The Day After Tomorrow : 2012

หน้า 1 จาก 2 1, 2  Next

Go down

The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 1:52 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000002833

หิมะตกหนักป่วนทั่วยุโรป อังกฤษยกเลิกเที่ยวบิน-ปิดร.ร. โปแลนด์ต่ำสุดลบ42องศา

9 มกราคม 2553 03:11 น.

เอเอฟพี - ยุโรปต้องเผชิญกับหิมะตกหนักขึ้นและสภาวะที่เป็นน้ำแข็งเมื่อวันศุกร์(8) โดยอังกฤษ
ผจญค่ำคืนอันหนาวเหน็บที่สุดแห่งฤดูหนาว นำไปสู่การระงับเดินรถไฟยูโรสตาร์หลายสิบขบวน
ยกเลิกเที่ยวบินและเกมการแข่งขันฟุตบอล ส่วนโปแลนด์ อุณหภูมิต่ำสุดติดลบ 42 องศา
ขณะที่ฝรั่งเศส ประชาชนหลายพันต้องอยู่โดยปราศจากไฟฟ้าหลังเสาไฟโค่น
เนื่องจากรับน้ำหนักหิมะไม่ไหว

ด้วยสภาพอากาศอันเลวร้ายสุดในรอบหลายทศวรรษ อุณหภูมิช่วงกลางดึกของสหราชอาณาจักร
ดำดิ่งลงไปติดลบ 22 องศาเซลเซียส ณ Altnaharra หมู่บ้านเล็กๆ ทางเหนือของสกอตแลนด์

สภาพอากาศอันหนาวจัดนี้ได้จุดชนวนความกังวลด้านอุปทานพลังงานในสหราชอาณาจักร โดยได้มีคำสั่ง
ปิดการใช้งานแก๊สบริษัทยักษ์ใหญ่ 27 แห่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อในวันศุกร์(8) ในความพยายามหลีกเลี่ยงวิกฤต
ขณะที่เครือข่ายแก๊สของสหราชอาณาจักรต้องประกาศเตือนครั้งที่ 2 ในรอบ 3 วัน เหตุอุณภูมิที่ลดลง
ก่ออุปสงค์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"เรามีอุปทานมากมาย คลังแก๊สสำรองเวลานี้เหลืออยู่ราว 70 เปอร์เซ็นต์" ฮิลลารี เบนน์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม
บอกกับจีเอ็ททีวี "ไม่มีความจำเป็นที่ผู้บริโภคภายในประเทศต้องกังวล"

ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี(7) มีบริษัทสำคัญๆ 97 แห่งปิดการใช้งานแก๊สเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตขาดแคลน
ซึ่งนับเป็นความเคลื่อนไหวลักษณะนี้ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003 เลยทีเดียว

ความกังวลมีขึ้นตามหลังทางการอังกฤษแถลงในช่วงต้นสัปดาห์เตือนว่า อาจเกิดภาวะไฟฟ้า แก๊ส และ
เกลือขาดแคลน เพราะอุปสงค์ความต้องการใช้มีสูงมากผิดปกติในช่วงหนาวจัด แต่อุปทานลดลงอย่างฮวบฮาบ
เนื่องจากการผลิตและการขนส่งแทบเป็นอัมพาต

ขณะเดียวกันรถไฟยูโรสตาร์ซึ่งวิ่งเชื่อมระหว่างอังกฤษ ฝรั่งเศสและเบลเยียม ได้ยกเลิกขบวนรถที่แล่น
จากลอนดอนสู่ปารีสกว่าครึ่ง สืบเนื่องจากอากาศหนาวจัด "ด้วยสภาพอากาศอันเลวร้ายในปัจจุบัน
ยูโรตาร์จะยังคงเดินรถอย่างจำกัดไปจนถึงวันอาทิตย์(10)" ฝ่ายปฏิบัติการรถไฟกล่าว

ส่วนการสัญจรทางอากาศ ผู้โดยสารทั่วยุโรปต้องเฝ้ารออย่างทุกข์ใจว่าเที่ยวบินของพวกเขาจะได้เดิน
ทางหรือไม่ หลังจากมีหลายบริษัทได้ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก อาทิอีซีเจ็ต ที่ยกเลิกเที่ยวบิน 32 เที่ยว
ส่วนใหญ่เป็นไฟลต์จากสนามบินแกตวิค ลอนดอนสู่ท่าอากาศยานลิเวอร์พูล

ด้าน บริติช แอร์เวย์ส ยกเลิกเที่ยวบินราว 60 ไฟลต์ที่มีกำหนดขึ้นบินจากสนามบินฮีทโธว์ของลอนดอน
ขณะที่อีก 90 เที่ยวบินซึ่งมุ่งหน้ามายังท่าอากาศยานแห่งนี้ก็ถูกยกเลิกเช่นกัน "เรายกเลิกเที่ยวบินจำนวนหนึ่ง
ในวันนี้และยังต้องเลื่อนอีกหลายไฟลต์จากผล กระทบต่อเนื่องของหิมะและสภาวะที่เป็นน้ำแข็ง"

ทั้งนี้โรงเรียนหลายพันแห่งในสหราชอาณาจักรยังคงปิดการเรียนการสอน

ในนอร์เวย์ อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ลบ 42 องศาเซลเซียส ในหมู่บ้านโฟลล์ดาล โดยอุณหภูมิที่ดำดิ่งก่อให้อุปสงค์
ทางพลังงานพุ่งสูงขึ้นและทำให้ราคาก็แพงขึ้นตามไปด้วย

ที่โปแลนด์ พบผู้เสียชีวิต 9 รายในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมมีคนตายจากอากาศหนาวจัดแล้วกว่า 139 คน
นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นพวกขี้เมาไร้ที่อยู่อาศัย เนื่องจากอุณหภูมิช่วงค่ำคืนได้ลดต่ำ
ถึงลบ 12 องศาเซลเซียส ขณะที่นักพยากรณ์อากาศคาดหมายว่าจะมีหิมะตกหนักเพิ่มขึ้นและอุณหภูมิลดต่ำลง
อีกในช่วง 7 วันข้างหน้านี้

มีหิมะตกลงมาหนามากกว่า 40 เซนติเมตรมาพร้อมกับลมพัดแรงในเยอรมนีเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์(8)
จนนำไปสู่ความโกลาหลในการเดินทาง ส่วนสมาคมผู้ใช้รถใช้ถนนเตือนว่า "จากความคาดหมายถึงหิมะตหหนัก
หนักในช่วงสุดสัปดาห์ อาจนำไปสู่ความยุ่งเหยิงทางการจราจรที่จะทำให้ถนนส่วนใหญ่ในเยอรมนีเป็นอัมพาต"

ในฝรั่งเศส ประชาชน 15,000 คนในเมืองอาร์ล ทางภาคใต้ ต้องใช้ชีวืตท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ
โดยปราศจากไฟฟ้า หลังจากเสาไฟหักโค่นเหตุรองรับน้ำหนักหิมะไม่ไหว ขณะที่ทางการของ 37 จังหวัด
ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีส้มหลังคาดหมายอาจต้องเผชิญหิมะตกหนัก ราว 30 เซนติเมตรเข้าเล่นงานบางพื้นที่
ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

ทางหลวงหลักที่เชื่อมระหว่างภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสเปนและบาร์เซโลนา
ได้เปิดให้รถยนต์สัญจรผ่านไปมาอีกครั้งในวันศุกร์(8) แต่ถนนที่ผ่านเทือกเขาPyreneanเส้นนี้ยังไม่อนุญาตให้
รถบบรรทุกแล่นเข้าไป

ทั้งนี้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของสเปนก็มีการประกาศเตือนภัยสำหรับหิมะ ลมแรงและอุณหภูมิต่ำ ขณะที่ฝนตกหนัก
เป็นสาเหตุให้เกิดอุทกภัยในแคว้นอันดาลูเซีย ทางภาคใต้ของประเทศ


อากาศหนาวจัดในเยอรมนีทำให้หลายพื้นที่กลายเป็นน้ำแข็งจนสามารถเล่นฮอกกีได้

ผู้คนในฝรั่งเศสสวมชุดหนาทึบรับสภาพอากาศเย็นเฉียบ

การขนส่งทางรถไฟในเยอรมนีต้องแล่นท่ามกลางหิมะปกคลุม

ด้วยหิมะตกหนักในอังกฤษ แทบเป็นไปไม่ได้เลยในการสัญจรด้วยรถยนต์

รถกวาดหิมะต้องทำงานอย่างหนักในอังกฤษ

รถไฟยูโรสตาร์วิ่งเชื่อมระหว่างอังกฤษ-ฝรั่งเศส-เบลเยียม ต้องลดจำนวนขบวนลง

รถยนต์ในอังกฤษ ได้แต่จอดแน่นิ่งจากสภาพถนนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

ภูมิทัศน์เต็มไปด้วยน้ำแข็งบนท้องถนนในฝรั่งเศส


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Wed Jan 13, 2010 10:05 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 1:56 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000003614

หิมะยังคงกระหน่ำยุโรป-เยอรมนีอ่วม-โปแลนด์หนาวตายแล้วกว่า 150


11 มกราคม 2553 14:00 น.


หิมะยังคงตกหนักในเยอรมนี



เอเจนซี - หิมะและอากาศอันหนาวเหน็บยังคงเป็นอุปสรรคขัดขวางการเดินทางทั่วยุโรป
เมื่อวันอาทิตย์ต้องปิดสนามบินในนครเจนีวา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางไปยังรีสอร์ตสกียอดนิยมต่างๆ
ในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักเดินทางคับคั่งมากที่สุดของปี ในเยอรมนีมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
บนเกาะแห่งหนึ่งในเขตทะเลบอลติกด้วย


ผู้โดยสารนับพันคนติดค้างที่สนามบินคอยทรินในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
หลังจาหิมะตกตลอดทั้งคืนวันเสาร์(9) ถึงเที่ยงของวันถัดมา

โฆษกของสนามบินระบุว่า หิมะตกคราวนี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1985 ทำให้ปิดสนามบินชั่วคราว และเพิ่งเปิดให้บริการ
ในช่วงเที่ยงวันของวันอาทิตย์ คาดว่า ผู้โดยสารจะพากันหงุดงหงิดที่ต้องมาต่อคิวเชคอินใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้โดยสารราว 100,000 คนที่ต้องดินทางต่อไปปลายทางอื่น ขณะที่ตามปกติแล้ว
จะมีชาวอังกฤษ เยอรมนี และชาติยุโรปอื่นๆ จำนวนมากใช้สนามบินนี้ไปพักผ่อนเล่นสกีตามรีสอร์ตยอดนิยม
แถบเทือกเขาแอลป์ ของสวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

ที่เยอรมนี ผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะในรัฐเมคเคิลเบิร์ก-วอร์ปอมเมินต้องจอดรถทิ้งไว้กลางถนน เพราะมีหิมะตกหนา
ถึง 25 เซ็นติเมตร ขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตออสตวอร์ปอมเมิร์น โรงเรียนในเขตนี้ต้องปิด
การเรียนการสอนไปจนถึงวันจันทร์ ขณะที่ชาวบ้านราว 5,000 คนเบนเกาะเฟห์มาร์นริมทะเลบอลติกถูกตัดขาด
จากโลกภายนอกเนื่องจากมีพายุหิมะ ขณะที่อีกจำนวนมากติดอยู่ในรถหลายชั่วโมงบนทางหลวงออห์โตบาน
สายที่ 20 รถไฟไม่สามารถออกเดินทางได้เพราะหิมะเกาะแน่นบนราง ทำให้ต้องยกเลิกการเดินทางไปหลายขบวน

ทั้งนี้ ทางการเยอรมนีเผยว่า ช่วงวันเสาร์- วันอาทิตย์ที่ผ่านมาสภาพอากาศทำให้เกิดอุบัติเหตุในรัฐนอร์ท ไรน์ เวสต์ฟาเลีย
มากกว่า 1,100 ครั้ง ส่วนในรัฐบาเดน เวิร์ทเทมเบิร์ก ทางตะวันตกเฉียงใต้ หิมะทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนอีกกว่า 100 ครั้ง
นับจากวันเสาร์จนถึงเที่ยงวันอาทิตย์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 15 คน มูลค่าความเสียหาย 4 ล้านยูโร ส่วนที่สนามบิน
นครแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งมีนักเดินทางพลุกพล่านมากที่สุด ต้องยกเลิกเที่ยวบิน 91 เที่ยวในวันอาทิตย์ หลังจากวันก่อน
เพิ่งยกเลิกถึง 225 เที่ยวบิน

ด้านโปแลนด์ สภาพอากาศอันเลวร้าย ทำให้ครัวเรือนอย่างน้อย 200,000 หลังคาขาดแคลนไฟฟ้า
ในเมืองเลสโนต้องอพยพผู้จับจ่ายใช้สอยและพนักงานออกจากศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง เพราะหลังคาดูจะแบกรับน้ำหนัก
ของหิมะหนา 1.5 เมตรไม่ไหว ตำรวจโปแลนด์เผยว่า นับตั้งแต่อากาศหนาวเย็นยะเยือกในเดือนที่ตุลาคมที่ผ่านมา
มีผู้เสียชีวิตในโปแลนด์แล้ว 152 คน
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:01 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000004010

เซบีญาหิมะตกครั้งแรกรอบ50ปี-อากาศยุโรปยังเลวร้ายศก.พังพินาศ

12 มกราคม 2553 03:31 น.

เอเอฟพี - หิมะตกในหลายพื้นที่ของสเปนเป็นครั้งแรกรอบครึ่งศตวรรษเมื่อวันจันทร์(11)
หลังคลื่นความเย็นจากอาร์กติก สังหารชีวิตประชาชนไปจำนวนมากและก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจ
ประเทศทางใต้ของยุโรปหลายพันล้านยูโร


ขณะที่หมู่บ้านหลายแห่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของเยอรมนี ยังคงถูกตัดขาดจากโลกภายนอกจาก
กองหิมะขนาดยักษ์ ด้านทางการสเปนเองก็จำต้องประกาศเตือนภัย 18 แคว้นทางภาคกลางและเหนือของประเทศ
หลังคาดหมายว่าจะมีหิมะตกลงมาเพิ่มเติมและอุณหภูมิจะลดต่ำลง

เที่ยวบินมากกว่า 160 ไฟลต์ถูกยกเลิก ณ สนามบินมาดริด-บาราคัส ขณะที่เพื่อนประเทศบ้านอย่างโปรตุเกส
ต้องประสบกัญหาในการจัดการกับภาวะหิมะตกหนักซึ่งเป็นสาเหตุให้ถนนหลายหลัก ราว 50 สายต้องปิด
ห้ามสัญจรไปมา ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องค้างคืนอยู่ในยานพาหนะของตนเอง

เมืองเซบีญา ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของสเปน โดยปกติแล้วในเดือนมกราคม อุณหภูมิจะอยู่ที่ราว 15 องศาเซลเซียส
ทว่าเมื่อวันจันทร์(11) กลับต้องเผชิญกับหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีเลยทีเดียว

ทางตอนเหนือของยุโรป แม้ปลอดโปร่งกับสภาพอากาศที่บรรเทาเบาบางกว่าแต่อุตุนิยมวิทยาก็เตือนว่า
อุณหภูมิอาจลดต่ำถึงลบ 10 องศาเซลเซียสช่วงค่ำคืนในหลายพื้นที่ของเยอรมนี นอกจากนี้ยังจะมีหิมะตกหนัก
และลมพัดแรงอีกระลอกบริเวณภาคเหนือของชายฝั่งทะเลบอลติก

ณ สนามบินแฟร้งค์เฟิร์ต ท่าอากาศยานซึ่งคนพลุกพล่านที่สุดในยุโรป มีอันต้องยกเลิกเที่ยวบินกว่า 320 เที่ยว
ในช่วงสุดสัปดาห์ และเพิ่มเติมอีก 15 เที่ยวเมื่อวันจันทร์(11) ขณะที่เจ้าหน้าที่เตือนว่าผู้โดยสารอาจต้อง
เผชิญปัญหาเพิ่มเติม สืบเนื่องจากการจราจรทางอากาศคืนสู่ภาวะปกติอย่างอืดอาด

ทางภาคใต้ของโปแลนด์ ราษฎรกว่า 70,000 ครัวเรือนต้องใช้ชีวิตโดยปราศจากไฟฟ้าเป็นวันที่สองติดต่อกัน
หลังจากหิมะตกหนักและฝนอันเย็นเฉียบได้ตัดขาดการจราจรทางรถไฟระหว่างกรุงวอร์เซน์และทางใต้

ด้านกรุงปรากต้องเผชิญกับหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 17 ปีและประชาชนหลายร้อยครัวเรือนทั่วสาธารณรัฐเช็ก
ต้องอยู่โดยปราศจากไฟฟ้าใช้

ส่วนในอังกฤษ ท้องถนนที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะที่ตกลงมาโปรยปรายก็ทำลายความพยายามที่นำการสัญจร
คืนสู่ประเทศ ด้วยรถไฟยูโรสตาร์ที่แล่นระหว่างลอนดอน ปารีสและบรัสเซลล์ ต้องให้บริการอย่างจำกัดอีกครั้ง

ทั้งนี้ยอดผู้เสียชีวิตในอังกฤษ จากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 29 รายในช่วงสุดสัปดาห์
ขณะเดียวกันก็พบผู้เสียชีวิตอีกจำนวนมากจากอุบัติเหตุลักษณะคล้ายกันนี้ หรือถูกหิมะทับ รวมทั้งคนไร้ที่อยู่อาศัย
ตายเพราะอากาศเย็นทั่วยุโรปในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์ในเยอรมนีซึ่งกำลังฟื้นตัวจากภาวะถดถอยครั้งร้ายแรงที่ สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
เตือนว่าหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่วประเทศอาจกระทบต่อกิจกรรมก่อสร้างต่างๆ และก่อความยุ่งเหยิงด้านอุปทาน

ซึ่งหากว่ายังไม่ดีขึ้นในเร็ววันนี้ เศรษฐกิจของเยอรมนี จะสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นเงินกว่า 3 พันล้านดอลลาร์
หรือ 0.4 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ขณะที่สหราชอาณาจักร ซึ่งยังคงอยู่ในภาวะถดถอย
สภาพอากาศอันเลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษอาจก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1.6 พันล้านดอลลาร์


หิมะปิดเส้นทางจราจรบนถนนสายหนึ่งในเยอรมนี


หลายพื้นที่ของสเปนเผชิญหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี


การจราจรท่ามกลางภูเขาหิมะในเยอรมนี


ท่าอากาศยานในเมืองมิวนิค เยอรมนี ปกคลุมไปด้วยหิมะ


อังกฤษ หนึ่งในประเทศที่เผชิญวิกฤตสภาพอากาศรุนแรงที่สุด





เครื่องบิน ณ สนามบินมาดริด-บาราคัส ต้องยกเลิกเที่ยวบินนับร้อย


สภาพการจราจรไปติดขัดในเยอรมนี ท่ามกลางพื้นถนนที่เป็นน้ำแข็ง


ศิลปินชาวโปแลนด์รายนี้ดูไม่ยี่หระต่อหิมะและอากาศหนาวเท่าไหร่
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:07 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000157557

นครเวนิซ เผชิญน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในรอบปี


24 ธันวาคม 2552 10:23 น.


จตุรัสเซนต์มาร์กจมอยู่ใต้น้ำ

เอเอฟพี - น้ำท่วมทะลักเข้าพื้นที่ราวร้อยละ 56 ของนครเวนิซ ประเทศอิตาลี เมื่อวันพุธ(23)
เจ้าหน้าที่เผยท่วมสูงถึง 143 เซ็นติเมตร กลายเป็นสถิติสูงสุดในรอบปี


ที่ประมาณร้อยละ 56 ของนครเวนิซจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งมีสาเหตุมาจากลมและฝน และปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
“อควา อัลทา” หรือระดับน้ำในทะเลสาบหนุนสูง ทำให้คนงานต้องทำทางเดินยกขึ้นสูงเหนือน้ำ
ตามเส้นทางหลักๆ เช่นที่เคยทำเป็นประจำอีก

ศูนย์สังเกตการณ์นครเวนิส ปรากฎการณ์นี้พุงถึงระดับสูงสุดเมื่อเวลา 05.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และคาดว่า
ระดับน้ำไม่น่าจะลดลงก่อนวันศุกร์นี้(25) ซึ่งเป็นวันคริสต์มาส ขณะที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหล
มาพักผ่อนในเมืองแห่งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาแห่งนี้

นครเวนิซ เคยเกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้ครั้งเลวร้ายที่สุดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1966 หรือ 43 ปีก่อน
ครั้งนั้นทำให้นครเวนิซจมอยู่ใต้น้ำที่ความลึก 1.94 เมตร ขณะที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นครเวนิซก็กำลังถูก
รุมล้อมด้วยปัญหามากมายที่เกิดจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นด้วย


avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:14 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000158100

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หิมะตกหนักสุดรอบ128ปี!!-สหรัฐฯอ่วมถูกพายุฤดูหนาวถล่ม

25 ธันวาคม 2552 03:35 น.

เอเอฟพี - เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ของรัสเซีย ถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวหลังต้องเผชิญหิมะตกหนักที่สุด
รอบ 128 ปี ขณะเดียวกันพายุฤดูหนาวพัดถล่มภาคกลางของสหรัฐฯ โดยฝนอันเย็นยะเยือกกับหิมะที่ตกหนัก
ได้ก่อความโกลาหลต่อการจราจรทางบกและทางอากาศ

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปิดเผยในวันพฤหัสบดี(24) ว่าเมื่อช่วงค่ำวันพุธ(23) หิมะหนาถึงง 9 เซนติเมตรปกคลุมทั่วเมือง
ที่มีประชากร 5 ล้านคน และได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 14 เซนติเมตรวานนี้

หิมะตกหนักอย่างประหลาดนี้ -- ซึ่งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 1881 -- ได้ก่อความยุ่งเหยิงแก่การจราจร
โดยผู้ขับขี่ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าเดิมถึง 2 เท่าในหลายส่วนของเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย

ด้านเจ้าหน้าที่เมืองเปิดเผยว่าได้ส่งรถกวาดหิมะ 1,216 คัน รถบรรทุก 340 คันและคนงานอีก 1,144 คน
เข้าเคลียร์หิมะแล้ว

อีกด้นหนึ่งเมื่อวันพฤหัสบดี(24) ได้เกิดพายุฤดูหนาวพัดถล่มภาคกลางของสหรัฐฯ โดยฝนอันเย็นยะเยือก
กับหิมะที่ตกหนักได้ก่อความโกลาหลต่อการจราจรทางบกและ ทางอากาศที่ต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

"พายุเคลื่อนผ่านใจกลางเมือง โดยทั่วไปแล้วมันพัดมาจากชายแดนแคนาดาสู่เทกซัสและแพร่กระจาย
จากทางตะวันตก ของโคโลราโดสู่อิลลิยอนส์" โฆษกศูนย์อุตุนิยมวิทยาบอก "การสัญจรช่วงคริสต์มาส
เป็นไปอย่างยากลำบาก"

ทั้งนี้ยังเกิดทอร์นาโดรุนแรงเมื่อช่วงค่ำวันพุธ(23) บริเวณทางใต้ของพายุ พัดเข้าถล่มเมืองลองวิว
ทางตะวันออกของเทกซัส ซัดหลังคาบ้านปลิวบนท้องฟ้าและต้นไม้ใหญ่โค่นล้ม

เจ้าหน้าที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวท้องถิ่นว่า "เราขอแนะนำให้ประชาชน ถ้าเป็นไปได้ควรระงับการเดินทาง
และอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย มันไม่ใช่พายุที่คุณจะเข้าไปยุ่งด้วย"

ด้วยภาวะฝนตกหนักส่งผลให้การขับขี่เต็มไปด้วยอันตรายร้ายแรง -- โดยเฉพาะในช่งงกลางคืน
ที่ฝนกลายเป็นน้ำแข็ง -- ขณะที่ลมกรรโชกแรงอาจลดทัศนวิสัยในการขับขี่อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันได้มีการยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 260 ไฟลต์ ณ สนามบินชิคาโกเมื่อวันพุธ(23)
สืบเนื่องจากสภาวะรันเวย์ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง หิมะและลูกเห็บตกหนัก

ส่วนบริการด้านรถไฟก็ประสบปัญหาขัดข้องนานกว่า 3 ชั่วโมง ณ สถานีเพนน์ในนิวยอร์ก เหตุเพราะไฟดับ
ซึ่งก่อความวุ่นวายต่อการเดินทางจากวอชิงตันสู่น้ำตกไนแองการา ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนติดกับแคนาดา

ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี(24) สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนพายุฤดูหนาวในเซาท์ดาโกตาและมลรัฐใกล้เคียง
โดยระบุว่าพายุฤดูหนาวนี้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตพลเรือน พร้อมแนะนำว่าการสัญจรใดๆในช่วงคืนวันพุธ(23)
ถึงคืนวันศุกร์(25) เป็นสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจ

ไมค์ ราวน์ด ผู้ว่าการรัฐเซาท์ ดาโกตา ซึ่งประกาศภาวะฉุกเฉินก่อนพายุเดินทางมาถึง
ได้เรียกร้องขอให้ประชาชนไม่ควรใช้รถใช้ถนนถ้าไม่จำเป็น


เครื่องบินจอดนิ่งสนิท ณ สนามบินในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จากสภาพอากาศอันเลวร้าย


หารรัสเซีย ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ต้องเผชิญหิมะตกครั้งร้ายแรงสุดในรอบกว่าร้อยปี


พายุฤดูหนาวพัดถล่มตอนกลางของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการจราจร


เกือบทุกหนทุกแห่งทางภาคกลางของสหรัฐฯ ปกคลุมไปด้วยหิมะ
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:16 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000000500

โปแลนด์หนาวจัด'ลบ25องศา'สังเวยแล้ว122ศพ

4 มกราคม 2553 23:35 น.

เอเอฟพี - พบผู้เสียชีวิต 13 รายจากสภาพอากาศหนาวจัดในโปแลนด์ ในช่วงสุดสัปดาห์วันหยุดปีใหม่
หลังอุณหภูมิดำดิ่งถึงลบ 25 องศาเซลเซียส ส่งผลให้หน้าหนาวนี้มีพลเรือนวอร์ซอว์ตายรวมแล้ว 122 คน


ตำรวจโปแลนด์เปิดเผยเมื่อวันจันทร์(4) ว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นพวกไร้ที่อยู่อาศัยอายุระหว่าง 35 ถึง 50 ปี
ที่มีภาวะอุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงกว่าปกติเพราะดื่มแอลกอฮอล์

ตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเรียกร้องประชาชนชาวโปแลนด์ให้ความช่วย เหลือบุคคลไร้ที่อยู่อาศัย
ด้วยการแจ้งตำแหน่งของพวกเขาแก่เจ้าหน้าที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมที่พักพิงพิเศษช่วงฤดูหนาวให้แก่พวกเขา

นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ในโปแลนด์ พบประชาชนหนาวตายแล้ว 122 คน
ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่ปกติสำหรับประเทศหนึ่งที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศอันเลวร้ายในช่วงฤดูหนาว

ในฤดูหนาวปีที่แล้ว จากปลายปี 2008 ถึง 8 มกราคม 2009 มีผู้เสียชีวิตจากภาวะอุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงกว่าปกติ
ทั้งสิ้น 82 คนในโปแลนด์ ขณะที่หน้าหนาวที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ณ ประเทศแห่งนี้เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานคือ
ช่วงปลายปี 2005 ถึงต้นปี 2006 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 233 คน


อากาศหนาวจัดในโปแลนด์
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:22 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000001677

ยุโรปอ่วมเจอหิมะถล่มหนัก-การจราจรอังกฤษวุ่นผู้ขับขี่หลายร้อยติดค้าง


7 มกราคม 2553 02:17 น.

เอเอฟพี - ทหารถูกส่งเข้าช่วยเหลือผู้ขับขี่หลายร้อยคนที่ติดค้างท่ามกลางหิมะตกหนักปิดถนนเมื่อวันพุธ(6)
หลังอังกฤษต้องเผชิญกับฤดูหนาวอันทารุณที่สุดในรอบหลายทศวรรษซึ่งก่อความ โกลาหลแก่การจราจร
ขณะที่อุณหภูมิหนาวเหน็บได้ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป

ประชาชนหลายล้านคนในลอนดอนและทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษถูกห้อมล้อมด้วยหิมะตกหนัก
หลังจากพายุแผ่ขยายมาจากสกอตแลนด์และทางเหนือของอังกฤษ พื้นที่ที่ผจญสภาพอากาศเลวร้ายมาแล้วหลายวัน

"สภาพอากาศหนาวจัดถูกพยากรณ์ว่าจะยังคงเป็นไปแบบนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า และคาดหมายว่า
จะมีหิมะตกลงมาเพิ่มเติม ณ ช่วงเวลานั้น" หน่วยงานด้านสภาพอากาศของอังกฤษบอก พร้อมระบุว่า
สภาพอากาศอันหนาวเหน็บหนนี้ถือว่าเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดของ ประเทศนับตั้งแต่ปี 1981

เทศมณฑลต่างๆทางใต้อาจต้องเผชิญหิมะหนาถึง 40 เซนติเมตร หน่วยงานด้านสภาพอากาศระบุ
ขณะที่พายุหิมะที่พัดกระหน่ำตอนกลางของลอนดอน ที่ทำให้สวนสาธารณะและจตุรัสของเมืองกลายเป็นสีขาวโพลน

ด้านยูโรสตาร์เปิดเผยว่าได้ยกเลิกเดินรถไฟ 4 ขบวนระหว่างลอนดอน ปารีสและบรัสเซลส์ ในมาตรการป้องกันไว้ก่อน
เหตุเพราะหิมะหนาทึบ ไม่กี่สัปดาห์หลังจากอุณหภูมิที่เย็นยะเยือกส่งผลให้ต้องปิดบริการนานถึง 3 วันในช่วงก่อนวันคริสต์มาส

ส่วนพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปก็ถูกเกาะกุมด้วยอุณหภูมิหนาวจัด สืบเนื่องจากแนวปะทะของอากาศจากไซบีเรีย
โดยนอร์เวย์ เป็นประเทศที่มีอากาศเย็นยะเยือกสุด ด้วยอุณหภูมิในโรรอส ลดต่ำถึงลบ 41 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

ที่เนเธอร์แลนด์ น้ำแข็งหนาพอที่สามารถจัดกิจกรรมสเก็ตบนลานธรรมชาติได้เป็นครั้งแรกของปี ซึ่งคาดหมายว่า
จะมีประชาชนราว 1,500 คน ร่วมสเก็ตจับกลุ่มเป็นวงกว้าง 2 กิโลเมตร บนทะเลสาบเฮนสโชเตอร์ในอูเทร็คต์

ขณะเดียวกันหิมะและน้ำแข็งก็ได้ก่อความอลหม่านแก่การจรจาจรทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส
ท่ามกลางคำเตือนว่าสภาพอากาศอาจเลวร้ายกว่านี้ แต่ในอิตาลี กลับเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่และเจ้าหน้าที่กังวลว่า
แม่น้ำทิเบอร์ที่เอ่อล้น อาจคุกคามกรุงโรมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ที่อังกฤษ ระบบขนส่งมวลชนในหลายพื้นที่ของทางใต้และตอนกลางของประเทศซึ่งมีพลเรือนหนาแน่นต้องติดขัด
จากสภาพอากาศหนาวเย็น โดยทหารถูกเรียกให้เข้าช่วยเหลือผู้ขับขี่หลายร้อยคน หลังมีรถยนต์กว่า 500 คัน
ติดค้างท่ามกลางหิมะบนถนนสายหลักในเมืองแฮมป์เชียร์

ท่าอากาศยานแกตวิค ในกรุงลอนดอน มีรายงานว่า ต้องปิดรันเวย์เพื่อกวาดหิมะ ปล่อยให้ผู้โดยสารหลายร้อนคน
ตกค้างในอาคารผู้โดยสารขาออก ขณะที่บางส่วนของถนนสายสำคัญ ที่เชื่อมระหว่างกรุงลอนดอนและเมืองลีดส์
ถูกปิดเช่นกัน

โรงเรียนหลายร้อยแห่งทั่วอังกฤษได้ปิดการเรียนการสอนและฟุตบอลหลายนัดต้องยกเลิก ในจำนวนนั้นรวมไปถึง
ศึกคาร์ลิง คัพ รอบตัดเชือก ในคืนวันพุธ(6) ระหว่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ด้วย

กอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่ารัฐบาล จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อช่วยเหลือประชาชน
ในจำนวนนั้นรวมไปถึงจ่ายเงินค่าพลังงานทำความร้อนแก่ประชาชนผู้สูงอายุและ รับประกันว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
มีจำนวนเพียงพอสำหรับกำจัดน้ำแข็งบนถนน


การจรจาจรทางรถไฟในอังกฤษท่ามกลางหิมะ


สภาพอากาศอันเลวร้ายส่งผลต่อการจราจรทางรถยนต์ในอังกฤษ ขณะที่มีผู้ขับขี่หลายร้อยคนติดอยู่ในรถ


หิมะตก ถนนลื่น นำไปสู่อุบัติเหตุในอังกฤษ


สภาพอากาศอันเลวร้ายทำให้ต้องยกเลิกเที่ยวบิน


อากาศอันหนาวเหน็บกระทบต่อการแข่งขันฟุตบอล


บ้านเรือนในฝรั่งเศสถูกปกคลุมด้วยหิมะ


รถกวาดหิมะในฝรั่งเศสต้องทำงานอย่างหนัก


เยอรมนีก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากพายุหิมะ
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 2:30 pm

The Day After Tomorrow ( 2004 )

เนื้อเรื่องย่อ

จะเป็นอย่างไรหากโลกเรากำลังจะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งครั้งใหม่?

นี่เป็นคำถามที่ตามหลอน แจ็ค ฮอลล์ (เดนนิส เควด) ผู้เป็นนักกาลวิทยา
ผลที่ได้จากการค้นคว้าของฮอลล์ระบุว่า สภาวะโลกร้อนอาจเป็นชนวนหายนะ
แห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันของภูมิอากาศโลก แกนน้ำแข็งที่เขาทำการเจาะ
ในทวีปแอนตาร์กติกาบ่งว่ามันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน และในตอนนี้
เขาได้ส่งคำเตือนไปยังหน่วยราชการ ว่ามันอาจเกิดขึ้นอีกครั้งหากไม่มีการดำเนินการ
โดยทันที แต่คำเตือนของเขามาถึงช้าเกินไป

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อฮอลล์ได้เจอกับก้อนน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับรัฐโร้ดไอส์แลนด์
ซึ่งแตกออกมาจากภูเขาน้ำแข็งในขั้วโลกใต้ และจากนั้นคือปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลง
ของอากาศอย่างรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลก : ลูกเห็บขนาดใหญ่เท่าผลส้มโอ
ตกกระหน่ำเมืองโตเกียว ลมพายุเฮอริเคนรุนแรงชนิดทำลายสถิติพัดเข้าสู่ฮาวาย
หิมะตกที่เมืองนิวเดลี และจากนั้นพายุทอร์นาโดหลายลูกก็เข้ากวาดเมืองลอสแอนเจลิส

โทรศัพท์ที่เขาได้รับจาก ศาสตราจารย์แร็พสัน (เอียน โฮล์ม) เพื่อนร่วมงานในสก็อตแลนด์
ยืนยันให้กับความกลัวที่ร้ายแรงที่สุดของแจ็ค : สภาวะอากาศรุนแรงเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้
ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั่วโลก
น้ำแข็งที่ปกคลุมบนขั้วโลกได้ละลายและทำให้น้ำ
ไหลทะลักลงสู่มหาสมุทรและรบกวนกระแสคลื่นซึ่งเป็นตัวสร้างสมดุลย์ของระบบภูมิอากาศของเรา
สภาวะโลกร้อนได้ผลักดันให้โลกเฉียดเข้าไปใกล้กับยุคน้ำแข็งครั้งใหม่และมันจะเกิดขึ้น
ในระหว่างที่พายุมหึมาลูกหนึ่งถล่มไปทั่วโลก

ในขณะที่แจ็คเตือนทำเนียบขาวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่กำลังคุกคามโลกนั้น
แซม (เจค จิลเลนฮาล) ลูกชายวัย 17 ของเขาก็ติดอยู่ในนิวยอร์ค ซิตี้ ในระหว่างที่เขาและเพื่อนๆ
ไปร่วมแข่งขันด้านวิชาการระดับมัธยม และตอนนี้เขาต้องเผชิญกับอุทกภัยร้ายแรงและอุณหภูมิ
ที่กำลังดิ่งลงอย่างรวดเร็วในแมนฮัตตัน ต่อมาเมื่อได้ถูกอพยพเข้าไปอยู่ในหอสมุดสาธารณะ
แห่งแมนฮัตตัน แซมจึงสามารถติดต่อกับพ่อของเขาได้ทางโทรศัพท์ แจ็คมีเวลาที่จะเตือนลูก
เพียงข้อเดียวเท่านั้น : จงอยู่แต่ในอาคารไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ในขณะที่การอพยพประชากรครั้งใหญ่เพื่อมุ่งหน้าลงใต้เริ่มขึ้นนั้น แจ็คก็เดินทางขึ้นเหนือสู่นิวยอร์ค ซิตี้
เพื่อช่วยแซม แต่แม้แต่แจ็คก็ไม่ได้เตรียมตัวที่จะเผชิญกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเอง
กับลูกชายของเขา และกับโลกของเขา





http://www.ee43.com/content/topic/159.html


The day after tomorrow : แม้วันวานก็อาจจะสายไปเสียแล้ว

โดย สุญโญ

หลายคนเตือนผู้เขียนก่อนไปชม หนังเรื่อง The day after tomorrow ว่าอย่าไปคาดหวังอะไรกับหนังมากนัก
เพราะเนื้อหาก็เหมือน ๆ สูตรสำเร็จของหนังหายนภัยที่เคยสร้างกันทั่ว ๆ ไป คือ
มีตัวละครหลากหลายชีวิตที่มาตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกัน พูดง่าย ๆ มีครบทุกรส ความรักเสียสละ
ความห่วงใยในครอบครัว มิตรภาพ ความเอื้ออาทร และ ลุ้นระทึก ฯลฯ ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้ไปชมภาพยนต์เรื่องนี้แล้ว
มันเป็นอย่างเขาว่าไว้จริงๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตามผู้เขียนว่าหนังเรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับชาวพุทธนะครับ

เนื้อหาของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภัยธรรมชาติอันรุนแรง ที่ส่งผลกระทบจนทำให้มนุษย์แทบจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์
เป็นภัยธรรมชาติที่มีสาเหตุเกิดจากมนุษย์ใช้พลังงานสิ้นเปลืองมากเกินไป ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (เช่นคาร์บอนไดออกไซด์ )
สะสมมากขึ้นในบรรยากาศ จนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นจนถึงจุดวิกฤติ ซึ่งหนังเรื่องนี้มีสมมุติฐานมาบอกเราว่า
มันจะก่อให้เกิดหายนภัยแก่ชาวโลกอย่างไรบ้าง

แต่เมื่อพิจารณาตามหลักเหตุปัจจัย ผู้เขียนคิดว่าในหนังยังไม่ได้สืบสาวไปถึงที่สุดของปัญหาว่าต้นเหตุมันเกิดจากอะไร

ขออนุญาตเสนอความคิดเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะการที่มนุษย์โลกบริโภคปัจจัยสี่ โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาใช้สอย
เช่น บริโภคด้วยความ อวดหรู โก้เก๋ ทันสมัย สะดวก สบาย ปรนเปรอ ฟุ่มเฟือย ฯลฯ ผู้เขียนว่าตรงนี้แหละครับ
คือต้นเหตุสำคัญทำให้โลกเข้าสู่จุดวิกฤต เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าการบริโภคอย่างขาดสติ หรือ
บริโภคปัจจัยสี่ด้วยกิเลสตัณหา เช่นนี้ มันจะทำให้เกิดการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย และ ทำให้มีความต้องการมากขึ้นทุกที
ระบบอุตสาหกรรมจะต้องระดมกำลังผลิตเพื่อมาสนองความต้องการบริโภคของมหาชนทั้งโลก ในการนี้มันจะต้องใช้
พลังงานมหาศาลเพื่อการผลิตและการขนส่ง ทำให้มีการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก ออกมาเป็นจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน
ก๊าซเรือนกระจกเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดให้มหันตภัยในอนาคต ดังนั้นทุกชาติจึงต้องพร้อมใจกันลดการใช้พลังงาน
อย่างฟุ่มเฟือยในการผลิตและขนส่งเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลง จึงต้องแก้ไขที่สาเหตุคือควรลดความต้องการบริโภค
ของประชาชนให้ลดน้อยลง ให้แค่พออยู่พอกิน ตรงนี้แหละ ที่ใครจะกล้าทำ (ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่ยอม
ลงนามในพิธีตราสารเกียวโต ในการร่วมมือกันลดก๊าซเรือนกระจก เพราะเกรงว่าเศรษฐกิจของตนเองจะถดถอย )

หนังเรื่องนี้ได้นำสมมุติฐานคำทำนายเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดในช่วงร้อยสองร้อยปีข้างหน้าอันเกิดจากอุณหภูมิเฉลี่ย
ของโลกสูงขึ้นเพราะปรากฏการณ์เรือนกระจก มาให้ปรากฏขึ้นในวันเมื่อรืนนี้ (The day after tomorrow )
หนังบอกเราว่าอากาศร้อนระอุจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย และเมื่อน้ำแข็งละลายลงสู่ท้องทะเล มันจะทำให้อุณหภูมิ
โดยเฉลี่ยของน้ำทะเลต่ำลง ทำให้มีผลต่อการไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่น ก่อให้เกิดอากาศวิปริตแปรปรวน
เกิดลูกเห็บยักษ์ และ พายุทอร์นาโดขนาดยักษ์ถล่มทะลายมหานคร เกิดน้ำท่วมโลก และสุดท้าย พายุมหายักษ์
ที่สูงใหญ่โตมโหฬารขนาดขึ้นไปดูดเอาอากาศหนาวเย็นจากบรรยากาศชั้นบน ลงมายังบรรยากาศชั้นล่าง
ทำให้โลกกลับกลายเป็นยุคน้ำแข็งในบัดดล

ข้อคิดทางธรรมที่ได้จากหนังเรื่องนี้ คือ กฏธรรมชาติที่เกี่ยวกับอุณหภูมิ ( อุตุนิยาม ) มันได้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน
เมื่อโลกขาดสมดุล โลกจะทำการปรับตัวให้สมดุลของมันเอง คือ เมื่อโลกร้อนเกินไป โลกก็ดึงเอาอากาศเย็นจาก
บรรยากาศชั้นสูงลงมา เพื่อปรับสมดุลของโลกกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง แต่ผลจากการปรับตัวของโลกในครั้งนี้
มนุษย์กระจ้อยร่อยและสัตว์ทั้งหลายพากันตายล้มตายกันเป็นเบือ (เกือบครึ่งโลก) ! .

"เมื่อใดผู้ปกครองบ้านเมืองไม่มีศีลธรรม ฟ้าดินก็วิปริตแปรปรวน " คำกล่าวที่มีมาตั้งแต่โบราณทำนองนี ้เราเคยได้ยินอยู่บ่อย ๆ
แต่มันยังมีความทันสมัยอยู่เสมอ นโยบายของรัฐที่ส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคกันอย่างไร้สติ หรือ ส่งเสริมกิจกรรมในทางอกุศล
( ราคะ โทสะ โมหะ ) อาทิเช่น ส่งเสริมกิจกรรมทางเพศ การพนัน สุรา หรือ การที่รัฐใช้นโยบายรุนแรงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบโยงใยไปสู่สังคม และ ธรรมชาติ ทั้งสิ้น (บริโภคมาก -> ผลิตมาก -> ทำลายธรรมชาติมาก -> ดินฟ้า
วิปริตแปรปรวน ) จากเนื้อหาสาระและข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์ ผู้เขียนคิดว่าคำกล่าวของคนโบราณข้างต้นจึงไม่ใช่เรื่องเหลวไหล
หรือ งมงายแต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุป แม้บทหนังจะน้ำเน่าสักนิด แต่หนังเรื่องนี้ยังดูแล้วคุ้มค่าในแง่ได้สาระที่เป็นประโยชน์ และช่วยกระตุ้น
เตือนใจตนเองไม่ให้บริโภคอย่างไร้สติอีกต่อไป เพราะการกระทำเช่นนั้นจะเป็นเหตุให้เกิดหายภัยต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลาน
ในอนาคต

อนึ่ง ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าคำทำนายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเหล่านี้ เราจะสามารถหลีกเลี่ยง หรือ ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้หรือไม่
เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าในยุคปัจจุบันคนที่มีจิตสำนึกใหม่ยังเป็นคนส่วน น้อยของสังคมอยู่ คือ
ถ้าหากเรายังไม่สามารถสร้างจิตสำนึกใหม่ให้เป็นพลังมหาชนขึ้นมาได้ละก้อ ผู้เขียนคิดว่าปัญหานี้คงหมดหนทางเยียวยาแก้ไข
อย่างแน่นอน คือ มันสายเกินไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วล่ะครับ ่

ที่มา http://www.budpage.com/bm47.shtml


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Fri Jan 22, 2010 4:44 pm, ทั้งหมด 5 ครั้ง
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 3:09 pm

http://movie.itakk.info/the-day-after-tomorrow-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-2004.html/

http://www.oknation.net/blog/19/2009/01/11/entry-2

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม 2552

วิกฤติวันสิ้นโลก (The Day After Tomorrow) ภาพยนตร์ที่ทำให้เรารู้ว่าทำไมเราต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม


Posted by
สุวิริโย




วิกฤติวันสิ้นโลก (ชื่ออังกฤษ:The Day After Tomorrow) เป็นภาพยนตร์อเมริกันที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับหายนะทางธรรมชาติ
โดยเนื้อหามีทั้งสิ่งที่เป็นไปได้ตามหลักวิทยาศาสตร์และสิ่งที่แต่งเติมขึ้น โดยเริ่มออกฉายครั้งแรกในเม็กซิโกซิตี, เม็กซิโก
เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2547 และจากนั้นก็ทยอยออกฉายทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 26 ถึง 28 พฤษภาคม ปีเดียวกัน
ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีกำหนดฉายในวันที่ 4 และ 5 มิถุนายน ตามลำดับ


เนื้อเรื่อง
แจ็ค ฮอลล์ ศาสตราจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยาโบราณและทีมงานได้ทำการขุดเจาะน้ำแข็ง ณ ชั้นน้ำแข็งลาร์เซ่น บี
ในทวีปแอนตาร์กติกาเพื่อเก็บตัวอย่าง ทันใดนั้นเอง น้ำแข็งก็เกิดรอยแยกเป็นแนวยาว จนเกือบทำให้เขาต้องสังเวยชีวิต

ในการประชุมสหประชาชาติศาสตราจารย์ฮอลล์ออกบรรยายเรื่องสาเหตุว่าทำไมโลกจึงเคยตกอยู่ในยุคน้ำแข็ง
นานถึงสองศตวรรษ สาเหตุหลักก็คือสภาวะโลกร้อนเมื่อ
10,000 ปีก่อน ความเข้มข้นของแก็สกรีนเฮ้าส์ในตัวอย่างน้ำแข็ง
ชี้ให้เห็น ซีกโลกทางเหนือมีภูมิอากาศตามกระแสแอตแลนติกเหนือ ความร้อนจากเส้นศูนย์สูตรถูกทะเลพัดไอร้อนขึ้นเหนือ
และความร้อนยังทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เกิดความเย็นทำให้กระแสไอร้อนหยุดนิ่ง ทำให้ความอบอุ่นในโลกหมดไป
ศาสตราจารย์ฮอลล์พยายามโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีหาแผนรับมือ แต่ประธานาธิบดีกลับยกเรื่องเศรษฐกิจมาอ้าง
และยังอ้างถึงสนธิสัญญาเกียวโต ศาสตราจารย์ฮอลล์คาดเดาว่า ปรากฏการณ์นี้จะเกิดในรุ่นลูกรุ่นหลานของเขา
แต่เขาคาดผิดถนัด อัตราเผาผลาญเชื้อเพลิงมากมายในปัจจุบันทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความร้อนและปรากฏการณ์นี้
อย่างรวดเร็ว
ไม่นานกรุงนิวเดลีเกิดหิมะตกและอากาศหนาวที่สุดในรอบปี ศูนย์วิจัยสภาพอากาศเฮดแลนด์ กรุงกลาสโกว์
ประเทศสก็อตแลนด์ พบว่าทุ่นโนแมด
4311 ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบสภาพน้ำริมฝั่งจอร์เจียและกรีนแลนด์ ให้ผลการตรวจสอบว่า
น้ำมีอุณหภูมิลดลง 13 องศา ต่อมาเหตุการณ์นี้เกิดกับทุ่นตัวอื่นๆ เฮอริเคนโนลานีโถมสู่ญี่ปุ่น ทำให้เกิดลูกเห็บขนาดใหญ่
ตกทำลายบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เครื่องบินเจออากาศแปรปรวน นกบินอพยพ
ลอสแอนเจลิสถูกทอร์นาโดหลายลูกถล่มจนเสียหายทั้งเมือง แคนาดามีอากาศไหลเวียนจากอาร์กติกรุนแรงมาก
ไซบีเรียโดนร่องกดอากาศต่ำเล่นงาน ออสเตรเลียโดยไต้ฝุ่นถล่มและนิวยอร์กถูกน้ำท่วม ทุกที่เริ่มมีการอพยพผู้คน
สถานที่แรกที่เกิดปรากฏการณ์อุณหภูมิลดต่ำเฉียบพลันคือที่สก็อตแลนด์ นักบินคนหนึ่งเครื่องบินตกเพราะน้ำมัน
ในท่อส่งแข็งตัว เขารอดชีวิตจากเครื่องบินตกมาได้แต่กลับเสียชีวิตขณะที่เปิดหน้าต่างออกมาหา อากาศหายใจ
ร่างทั้งร่างของเขากลายเป็นน้ำแข็ง
โปรแกรม พยากรณ์อากาศของศาสตราจารย์ฮอลล์เป็นโปรแกรมเดียวเท่านั้น
ที่สามารถทำนาน ภูมิอากาศนี้ได้ เขาร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญแขนงอื่น ในที่สุดหลังคำนวณเสร็จ เขาได้พบผลที่น่าตื่นตกใจ

ภายใน 7 - 10 วัน พายุสามลูกจะมารวมตัวกัน โลกซีกบนจะค่อยๆ กลายเป็นน้ำแข็ง อุณหภูมิจะลดต่ำลงเรื่อยๆ
จนในที่สุดหากใครสัมผัสกับอากาศข้างนอกจะแข็งตายในทันที ประธานาธิบดีเริ่มแผนอพยพผู้คนมายังซีกโลกใต้
ที่ตั้งของประเทศที่ได้รับการขนานนามว่า “โลกที่ 3” แต่จะอพยพประชาชนได้เฉพาะผู้ที่ไม่อยู่ซีกโลกเหนือมากเท่านั้น
เพราะผู้ที่อยู่ซีกโลกเหนือมากจะไม่สามารถออกมาได้ทันการ และจะแข็งตายเสียก่อน ทางที่ดีคืออยู่ในบ้าน
และทำร่างกายให้อบอุ่นเข้าไว้
แซม ฮอลล์ ลูกชายของแจ็ค ฮอลล์ อยู่ในนิวยอร์กขณะที่น้ำท่วม แซมและเพื่อนๆ
หนีน้ำมาอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ โชคดีที่หอสมุดนั้นสูงพอที่น้ำท่วมไม่ถึง แซมโทรศัพย์คุยกับแจ็ค และได้รับคำบอกเล่าว่า
ให้อยู่ในหอสมุดนั้นต่อไป เพราะนิวยอร์ก อยู่เหนือเกินกว่าจะอพยพออกมาทันเสียแล้ว

แซม และไบรอันนำหนังสือในหอสมุดมาเผาเพื่อให้ความอบอุ่น หาเสบียงจากตู้ขนม เพื่อนสาวของเขา ลอร่า
บาดเจ็บจากการหนีน้ำท่วม แซมและเพื่อนๆ ต้องเผชิญกับอันตรายจากหมาป่าและความหนาวเย็นในการรักษาชีวิต
ของลอร่าเอาไว้ ระหว่างนั้นเอง แจ็คและทีมงานสมัครใจออกเดินทางเพื่อมาหาแซม ลูกชายสุดที่รัก แจ็ครู้สึกผิด
ที่เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกเลย
ในที่สุดความหนาวเย็นก็ลามมาถึงนิวยอร์ก พร้อมๆ กับที่พายุผ่านพ้นไป
แซมและเพื่อนรอดชีวิตมาได้ แจ็คเดินทางฝ่าอันตรายมาถึงแม้จะต้องสูญเสียเพื่อนร่วมทางคนหนึ่งไปในที่สุด
พ่อลูกก็ได้พบกันอีกครั้ง
แม้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้ชีวิตผู้คนหลากหลายคนดับสูญไป แต่มันก็เป็นบทเรียนอันมีค่า
สมดังคำที่ว่า
“หากเราไม่ดูแลธรรมชาตินับแต่วันนี้ วันมะรืนนี้ก็คงไม่มีอีกต่อไป…”

ข้อมูลภาพยนตร์
ชื่อไทย: วิกฤติวันสิ้นโลก
ชื่ออังกฤษ: The Day After Tomorrow
แนว: แอ็คชั่น / ไซไฟ / ดราม่า / ระทึกขวัญ
ผู้กำกับ: โรแลนด์ เอ็มเมอริค
ความยาว: 124 นาที
กำหนดฉายในประเทศไทย: 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2547
ออกอากาศทาง สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เมื่อ 3 มีนาคม พ.ศ. 2550

รายชื่อนักแสดง
แจ็ค ฮอลล์ - เดนนิส เควด
แซม ฮอลล์ - เจค จิลเลนฮอล
ลอร่า แชปแมน - เอ็มมี รอสซัม
ดร.ลูซี่ ฮอลล์ - เซล่า วาร์ด
เทอร์รี่ แรปสัน - เอียน โฮล์ม
รองประธานาธิบดีเบคเกอร์ - เคนเนธ เวลช์
ประธานาธิบดีเบลค - เพอร์รี่ คิง
ไซมอน - เอเดรียน เลสเตอร์
เจสัน อีแวนส์ - แดช มิฮอค
เจดี (J.D.) - ออสติน นิโคลส์
ลูเธอร์ - เกลนน์ พลัมเมอร์
ปาร์คเกอร์ - ซาช่า รอยซ์
เจย์ โอ แซนเดอร์ส - แฟรงก์ แฮรร์ริส
โกเมซ - เนสเตอร์ เซอร์ราโน
ไบรอัน ปาร์คส - อาร์เจย์ สมิธ
แทมลิน โทมิตะ - เจเน็ต โทคาดะ



ที่มาของบทความจาก


http://www.guardian.co.uk/film/2004/may/14/climatechange

A hard rain's a-gonna fall

The Day After Tomorrow has Earth ravaged by a flood and an ice age.
Environmentalist George Monbiot gives his verdict on the controversy it has stirred



The Day After Tomorrow: bleak outlook

Perhaps it was a mistake for 20th Century Fox to invite a group of scientists to the preview of its new disaster movie.
Before it began, the climatologist Mike Hulme asked the audience to consider whether good science and
good film-making could go together. A few minutes later, it became obvious that the answer was no.
The Day After Tomorrow is a great movie and lousy science.


  1. The Day After Tomorrow
  2. Production year: 2004
  3. Country: USA
  4. Cert (UK): PG
  5. Runtime: 124 mins
  6. Directors: Roland Emmerich
  7. Cast: Dennis Quaid, Emmy Rossum, Jake Gyllenhaal
  8. More on this film
Like all science fiction, it extracts and magnifies a few fragments of scientific truth. The upper northern
hemisphere remains habitable partly because of the global circulation of ocean currents,
which drags warm water up from the tropics. The currents start in the North Atlantic when the dense,
salty surface waters sink to the ocean floor and begin to roll southward. Between Greenland and
the Faroe Islands there is an undersea waterfall 30 times
the size of the River Amazon. About 8,200 years ago, as the last main glacial period was coming to an end,
and the great global thaw had permitted humans to move back into northern Europe,
an ice dam in north-eastern Canada burst. Behind it was a vast body of meltwater, which roared through
the Hudson Strait and into the North Atlantic. The story of what happened next is now a matter of dispute,
but some researchers suggest the result was a 200-year ice age, during which humans once more were
driven out of northern Europe. The Day After Tomorrow starts with the premise that it could be about
to happen again. In fact, it now seems that there simply isn't enough freshwater to shut down
the circulation system, and no means, such as the bursting of the great Canadian ice dam, by
which it could enter the ocean quickly enough to cause a dramatic effect. But movies, of course,
are all about dramatic effects, and a film about the slow-rolling, complex
transformations induced by climate change would be about as gripping as a speech by Geoff Hoon.
I suppose we just have to accept that a major movie house would never dream of tackling this subject if it had to
stick to the facts. What we get instead is one of the best disaster movies ever released.
Dennis Quaid plays that stock sci-fi figure, the dissident scientist battling against the odds to persuade politicians
to take his data seriously. Having researched the last great oceanic shutdown, he warns that the next one could happen
within 50-100 years. No one wants to know, and no one wants to know less than the sinister, corporate-friendly
US vice-president, whose physical resemblance to Dick Cheney is surely no accident (the president, confusingly,
is the spit of Al Gore). The effects of climate change are already making themselves felt - commuters in Japan are felled
by hailstones the size of grapefruit, there is snow in New Delhi and the geese start migrating south in the summer -
when the North Atlantic weather buoys begin behaving rather oddly. One by one they start to record a temperature fall
of 13 degrees. It's inexplicable - unless Quaid's model is correct. Soon magnificent tornadoes are ripping Los Angeles
to shreds. In the eye of a freak storm in Scotland the temperature drops to -150 degrees, freezing the fuel lines
of helicopters, which then crash into the mountains. For no good reason (other than that it provides one of
the most awesome sequences ever filmed) a vast tsunami decides to engulf Manhattan.
At last the authorities turn to Quaid to find out what on earth is going on. Within weeks, his model predicts,
a gigantic global storm will trigger off the next great ice age. Two men inexplicably stuck in an orbiting
weather satellite watch as the face of the earth is blotted out by hurricanes.
The storms cut straight through the troposphere, dragging down columns of freezing air from the upper atmosphere.
And one of them is heading towards New York. So Quaid gets his audience with the president, and tells him that
the only option is to abandon everyone in the north of the country, and evacuate everyone in the south.
The sinister Cheney twin tells him not to meddle with politics. But (and it's hard to believe that Murdoch paid for this),
Quaid retorts that if the politicians had listened to the science, the scientists wouldn't have had to get political.
When Cheney suggests that Quaid doesn't care about the people in the northern states, he is told that his son is trapped
is New York. And there indeed is the scientist's only child, played rather well by Jake Gyllenhaal,
stuck in the Manhattan Public Library with the girl he fancies and the handful of character parts he persuaded not to try
to walk south, with nothing but M&Ms to eat, but no end of rare books to burn. The Quaid character, of course,
has promised his son that he will come to the rescue. With his Antarctic survey team he crosses the frozen wastes
of Philadelphia, desperate to reach New York before the ice storm strikes. Meanwhile, in the municipal library,
the heroine is dying of septicaemia, which the boy can cure only if he can venture out for long enough to find
the penicillin she needs. Needless to say a bunch of wolves has escaped from the zoo with the single purpose of
complicating his task. Yes, it's slushy and corny and predictable. Yes, every TV report in the film has Murdoch's logos
plastered all over it. Yes, the plot repeatedly breaks the laws of physics. But none of this stops it from doing everything
a disaster movie is supposed to do, and quite a bit more. At times even the climatologists stopped laughing at
the story and started laughing with it, especially when American refugees started fleeing across the Rio Grande
after the Mexicans closed the border (they reopened it when the US promised to cancel the entire Latin American debt).
Though of course the sinister Cheney man comes round in the end, and his government in exile sees the error of its ways,
this is a curiously subversive story, whose plot revolves around the climate change which Fox News and the rest of
the Murdoch press has tried so hard to deny, and the reluctance of the powerful to respond to the needs of the people.
So will The Day After Tomorrow wake people up to the realities of global warming? The danger is that the movie bears
so little relation to the science that it will encourage people either to dismiss the entire climate change story as fantasy,
or to keep waiting for the effects they have seen in the film before they accept that climate change is really happening.
On the other hand, the film makes the subject much harder to ignore. I think it is fair to assume that audiences know
the difference between a movie and a scientific paper. They don't expect to learn anything useful about reptile physiology
from Godzilla, or about life in outer space from Independence Day. People watch films like The Day After Tomorrow
because they love to see treasured places smashed to bits while heroes struggle against impossible odds.
If The Day After Tomorrow leaves them no wiser about climate change, that scarcely distinguishes it from
the rest of the mainstream media. But at least we're now talking about it. ·
George Monbiot's book The Age of Consent: A Manifesto for a New World Order

is out now in paperback. monbiot.com

http://www.monbiot.com/archives/2003/10/13/the-age-of-consent-a-manifesto-for-a-new-world-order/

http://www.smh.com.au/articles/2003/07/11/1057783340498.html

http://browseinside.harpercollins.com.au/index.aspx?isbn13=9780007150434

http://www.osun.org/Age+of+Consent+by+George+Monbiot-pdf.html

http://www.coldtype.net/Assets/pdfs/GM.23.03.pdf





avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Tue Jan 12, 2010 3:19 pm

http://www.bibliotecapleyades.net/ciencia/ciencia_climatechange01.htm


How the Ice Age will affect North America



NASA See how much of Antarctica is colder and how little is actually warming.


A diagram of the Gulf Stream conveyor and related currents.


This image shows how England, Western Europe and Scandinavia are bathed in the heat of the Gulf Stream


Gulf Stream Temps and Chlorophyll Concentration


The World during the Ice Age


A screen capture from the movie "The Day After Tomorrow"
showing massive cyclonic storms preceding the sudden onset of an ice age.


Mukluks and Snowshoes required Day After Tomorrow.

http://www.bibliotecapleyades.net/ciencia/ciencia_globalwarmingpseudo19.htm

แผ่นดินไหวในเฮติ พ.ศ. 2553

แผ่นดินไหวในเฮติ เป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีความรุนแรง 7.0 ตามมาตราริกเตอร์
โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวห่างจากกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของประเทศไปราว 25 กิโลเมตร
(หรือ 16 ไมล์) โดยแผ่นดินไหว
เกิดขึ้นเมื่อเวลา 16:53:09 ตามเวลาท้องถิ่น [1] ของ วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553
หรือตรงกับเวลา 04.53 นาฬิกา ในเช้าวันพุธที่ 13 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย[2]
แผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่ความลึก 13 กิโลเมตร (8.1 ไมล์)[3] องค์กรสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา
(The United States Geological Survey) ได้ตรวจสอบบันทึกและพบอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีก 14 ครั้ง
ซึ่งมีความแรงอยู่ที่ประมาณ 5 - 8 ริกเตอร์ หน่วยงานกาชาดสากลได้กล่าวว่ามีคนกว่า 3 ล้านคน
ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ และมีคนเสียชีวิตกว่า 500,000 คน ในกรุงปอร์โตแปรงซ์
เมืองหลวงของเฮติ เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ซึ่งมีสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
ถล่มเป็นซากปรักหักพังนับไม่ถ้วน ซึ่งรวมถึงทำเนียบประธานาธิบดีที่พังถล่มลงมาด้วย



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263382377&grpid=01&catid=


วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 18:36:07 น.
มติชนออนไลน์

เปิดปูมเหตุการณ์แผ่นดินไหว-สึนามิครั้งใหญ่ทั่วโลกในศตวรรษที่ 21

เหตุการณ์แผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ที่ขึ้นเกิดในประเทศเฮติเมื่อวานนี้ ถือเป็นภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ล่าสุด
ที่มนุษยชาติต้องเผชิญ โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ได้เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ทั้งแผ่นดินไหวและสึนามิขึ้น
หลายต่อหลายครั้งทั่วโลก ดังลำดับเหตุการณ์ต่อไปนี้

26 มกราคม ค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในรัฐกุจราชทางตะวันตกของประเทศอินเดีย
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 25,000 คน บาดเจ็บ 166,000 คน

26 ธันวาคม ค.ศ.2003 (พ.ศ.2546) เกิดแผ่นดินไหว 6.7 ริกเตอร์ ที่เมืองบาม ประเทศอิหร่าน มีผู้เสียชีวิต 31,884 คน
บาดเจ็บ 18,000 คน

26 ธันวาคม ค.ศ.2004 (พ.ศ.2547) แผ่นดินไหว 9.1 ริกเตอร์ใต้ท้องทะเลบริเวณเกาะสุมาตรา ส่งผลให้เกิด
สึนามิใหญ่ขึ้นกับหลายประเทศบริเวณมหาสมุทรอินเดีย (รวมทั้งประเทศไทย) จนคร่าชีวิตผู้คน
ไปถึง 220,000 คน และเฉพาะประเทศอินโดนีเซียแห่งเดียวก็มีผู้เสียชีวิต 168,000 คน


28 มีนาคม ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) เกิดแผ่นดินไหว 8.6 ริกเตอร์ที่เกาะเนียส ประเทศอินโดนีเซีย
มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 900 คน

8 ตุลาคม ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) เหตุการณ์แผ่นดินไหว 7.6 ริกเตอร์บริเวณพรมแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน
และเขตการปกครองของปากีสถานในรัฐแคชเมียร์ คร่าชีวิตผู้คนไป 75,000 คน และมีคน 3.5 ล้านรายไร้ที่อยู่อาศัย

27 พฤษภาคม ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) เกิดแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ในเขตยอกยาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย
มีผู้เสียชีวิต 6,000 ราย และอีก 1.5 ล้านคนไร้ที่อยู่อาศัย

17 กรกฎาคม ค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) แผ่นดินไหว 7.7 ริกเตอร์ใต้ท้องทะเลบริเวณเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย
ได้ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่คร่าชีวิตผู้คนไป 596 ราย บาดเจ็บมากกว่า 9,500 คน และประมาณ 74,000 คนไร้ที่อยู่

6 มีนาคม ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) เกิดแผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย
ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนเสียหายพังทลาย และมีผู้เสียชีวิต 70 คน

26 เมษายน ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) แผ่นดินไหว 8.0 ริกเตอร์ บริเวณหมู่เกาะโซโลมอนตะวันตก
ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิผลาญชีวิตผู้คนไปมากกว่า 50 คน และอีกหลายพันรายต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน

3 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) เกิดแผ่นดินไหว 6.1 ริกเตอร์ บริเวณตะวันออกของประเทศคองโก
และตะวันตกของประเทศรวันดา ทวีปแอฟริกา มีผู้เสียชีวิต 45 คน และอีกหลายพันรายต้องไร้ที่อยู่อาศัย

12 พฤษภาคม ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) เกิดแผ่นดินไหว 8.0 ริกเตอร์ ที่มณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน
มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหาย 87,000 ราย

29 ตุลาคม ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) เกิดแผ่นดินไหว 6.4 ริกเตอร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถาน
ผู้คนมากกว่า 300 รายเสียชีวิต และอีกนับหมื่นคนไร้บ้าน

6 เมษายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) เกิดแผ่นดินไหว 5.8 ริกเตอร์ที่เมืองลากวีลา และบริเวณใกล้เคียง
ในประเทศอิตาลี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 300 คน


2 กันยายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) แผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ ที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย
ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินถล่มและมีผู้เสียชีวิต 123 ราย

29 กันยายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) คลื่นยักษ์สึนามิจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 8.0 ริกเตอร์ ได้ซัดทำลายหมู่บ้าน
และรีสอร์ตหลายแห่งบนเกาะซามัว รวมทั้งหมู่เกาะอเมริกัน ซามัว และตอนเหนือของประเทศตองกา
ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 186 คน

30 กันยายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) เกิดแผ่นดินไหว 7.6 ริกเตอร์ ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย
มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,100 ราย

(ข้อมูลจากเว็บไซต์ไทม์ส ออนไลน์)



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



เมืองอาควีลาเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอาคารสร้างตามแบบในยุคเรอเนสซองซ์

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000038906
6 เมษายน 2552 19:10 น.

ยอดตายแผ่นดินไหวในอิตาลีพุ่งเป็น 90-บ้านเรือนนับหมื่นพังยับ

เอเอฟพี – เกิดเหตุแผ่นดินไหวความรุนแรงระดับ 6.3 ริกเตอร์ ที่เมืองลาควิลา
ในแคว้นอาบรุซโซ บริเวณตอนกลางของอิตาลี ในตอนเช้ามืดวันนี้ (6) ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป
อย่างน้อย 90 คน นายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน
และระงับการเดินทางเยือนรัสเซีย เพื่อไปตรวจเยี่ยมพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่
ตั้งแต่ในยุคกลาง และอยู่ห่างจากกรุงโรมไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือราว 100 กิโลเมตร



วาติกัน...ตัวบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา

ปรากฎว่า ประเทศวาติกัน ได้มีการแบ่งเขตการปกครองขึ้น บนผืนแผ่นดินไทย เรียกว่า มิซซัง
ตามกฎหมายของประเทศวาติกัน มิซซัง แปลว่า แคว้น ส่วนตำแหน่งอาร์ค บิชอป คือ ผู้ครองแคว้น
แต่งตั้งโดยประมุขของประเทศวาติกัน
มีการแต่งตั้งอัศวิน มีหน้าที่กำจัดบุคคลที่ขัดขวาง เหล่านี้
มาจาก
สงครามครูเสด และแต่งตั้งในวันจักรีด้วย บนผืนแผ่นดินไทย ตามกฎหมายของประเทศวาติกัน
มีการแตะบ่าด้วย หมายความว่าอย่างไร บนผืนแผ่นดินนี้ องค์พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
ที่แตะบ่าได้
ตามกฎหมายไทย ผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์บนผืนแผ่นดินไทย ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น

ปรากฎว่า ประเทศวาติกันเอาพวกที่เข้าไปเป็นคาทอลิกจะถูกแปลงสัญชาติอัตโนมัติไปเป็นวาติกัน
เสียสัญชาติไทยไปแล้วตามกฏหมาย แต่วาติกันได้อาศัยบุคคลเหล่านี้มาถือครองกรรมสิทธิที่ดิน
บนผืนแผ่นดินไทย ซึ่งผิดกฏหมายแพ่งพานิชย์ว่าด้วยนิติกรรม เป็นการใช้กลอุบายเพื่อเอาที่ดินนั้น
ไปเป็นสมบัติของวาติกัน โดยนำที่ดินนั้นเข้าบัญชีกระทรวงทรัพย์สินเกี่ยวกับศาสนจักรตะวันออก
ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บส่วยอาณานิคมวาติกันในแถบเอเซียโดยเฉพาะ วาติกันได้ตั้งสำนักงานในประเทศไทย
ชื่อ “
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์” รวบรวมทำบัญชีทรัพย์สินของผู้ที่เป็นคาทอลิกในประเทศไทยทั้งหมด
ขึ้นเป็นสมบัติของสันตะปาปา เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ประเทศไทยมีในหลวงพระองค์เดียว
และมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หนึ่งเดียว
หากไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อล้มล้างพระมหากษัตริย์
องค์พระประมุขของไทย จะมีเหตุผลอื่นอ้างหรือไม่ ขอให้พิจารณาจากหลักฐานนี้





http://keytorich.tripod.com/page3.htm
http://keytorich.tripod.com/download/kingword1.pdf
พระราชดำรัสในหลวง
30 ข้อคิดของการดำเนินชีวิต น่าสนใจและยังทันสมัยมากๆ หลายคนสงสารเยาวชน
คนรุ่นใหม่ที่ไปฟังคนดัง
ผู้สังสอนในทางศาสนาและพวกลัทธิเทียมเท็จ
ที่ไร้ยางอาย เอาคำพูดของพระองค์ท่านมาอ้างเป็นคำพูดตัวเอง


หัวข้อ : พระราชดำรัสในหลวง "ข้อคิดในการดำเนินชีวิต"
ข้อความ : > >Subject: พระราชดำรัสในหลวง "ข้อคิดในการดำเนินชีวิต

1. อย่าทำลายความหวังของใครเพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตาม เราไม่ต้องไปคุยทับปล่อย เขาฟุ้งไปตามสบาย
3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่ว ๆเท่านั้น
4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง
5. จะคิดการใดจงคิดการให้ใหญ่ ๆ เข้าไว้ แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
6. หัดทำสิ่งดีให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้
7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น
8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด
9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้
10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ "สอง"แต่อย่าให้ถึง"สาม"
11. อย่าวิจารณ์นายจ้างถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ
12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้วอะไร มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก
13. ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า "ใคร" เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า "อะไร" คือ สิ่งที่ถูก
14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ "คนโหดร้าย" แต่เราต่อสู้กับ "ความโหดร้าย" ในตัวคน
15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ
16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
17. เป็นคนถ่อมตนคนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด
18. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด...สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
19. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
20. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่าย ถ้ามีใครมาถามเราว่า "เป็นยังไงบ้างตอนนี้"
ก็บอกเขาไปเลยว่า "สบายมาก"
21. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอเพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง เท่าๆกับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ ,
ไมเคิลแอนเจลโล , แม่ชีเทเรซา, ลีโอนาร์โด ดา วินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน
หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั่นเอง
22. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวกลับไปดูอดีตเราจะเสียใจ ในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ
มากกว่าเสียใจใน สิ่งที่ทำไปแล้ว
23. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น
24. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น
25. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้ง สิ้น
26. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น
27. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด
28. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ "กว้างขวาง" มากกว่าการมีชีวิตให้ "ยืนยาว"
29. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ
30. คุณกำลังทำอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า?

http://www.ee43.com/board/topic/1180.html

http://board.palungjit.com/f13/36-%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87-6815.html

36 แผนที่ชีวิตของพ่อ( พระบรมราโชวาทจากในหลวง)


1. ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ
http://www.newmana.com/yabb/index.php?action=printpage;topic=1698.0

2. อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจาก ปัญญา และความกล้าหาญ
3. เพื่อนใหม่ คือของขวัญที่ให้กับตัวเอง ส่วนเพื่อนเก่า หรือ มิตร คืออัญมณีที่นับวันจะเพิ่มคุณค่า
4. อ่านหนังสือธรรมะปีละเล่ม
5. ปฏิบัติต่อคนอื่น เช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา
6. พูดคำว่า ขอบคุณให้มากๆ
7. รักษา ความลับ ให้เป็น
8. ประเมินคุณค่าของการให้ อภัย ให้สูง
9. ฟังให้มาก แล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี
10. ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิ และรู้แก่ใจว่า เป็นจริง
11.หากล้มลง จงอย่ากลัวกับการลุกขึ้นใหม่
12. เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก คิดเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
13. อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์
14. ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน
15. อย่าหยิ่งหากจะกล่าวว่า ขอโทษ
16. อย่าอายหากจะบอกใครว่า ไม่รู้
17 ระยะทางนับพันกิดลเมตร แน่นอนมันไม่ราบรื่นตลอดทาง
18. เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้ จึงควรทำสิ่งต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป
19 การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย เป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท
20. คนไม่รักเงิน คือคนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต
21. ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อน คือผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี
22. ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด
23. จงใช้จุดแข็ง อย่าเอาชนะจุดอ่อน
24. เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เราพูด
25. เหรีญเดียวมีสองหน้า ความสำเร็จกับล้มเหลว
26. อย่าตามใจตัวเอง เรื่องยุ่งๆเกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น
27. ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน
28. อย่าดึงต้นกล้าให้โตไวๆ ( อย่าใจร้อน)
29. ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้ง ชีวิตจะมีสุข มีอภัย มีให้
30. ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆไปก็ผิดหมด
31. ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันเวลาแล้วเสร็จ
32. จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด
33. ดาวและเดือนที่อยู่สูง อยากได้ต้องปีน บันไดสูง
34. มนุษย์ทุกคนมีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ
35. หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม
36. ระเบียบวินัย คือคุณสมบัติ ที่สำคัญในการดำเนินชีวิต
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


ของปลอมครับ ข้อความ แปลมาจากบทความจากหนังสือต่างประเทศ
ชื่อ Life's Little Instructions ของ H. Jackson Brown Jr.
ซึ่งเขียนเป็นคำแนะนำเป็นข้อๆ
ให้แก่ลูกชายชื่อ "อดัม" เมื่อคราวจากบ้านไปเริ่มต้นชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

อ้างอิง:

http://www.ee43.com/board/topic/1180.html
http://topicstock.pantip.com/library.../K2875994.html
]http://garun.exteen.com/20051024/entry




http://topicstock.pantip.com/rajdumnern/topicstock/P3829093/P3829093.htmlhttp://www.nangdee.com/title/?movie_id=603

แล้วความจริงก็ปรากฎ คิงเพาเวอร์ รับผิด จัดทำใบรับรองริสต์แบนด์

โพสต์ทูเดย์ — คิงเพาเวอร์ รับผิด จัดทำใบรับรองริสต์แบนด์ เรารักพระเจ้าอยู่หัว บกพร่อง
นักท่องเว็บแฉเป็นข้อเขียนฝรั่ง ไม่ใช่พระราชดำรัส จี้ให้แจ้งสังคม หวั่นอ้างผิดต่อไม่รู้จบ

นักท่องเว็บนับร้อยคนได้เข้าไปโพสต์ ข้อความในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม แสดงความกังขาว่า
ข้อความซึ่งมูลนิธิคิงเพาเวอร์ได้นำมาตีพิมพ์ในใบรับรองสายรัดข้อมือ หรือริสต์แบนด์เฉลิมพระเกียรติ
เรารักพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทางมูลนิธิฯ ได้ผลิตออกมาจำนวน 1 ล้านเส้น เพื่อตอบแทนผู้บริจาครายละ 100 บาท
นำรายได้ 100 ล้านบาทขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย โดยไม่หักค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาส
ที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี พ.ศ.2549 นั้นไม่ใช่พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้ ตั้งกระทู้ซักถามหลายคนได้ระบุว่า ข้อคิดการใช้ชีวิต 19 ประการที่อ้างมา เช่น อย่าทำลายความหวังของใคร
เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
, ใช้เวลาน้อยในการคิดว่า “ใคร” เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากกว่าในการคิดว่า
“อะไร” คือสิ่งที่ถูก ฯลฯ นั้น แท้จริงแล้วเป็นข้อเขียนจากหนังสือเรื่อง Life’s Little ซึ่งเขียนโดย

เอช.แจ็คสัน บราวน์ ซึ่งเคยเป็นหนังสือขายดี ตีพิมพ์มาแล้ว 35 ภาษา รวมทั้งภาษาไทย

บางคนได้ให้ข้อมูลโดย นำตัวอย่างข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาเปรียบกัน
ซึ่งก็พบว่ามีหลายข้อความที่ตรงกัน บางข้อความที่เป็นภาษาไทยก็ตรวจสอบไม่ได้ว่ามีที่มาจากแหล่งใด

ผู้ โพสต์ข้อความจำนวนมากหลายคนได้ระบุว่า ยินดีที่จะสนับสนุนกิจกรรมนี้ต่อไป เพราะมีเจตนาดี
แต่ก็ได้ตำหนิมูลนิธิคิงพาวเวอร์ว่า ก่อนจะดำเนินการเรื่องนี้น่าจะตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อน
พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทางมูลนิธิฯ รับผิดชอบ โดยชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ เพราะทางมูลนิธิฯ
ได้จัดทำคู่มือนี้ออกไปถึง 1 ล้านเล่ม เกรงว่าจะมีการอ้างอิงกันผิดๆ ต่อไปอีก บางคนระบุว่า
ข้อคิด 19 ประการนั้นบริษัทขายตรงบางแห่งได้นำมาเผยแพร่และอ้างกันต่อๆ มาว่าเป็นพระราชดำรัส

ด้านแหล่งข่าวจากมูลนิธิคิงเพาเวอร์ เปิดเผยว่า ได้นำข้อความเหล่านั้นมาจาก “ในหลวงกับ คึกฤทธิ์”
ของนายสละ ลิขิตกุล ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2546 และยอมรับว่า ไม่ได้มีการขอพระบรมราชานุญาต
จัดทำข้อความเหล่านั้นอย่างเป็นทางการ หากแต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในบริษัทได้ดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ได้มีการตรวจทาน ข้อความต่างๆ ในใบแทรกหลายครั้ง แต่ทุกอย่างที่มูลนิธิฯ
ทำขึ้นนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด

ที่มา http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=57504&PHPSESSID=3e1b5a1223e95b9ddf1dd6c8901ec648

จากคุณ : cheese - [ 24 ต.ค. 48 11:46:30 A:58.10.171.66 X: TicketID:067100 ]

http://nonlaw.forumotion.com/forum-f7/topic-t309-20.htm#3825


แก้ไขล่าสุดโดย Unknown เมื่อ Fri Jan 22, 2010 4:45 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Day After Tomorrow : 2012

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Jan 13, 2010 10:15 am

http://www.sonypictures.com/movies/2012/

2012-Movie Teaser Trailer (2009)

http://video.mediathai.net/detail_clip.php?tv=3104

2012 The Movie Trailer