ลือสนั่นทั่วภาคเหนือ "3 เบอร์มรณะ" ใครกดรับ"ตาย"

Go down

ลือสนั่นทั่วภาคเหนือ "3 เบอร์มรณะ" ใครกดรับ"ตาย"

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 20, 2010 5:03 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263978831&grpid=01&catid=



วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:13:29 น.
มติชนออนไลน์

ลือสนั่นทั่วภาคเหนือ "3 เบอร์มรณะ" ใครกดรับ"ตาย"
เตือนทั่วพบเบอร์ประหลาดหน้าจอแดง อย่าเสี่ยงรับ


จาก กรณีที่เกิดกระแสข่าวลือโทรศัพท์มรณะ 3 หมายเลขคือ 087 - 576xxxx / 083 -333xxxx / 089 - 996xxxx ถ้าใครได้รับโทรศัพท์ดังกล่าวหมายถึงชะตาขาดจะต้องเสียชีวิตทันทีหลังจากรับ โทรศัพท์ กระแสข่าวดังกล่าวแพร่สะพัดไปทั่วภาคเหนือ ทั้งจังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง น่าน และ จังหวัดแพร่ ข่าวลือบอกด้วยว่าที่จังหวัดน่านมีผู้รับโทรศัพท์ดังกล่าวจนเสียชีวิตไป แล้วกว่า 40 ราย ที่ลำปาง 1 ราย ที่จังหวัดแพร่มีกระแสข่าวลือดังกล่าวไปถึงกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบใช้โทรศัพท์

ล่า สุดในช่วงเช้าวันที่ 20 ม.ค. มีเสียงตามสายของงานประชาสัมพันธ์วิทยาลัยอาชีวะศึกษาจังหวัดแพร่ ประกาศให้นักศึกษาระวังไม่ควรรับโทรศัพท์ทั้งสามหมายเลขดังกล่าว

นาย ธนวัฒน์ เบี้ยจรัส อายุ 35 ปี กล่าวว่า ต้นทำอาชีพขายกาแฟสดอยู่ที่ อ.เด่นชัย ในช่วงสายวันเดียวกันนี้ ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่มีภรรยาทำงานอยู่ภายในวิทยาลัย ฯ แจ้งว่าที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ ประกาศเตือนให้นักศึกษาระวังอันตราย ห้ามรับโทรศัพท์ 3 หมายเลข เพราะถ้ารับอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ โดยบอกอาการด้วยว่า หลังจากมีหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวโทรเข้าหา เมื่อกดรับหน้าจอโทรศัพท์จะเป็นสีแดง และได้ยินเสียงพระสวดศพฟังอยู่เพียงพักเดียว ผู้รับโทรศัพท์จะมีเลือดกำเดาออกและมีเลือดออกทางปาก จากนั้นจะเสียชีวิตทันที นายธนวัฒน์กล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เป็นเรื่องน่ากลัวมากแต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่น่าเป็นจริงแต่ทำไมวิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่จึงได้ประกาศออก คำเตือนเช่นนั้น เป็นเรื่องน่าแปลกตรง สถาบันการศึกษาประกาศให้นักศึกษาระวังทั้งๆ ที่เป็นเรื่องโคมลอย

ด้าน นายสินเทา ชัยสวัสดิ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดแพร่ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า กระแสดังกล่าวเป็นข่าวลือซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ยันยันได้ว่า ทางวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดแพร่ไม่ได้ประกาศเตือนนักศึกษาหรือบอกให้นัก ศึกษางดการรับโทรศัพท์หมายเลขดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่ขาดหลักการและไม่มีเหตุผลเพียงพอให้เกิดความน่าเชื่อถือ ได้ การออกประกาศอย่างเป็นทางการหน้าที่ประชุมหรือประกาศประชาสัมพันธ์ใน วิทยาลัยอยู่ภายใต้การควบคุมไม่มีการประกาศดังกล่าวอย่างแน่นอน

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า จากข่าวลือที่ออกมากลายเป็นเรื่องน่าเชื่อถือไปทันทีเมื่อมีข่าวประกาศของ วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ทำให้เป็นสิ่งน่าเชื่อถือและลุกลามไปจนทั่วทั้ง จังหวัด ประชาชนที่ไม่มีวิจารณญาณเกิดความกลัวและหวั่นว่าตนเองอาจถึงคิวการโทรศัพท์ เข้าหา โดยปัญหาดังกล่าวยังไม่มีใครออกมาคลี่คลาย

ขณะ ที่บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า อาจมา จากการส่งคลื่นความถี่สูงจนส่งผลต่อระบบสมองจนถึงขั้นเสียชีวิต คล้ายกับ คลื่นเสียงที่ในบางประเทศใช้ปราบม็อบหรือใช้เป็นอาวุธอิเลทรอนิกส์ หรือ ที่ รู้จักกันในระบบ directed-energy weapon (DEW) ที่ใช้ในกองทัพสหรัฐ

เกี่ยว กับเรื่องนี้ รศ.โกศล โอฬารไพโรจน์ หัวหน้าสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนาภาคพายัพ จ.เชียงใหม่ ให้ ความเห็นว่า โดยหลักการหากมนุษย์ได้รับคลื่นความถี่ระดับสูงเกินที่จะรับได้จะ มีผลต่อแก้วหูไปจนถึงสมองจนอาจเสียชีวิตได้ ซึ่งคลื่นเสียงสามารถส่งผ่านได้ หลายทาง ทั้ง วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงเครื่องรับอื่น ๆ แต่ในกรณี ของโทรศัพท์มือถือ โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่ามีข้อจำกัดเพราะผู้ผลิตจะมีอุปกรณ์ ในกรองคลื่นความถี่เสียงและกำหนดช่วงของคลื่นที่จะรับไว้เพื่อความปลอดภัย ของผู้ใช้

ทั้ง นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อได้ลองทำการตรวจสอบโทรไปยัง 3 เบอร์ ดังกล่าว ก็ ปรากฎว่า ติดต่อไม่ได้ทั้ง 3 เบอร์ และจากการที่มีผู้ตรสวจสอบไปยังศูนย์บริการของเอไอเอส ซึ่งเป็นต้นสังกัดเครือข่ายของเบอร์โทรศัพท์ 3 เบอร์ ดังกล่าว ก็ พบว่า ผู้ที่ขอยื่นจดทะเบียนนั้น อยู่ที่ทางภาคตะวันออก


http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=428004

AISแจงเดดคอลแค่ข่าวลือชาวบ้านเริ่มคลายกังวล

21 มค. 2553 14:11 น.

หลังคมชัดลึกได้ติดตามต้นตอของข่าวลือเรื่องหมายเลขโทรศัพท์มรณะ หรือ "เดดคอล" ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนหลายจังหวัดของภาคเหนือ โดยเฉพาะการหาคำอธิบายถึงความเป็นไปได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ถึงการเสียชีวิตจาก การรับโทรศัพท์ซึ่งได้รับคำตอบว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นอกจากจะเกิดจากพฤติกรรมการขณะใช้งานของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ เช่น ใช้ขณะขับรถ กระทั่งพบว่าที่มาของข่าวลือมาจากการเสียชีวิตของหญิงชราใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่ช็อคตายภายหลังรับโทรศัพท์เพราะตกใจที่มีคนโทรศัพท์แกล้งแจ้งว่าลูกชาย เสียชีวิต ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่เริ่มคลายความกังวลกับข่าวลือดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนอีกบางส่วนที่ยังหวาดกลัวกับหมายเลขมรณะ โดยยังเชื่อว่ามีหลายคนต้องเสียชีวิตจากการรับโทรศัพท์หมายเลขดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดตามหาตัวบุคคของผู้เสียชีวิตและเครือญาติเพื่อ พิสูจน์เรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ล่าสุดก็ยังไม่มีใครสามารถยืนยันตัวผู้เสียชีวิตได้แม้แต่รายเดียว โดยผู้ที่ยังเชื่อในข่าวลือทุกรายต่างระบุตรงกันว่าได้รับข้อมูลมาจากคน รู้จักเป็นทอด ๆ เท่านั้น
ขณะที่นางวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัทแอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลตามข่าวลือไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากในทางเทคนิคระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่สามารถส่งผ่านคลื่นความถี่ใน ช่วงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ อย่างไรก็ตามในส่วนของการดูแลลูกค้านั้นหากลูกค้าเจ้าของเลขหมายที่ถูก พาดพิงตามข่าวลือสามารถติดต่อกับทางบริษัทซึ่งทางบริษัทยินดีที่จะดูแลและ ให้คำแนะนำต่อไป

http://www.manager.co.th/Telecom/ViewNews.aspx?NewsID=9530000008858

กรณี "เบอร์โทรมรณะ" บอกอะไรได้บ้าง

21 มกราคม 2553 13:49 น.

กลายเป็นเรื่องทอลก์ออฟเดอะทาวน์เมื่อชาวบ้านจังหวัดลำปางและอีกหลายชีวิตในเมืองเหนือขึ้นป้าย
เตือนชาวบ้านให้ระวัง"เบอร์โทรอันตราย"จำนวน 3 เบอร์ ระบุว่ารับสายแล้วอาจจะเสียชีวิต
ร้อนถึงทุกหน่วยงานต้องออกมายืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นความจริง

ถามว่าความหวาดผวาเรื่องเบอร์โทรมรณะเป็นบทพิสูจน์อะไรของสังคมไทย
นี่คือ 6 บทสรุปที่"ผู้จัดการไซเบอร์"รวบรวมได้จากกรณีที่เกิดขึ้น

1. คนไทยชนะเลิศเรื่อง"ไวรัลมาร์เก็ตติ้ง"

กรณีเบอร์โทรมรณะคือกรณีศึกษาที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักการตลาดด้าน Viral Marketing
หรือการบอกต่อปากต่อปาก เรื่องนี้ประชาสัมพันธ์เอไอเอสระบุว่า ต้นตอของข่าวเบอร์โทรมรณะนี้
มาจากแม่เฒ่าในเชียงรายรับโทรศัพท์แจ้งข่าวลูกชายเสียชีวิต จึงช็อคและเป็นลมหมดสติคาโทรศัพท์

ข่าวนี้ถูกบอกต่อพร้อมเติมสีใส่ไข่จนกลายเป็นหากใครรับโทรศัพท์ อาจจะได้รับอันตรายจากคลื่นแม่เหล็ก
จนทำให้มีเลือดออกทางปากและจมูก แถมยังบอกอีกว่ามีผู้เสียชีวิตจากเบอร์โทรอันตรายนี้หลายรายแล้ว

ข่าวลือบอกอีกว่า "จังหวัดแพร่ ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่มีคนตายแล้ว” ลูกเล็กเด็กแดงบางส่วน
ถูกยึดโทรศัพท์มือถือ หรือสั่งห้ามรับโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกไว้ในเครื่องเลยทีเดียว


กระแสบอกต่อกระจายทั่วตัวสร้างความตระหนกทั่วภาคเหนือ ร้อนถึงสื่อต้องออกมาไขความจริง
ทั้งจากผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่เป็นเจ้าของเบอร์มรณะ จากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีผู้เสียหายกรณีนี้หรือไม่
และจากแพทย์เพื่อสรุปความเป็นไปได้ด้านสุขภาพ ทุกรายขานรับว่าไม่มีทาง เมื่อสื่อลงมาเล่นด้วยข่าวลือ
ที่ความจริงกระจ่างแล้วจึงไล่ลามไปทั่วประเทศไทย

2. คนไทยดูหนังมากไป

มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโทรศัพท์มรณะ ตัวละครในเรื่องจะต้องพบเจอเหตุการณ์ร้าย
เพียงเพราะรับหรือกดโทรไปยังเบอร์อาถรรพ์ กรณีที่เกิดขึ้นคล้ายกับเนื้อหาภาพยนตร์เหล่านี้
ทำให้หลายคนวิจารณ์ว่า"คนไทยดูหนังมากเกินไป"

3. คนไทยกำลังเครียด

จากการสอบถามนักจิตวิทยาของสถาบันของรัฐแห่งหนึ่ง พบว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียง “ภาวะตื่นตระหนกหมู่”
ซึ่งเกิดขึ้นจากคนในสังคมมีภาวะตึงเครียด มีบุคลิกภาพอ่อนแอในจิต มีอาการ Suggest Team
หรือชักชวนง่าย และมีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์
ทำให้เบอร์มรณะกลายเป็นประเด็นขึ้นมา

นักจิตวิทยารายนี้บอกว่า กรณีเบอร์มรณะมีความคล้ายคลึงกับปรากฎการณ์ “โรคจู๋” ที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรา
เมื่อยี่สิบปีก่อน ครั้งนั้นชาวบ้านในเขตภาคอีสาน รับประทานก๋วยเตี๋ยวญวนแล้วเกิดอาการ “นกเขาไม่ขัน”
ก่อให้เกิดประเด็นพูดกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง ว่าเป็นการวางยาของทหารเวียตนามในสมัยที่ยังมีภัยคอมมิวนิสต์
ทำให้ก๊วยเตี๋ยวญวนขายไม่ออกกันเป็นแถว
จนสุดท้ายก็มีผู้เชี่ยวชาญออกมาสรุปว่าเป็นผลมาจาก
การอุปทานหมู่ด้านจิตใจ

4. คนไทยยังระแวงคลื่นมือถือ

ชาวบ้านจำนวนมากปักใจเชื่อว่าผู้โชคร้ายจากการรับโทรศัพท์เบอร์มรณะนั้นเสียชีวิตเพราะ
คลื่นโทรศัพท์มือถือจุดนี้ในต่างประเทศเองก็ยังเสียงแตกเป็น 2 ส่วน บางส่วนยังกังวลว่าคลื่นโทรศัพท์มือถือ
อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งที่การทดสอบส่วนใหญ่ระบุว่าไม่มีผลใดๆ

5. บริการเช็คเบอร์ไม่ช่วยอะไร

ความสามารถของบริการเช็คเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะนี้มีเพียงการตรวจสอบระบบ เครือข่าย
และพื้นที่ใช้บริการเท่านั้น ไม่สามารถให้รายละเอียดอื่นนอกเหนือจากนี้ ดังนั้นกรณีเบอร์โทรมรณะ
จึงทำให้ทุกคนใช้วิธีทดลองโทรไปยังเบอร์ที่เป็นข่าว ซึ่งก็ไม่ได้รับข้อมูลใดเพิ่มเติมอยู่ดี

6. เจ้าของเบอร์ช้ำใจที่สุด

คนที่เสียหายที่สุดจากกรณีที่เกิดขึ้นคือเจ้าของเบอร์มรณะ เบอร์มรณะที่ขึ้นประกาศเตือนส่วนใหญ่โทรไม่ติด
มีเพียง 1 เบอร์เท่านั้นที่สามารถติดต่อได้ ซึ่งรายงานข่าวระบุว่าเจ้าของเบอร์ผู้โชคร้าย
ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากมีสายโทรศัพท์โทรเข้าไปต่อว่าจำนวนมาก
จนกระทั่งต้องเลิกใช้งานเบอร์มรณะไปแล้วในที่สุด

เชื่อว่ายังมีสรุปอื่นนอกเหนือจาก 6 ข้อนี้ ขอเชิญทุกท่านอ่านเพิ่มเติมจากคอมเมนท์ด้านล่างเลยครับ :-)


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Thu Jan 21, 2010 3:28 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลือสนั่นทั่วภาคเหนือ "3 เบอร์มรณะ" ใครกดรับ"ตาย"

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 20, 2010 5:24 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&forum=4&No=791&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba&page=33.htm

Change Human Mankind Project

http://forum.prisonplanet.com/index.php?topic=9689.0The Microchip Agenda

MICROWAVE MIND CONTROL: MODERN TORTURE AND
CONTROL MECHANISMS ELIMINATING HUMAN RIGHTS AND PRIVACY


By Dr. Rauni Leena Kilde, MD
September 25, 1999

Helsingin Sanomat, the largest newspaper in Scandinavia, wrote in the September 9, 1999
issue that Scientific American magazine estimates that after the Millenium perhaps
ALL people will be implanted with a "DNA microchip".

How many people realize what it actually means? Total loss of privacy and
total outside control of the person's physical body functions, men-tal,
emotional and thought processes, including the implanted person's
subconscious and dreams! For the rest of his life!

It sounds like science fiction but it is secret military and
intelligence agencies' mind control technology
,
which has been experimented with for almost half a century.
Totally without the knowledge of the general public and even
the general academic population.

Supercomputers in Maryland, Israel and elsewhere with a speed of
over 20 BILLION bits/sec can monitor millions of people simultaneously.
In fact, the whole world population can be totally controlled
by these secret brain-computer interactions
,
however unbelievable it sounds for the uninformed.


Human thought has a speed of 5,000 bits/sec and everyone understands
that our brain cannot compete with supercomputers acting via
satellites, implants, local facilities, scalar or other forms of biotelemetry
.

Each brain has a unique set of bioelectric resonance/entrainment characteristics.
Remote neural monitoring systems with supercomputers can send messages
through an implanted person's nervous system and affect their performance
in any way desired. They can of course be tracked and identified anywhere.

Neuro-electromagnetic involuntary human experimentation has been
going on with the so-called "vulnerable population" for about 50 years
,
in the name of "science" or "national security" in the worst Nazi-type testing,
contrary to all human rights. Physical and psychological torture of
mind control victims today is like the worst horror movies.
Only, unlike the horror movies, it is true.


It happens today in the USA, Japan, and Europe. With few exceptions,
the mass media suppresses all information about the entire topic.

Mind control technology in the USA is classified under "non-lethal" weaponry.
The name is totally misleading because the technology used IS lethal,
but death comes slowly in the form of "normal" illnesses, like cancer,
leukemia, heart attacks, Alzheimer's disease with loss of short term
memory first. No wonder these illnesses have increased all over the world.


When the use of electromagnetic fields, extra-low (ELF) and ultra-low (ULF) frequencies
and microwaves aimed deliberately at certain individ-uals,
groups, and even the general population to cause diseases,
disori-entation, chaos and physical and emotional pain breaks into
the awareness of the general population, a public outcry is inevitable.

[Eleanor White comment: ELF/ULF frequencies on their own cannot be focussed
and are practically impossible to transmit in the usual manner of radio transmissions.
ELF/ULF cannot carry voice.

ELF/ULF CAN
be carried on radio and ultrasound carrier signals, however, and are effective
in things like setting up a target to be more receptive to hypnosis,
force a target to be unable to sleep, and force a target to fall asleep daytime.

This is like the reverse process of reading the brain's natural
ELF/ULF electrical activity using biofeedback.]

Who is behind a sinister plan to microchip and control
and torture the general population?


[Eleanor White's comment: Reports from persons targetted by neuro- electromagnetic
experimentation show that not everyone is implanted. The fact that those few victims
who have had implants removed cannot get custody of the implants means someone
has a keen interest in controlling the use of covert implants and preventing
the publication of this practice.]

The Patent Office of the U.S.A. has granted patents for purposes of mental monitoring
and mind alteration.

Apparatus and method for remotely monitoring and altering brainwaves,
methods for inducing mental, emotional and physical states of conscious- ness,
in human beings. Method of and apparatus for desired states of consciousness
are among some of them.

People who have been implanted, involuntarily or through deception vol- untarily have
become bilogical robots and guinea pigs for this activity under the guise of national security.

The real consequences of microchip implantation (or with today's advanced
hidden technology, using only microwave radiation for mind control
,)
are totally hidden from the public. How many know the real dangers of
mic- rowaves through mobile phones?

How many believe the disinformation that microwave radiation is not causing health problems?
The economic issues in the mobile phone industry are enormous.
Therefore health issues are deliberately brushed aside.

However, the same thing is inevitable in the future as with the tobacco industry.
When economic compensation for health damages becomes big enough,
as in the tobacco industry, health hazards will be admitted and users are then
responsible for their tobacco-related illnesses.

Today, already about 50% of Finns, Swedes and Norwegians
use mobile phones, especially the young population.


Mobile phones used in mind control was a brilliant idea. Military and
police agencies can follow every user, influence their thoughts through
microwaves, cause healthy people to hear voices in their heads and
if needed burn their brains in a second by increasing the current 20,000 times.


That probably happened to Chechnyan leader General Dudayev
who died talking to a mobile phone.


Heating effect of tissues with the speed of light is
a known effect of high power microwave and electromagnetic pulse weapons.

According to Navy studies they also cause fatigue states, depression, insomnia,
aggressiveness, long and especially short term memory loss, short catatonic states,
cataracts, leukemia, cancer, heart attacks, brain tumors and so forth.

Alteration of behavior and attitudes hs been demonstrated as well.

Dr. Ross Adey has found out that by using 0.75 milliwatts per square centimeter
intensity of pulse modulated microwave at a frequency of 450 MHz
it is possible to control ALL aspects of human behaviour!


Microwave radiation excites the hydrogen bond in the cells and can interfere with meiosis,
which leads to tumors.

All our emotions, moods, and thoughts have a specific brain frequency
which has been catalogued. If these records fall into the wrong hands,
our behaviour and attitudes can be manipulated by persons whose ethics
and morals are not in our best interest.

Both military and intelligence agencies have been infiltrated with such persons.
The Director of the Swiss Secret Service had to resign in September 1999
because of his agency's involvement in illegal arms deals and a plan to create
an ORGANIZATION within the legal Secret Service.

This globally infiltrated organization has "octopus type" activities in all major intelligence
services in the world, working together with the Mafia and terrorists. It has recruited
people from all important government institutions, state and local administrations.

It owns Star Wars technology which is used against military
and civilian populations, claiming it is "non-lethal" weaponry.


"Down and out" people, jobless, freed prisoners, mental outpatients, students
and orphans are trained by this organization to harass, follow, and torture innocent people,
who for whatever reason have been put on the organization's hit list.
They are ALREADY in every apartment block!

[Eleanor White comment: This gang-like colour-coding is not reported in all areas.
Dr. Kilde's experience is with northern Europe.]

Deception is the name of the game, so recruits are told untrue sinister
stories of their victims to keep them motivated. They have a military order
and get rewarded for their evil actions, which include Satanism,
and symbols and yellow-orange-black colors. However, fresh recruits
must wear pink - and the highest elite wears yellow ties with dark suits.

Even dashes of yellow or orange in their ties may signal their recruitment
as well as yellow shirts or other objects with that color for signalling.


Too many world leaders fit into this signalling. However, it is quite possible
they are only used as fronts for this global organization without any knowledge
of it's criminal activity in the field against innocent people.
Mass media and big industry are also infiltrated.


Who are the targets? Experimentation with soldiers and prisoners may continue,
as well as handicapped children, mental patients, homosexuals and single women.

They are still experimental guinea pigs for electronic and chemical warfare.
But today ANYONE can become a target, even those who invented the system.

Researchers who find out about this secret radiation of the population
become targets themselves.

The U.S. Senate discussed the issue on January 22, 1997.
The U.S. Air Force's "Commando Solo" aircraft have been used to send subliminal
radio frequency messages to manipulate even the minds of foreign nations
in their elections. Haiti and Bosnia are a couple of recent examples.


In July 1994 the U.S. Department of Defense proposed the use of "non-lethal" weapons against
anyone engaged in activities the DoD opposes. Thus opposing political views, economic competitors,
counterculture individuals and so forth can be beamed to sickness or death.

The Psychiatric Diagnostic Statistical Manual (DSM) for mental disorders has been
a brilliant cover up operation in 18 languages to hide the atrocities of military and
intelligence agencies' actions towards their targets. THE MANUAL LISTS ALL MIND CONTROL
ACTIONS AS SIGNS OF PARANOID SCHIZOPHRENIA.

If a target is under surveillance with modern technology via TV, radio, telephone,
loudspeakers, lasers, microwaves, poisoned with mind altering drugs via airducts,
giving familiar smells which cause headache, nausea and so forth,
if he claims his clothes are poisoned, his food or tap water as well ---
all medical schools teach their students that the person is paranoid,
ESPECIALLY if he believes intelligence agencies are behind it all.

Never is the medical profession told that these are routine actions all over the world
by intelligence agencies against their targets. Thus, victims of mind control are
falsely considered mentally ill and get no help since they are not believed and
their suffering is doubled by ignorant health professionals.

The unethical abuses of power by individuals in charge of biomedical telemetry
are incomprehensible to normal people.

The goal of mind control is to program an individual to carry out any mission
of espionage or assassination even against their will and self- preservation instict
and to control the absolute behavior and thought patterns of the individual.
The purpose of mind control is to disrupt memory, discredit people through
aberrant behavior, to make them insane or to commit suicide or murder.


How is it possible that this technology is not stopped by political top authorities?
They themselves will also be targets someday, a fact they have not always realized.
How much are they involved?

This year the 1999 European Parliament in "Resolution on Environment, Security,
and Forein Policy", in paragraphs 23, 24, and 27 calls for "non-lethal"
weapons technology and development of new arms strategies to be covered
and regulated by international conventions.

Also, it calls for an international convention introducing a GLOBAL BAN on all developments
and deployments of weapons which might enable ANY FORM OF
MANIPULATION OF HUMAN BEINGS.

Project HAARP in Alaska is a global concern, and calls for it's legal, ecological,
and ethical implications to be examined by an international independent body
before any further research and testing.


It is possible that the USA will ignore those resolutions.
The dangers of non-lethal mind control weapons were already revealed in an expert meeting
of the International Committee of the Red Cross in Geneva, in July 1994.

Only increased public awareness of the microchip implants,
their frightful consequences to privacy by influencing of individuals' thoughts
and actions, causing people to become biological robots with physical and
emotional pain whenever the supercomputer technician
so wishes,
is enough reason to refuse to take the chip into your body for whatever reason.

It is the biggest threat to humanity and the most sinister plan to enslave the human race forever.

If you have a choice and want to remain a normal human being with privacy,
do not have your children nor yourself implanted with a DNA microchip.
Otherwise your vision, hearing, sensing, thoughts, dreams and subconscious
will be influenced by an outsider, who does not have your best interests in mind.


MICROWAVE MIND CONTROL WITH "NON-LETHAL" WEAPONS
IS THE BIGGEST CRIME IN THE HISTORY OF MANKIND AGAINST
THE POPULATION OF PLANET EARTH.
IT MUST BE STOPPED BY ALL PEOPLES OF THIS GLOBE.


Recommended
reading: Mind Controllers, Dr. Armen Victorian, 1999, UK Mind Control,
World Control, Jim Keith, 1997, USA Microwave Mind Control, Tim Rifat,
The Truth Campaign, winter 1998, UK.