกของแกเล็กซี มีดาวที่รวม กันเป็นกระจุกที่ยังคงหลงเหลือ
จากแกเล็กซีที่มีขนาดเล็ก ซึ้งได้ถูกกลืนกินด้วย แกเล็กซีทางช้างเผือกของเรามากว่าพันล้านปีมาแล้ว
ดาวได้กระจัดกระจายอย่าง น้อยก็สองกระจุกซึ้งทั่วไปแล้วจะมีขนาด 10,000 ปีแสงหรือ
มากกว่า 100,000 ปีแสง จากตรงกลางของแกเล็กซี


http://www.doodaw.com/mapuniverse/galaxy.php


แก้ไขล่าสุดโดย eye in the sky เมื่อ Tue Feb 23, 2010 10:31 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:21 pm



จุดบนท้องฟ้าทั้งหมด เป็นดาวที่สว่างมากถึง 25,000 ดวง,ดาวสีขาวหลายดวงที่แสดง
ถูกรวมไปกับแกเล็กซีทางช้างเผือก แผนที่มีข้อจำกัดเมื่อมองดูด้านข้างของแกเล็กซี
แถบมืดๆตรงกลางของรูปภาพ เกิดเนื่องจากใกล้กลุ่มเนบิวลามืด ในหมู่ดาว Ophiuchus
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:26 pm



500,000 ปีแสงห่างจากดวงอาทิตย์




แกเล็กซี Satellite



  • จำนวนแกเล็กซีขนาดใหญ่ภายในระยะ 500,000 ปีแสง = 1
  • จำนวนแกเล็กซีขนาดเล็กภายในระยะ 500,000 ปีแสง = 9
  • จำนวนดาวภายในระยะ 500,000 ปีแสง = สองแสนล้านดวง
เกี่ยวกับแผนที่

แกเล็กซีขนาดเล็กๆที่อยู่รอบๆแกเล็กซีทางช้างเผือก ที่บรรจุดวงดาวไว้ถึง 10 ล้านดวง
ซึ้งมีจำนวนเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนดาวทั้งหมดที่มีชื่อเสียงในทาง ช้างเผือกของเรา
แผนที่ข้างบนแสดงแกเล็กซีขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ที่สุด พวกมันทั้งหมดถูกแรงดึงดูดจากแกเล็กซี
ทางช้างเผือกดูดอยู่ในวงโคจรเป็นเวลาหลายล้านปี


แกเล็กซี The Satellite


แกเล็กซีขนาดเล็ก Sagittarius (ระยะทาง = 78,000 ปีแสง)
อยู่ใกล้ด้านหนึ่งของแกเล็กซีของเรา
ได้ถูกค้นพบเมื่อเร็วนี้ในปี 1994 มันเริ่มถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยแกเล็กซีของเรา
เมฆ Magellanic ใหญ่ (ระยะทาง = 170,000 ปีแสง) เป็นแกเล็กซีบริวารขนาดใหญ่และเป็นแกเล็กซีใหญ่
เป็นอันดับที่สี่ในตำแหน่งที่ตั้งของกลุ่มแกเล็กซี เป็นวัตถุที่ใหญ่และสว่างมากที่สุดในท้องฟ้าขั้วโลกใต้
มันมีดาวมากเป็นจำนวนหลายล้านดวงและมีดาวเป็นจำนวนมากที่ก่อรูปร่างใหม่ ที่เ่ด่นน่าจะเป็น
เนบิวลา Tarontula ทั้งก๊าซและฝุ่นมีขนาดใหญ่มากมีเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 2,000 ปีแสง
มีการระเบิดเป็นซุปเปอร์โนวา ในกลุ่มเมฆ Magellanic ใหญ่ในปี 1987 และสังเกตได้จากเศษที่หลงเหลือ
จากการขยายตัวในการวัดระยะทาง ของแกเล็กซี
เมฆ Magellanic เล็ก (ระยะทาง = 210,000 ปีแสง)
ถึงแม้ว่ามันเป็นชื่อแกเล็กซีที่ค่อนข้างใหญ่ สำหรับแกเล็กซีขนาดเล็ก มันบรรจุดาวอย่างน้อย 100 ล้านดวง
และง่ายต่อการเห็นกับการมองด้วยตาเปล่าทางขั้วโลกใต้ เหมือนกับเมฆ Magellanic ใหญ่ ที่นี่ยังคงมีดาว
เป็นจำนวนมากที่ก่อรูปร่างจากสถานที่นี่
แกเล็กแคระ Ursa Minor (ระยะทาง = 215,000 ปีแสง)
ถูกค้นพบในปี 1954 เป็นแกเล็กซีที่ดูไม่สำคัญ ถึงแม้ว่ามันใกล้เคียงแกเล็กซี มันอยู่ไกลจนสลัว
ต้องดูด้วยกล้องโทรทัศน์ที่มีประสิทธิภาพสูง ดาวทั้งหมดที่มีในแกเล็กซีอย่างน้อยมีอายุน้อยกว่า
หมื่นล้านปี เป็นแกเล็กซีขนาดเล็ก มันได้จับกลุ่มก๊าซและฝุ่นในการก่อตัวดาวใหม่

แกเล็กซีแคระ Sculptor (ระยะทาง = 258,000 ปีแสง)
ถูกค้นพบโดย Harlow Shapley ในปี 1937
มันเป็นไปได้ที่มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของ แกเล็กซี Ursa แต่ดาวทั้งหมดดูแล้วน่าจะมีอายุมาก
แกเล็กซีแคระ Draco (ระยะทาง = 267,000 ปีแสง) ได้ถูกค้นพบในเวลาเดียวกันกับแกเล็กซี Ursa
ในปี 1954 แกเล็กซีนี้มีขนาดแทบจะเท่ากัน และบรรจุดาวที่มีอายุมาก
แกเล็กซีแคระ Sextans
(ระยะทาง = 280,000 ปีแสง)
เป็นแกเล็กซีที่ถูกค้นพบในปี 1989 มันเป็นแกเล็กซีที่มีความสลัวมาก
แต่ดูแล้วค่อนข้างจะใหญ่กว่า แกเล็กซี Ursa Minor และแกเล็กซี Draco
แกเล็กซีแคระ Carina
(ระยะทาง = 330,000 ปีแสง)
เป็นแกเล็กซีที่ถูกค้นพบในปี 1977 เป็นแกเล็กซีขนาดเล็กทั่วๆไป
อย่างไรก็ตามดาวที่มีอายุอ่อนที่สุด มีอายุมากถึง 7 หมื่นปีซึ้งแก่กว่าดาวแคระขนาดเล็กอื่นๆ
แกเล็กซีนี้ดูเหมือนได้ก่อรูปร่างมาหลายพันล้านปี หลังจากที่ก่อรูปร่างแกเล็กซีบริวาร

แกเล็กซีแคระ Fornax (ระยะทาง = 450,000 ปีแสง)
ถูกค้นพบในเวลาเดียวกันกับแกเล็กซีขนาดเล็ก
Sculptor ในปี 1937 มันใหญ่กว่าแกเล็กซีที่มีขนาดเล็ก ที่สุดและบรรจุดาวหลายล้านดวงอายุ
โดยเฉลี่ย 3-10 พันล้านปี แกเล็กซีนี้มีหกกลุ่มทรงกลมในวงโคจรมัน


http://www.doodaw.com/mapuniverse/sattelit.php
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:26 pm


แกเล็กซี Fornax ขนาดเล็ก คล้ายกับแกเล็กซีขนาดเล็กมากมันดูแล้วไม่น่าประทับใจ
บรรจุดาวเป็นล้านดวง
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:30 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=741&forum=8&page=22&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://203.172.208.242/tatalad/subject/Science/darasad/SkyTelescope.htm

กล้องดูดาว การ
ที่นักดาราศาสตร์ ให้ความสนใจกับสิ่งที่เห็นบนท้องฟ้า ไม่ว่าจะเป็นดาวฤกษ์, ดาวเคราะห์, เนบิวลา, แกแล็กซี่
หรือกระทั่งหลุมดำก็ตาม ก็เพื่อศึกษาให้เข้าใจถึง จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่เราอาศัยอยู่
ให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนั้น ไม่เพียงแต่อาศัยเฉพาะแสง ที่เรามองเห็นด้วยตาเท่านั้น ที่เราใช้มองดู
และศึกษาไปยังในอวกาศ แต่ยังมีอีกหลายรูปแบบ ที่เรามองด้วยตาไม่เห็น ซึ่งรูปข้างล่าง
เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ และแสดงให้เห็นถึงกาแล็กซี่ทางช้างเผือก (The Milky Way) ของเรา
ที่มองเห็นได้ด้วยกล้องดูดาว แบบคลื่นวิทยุ, คลื่นอินฟราเรด, คลื่นแสงปกติที่ตาเรามองเห็น,
คลื่นรังสีเอ็กซ์ และคลื่นรังสีแกมมา
กาแล็กซี่ทางช้างเผือก (The Milky Way Galaxy)


คลื่นวิทยุ (Radio)


คลื่นอินฟราเรด (Infrared)


คลื่นแสงปกติ (visual)


คลื่นแสงปกติ (visual)


คลื่นรังสีแกมมา (Gamma ray)


รูปแสดงให้เห็นว่า คลื่นรังสีแกมมา
มีความยาวคลื่นน้อย แต่มีพลังงานสูง
ในขณะที่ คลื่นวิทยุ มีความยาวคลื่นมาก
แต่มีพลังงานต่ำ เมื่อเทียบกับคลื่นแสง
ที่เรามองเห็น (Visible)
แสง
ที่เราเห็นด้วยตา เป็นพลังงานในรูปแบบของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (The Electomagnetic Wave) ที่เกิดจากการแผ่รังสีของวัตถุในอวกาศเหล่านั้น และเป็นเพียงรูปแบบเดียว ที่ตาของมนุษย์เรามองเห็น แต่ยังมีอีกหลายรูปแบบ ที่ตาเรามองไม่เห็น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่น้อย จะมีพลังงานต่ำ เช่น คลื่นวิทยุ หรือคลื่นอินฟราเรด
ส่วนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่สูง ก็จะมีพลังงานมาก ได้แก่ คลื่นรังสีเอ็กซ์ หรือคลื่นรังสีแกมมา เป็นต้น
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 12:38 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=741&forum=8&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


http://www.geocities.com/Athens/Parthenon/4883/galaxy.htm

ดาราจักรชนกัน
ปรากฏการณ์แห่งจักรวาล

องค์การนาซาเผยภาพเด็ดที่ถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล
เป็นที่ฮือฮากันทั่วโลก เป็นภาพ 2 ดาราจักรชนกันและก่อให้เกิดดาวฤกษ์ใหม่ๆขึ้น
กว่าหนึ่งพันกระจุกดาว รวมแล้วเป็นดาวฤกษ์กำเนิดใหม่กว่า 1 ล้านดวง
รวมทั้งยังทำนายว่าดาราจักรที่โลกเราอยู่นี้ก็จะชนกับดาราจักรแอนโดรมีดา
ในอนาคตเช่นกัน


ดาราจักร (galaxy, แกแลกซี) คือระบบของดวงดาวซึ่งประกอบด้วยดาวฤกษ์ เนบิวลา
กลุ่มก๊าซ ฝุ่น ธุลี และที่ว่างในอวกาศ เทหวัตถุต่างๆในดาราจักรนั้นเกาะกลุ่มอยู่รวมกัน
ได้ด้วยแรงดึงดูดระหว่างกันและกัน ถ้าจะเปรียบเทียบเอกภพนี้เป็นเหมือนโลก ดาราจักรหนึ่ง
ก็คงเทียบได้กับเกาะแห่งหนึ่งนั่นเอง แต่ดาราจักรแต่ละระบบนั้นแม้จะกินเนื้อที่เพียงส่วนเสี้ยว
ของเอกภพ แต่เพียงเท่านั้นก็มีขนาดมหึมาเกินกว่าที่เราจะจินตนาการไปถึง ลองคิดดูว่าในเอกภพนั้น
มีดาราจักรอยู่ถึงกว่าหมื่นล้านระบบ เฉพาะในดาราจักรทางช้างเผือก (Milky Way galaxy) ที่โลก
และระบบสุริยะของเราอาศัยอยู่นั้นก็มีดาวฤกษ์อยู่ถึงราวหนึ่งแสนล้านดวงเข้าไปแล้ว


ดาราจักรแต่ละระบบนั้นไม่ได้อยู่นิ่งเฉยๆ แต่จะเคลื่อนที่ไปในเอกภพ รวมทั้งเทหวัตถุต่างๆ
ที่อยู่ในดาราจักรก็จะเคลื่อนที่ตามกันไปด้วย เมื่อดาราจักรมีอยู่มากมายในเอกภพเหมือนรถ
ที่มีมากมายในท้องถนน ดังนั้นการที่ดาราจักรจะเคลื่อนที่มาชนกันก็ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้


นักดาราศาสตร์ได้สนใจศึกษาปรากฏการณ์ดาราจักรชนกันมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้
รายละเอียดมากนักเนื่องจากดาราจักรแต่ละแห่งนั้นอยู่ไกลจากโลกมาก รวมทั้งโลกยังมีชั้นบรรยากาศ
ที่มีฝุ่นละอองมาบดบังแสงสว่างจากดวงดาวอยู่ ทำให้การศึกษารวมทั้งการถ่ายภาพดาราจักรชนกัน
ด้วยกล้องโทรทัศน์ที่มีอยู่บนโลกไม่สามารถเห็นรายละเอียดได้มาก


แต่เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมานี้ องค์การบริหารอากาศและการบินหรือองค์การนาซา
แห่งสหรัฐอเมริกาก็ได้เผยแพร่ภาพถ่ายที่ได้จากกล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิลซึ่งโคจรอยู่นอกโลก
ภาพที่ส่งมานั้นเป็นภาพการชนกันของดาราจักร 2 ระบบที่อยู่ใกล้กัน นั่นคือ
ดาราจักรเอ็นจีซี 4038 (NGC4038) และเอ็นจีซี 4039 (NGC4039) ซึ่งภาพที่ได้นั้นเห็นรายละเอียด
ได้มากมายกว่าที่ได้จากกล้องโทรทัศน์บนโลกมากนัก สร้างความตื่นเต้นแก่วงการวิทยาศาสตร์
รวมทั้งเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก



ดาราจักรเอ็นจีซี 4038 (NGC4038) และ เอ็นจีซี 4039 (NGC4039)
ภาพนี้ถ่ายจาก
กล้องโทรทัศน์บนโลก ส่วนที่เห็นอยู่กลางภาพคล้ายรูปหัวใจ
นั้นคือดาราจักรทั้ง 2 ระบบที่รวม
ตัวเข้าหากัน ซึ่งที่จริงแล้วขอบเขตของดาราจักร
ทั้งสองไม่ได้มีเพียงแค่นั้น แต่ยังรวมห้วงอวกาศที่อยู่รอบนอกอีกด้วย
ผลจากการชนกันหรือรวมตัวเข้าหากันนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ
แรงดึงดูดที่ยึดเหนี่ยวดาราจักร
อยู่ เส้น 2 เส้นที่เห็นคล้ายหนวดแมลง
ที่งอกออกมา
จากหัวใจนั้นก็เป็นปรากฏการณ์อันเป็นผลจากการชนกัน
ดังนั้นดาราจักรนี้ (หมายถึง 2 ดาราจักร
ที่รวมกันอยู่นี้) จึงมีชื่อเรียก
อีกชื่อหนึ่งว่า
ดาราจักรหนวดแมลง (Antennae galaxy)


ภาพที่เห็นในซีกซ้ายคือภาพดาราจักรหนวดแมลงส่วนที่เห็น
ในกรอบสีน้ำเงิน
นั้นเมื่อจับภาพด้วยกล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิลแล้ว
จะเห็นรายละเอียดภายในได้
อีกมากดังที่เห็นในซีกขวา


ภาพที่เห็นในภาพคือใจกลางของดาราจักรเอ็นจีซี 4038 และเอ็นจีซี 4039
ที่เกิดการชนกัน โดยในภาพกลางนั้นมี 4 บริเวณที่ถูกนำมาขยายเพื่อให้เห็น
รายละเอียดมากขึ้น
(คลิกที่บริเวณที่ล้อมกรอบเพื่อดูภาพขยาย)

เราจะเห็นแกนกลางของดาราจักรเอ็นจีซี 4038 คือส่วนที่เป็นคล้ายกลุ่มเพลิงสีส้ม
ที่อยู่ในล้อมกรอบด้านซ้าย ส่วนแกนกลางของดาราจักรเอ็นจีซี 4039 คือ
กลุ่มที่เห็นเป็นสีส้มในล้อมกรอบด้านขวา
ส่วนที่เห็นเป็นสีฟ้าและฟ้าอมขาวในภาพนั้นคือ
กลุ่มดาวฤกษ์ที่เกิดใหม่ทั้งสิ้น ซึ่งในภาพนี้ได้ขยายมาให้ชม 2 บริเวณ จะเห็นได้ว่า
เพียงแค่ 2 บริเวณนี้ก็เห็นดาวฤกษ์เกิดใหม่จำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว

มาตราส่วนที่เห็นในภาพขยายทั้ง 4 ภาพนั้นเทียบเท่ากับระยะทาง 1,500 ล้านปีแสง



ภาพวาดจากจินตนาการแสดงการ
ชนกันระหว่างดาราจักรทางช้างเผือก
และดาราจักรแอนโดรมีดา
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 11:15 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=741&forum=8&page=5&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.mythland.org/v2/index.php

The Search for Planet X : การค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่สิบ
ตามตำนานของชาวสุเมเรี่ยน

Where do human come from?

เรื่องนี้เก็บตกมาจากหนังสือของนักภาษาศาสตร์ Zecharia Sitchin เขาเขียนหนังสือดังๆ
ไว้หลายเล่มด้วยกันในที่นี้จะเก็บรายละเอียดย่อๆมาเล่าให้ฟังพอหอมปากหอมคอนะครับ

อีตา Sitchin เนี่ยเค้ามีความเชื่อว่ามนุษย์เรานี้เป็นทายาทของมนุษย์ต่างดาวครับ บางท่านก็คงจะนึกว่า
มันจะแปลกอาไร๊…เพราะนักเขียนฝรั่งที่เชื่อแบบเดียวกันและเขียนหนังสืออกมาก็มีกันตั้งหลายคน
อันนั้นมันก็ใช่อยู่หรอกครับ เพียงแต่ตา Sitchin เนี่ยค่อนข้างจะเชี่-ยวชาญเรื่องอักขระโบราณ
เขาเดินทางไปทั่วโลกเพื่อตามรอยอารยธรรมที่มีคนเชื่อกันว่าเป็นอารยธรรมที่มาจากนอกพิภพ
งานเขียนของเขาครอบคลุมอย่างกว้างขวางไล่ไปตั้งแต่เรื่องของสโตนเฮนจ์ โบราณสถานเทียฮัวนาโค
รวมไปถึงอายธรรมโบราณของสุเมเรียนซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชาว Nibiruans ในคำจารึกของชาวสุเมเรียน
เรียกพวกเขาว่า อานันนาคิ (Anunnaki) ซึ่ง Anunnaki นี่แหละครับที่ตา Sitchin เชื่อว่าไม่เพียงแต่
สร้างอารยธรรมในดินแดนเมโสโปเตเมียเท่านั้น แต่ยังสร้างอารยธรรมของทั้งโลกอีกด้วย
พวกเขามาจากดาวเคราะห์ดวงที่ชื่อว่า นิบิรุครับ




จากการถอดรหัสอักษรคูนิฟอร์มมากกว่าสองพันชุดที่จารึกเรื่องราวในดินแดน
แถบอ่าวเปอร์เซียเอาไว้ บางจารึกมีอายุถึงหกพันปี บางจารึกก็แตกหักไม่สมบูรณ์แถมยังกระจายอยู่
ตามพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกมีจารึกคูนิฟอร์มชิ้นนึงที่ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในประเทศเยอรมณีกล่าวถึง
รายละเอียดทางดาราศาสตร์บางประการ โดยเฉพาะที่ชี้ว่าโลกถือเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ดหากนับจาก
ดาวพลูโตนี่แหละครับ ฟังแล้วน่าทึ่งจริงๆ เพราะอายุของจารึกคูนิฟอร์มนี้มันปาเข้าไปตั้งสี่พันกว่าปีแล้ว
ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งค้นพบดาวพลูโตและนับมันเป็นดาวเคราะห์ ดวงหนึ่งในระบบสุริยะ
เมื่อเร็วๆนี้เอง ชาวสุเมเรียนโบราณเค้ารู้จักดาวพลูโตกันได้อย่างไร น่าทึ่งนะครับ ยังมีสิ่งน่าทึ่งกว่านี้อีกครับ
ในจารึกของชาวสุเมเรียนโบราณบอกไว้อย่างชัดแจ้งว่าพวกเขามาจากห้วงท้องฟ้า ที่เรียกกันว่านิบิรุ


พระเจ้าหรือพระผู้สร้างจากนิบิรุพาพวกเขาล่องเรือลงมายังโลก แล้วก็ปล่อยให้
ชาวสุเมเรียนโบราณเหล่านี้ ใช้ชีวิตเริ่มต้นอารยธรรมกันบนดินแดนเมโสโปเตเมีย
ชาวสุเมเรียนเหล่านี้ หาได้มีความสามารถสร้างอากาศยาน เพื่อท่องไปทั่วอวกาศอย่าง
พระผู้สร้างไม่ แต่ความรู้ที่พระผู้สร้างจากนิบิรุทิ้งไว้ให้นี้ ก็เล่นเอานักวิทยศาสตร์ปัจจุบันงง

เป็นไก่ตาแตกเหมือนกันแหละครับ สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดแบบลึกๆของเรื่องนี้
คงต้องหาหนังสือมาอ่านกันเองล่ะครับ เพราะรายละเอียดค่อนข้างแยะ




เอาเป็นว่าผมจะสรุปรวมๆ ให้ว่า เนื้อหาของหนังสือเขาครอบคลุมไปถึงเรื่องของ Nefilim ด้วย
อันว่า Nefilim นี้เป็นกลุ่มชนที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเก่า อันเจ้าคำว่า Nefilim นี้
เป็นภาษาฮีบรูโบราณแปลว่า "ผู้ลงมาจากเบื้องบน" การตีความจารึกของ Sitchin นั้นเต็มไปด้วย
ความยากลำบาก ถึงกระนั้นก็เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของเขาเป็นอย่างมาก Sitchin
ออกเดินทางไปทั่วโลก ตระเวณไปตามแหล่งอารยธรรมต่างๆเพื่อหาห่วงโซ่ที่จะโยงปริศนาทั้งหลาย
เข้าด้วยกัน


Sitchin ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง ซึ่งคนทั่วไปเรียกมันว่า "ใบหน้าบนดาวอังคาร"
หรือ Face On Mars อันว่า Face On Mars นี้เป็นที่กังขากันมานานแล้วครับว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียง
การเล่นตลกของแสงกับมุมกล้อง สำหรับท่านที่ตกข่าวอยู่ ผมจะท้าวความให้ก็ได้ว่าเจ้า Face On Mars
ที่ว่านี้เป็นสิ่งก่อสร้าง ลักษณะคล้ายใบหน้าสฟิงก์และหมู่ปิระมิด ซึ่งยานอวกาศขององค์การนาสา
ถ่ายได้โดยบังเอิญในบริเวณที่ราบที่เรียกกันว่า Cydonia บนดาวอังคาร (เรื่องนี้กรุณาอ่านในหัวข้อ
Face On Mars นะครับ) ตอนนี้ยังไม่มีใครตีความออกว่าลักษณะของสฟิงก์ที่รายล้อมด้วยหมู่ปิระมิด
นั้นหมายถึงอะไร แต่คาดกันว่า น่าจะใช้เป็นจุดสังเกตทางอากาศเมื่อจะนำยานลงจอดมากกว่าอย่างอื่น
เพราะสิ่งก่อสร้างลักษณะนี้ จะดูสะดุดตามากหากมองจากทางอากาศ หากเป็นจริงแล้ว
สฟิงก์แห่งกิซาและมหาปิระมิดอาจเป็น จุด Landing ของยานจากดาวนิบิรุก็ได้


ปริศนาอย่างหนึ่งของสฟิงซ์และมหาปิระมิดก็คือมันถูกสร้างด้วยฝีมือของชาวอียิปต์จริงๆหรือไม่
เพราะอายุอานามของปิระมิดและสฟิงซ์นั้น จากการตรวจสอบทางโบราณคดีอายุมันมากกว่า
บันทึกทางประวัติศาสตร์ของอียิปต์ ตั้งสองพันกว่าปี หากเป็นอย่างนั้นจริง ฟาโรห์คีออปส์ก็หาใช่
ผู้สร้างปิระมิดเลย พระองค์เพียงแต่บูรณะมหาปิระมิดขึ้นมาแล้วก็อ้างชื่อในฐานะผู้สร้างเท่านั้น
แน่ล่ะครับเป็นถึงเหนือหัวเจ้าแผ่นดินนี่นา จะทรงสั่งให้อาลักษณ์บันทึกประวัติศาสตร์ยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ


จงเตรียมพร้อม!!!


การศึกษาเรื่องของพระเจ้าโดยอาศัยเงื่อนงำจากตำนานสุเมเรียนโบราณยังคงดำเนินต่อไป
หากเรื่องนี้เป็นเพียงตำนานเหลวไหลแล้วองค์การเบิ้มๆอย่างนาสา คงไม่บ้าจี้ค้นหานิบิรุตามตำนานหรอกครับ
ปัจจุบัน ณ อาร์เจนตินาและชิลี นาสาได้ขอความร่วมมือตั้งกล้องโทรทัศน์ขนาดมหึมา เพื่อสอดส่อง
หาอะไรบางอย่างอยู่อย่างเงียบเชียบ นาสาปิดบังสิ่งใดไว้หรือครับ? อเมริกาและมหาอำนาจอื่นๆ
กำลังทำอะไรกันอยู่…เตรียมพร้อมรับการมาถึงของ Anunnaki?

หลักฐานอีกชิ้นที่ยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าจากอวกาศ ก็คือแผนที่ครับ เป็นแผนที่โลกจารึกอยู่
บนแผ่นดินเหนียวอายุอานามกว่าหกพันปี มีเส้นรุ้งเส้นแวงครบถ้วนตามกระบวนการทำแผนที่ยุคปัจจุบันเด๊ะ
เพียงแต่ลักษณะของทวีปต่างๆไม่เหมือนกับปัจจุบันเลยซักนิดเดียว มันคืออะไร?
แผนที่โลกนี้เมื่อนมนานมาแล้วหรือว่าเป็นแผนที่ของดวงดาวอันไกลโพ้น ดวงดาวที่ Anunaki
นำบรรพชนของเราลงมายังโลก มีงานเขียนบางชิ้นกล่าวถึงการสร้างมนุษย์จากหลอดทดลอง
มนุษย์ที่ว่าก็คือบรรพชนของเรานี่แหละครับ งานเขียนเหล่านั้นจะอ้างอิงคัมภีร์พันธสัญญาเก่าเป็นหลัก
อาศัยการตีความจากไบเบิลเท่านั้น แต่บันทึกของสุเมเรี่ยนเจ๋งกว่า เพราะมีทั้งเรื่องราวและภาพโครงสร้าง
ของ DNA อยู่อย่างเสร็จสรรพ(รออ่านนะครับ กำลังรวบรวมข้อมูล) ชาวสุเมเรียนโบราณรู้เรื่อง DNA
ตลอดจนวาดภาพโครงสร้างของมันออกมาได้อย่างไรครับหากเขาไม่เคยเห็นมาก่อน?




คำถามสุดท้ายสำหรับ ช่วงนี้คืออนาคตของมนุษย์จะเป็นอย่างไรต่อไป
ทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศ
กำลังมีน้ำหนักและอิทธิพลต่อความเชื่อของคนยุคปัจจุบันมากขึ้นทุกที หลายคนเริ่มคล้อยตาม
ในขณะที่บางคน บางกลุ่มโดยเฉพาะชาติมหาอำนาจยอมรับมันมานานแล้ว
เราอาจถูกสร้างโดยพระผู้สร้างผู้เดินทางมาจากอวกาศ
สักวันเราจะมีโอกาสเจริญรอยตามพระผู้สร้างได้หรือไม่ เพราะอย่างน้อยตอนนี้มนุษย์เรา
ได้เติบโตขึ้นกว่าเดิมมากมาย เรียกได้ว่าก้าวหน้าทั้งศาสตร์และศิลป์จนทำให้บัลลังก์ของ
พระเจ้าจากอวกาศ เริ่มสั่นคลอนบ้างแล้ว ที่สำคัญคือสันดานก้าวร้าวในตัวมนุษย์รวมถึง
นิสัยชอบก่อสงครามนี่แหละจะทำให้มีปัญหาขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ส่วนหนึ่ง
เกิดปีกกล้าขาแข็งและคิดจะวัดรอยเท้าพระเจ้าขึ้นมา?
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Tue Feb 23, 2010 12:05 am



Planet - X

โลกของเราเป็นหนึ่งในสมาชิกของระบบสุริยจักรวาล หรือ Solar System และพวกเราก็เรียนมาตั้งแต่
หัวเท่ากะปอม(ภาษาอิสาน แปลว่ากิ้งก่าครับ J ) แล้วว่าระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง
และมีบริวารเป็นดาวเคราะห์ทั้งสิ้น 9 ดวง แต่มีอยู่สองดวงคือเนปจูนและพลูโตที่มีอาการแปลกๆ
นักดาราศาสตร์ใหญ่ทั้งหลายต่างก็กังขากันใหญ่ว่ามันจะมาจากอิทธิพลของดาวเคราะห์ดวงที่สิบหรือไม่?

ก่อนจะว่ากันถึงดาวเคราะห์ดวงที่สิบ เรามาดูกันดีกว่าว่าอะไรเป็นจุดดลใจให้นักดาราศาสตร์เค้าเชื่อกันว่า
ระบบสุริยะยังมีสมาชิกที่ค้นไม่พบอีกหนึ่งดวง เมื่อก่อนเค้าเชื่อกันว่าดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ
มีกันแค่เจ็ดดวง(นับดวงจันทร์ด้วย) จนกระทั่งมีการค้นพบดาวยูเรนัสนั่นแหละครับ
กระบวนการล่าดาวบริวารของดวงอาทิตย์จึงเกิดขึ้น เรามาดูรายละเอียดเล็กๆน้อยของมันดีกว่า

ในปี 1841 John Couch Adams เริ่มตะหงิดๆใจกับการโคจรแบบแปลกๆของดาวยูเรนัสคล้ายๆกับมีปฏิกิริยา
กับแรงดึงดูดอะไรซักอย่าง จากการค้นพบของ Adams ทำให้หลายๆคนเริ่มค้นคว้าเรื่องนี้กันมากขึ้น
ในปี 1845 เลอ วาริเยร์ (Urbain Le Verrier ) ได้เริ่มค้นหามันด้วยเช่นกันเพราะอาการของดาวยูเรนัสนี้
ต้องเป็นผลมาจากแรงดึงดูดของดาวเคราห์อีกซักดวงเป็นแน่ นั่นคือการนำมาของการค้นพบดาวเคราะห์
ดวงที่แปด เนปจูน

เดือนกันยายนปี 1846 เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังมีการค้นพบดาวเนปจูน Le Verrier ยังคงสงสัยว่า
น่าจะมีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่มีอิทธิพลกับดางยูเรนัสแน่นอน ล่วงมาถึงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
มีการค้นพบดวงจันทร์ขนาดยักษ์ที่เป็นดาวบริวารของดาวเคราะห์เนปจูน หลายคนคิดว่าตัวเอง
ได้คำตอบเรื่องแรงดึงดูดกับดาวยูเรนัสแล้วแต่มันจะไม่ง่ายไปหน่อยเร้อ?



ในปี 1879นักดาราศาสตร์ชื่อ Camille Flammarion ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า มันต้องมีดาวเคราะห์อีกซักดวง
ที่อยู่ถัดจากดาวเนปจูออกไปแน่ๆ โดยอาศัยการคำนวณเรื่องวงโคจรของดาวหางและอุกาบาตเป็นหลัก

เปอร์ซิวาล โลเวล เจ้าของงานเขียนเรื่องคลองบนดาวอังคารอันลือลั่น ได้เริ่มศึกษาและค้นหา
ดาวเคราะห์ดวงที่ยังไม่มีการค้นพบอย่างเงียบๆในรัฐอริโซนา โลเวลเรียกการค้นคว้าของเขาในครั้งนี้ว่า
การค้นหา Planet X โลเวลพยายามหลายๆต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด
ด้วยความบังเอิญครับ เปอร์ซิวาล โลเวลของเราจับตำแหน่งดาวเคราะห์ที่ยังไม่มีใครรู้จักได้หลายครั้ง
แต่นั่นเป็นเวลาก่อนที่จะค้นพบดาวพลูโต ใครๆเลยคิดกันว่าดาวที่โลเวลพบเป็นดาวพลูโตไปซะฉิบ
(ดาวพลูโตถูกค้นพบในปี 1930)

ปัจจุบัน ดร.โทมัส ซี แวน แฟลนเดิร์น แห่งราชนาวีสหรัฐ ได้ยืนยันถึงการศึกษาของทางราชนาวีและให้
สมมุติฐานว่าน่าจะมีดาวเคราห์อีกดวงที่อยู่ถัดไปจากดาวพลูโตครับเป็นดาวขนาดค่อนข้างใหญ่เสียด้วย



Planet - X

นับเป็นเวลาร่วมสองร้อยปีแล้วหลังจากมีการค้นพบดาวพลูโต แม้ว่าปัจจุบันความรู้ทางดาราศาสตร์
และการคำนวณของมนุษย์จะก้าวหน้าขึ้นมากก็ตาม แต่การค้นหาดาวเคราะห์บริวารที่เหลือก็ยังเป็นไป
ด้วยความยากลำบากเนื่องจากระยะทางนั่นเอง บรรดานักดาราศาสตร์ต่างก็เรียกดาวดวงนี้ว่า
Planet X ครับ มีมหกรรมการค้นหากันอย่างมโหฬารแม้แต่องค์การใหญ่อย่างนาสาก็ยังตั้งกล้องดูดาว
ขนาดยักษ์ร่วมสังฆกรรมกับเขา
น่าหัวเราะอะไรเช่นนี้ นักดาราศาสตร์ปัจจุบันค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่สิบ
กันแทบตายแต่ชาวสุเมเรี่ยนสิครับ พวกเขารู้เรื่องนี้และได้บันทึกมันเอาไว้อย่างละเอียดละออในแผ่นจารึก
ดินเหนียวเมื่อกว่าหกพันปีกว่าโน้นแน่ะ ดาวเคราะห์ดวงนั้นพวกเขาเรียกมันว่า Nibiru ครับ เป็นที่ๆ
พระเจ้าของชาวสุเมเรียนเคยอาศัยอยู่มาก่อน ตามจารึกของชาวสุเมเรียนบอกไว้ว่าสรวงสวรรค์ของ
พระเจ้าหรือ Nibiru นั้นโดนมังกรยักษ์ที่ชื่อ Tiamat รุกราน ไอ้เจ้าตำนานนี้แหละครับตัวดีนัก
เมื่อนักวิทยาศาสตร์พากันวิเคราะห์มันอย่างละเอียดแล้วต่างก็พากันหนาวๆไป ตามๆกัน
เพราะมันใช่ตำนานที่ไหนกันล่ะครับ มันเป็นบันทึกปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ว่า
ด้วยการชนกันของดาวเคราะห์ต่างหาก

หลังจากสุมหัวตีความกันพักใหญ่ก็ได้ผลสรุปออกมาว่า จารึกนี้กล่าวถึงดาวเคราะห์ขนาดยักษ์ที่ชื่อ Nibiru
ด้วยเคราะห์กรรมหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ดาว Nibiru ถูกพุ่งชนด้วยดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้น
คงรุนแรงมากจนทำให้ดาวเคราะห์อีกดวงนั้นป่นเป็นเศษเล็กเศษน้อย บางส่วนแพ้แรงดึงดูดของ
ดวงอาทิตย์และกลายเป็นดาวเคราะห์น้อยโคจรรอบระบบสุริยะ ซึ่งก็ตรงกับข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์
ปัจจุบันเป๊ะครับ กลุ่มของดาวเคราะห์น้อยที่อยู่หลังดาวพลูโตออกไป ชาวสุเมเรียนทราบได้อย่างไรกันว่า
มีการชนกันของดวงดาวเกิดขึ้น




ครั้งล่าสุดที่มีการบักทึกไว้อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับ Planet X คงจะเป็นปี 1982 ครับ
เมื่อเจ้าหน้าที่ขององค์การนาสาประกาศว่าค้นพบ "วัตถุลึกลับซึ่งคาดว่าจะเป็นดาวเคราะห์
ในแถบบริเวณของดาวเคราะห์วงนอก" หนึ่งปีต่อมาหลังจากการยิงดาวเทียม IRAS
(Infrared Astronomical Satellite) ขึ้นสู่วงโคจร เจ้าดาวเทียมนี้จับภาพวัตถุคล้ายดาวเคราะห์ขนาดใหญ่
ได้เล่นเอาฮือฮาไปตามๆกัน

Gerry Neugebauer หัวหน้าหน่วยวิจัย IRAS ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ว่า
"เจ้าวัตถุที่ว่ามีขนาดใหญ่ยักษ์ยังกะดาวพฤหัส มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของดาวบริวารในระบบสุริยะ
เราพบมันในทิศทางเดียวกับกลุ่มดาวนายพราน บอกได้อย่างเดียวครับว่าเราไม่รู้เหมือนกันว่า
มันเป็นอะไรกันแน่"

แต่ชาวสุเมเรียนเค้าบอกได้ตั้งแต่หกพันที่แล้วมาแล้วล่ะครับว่า มันก็คือดาวเคราะห์ Nibiru
ไงเล่าเกลอแก้วเอ๋ย จารึกทางดาราศาสตร์ของชาวสุเมเรียนโบราณ ได้พรรณาถึงดวงดาวในระบบสุริยะ
ไว้อย่างละเอียด รวมไปถึงดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่ชื่อ Nibiru ด้วย ( Nibiru แปลว่า Planet of the crossing ครับ)
จารึกนี้ตรงกับข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ปัจจุบันเรื่อง Planet X เด๊ะเลยครับ โดยเฉพาะการค้นพบ
ดาวขนาดยักษ์ในห้วงลึกของระบบสุริยะยิ่งยืนยันความสามารถของชาวสุเมเรียนโบราณ

ถ้าดาวเคราะห์ดวงนี้มีจริงแล้วทำไมป่านนี้เรายังไม่ค้นพบกัน?




ถ้าดาวเคราะห์ดวงที่สิบมีจริงแล้วทำไมป่านนี้เรายังไม่ค้นพบกัน? หลายท่านอาจจะถามผมแบบนี้
ทฤษฎีที่เป็นคำตอบมันมีอยู่ครับ แถมตรงกันทั้งในจารึกสุเมเรียนและหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เสียด้วย
เพราะวงโคจรไงครับ จึงทำให้เราจับเจ้าดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่ได้ซักที ก็มันดันโคจรเป็นวงรีนี่เอง
จึงทำให้ระยะระหว่าง Planet X จากดาวเคราะห์ดวงอื่นมันเลยห่างกันจนสุดกู่

คิดดูนะครับ เราค้นพบดาวพลูโตเมื่อปี 1930 พร้อมกับข้อสงสัยเรื่องแรงกระทำระหว่างแรงดึงดูด
ของดาวเคราะห์วงนอก รวมทั้งเรื่องของที่มาดาวเคราะห์น้อย ในวงโคจรถัดจากดาวอังคาร
แต่ชาวสุเมเรียนเค้ารู้กันมานมนานแล้ว ส่วนที่ว่าทำไมชาวสุเมเรียนจึงบอกว่าระบบสุริยะ
มีดาวอยู่สิบสองดวงนั้นผมจะค่อยๆอธิบายให้ฟังเดี๋ยวนี้แหละ อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งหลายคน
อาจจะอ้าปากค้างเพราะความเป็นไปไม่ได้ของมัน แต่มันก็เป็นไปแล้วและยืนยันความสารถของ
บรรพชนเราก็คือการชนกันของดาวเคราะห์นี่แหละครับ ไม่ใช่ดาวอื่นไกลเลย เป็นโลกนี่แหละ
ที่ชนกับ Planet X (หรือ Nibiru นั่นเอง) ก่อนคุยเรื่องนี้ขอทบทวนอะไรหน่อยละกัน
ทุกคนที่เคยเรียนภูมิศาสตร์กันมาน่าจะเคยเรียนทฤษฎีที่ว่า ในสมัยที่โลกยังอายุเยาว์อยู่
แผ่นดินบนโลกนี้เคยติดกันอยู่เป็นทวีปเดียว ทฤษฎีนี้เพิ่งมาศึกษากันเมื่อร้อยกว่าปีมานี้
แต่ชาวสุเมเรียนรู้ล่วงหน้าพวกเราถึงหกพันปี แถมมีแผนที่จารึกอยู่บนแผ่นดินเหนียวเสียด้วย

การที่โลกแบ่งออกเป็นทวีปๆก็เพราะ Continental Drift หรือการเคลื่อนตัวของแผ่นดินนั่นเอง
มันเป็นไปอย่าง ช้-า-ม-า-ก และค่อยเป็นค่อยไป จนกลายเป็นแผ่นดินที่พวกเราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน
หากดูแผนที่ดีๆเราจะสามารถเอาทวีปต่างๆมาต่อกันเป็นชิ้นเดียวได้เหมือนจิ๊กซอเลย
ถึงั้นก็เถอะครับแผนที่ที่ต่อกันมันจะยังดูแหม่งๆคล้ายกับขาดอะไรไป นักภูมิศาสตร์ที่รู้สึกถึง
เจ้าความแหม่งที่ว่าเลยพากันศึกษากันใหญ่และได้ข้อสรุปที่น่าตกใจออกมา




โลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ที่มีครึ่งดวงครับ!!!!

....ครึ่งดวงจริงๆครับ เหมือนลูกบอลดินเผาที่โดนชนกระจุยหายไปส่วนหนึ่ง นักภูมิศาสตร์บางท่าน
บอกว่าหากสูบน้ำออกจากมหาสมุทรต่างๆได้หมด เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า
โลกได้หลุดหายไปกระบิหนึ่ง และไอ้ส่วนที่เคยเป็นกระบิที่หายไปนั่นแหละคือมหาสุทรต่างๆในปัจจุบัน

แล้วเพราะอะไรล่ะโลกจึงหายไปกระบินึง? บางท่านอาจถามขึ้นมาอีก ชาวสุเมเรียนเค้าตอบให้ได้
เสร็จสรรพเลยครับว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้ พวกเค้าบันทึกเอาไว้ว่าโลกโดนดาว Nibiru เฉี่ยวเอาครับ
ไม่มีบันทึกแน่ชัดว่านานเท่าไหร่แล้ว แต่ผลจากการกระทบไหล่ของดาวเคราะห์ทั้งสองนี้
ทำให้โลกของเราแหว่งไปส่วนหนึ่ง เศษชิ้นส่วนของดาวเคราะห์ทั้งสองกระจัดกระจาย
กลายเป็นวงแหวนดาวเคราะห์น้อย โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์(ดูแผนภาพประกอบ)
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Tue Feb 23, 2010 12:10 am



Planet X และพระผู้สร้าง

เหตุที่ Planet X ผลุบๆโผล่ๆนั้นก็เพราะว่าวิถีโคจรของมันเหมือนดาวหางครับ เป็นวงรีแล้วก็กินเวลา
ค่อนข้างมากกว่าจะโคจรครบหนึ่งรอบ ในบันทึกของชาวเมโสโปเตเมียและคัมภีร์พันธสัญญาเก่า
ก็มีระบุไว้ครับถึงวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงนี้ วงโคจรรอบหนึ่งของ Planet X (Nibiru) กินเวลา
ตั้ง 3600 ปีแน่ะกว่าจะครบรอบ รอบของวงโคจรนี้ชาวสุเมเรียนเรียกมันว่า Shar ครับ

- Anunnaki พระเจ้าจาก Nibiru ผู้สร้างมนุษย์

ตามพระคัมภีร์ไบเบิล มนุษย์คนแรกของโลกคืออาดัมครับ และมนุษย์คนที่สองถูกสร้างจาก
ชิ้นส่วนของอาดัมอีกที เชื่อกันหรือไม่ว่าในบันทึกของชาวสุเมเรียนโบราณก็บันทึกเรื่องนี้เอาไว้
เหมือนกัน และที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือมีการกล่าวถึง DNA และการทำโคลนนิ่งด้วย

ปัจจุบันเรื่องของการทำโคลนนิ่งและผสมเทียมเป็นเรื่องที่มนุษย์ทำได้และกำลังพัฒนาอยู่
แต่เชื่อกันหรือไม่ว่าชาวสุเมเรียนโบราณมีความรู้ในเรื่องนี้ล่วงหน้าพวกเราถึงหกพันกว่าปี
ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆของขั้นตอนการผสมเทียมนะครับ คงพอจะทราบกันเลาๆว่ากรรมวิธีคือ
เอาสเปิร์มของเพศชายเข้าไปผสมกับไข่ จากนั้นก็เพาะเลี้ยงไว้ในหลอดแก้ว ปัญหาก็คือ
หากลักษณะของทารกที่ผสมออกมามีปัญหา นักวิทยาศาสตร์ก็จะทำการแก้ไขปัญหานั้น
โดยอาจ Replanning ไข่ที่ผสมแล้วเสียใหม่ หรือไม่ก็ปรับปรุงโครงสร้างบางอย่าง
(ซึ่งอาจจะรวมถึง DNA ด้วย) ในจากรึกแห่งชาวสุเมเรียนมีภาพอยู่ภาพหนึ่งซึ่งดูเผินๆ
เหมือนภาพการประกอบ พิธีทางศาสนา แต่นักวิชาการหลายท่านบอกว่า
นี่แหละครับคือภาพของการผสมเทียมและการโคลนนิ่ง

มันจะเป็นปายด้ายยางง๊าย? โม้หรือเปล่า

หลายท่านอาจจะว่าอย่างนี้ งั้นลองมองดูรูปด้านล่างนะฮะ มีสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวสุเมเรียน
ของเทพ Enki มีลักษณะคล้ายงูสองตัวพันกระหวัดกันอยู่ และบางภาพที่เป็นรูปอะไรซักอย่าง
คล้ายริบบิ้นพันอยู่รอบงูสองตัวเป็นไงครับ นึกอะไรออกบ้างหรือยัง?



ใช่แล้วครับภาพโบราณเมื่อหลายพันปีก่อนภาพนี้ ปัจจุบันเราใช้เป็นสัญญลักษณ์ทางการแพทย์
สัญญลักษณ์นี้แสดงถึงความรู้อันเป็นความลับการสร้างมนุษย์โดย Anununaki พระเจ้าจาก Nibiru
อันไกลโพ้นเจ้ารูปงูเกี่ยวกระหวัดกันเนี่ยดูยังไงมันก็ภาพจำลองของครงสร้าง ไมโตคอนเดรีย
และ DNA ชัดๆ หรือใครมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่น?



ภาพนี้ได้มาจาก พิพิธภัณฑ์ British Museum ในอังกฤษ เป็นส่วนหนึ่งของจารึกที่เกี่ยวกับ Anunnaki
และสถานที่ที่พวกเขามา แล้วคุณล่ะครับ ตอนนี้พอจะเชื่อหรือเปล่าว่าดาวเคราะห์ Nibiru
ของชาวสุเมเรียนโบราณมีจริง? ถ้ามีเวลาผมจะแกะหนังสือของนักเขียนคนนี้มาให้ดูกันเล่นๆอีก
รายละเอียดค่อนข้างเยอะมากครับแต่หลักฐานก็หนักแน่นน่าเชื่อถือดี
หาซื้อตามร้านขายหนังสือต่างประเทศตามห้างใหญ่ๆน่าจะพอมีครับ
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Search for Planet X : นักดาราศาสตร์ได้คำตอบเริ่มต้น อะไรจุดระเบิด “ซูเปอร์โนวา”

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Tue Feb 23, 2010 10:39 pm

The Earth Chronicles Series

บอกกล่าว

ซีรี่ส์ล่าสุดที่ผมกำลังจะเขียนนี้ เป็นเรื่องที่เอามาจากหนังสือซีรี่ส์ The 12th Planet ของ
Zecharia Sitchin เป็นหลัก นอกนั้นก็มีหนังสือในชุด Gods of New Millennium อีกสองสามเล่มมา
รวมถึงข้อมูลจากเว็บไซต์ The Earth Chronicles เป็นข้อมูลรองพื้น ซึ่งแน่ล่ะครับว่า
ความหนาของเอกสารที่เอามาประกอบนั้นไม่ใช่เล่นๆเลย

ดังนั้นขอทำความเข้าใจกันก่อนอ่านสักนิดนะครับ ว่าผมจะสรุปแบบย่อๆให้ฟังเท่านั้น
บางครั้งอาจ Quote ข้อความจากต้นฉบับในลักษณะของการตัดต่อมาเลยเพื่อความประหยัดเวลา
หรือไม่ก็เน้นกันไปเป็นข้อๆในลักษณะเหมือนเขียนเล็คเชอร์ให้คุณอ่านกัน ไม่อย่างนั้น
ผมนั่นแหละที่ต้องตายก่อน

อย่างที่รู้ๆกันว่าผมทำเว็บนี้เพราะอยากทำ เขียนเพราะอยากเขียน ไม่ได้ต้องการให้ใครเชื่อหรือศรัทธา
แม้พระเจ้าของ Myth แห่งนี้จะมาจากห้วงอวกาศ แต่เราก็ไม่ได้ต้องการให้ใครเชื่ออย่างที่เรา,ผม
(และอาจรวมถึง)คุณเชื่อกันอยู่ ใครที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็ถือว่าอ่านเพื่อศึกษาหรือประดับความรู้เถิดนะครับ

อย่างไรก็ตาม ผลของการศึกษาในเรื่องใดๆย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ดังนั้นจะเป็นการดีถ้าคุณลองศึกษาเพิ่มเติมในหัวข้อที่ได้อ่านไปจากแหล่งอ้างอิงที่ถูกต้อง
เป็นวิชาการ และน่าเชื่อถือกว่าเว็บไซต์เล็กๆแห่งนี้ ตัวผมเองก็ใช่ว่าเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตมาจากไหน
ดีไม่ดีตอนนี้ผมอาจกำลังต้มพวกคุณอยู่ก็ได้

อ้อมีเรื่องจะรบกวนนิดครับ คือปกติผมเป็นคนที่ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางกิจกรรมที่วุ่นวาย
บ่อยครั้งที่ผมทำอะไรค้างคาเอาไว้เนื่องจากต้องไปทำกิจกรรมอื่นที่มีความสำคัญกว่า
แล้วก็ลืมไปเลยว่าตัวเองค้างอะไรชาวบ้านเอาไว้บ้าง ดังนั้นถ้าผมเกิดอาการแบบนี้อีก
รบกวนเมล์มากระทุ้งผมหน่อยนะครับ ถ้าครั้งแรกผมเงียบไม่ยอมตอบก็อย่าเพิ่งท้อเสียล่ะ
กระทุ้งบ่อยๆเข้าเดี๋ยวผมก็ละอายแก่ใจกลับมาเขียนบทความที่ค้างเอาไว้ต่อเองแหละครับ

และต่อไปนี้คือรายชื่อของหนังสือที่คุณและผมจะมาช่วยกันแกะในซีรี่ส์นี้

1 - THE 12TH PLANET
- - เรื่องราวของดาวเคราะห์ดวงที่ 12 ของชาวสุเมเรียน ซึ่งรายละเอียดส่วนหนึ่งผมเคยเขียนไปแล้ว
เมื่อหลายปีก่อน ปฐมบทของเรื่องราวทั้งหมดที่จะตามมาในภายหลัง

2 - THE STAIRWAY TO HEAVEN
- - ความเกี่ยวเนื่องของพระเจ้าจากห้วงอวกาศ, ความลับของฟาโรห์,
กิลกาเมชวีรบุรุษชาวสุเมเรียนผู้ปฏิเสธได้แม้กระทั่งความตาย

3 - THE WARS OF GODS AND MEN
- - สงครามแห่งพระเจ้าโบราณที่ลากเอามนุษย์เข้าไปเกี่ยวพันด้วย, การชิงชัยเหนือแผ่นดินไอยคุปต์
ระหว่างโฮรัสกับเซธ, ขีปนาวุธข้ามทวีปของเซอุสและองค์อินทรา, อับราฮัมผู้บันทึกความสูญเสียที่เกิดขึ้น
จากสงครามนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเปอร์เซีย

4 - THE LOST REALMS
- - ความลับของ เอล โดราโด, บุรุษแปลกหน้าผู้มาจากอีกฟากมหาสมุทร, วันที่โลกหยุดหมุน,
และพระเจ้าแห่งน้ำตาทองคำ

5 - WHEN TIME BEGAN
- - วัฏจักรของกาลเวลา, คอมพิวเตอร์ที่ทำจากก้อนศิลา, ผู้พิทักษ์ความลับ, สถาปัตยกรรมแห่งสวรรค์
และ ยุคแห่งลูกแกะผู้หลงทาง

6 - THE COSMIC CODE - - The Cosmic Conection: DNA,
ผู้พยากรณ์แห่งกาลเวลา, สะดือแห่งโลก, มนุษยชาติทายาทของมนุษย์ต่างดาว

7 - GENESIS REVISITED
- - ผู้ส่งสารจากเยเนซิส, เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต, อาดัม:ผลผลิตแห่งพันธุวิศวกรรม,
อีฟ:มหามารดาแห่งมวลมนุษย์, ฐานลับบนดาวอังคาร

8 - DIVINE ENCOUNTERS
- - กาลนั้นสวรรค์ล่ม, The Nefilim ครึ่งมนุษย์-ครึ่งพระเจ้า,
ความลับของเทพผู้อมตะ, เทวทูตหรือดาราทูต

รายชื่อด้านบนเป็นฉบับที่ผมมีข้อมูล(และสโคปของเรื่องที่จะเขียน)ครับ ชื่อบทมันลิเกไปหน่อย
เขียนแบบสรุปและรีวิว(ว่าแต่มันจะเสร็จไหมเนี่ย ชาตินี้) หนังสือเล่มที่เหลือในซีรี่ส์เดียวกัน
อันได้แก่ Of Heaven and Earth, The Lost Book of Enki, The Earth Chronicles Expeditions
ผมคงละเอาไว้ก่อน สบโอกาสเมื่อไหร่ค่อยว่ากันต่อ

จนกว่าคุณและผมจะตายกันไปข้าง


http://www.mythland.org/v2/index.php













The Alan Parsons Project - Sirius + Eye in the Sky (Descanse em paz Eric...)