ขบวนการ แมวเหมียว

หน้า 2 จาก 2 Previous  1, 2

Go down

Re: ขบวนการ แมวเหมียว

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Sat Feb 27, 2010 1:53 pm



DON'T HACK ME BABY!!!
avatar
eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการ แมวเหมียว

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Mar 23, 2010 8:49 pm

ก็มันหิวอ่ะ

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการ แมวเหมียว

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Sat Jun 05, 2010 10:34 am

avatar
ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการ แมวเหมียว

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Jun 26, 2010 11:46 am

http://www.thairath.co.th/column/oversea/joke/91807

แมวเดิน 2 พันไมล์ตามหานาย



จำต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐานจากเมืองกูลิสถาน ประเทศอุซเบกิสถาน ไปยังบ้านใหม่
ในดินแดนห่างไกลโพ้นกว่า 2,000 ไมล์ คือเมืองลิสกา ประเทศรัสเซีย...
สมาชิกครอบครัว นางระวีลา ไฮโรวา อายุ 52 ปี รู้สึกกังวลว่าเจ้า คาริม แมวสีสวาดเพศผู้
ที่เลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็กจนเติบโต อาจไม่มีความสุขหากหอบหิ้วมันไปอยู่ต่างด้าวต่างแดนด้วย
เลยเห็นพ้องต้องกันว่าควรยกให้เพื่อนบ้าน ซึ่งรักเอ็นดูคาริมไม่น้อยกว่า คุณยายระวีลา
ได้มอบเฟอร์นิเจอร์และภาชนะ อันน้องเหมียวคาริมโปรดปรานให้เพื่อนบ้านด้วย อาทิ
เก้าอี้ พรมปูพื้น ชามใส่อาหารคาริม ด้วยหวังว่าคาริมจะรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน แต่ผิดคาด
ยิ่งกว่าฟุตบอลโลกพลิกล็อก...สองปีให้หลัง นางระวีลาเห็นเจ้าคาริมนั่งป้อว่ออยู่หน้า
ประตูบ้านในเมืองลิสกา..สภาพทรุดโทรมน่าเวทนาสงสารจับจิตจับใจ ตามเนื้อตามตัว
ขะมุกขะมอม ร่างกายผ่ายผอมโซหนังหุ้มกระดูก บาดแผล และรอยแผลเป็นเต็มตัว "
เพื่อนบ้านส่งข่าวว่าหลังเราย้ายไม่กี่วันคาริมหายไป จนสองปีผันผ่าน คาริมก็บากบั่น
มาถึงที่นี่ เดี๋ยวนี้คาริมสมบูรณ์แข็งแรงดังเดิมแล้ว" คุณยายเล่าพลางร้องไห้ด้วยความดีใจ
นี่แหละข้อพิสูจน์... วิฬาร์อันว่าแมวเหมียวนั้น "เก้าชีวิต" ยอดทรหด?

ดอย ดอกฝิ่น

  • โดย ดอย ดอกฝิ่น
  • 26 มิถุนายน 2553, 05:08 น.


http://www.cat-health.co.uk/news/cat-travels-2000-miles-to-find-owners/

http://www.thesun.co.uk/sol/homepage/news/3026493/Cat-walks-2000-miles-to-owners.html


Incredible ... a cat travelled 2,000 miles across Russia to find family who had moved

By STAFF REPORTER
Published: 23 Jun 2010

A CAT has baffled experts after trekking 2,000 MILES across Russia
to find his family after they moved house.

Caring owner Ravila Hairova, 52, thought her grey moggie Karim would find the change
too upsetting when she moved, so she arranged to let her neighbours take him in.

She even left his favourite chair, cushion and food bowls behind in Gulistan, Uzbekistan.

But incredibly TWO years later she found her bedraggled, starving pet waiting on her doorstep
when she returned to her home in Liska, Russia.

She said: "I knew he had disappeared from my neighbours' home a few days
after we left which was very sad but we never heard another word about him.

"Then I was walking along the road and I saw this cat which seemed to be waiting for me.
When I go closer I saw it was Karim - thin, and in very poor condition but it was him."

Now nine-year-old Karim — who crossed three state borders to reach his owners —
is like the cat who got the cream as he settles into his new home.

Ravila said: "He is very happy now and so are we.
I've no idea how he found us but I'm very glad he did."

Ravila's husband Lev Kondratyev, 46, said: "We called to see how Karim was the day
after we arrived and our neighbours told us that he had run off -
we then called every day for weeks hoping for news and gradually we gave up hope.

"He looks like he used up all of his nine lives to get to us - but it's definitely him.

"There are certain marks on his body including a scar on his tail when it was caught in
the door that show us he is 100 per cent our Karim - and he obviously recognised us as well."

http://web.orange.co.uk/article/quirkies/Cat_follows_owners_2000_miles

Cat follows owners - 2,000 miles



A cat reportedly trekked 2,000 miles to find his owners after they moved house
without him.Ravila Hairova, 52, thought her grey cat Karim would find the change
too upsetting so she asked neighbours to take him in. She even left his favourite chair,
cushion and food bowls behind in Gulistan, Uzbekistan, so he would feel at home.
But two years later she found her bedraggled, starving pet waiting on her doorstep
at her new home in Liska, Russia."I knew he had disappeared from my neighbours' home
a few days after we left which was very sad but we never heard another word about him,"
she said."Then I was walking along the road and I saw this cat which seemed to be
waiting for me. When I go closer I saw it was Karim - thin, and in very poor condition
but it was him. "He is very happy now and so are we. I've no idea how he found us
but I'm very glad he did."Ravila's husband Lev Kondratyev, 46, said: "He looks like
he used up all of his nine lives to get to us - but it's definitely him."
There are certain marks on his body including a scar on his tail when it was caught in
the door that show us he is 100 per cent our Karim - and he obviously recognised us as well."

http://en.wikipedia.org/wiki/Russian_Blue



1 year old Russian Blue (male).


4 months old Russian Blue male

Origin
The Russian Blue is a naturally occurring breed that originated in the port of Arkhangelsk, Russia.[1]
They are also sometimes called Archangel Blues.[2] It is believed that the first Russian Blues
were brought from the Archangel Isles to England and Northern Europe in the 1860s by sailors.
The first recorded showing of the breed was in 1875 at the Crystal Palace in England as
the Archangel Cat. The Russian Blue competed in a class including all other blue cats,
until 1912, when it was given its own class.

The breed was developed mainly in Russia and Scandinavia until after World War II.
During and following World War II, due to a lack of numbers of Russian Blues,
some people started
cross breeding it with the
Siamese.

Although the breed was in America before the war, it was not until after World War II
that American Breeders created what is known as the modern Russian Blue
that is seen in the US today. This was done by combining the bloodlines of both
the Scandinavian and English Russian Blues. The Siamese traits have now been largely bred out.
Although they have been used on a limited basis to create other breeds
(such as the Havana Brown) or add type to a breed in creation (the Nebelung),
Russian Blues themselves are short-haired, blue-grey cats.
During the early 1970s, a solid white Russian Blue (called the Russian White) was
created by the Australian breeder, Mavis Jones, through the crossing of a Russian Blue
with a domestic white cat.[3] By the late 1970s, the Russian White and Russian Black colors
were accepted by cat fanciers in Australia as Russian cats (in different classes).
However, in North America, the Cat Fanciers Association, does not recognize either
variations of the Russian Blue; only The International Cat Association recognizes
the Russian Whites and Russian Blacks and only in the provisional classes.


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sat Jun 26, 2010 12:56 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการ แมวเหมียว

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Jun 26, 2010 12:11 pm

[youtube][/youtube]

ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ

ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณแมวทุกตัวดูแลอย่างดีจาก ลุงปรีชา ผู้ที่มีความเชียวชาญ
ด้านแมวไทยโบราณ ชั้นนำของเมืองไทยไว้ใจและเชื่อถือได้ สนใจข้อมูลเพิ่มเติม
โทรสอบถามได้ที่ 084 - 003-4194, 034-733-284 ดูแผนที่ [อ่านความเป็นมาเว็บนี่]

แมวสีสวาด (แมวโคราช)

แมวโคราช หรือ แมวสีสวาด ที่คนไทยเรียกว่า แมวมาเสศ หรือ แมวดอกเลา ที่เรียกว่า
แมวโคราชเพราะเรียก เรียกตามถิ่นกำเนิด คือพบที่อำเภอ พิมาย จังหวัด นครราชสีมา
แมวโคราช หรือ แมวสีสวาด เป็นแมวขนาดกลางขนสั้น สีเหมือนกับลูกสวาด เรียกว่า
Silver Blue ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้ามีสีอื่นปนจะไม่ถือว่าเป็นแมวพันธุ์แท้ ศีรษะเมื่อมอง
จากด้านหน้าจะเป็น รูปหัวใจ หน้าผากใหญ่ และแบน คางและกรามแจ็งแรง หูใหญ่ตั้งเด่น
นัยน์ตาใหญ่สีเขียวสดใสเป็น สีเหลืองอำพัน เมื่อโตเต็มที่ ในสมัยโบราณ มีความเชื่อว่า
แมวโคราช หรือ แมวสีสวาด เป็นแมวที่นำโชค หรือเป็นแมวแห่งโชคลาภ จะนำมา
ซึ่งความสุขสวัสดิ์ เป็นมงคลแก่ผู้เลี้ยง สีขนคล้ายสีเมฆ สีตาเป็นสีเขียวดังสีเขียว
ของต้นข้าวในท้องนา ดังนั้นจึงถูกนำไปใช้ใน พิธีแห่นางแมว ขอฝนในสมัยโบราณ

บทความ

แมวไทยแสนรัก

ตามหลักฐานที่ปรากฏในสมุดข่อยโบราณได้กล่าวถึงแมวไทยว่ามีทั้งหมด 23 ชนิด
เป็นแมวให้โทษ 6 ชนิด คือ
ทุพพลเพศ พรรณพยัคฆหรือลายเสือ ปิศาจ หินโทษ กอบเพลิง เหน็บเสนียด

และแมวให้คุณ ซึ่งเรียกว่าแมวมงคล 17 ชนิดคือ
นิลจักร แซมเสวต รัตนกำพล มุสิลา กรอบแว่น ปัดเสวต การเวก จตุบท โสหเสพย
กระจอก โกญจา เก้าแต้ม นิลรัตน์ วิเชียรมาศ สีสวาด ศุภลักษณ์ วิลาศ

แต่บางคนเข้าใจว่าแมวไทยมีเพียงวิเชียรมาศ หรือที่ชาวต่างชาติเรียกว่า Siamese Cat
ในปัจจุบันนี้ แมวให้คุณ ซึ่งเป็นแมวไทยโบราณแท้ๆ นั้น ได้สูญพันธุ์ไปแล้วถึง 13 ชนิด
เหลือให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมเพียง 4 ชนิดเท่านั้น คือ
วิเชียรมาศ สีสวาด ศุภลักษณ์ และโกญจา
ส่วนแมวขาวมณีเป็นแมวไทยอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในสมุดข่อยโบราณ





















hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการ แมวเหมียว

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Jun 26, 2010 9:19 pm

http://thaicatcenter.org/

“บ้านแมวไทย” อัมพวา อนุรักษ์แมวไทย เพื่อคนไทย

แมวไทย เป็นแมวที่มีการยอมรับกันทั่วโลกว่า เป็นแมวขนสั้นที่สวยสง่าที่สุดของโลก
และถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดไม่แพ้สุนัข อุปนิสัย แมวไทยมีความฉลาด
มีความเป็นตัวของตัวเอง รู้จักคิด รู้จักประจบ รักบ้าน รักเจ้าของ และเหนืออื่นใด คือ
รักความอิสระของตัวเองเป็นชีวิตจิตใจ อิสระที่ จะกิน จะดื่ม หรือจะไปไหนตามที่ใจชอบ
ซึ่งถือว่าเป็นบุคลิกประจำตัวที่ทำให้แตกต่างจากแมวพันธุ์อื่นและอีกหลายเหตุผลที่บอกได้
ไม่หมดว่าแมวน่ารักอย่างไร
นอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยงของคนแล้ว แมวไทย ยังมีหน้าที่พิเศษคือ
การเป็นทูตวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเห็นว่า แมวไทยเป็นสัญลักษณ์ของชาติที่จะทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้รู้จักประเทศไทย
พระองค์จึงทรงพระราชทานแมวไทยให้กับผู้แทนจากหลายๆ ประเทศ เช่น ทรงมอบแมววิเชียรมาศ
คู่หนึ่งให้แก่กงสุลอังกฤษประจำประเทศไทย ซึ่งต่อมาแมวคู่นี้ก็ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวด
แมวทั่วโลก จนทำให้ แมววิเชียรมาศ หรือที่ชาวต่างชาติรู้จักกันในชื่อ Siamese Cat นั้นโด่งดัง
ไปทั่วโลกในเรื่องของความฉลาดและความสวยสง่าและไม่เพียงแต่แมววิเชียรมาศเท่านั้นที่ฉลาด
และน่ารักน่าเอ็นดู แต่ยังมีแมวไทยอีกหลายสายพันธุ์ด้วยกันที่มีความน่ารักไม่แพ้กัน

ซึ่งแมวพันธุ์ไทยเหล่านี้ ถูกเลี้ยงรวบรวมไว้ที่ “ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน แมวไทยโบราณ”
หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านแมวไทย” ในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

แมวไทยหลากหลายชนิดที่ค่อนข้างหาดูได้ยากในปัจจุบัน ที่ ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน
แมวไทยโบราณ
ที่นี่เป็นสถานที่อนุรักษ์พันธุ์แมวไทยโบราณ ตั้งอยู่เลขที่ 2/1 หมู่ 7 ตำบลแควอ้อม
บ้านแมวไทยโบราณเกิดจากการรวมตัวของเพื่อนที่นิยมเลี้ยงแมวไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน
การอนุรักษ์แมวไทยให้อยู่คู่กับประเทศไทยเป็น สมบัติของชาติตลอดไปและเพื่อเผยแพร่ความรู้
เรื่องคุณสมบัติและลักษณะที่ถูกต้องของแมว สนับสนุนด้านการค้นคว้าวิจัย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
รวมทั้งเพิ่มพูนความรู้ระหว่างสมาชิก แลกเปลี่ยนเรื่องและประสบการณ์การวิจัย การผสมพันธุ์กับ
องค์กรการเลี้ยงแมวที่เกี่ยวข้อง
คุณลุง ปรีชา พุคคะบุตร เจ้าของบ้านแมวไทยและเจ้าของ
แมวเหมียวสัญชาติไทยกว่า 70 ตัวภายในบ้าน เล่าเท้าความถึงความผูกพันของตัวเองกับแมวไทย
ที่เริ่มมีขึ้นตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กว่า หน้าที่ของคุณลุงเมื่อสมัยเด็กๆ นั้นก็คือช่วยคุณแม่เลี้ยงแมว
ซึ่งแมวที่คุณแม่ของคุณลุงเลี้ยงเอาไว้ก็คือแมวไทยพันธุ์วิเชียรมาศ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณลุง
รู้จักและรักแมวไทยมาตั้งแต่ตอนนั้น จนเมื่อเติบโตขึ้น แมวไทยก็ยังคงเป็นสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน
ของคุณลุงอยู่เช่นเคย แต่เริ่มมีแมวไทยพันธุ์อื่นๆ นอกจากวิเชียรมาศเข้ามาเลี้ยงเพิ่มเติมในส่วนของ
การก่อตั้งบ้านแมวไทยนั้น คุณลุงเล่าให้ฟังว่า จากที่เลี้ยงแมวไว้ดูที่บ้านคนเดียว ก็มาเปิดเป็น
บ้านแมวไทยให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมเมื่อปี พ.ศ.2544 เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม
ในตอนนั้นมีนโยบายจะเปิดจังหวัดสมุทรสงครามให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แล้วก็ได้ออกหาสถานที่
ท่องเที่ยวต่างๆ ได้ 6 จุด รวมบ้านแมวไทยด้วย ผู้ว่าฯ เลยขอร้องให้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด
หลังจากเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ก็ได้มีการพัฒนาบ้านแมวไทยขึ้น เช่นทำหลังคาเป็นที่หลบแดด
หลบฝนให้นักท่องเที่ยว เพราะบางวันก็มีแขกเข้ามาชมเยอะถึง 200-300 คนนอกจากนั้นก็ยังมีนักเรียน
นักศึกษาเข้ามาหาความรู้กันค่อนข้างมาก ลุงปรีชาจึงคิดแบ่งพื้นที่จัดทำเป็นนิทรรศการให้ความรู้
ในเรื่องของแมวไทย ชนิดต่างๆ และยังได้นำเอาภาพแมวไทยโบราณให้คุณให้โทษทั้ง 23 สายพันธุ์
ที่ได้มาจากสมุดข่อยโบราณมาจัดแสดงให้ดูอีกด้วย คุณลุงปรีชาบอกกับเราว่าแมวพวกนี้เกิดในป่า
มาเป็นล้านๆ ปีแล้วก่อนที่คนเราจะเอามาเลี้ยง ส่วนแมวไทยโบราณที่มีบันทึกไว้ในสมุดข่อยก็เกิดขึ้นมา
ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ผมจึงเกิดความคิดที่จะอนุรักษ์แมวไทยสายพันธุ์แท้ไว้ให้ลูกหลานได้ดูกัน จะได้รู้จัก
ว่ารูปร่างหน้าตาของมันเป็นอย่างไร ซึ่งในตอนนี้ก็มีแมวไทยโบราณในสมุดข่อยที่ยังคงหลงเหลือถึง
ปัจจุบันอยู่ 4 สายพันธุ์ด้วยกัน คือ วิเชียรมาศ ศุภลักษณ์ สีสวาด โกญจา ส่วน ขาวมณี นั้น
ไม่นับเป็นแมวไทยโบราณในสมุดข่อย แต่ก็เป็นแมวไทยที่เกิดขึ้นมาในช่วงต้นรัตนโกสินทร์”
ลุงปรีชา กล่าว ภายในบ้านแมวไทยตอนนี้มีแมวพันธุ์ไทยทั้งวิเชียรมาศ สีสวาด ศุภลักษณ์ โกญจา
และขาวมณี และแมวไทยพันธุ์ผสมอื่นๆ รวมแล้วประมาณ 70 ตัวด้วยกันโดยคุณลุงบอกว่า
เหตุที่ต้องเลี้ยงไว้เป็นจำนวนมากก็เพื่อป้องกันปัญหา “เลือดชิด” หรือการผสมพันธุ์กันเอง
ระหว่างเครือญาติ ซึ่งจะทำให้ลูกที่ออกมาอ่อนแอ มีลักษณะด้อยมากกว่าลักษณะเด่น

แมวไทยทั่วโลกเขายอมรับว่าเป็นแมวที่ฉลาดแล้วก็สวยสง่าที่สุดของโลก ถ้าหากผสมพันธุ์แบบ
เลือดชิด ความฉลาดและสวยสง่าก็จะหมดไป” คุณลุงบอก เมื่อถามว่า ตอนนี้คุณลุงรักหรือว่าสนใจ
แมวไทยพันธุ์ไหนเป็นพิเศษหรือไม่ ลุงปรีชาตอบว่า ในตอนนี้กำลังสนใจแมวไทยพันธุ์ ศุภลักษณ์
หรือที่เรียกกันว่า “แมวทองแดง” เป็นพิเศษ ผมกำลังพยายามจะปรับปรุงสายพันธุ์ศุภลักษณ์
เพราะตอนนี้เป็นแมวไทยที่หายากจริงๆ เวลาที่ไปตัดสินการประกวดแมวไทยก็จะไม่ค่อยเจอ
แมวศุภลักษณ์เลย ตอนนี้ก็เลยรวมกลุ่มกับหลายๆ คนมาช่วยพัฒนาสายพันธุ์นี้ เพราะไม่อย่างนั้น
จะไม่เหลือไว้ให้คนไทยเห็นอีกแล้ว โดยในตอนนี้ที่บ้านแมวไทยก็มีแมวศุภลักษณ์ตัวเมียอยู่ 3 ตัว
ตัวผู้อยู่ 3 ตัว ที่จะพัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นพันธุ์แท้ต่อไป ซึ่งก็ต้องใช้เวลา 6-12 ปี ด้วยกัน

แม้บ้านแมวไทยจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวมาถึง 6 ปี แล้ว แต่ก็ไม่มีการเก็บค่าเข้าชมแต่อย่างใด
ทั้งที่ค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับแมวเหล่านี้รวมแล้วตกเดือนละ 20,000 บาท ซึ่งคุณลุงก็บอกเหตุผลว่า
ที่ไม่ได้เก็บค่าเข้าชมเพราะคิดว่าไม่ได้ทำธุรกิจ สิ่งที่ทำก็เพื่อการเผยแพร่เพื่ออนุรักษ์มรดกของชาติ
ถ้าไปเก็บเงินมันก็จะกลายเป็นการทำธุรกิจไป แต่ในตอนหลังมีคนที่อยากจะมาช่วยกันอนุรักษ์
แมวไทยเหล่านี้ ก็เลยมีคนทำตู้บริจาคให้คนที่มาชมหยอดเงิน ถึงคราวก็เปิดตู้เอาเงินมาซื้ออาหารให้แมว
คุณลุงปรีชาบอกว่า ค่าใช้จ่ายก็ถือว่าพอบ้างไม่พอบ้าง แต่ก็มีรายได้เพิ่มเติมอีกทางหนึ่งก็คือ
หากมีคนสนใจอยากจะได้แมวไทยไปเลี้ยงที่บ้าน คุณลุงก็จะขอเป็นค่าอาหารแมวตัวละ 6,000 บาท
สำหรับแมวเกรดเอ และราคาลดหลั่นกันไปสำหรับแมวเกรดรองลงมาบางคนมาซื้อแล้วให้เงินมา
หมื่นหนึ่งก็มี เพราะเขาบอกว่าหกพันบาทถูกไป คุณลุงปรีชากล่าวคุณลุงพูดย้ำถึง เสน่ห์ของแมวพันธุ์ไทย
ให้ฟังอีกครั้งว่า เป็นแมวที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็น แมวที่ฉลาดและสวยสง่าที่สุดของโลกแต่ก็ยังมีคนไทย
อีกหลายคนที่นิยมเลี้ยงแมวต่างประเทศ โดยมองข้ามความสำคัญของแมวไทยไปบางคนก็จะคิดว่า
แมวไทยก็หน้าตาเหมือนแมวตามวัดทั่วไป เลยหันไปเลี้ยงแมวสายพันธุ์ของต่างประเทศ

แต่สำหรับผมคิดว่าแมวไทยของเราสวยกว่าแมวของต่างประเทศ ก็เลยอยากจะพัฒนาแมวไทยของเรา
ให้คงลักษณะของสายพันธุ์เดิมอยู่ เพื่อเป็นการอนุรักษ์แมวไทยสายพันธุ์แท้ไว้ให้ลูกหลานได้ดูกัน”
คุณลุงปรีชา กล่าวปิดท้าย หากว่าเพื่อนๆคนไหนสนใจที่จะมาเที่ยวเยี่ยมชมหรือว่าต้องการมาศึกษา
หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องแมวสัตว์เลี้ยงคู่บ้านคู่เมือง ที่แสนจะน่ารักน่าเอ็นดู ก็สามารถมาเยี่ยมชมได้ ที่
ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน แมวไทยโบราณ”
ตั้งอยู่ที่ 2/1 หมู่ 7 ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา
จังหวัดสมุทรสงคราม 75110 เปิดให้เข้าชม ทุกวัน ในเวลา 08.00-18.00 น. โดย ไม่เสียค่าเข้าชม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-3473-3284, 0-3475-2628, 08-4003-4194 (กำนันปรีชา พุคคะบุตร)

หมูหิน.คอมรับรองว่ามาที่นี่นอกจากจะเห็นแมวไทยหลากหลายสายพันธ์ที่หาดูได้ยากแล้วยังจะได้
ความรู้เกี่ยวกับ แมวไทย ที่สามารถนำไปใช้ในการเลี้ยงแมวอีกด้วย และถือว่าเป็นการสนับสนุนให้ม
ีการอนุรักษ์แมวไทยไม่ให้สูญพันธ์ ให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองเราไปตลอดกาล งานนี้คนรักแมวพลาดไม่ได้
แล้วที่จะหาโอกาสมาเที่ยวให้ได้นะครับ ออ..ลืมบอกไปว่าที่นี่เขายังมีผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกที่เกี่ยวกับแมว
เช่น ตุ๊กตาแมว เสื้อบ้านแมวไทย และอื่นๆอีกมากมาย สามารถซื้อติดไม้ติดมือเป็นของที่ระลึกได้ นะครับ

การเดินทาง
รถยนต์
- ใช้เส้นทางถนนพระราม2 ( ธนบุรี-ปากท่อ) ประมาณกิโลเมตรที่ 63 แยกเข้าเมืองสมุทรสงครามวิ่งมาตาม
ทางถนนสมุทรสงคราม-บางแพถึงศูนย์ตำรวจ จราจรอัมพวาให้เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์
และตรงไปถึงสามแยกแล้วเลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3062 ข้ามคลองประชาชื่น ผ่านวัดภุมรินทร์
วิ่งตามทางมาเรื่อย จะมาเจอสามแยกอีกครั้งหนึ่ง ก็เลี้ยวขวาเหมือนเดิม จะเห็นวัดบางแคใหญ่
และติดกันก็จะเจอป้าย “แมวไทยโบราณ มรดกโลก”

รถโดยสาร

สามารถเดินทางโดยรถสองแถว มีรถออกตลอดทั้งวันรถสาย แม่กลอง – วัดปราโมทย์
รถจอดบริเวณฝั่งตรงข้ามธนาคารนครหลวงไทยสาขาสมุทรสงคราม

แนะนำบทความโดย : เอ & บี

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=auau-py&date=18-08-2009&group=3&gblog=33



http://www.tripandtrek.com/webboard1/show.php?Category=&No=163



ค่ายบางกุ้ง ตั้งอยู่ที่ตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตก
เป็นที่ตั้งกองทัพเรือในครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สมัยพระเจ้าเอกทัศน์ โดยสร้างค่ายล้อมวัดบางกุ้งไว้
ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของบรรดาทหารหาญ ครั้นเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ในปี พ.ศ. 2310 ค่ายนี้
ถูกทิ้งร้าง จนเมื่อพระเจ้าตากสินกอบกู้อิสระภาพได้แล้ว ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี จึงโปรดให้ชาวจีน
รวบรวมกองกำลังตั้งเป็นทหารรักษาค่าย จึงได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าค่ายจีนบางกุ้ง



จากค่ายบางกุ้ง ก็มุ่งสู่บ้านแมวไทยค่ะ"ศูนย์อนุรักษ์ แมวไทยโบราณ" ของ กำนันปรีชา พุคคะบุตร
ที่ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จากเส้นทางหลวงสายธนบุรี-ปากท่อ



กำนันปรีชา คุณลุงวัย 67 ปีผู้เป็นเจ้าของบ้านแมวไทยแห่งนี้ และยังเป็นประธานชมรมอนุรักษ์แมวไทย
มารอต้อนรับพวกเราด้วยอัธยาศัยไมตรี... คุณแม่คุณลุงเองชอบเลี้ยงแมววิเชียรมาศไว้ในบ้าน
ซึ่งคนโบราณเชื่อว่า เป็นแมวมงคลจะนำโชคลาภมาให้เจ้าของ



ต้นกำเนิดของแมวไทยเรานั้น คุณลุงปรีชา อธิบายให้ฟังว่า มีทั้งหมด 23 สายพันธุ์ เป็นแมวร้าย
ให้โทษ 6 ชนิด ซึ่งคนโบราณเขียนไว้ในสมุดข่อยว่า ถ้าใครได้แมวใน6 ลักษณะนี้มาเลี้ยง ได้แก่
แมวทุพลเพศ แมวพรรณพยัฆ แมวปีศาจ แมวหิณโทษ แมวกอบเพลิง และ แมวเหน็บเสนียด
ห้ามเลี้ยงไว้ ให้นำไปปล่อยป่า เพราะจะเกิดสิ่งไม่ดีขึ้นภายในบ้าน ความเชื่อนี้ทำให้แมวทั้ง 6 ชนิด
ดังกล่าวสูญหายพันธุ์ไปในที่สุด จึงเหลือเพียง 17 ชนิดที่มีการบันทึกไว้ว่า เป็นแมวให้คุณ เรียกว่า
แมวมงคล ซึ่งมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ แมวนิลรัตน์ วิลาศ ศุภลักษณ์ เก้าแต้ม
สีสวาด แซมเสวต รัตนกำพล วิเชียรมาศ นิลจักร มุสิลา กรอบแว่น ปัคเสวต กระจอก สิงหเสพย
การะเวก จตุบท โกญจา และ แมวขาวมณี ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นรัตนโกสินทร์
และในปัจจุบันนี้ มีเหลืออยู่เพียง 5 สายพันธุ์ ก็คือ วิเชียรมาศ สีสวาด หรือ โคราชแคท ศุภลักษณ์
โกญจา และ ขาวมณี"

http://thai-cats.blogspot.com/2010/03/blog-post.html

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6-6/no18-25/prettycat/sec01p04.html


เหมียวพันธุ์ไทย

แมวไทยเป็นแมวพันธุ์แท้ที่สืบเชื้อสายมาจากแมวโบราณซึ่งได้รับการยกย่องว่า
เป็นแมวพันธุ์ขนสั้นที่สวยสง่าที่สุดในโลก
และแมวไทยยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก
น่าเอ็นดู มีเสน่ท์
เป็นที่นิยมกันทั่วโลกอีกด้วย แต่คนไทยน้อยคนนักที่จะรู้ว่า
แมวพันธุ์ไทยแท้มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
คนไทยส่วนใหญ่ต่างเข้าใจว่า
แมวไทยที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไปนั้นคือ
แมวไทยพันธุ์แท้ทุกตัว
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เป็นแมวลูกผสมเกือบทั้งสิ้น


ยังมีประเด็นอีกหลายๆ ประเด็นที่ได้ถูกคัดสรรมาให้ผู้รักแมวเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ
โดยทั่วไปของแมว
ปัญหาทางพฤติกรรมและการติดเชื้อ โภชนศาสตร์และภูมิคุ้มกัน
เนื้องอกและโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับแมว

พันธุ์แมวไทย

o วิเชียรมาศ

o ขาวมณ

o โคราช

o โกญจา

o ศุภลักษณ์



http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6-6/no18-25/prettycat/sec01p07.html

แมวพันธุ์วิเชียรมาศ หรือแมวสยาม



ลักษณะประจำพันธ

แมววิเชียรมาศเป็นแมวที่ชาวต่างประเทศที่รู้จักกันในนามแมวสยาม (Siamese)
โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษตั้งแต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และเป็นที่รู้จักกัน
ในแถบสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่
20 ลักษณะที่จำเพาะของแมววิเชียรมาศ คือ
สีน้ำตาล
เป็นแมวที่มีแต้มสีน้ำตาลเข้มอยู่ 9 จุดบนตัวได้แก่ที่ปลายเท้าทั้งสี่ ปลายหูทั้งสอง
ปลายหาง บนจมูก และที่อวัยวะเพศ เมื่อตอนยังเล็กจุดจะไม่ใหญ่มาก ลำตัวเป็นสีครีม
แต่จุดจะขยายใหญ่ขึ้นตามอายุจนมีสีน้ำตาลเกือบทั้งหมด พันธุ์แท้จะต้องมีนัยน์ตาสีฟ้าใส


ลักษณะสีขน:



ขนสั้นแน่นสีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อน มีแต้มสีครั่ง หรือสีน้ำตาลไหม้ที่บริเวณใบหน้า หูทั้งสองข้าง
เท้าทั้งสี่ หางและที่อวัยวะเพศ
(ทั้งแมวเพศผู้และแมวเพศเมีย) รวม 9 แห่ง ขณะที่อายุยังน้อย
หรือเป็นลูกแมว สีขนจะออกสีครีมอ่อนๆ หรือขาวนวล พอโตขึ้นสีจะค่อยๆ เข้มขึ้นตามลำดับ
จนเป็นสีน้ำตาล
(สีลูกกวาด)


ลักษณะของส่วนหัว



รูปหัวไม่กลม หรือแหลมเกินไป หน้าผากใหญ่และแบน จมูกสั้น หูใหญ่ ตั้งสูงเด่นบนส่วนหัว

ลักษณะของนัยน์ตา

นัยน์ตาสีฟ้า

ลักษณะของหาง



หางยาว ปลายแหลมชี้ตรง โคนหางใหญ่และค่อยๆ เล็กเรียวกลมไปจนสุดปลายหาง
ขายาวเรียวได้สัดส่วนกับลำตัว


ลักษณะที่เป็นข้อด้อยของพันธุ์

ขนยาวเกินไป มีแต้มสีไม่ครบทั้ง 9 แห่ง แต้มสีอื่นที่ไม่ใช่สีน้ำตาลไหม้ นัยน์ตาสองข้าง
เป็นคนละสี หรือเป็นสีอื่นๆ ตาเอียง จมูกหัก หูไม่ตั้ง หางสั้นเกินไป (เมื่อยืนขาหลัง
ให้ขนานกับหาง ความยาวของหางสั้นกว่าขาเกิน
3 นิ้ว) ของขอด หางหงิกงอ หางสดุด
ปลายหางคด ดุเกินไป เลี้ยงลูกไม่ดี



แมวสีสวาด (Silver blue) หรือแมวโคราช (Korat cat)



ลักษณะประจำพันธุ์ของแมวสีสวาด

ประวัต

แมวพันธุ์นี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ คือ แมวโคราช แมวมาเลศ หรือแมวดอกเลา แมวโคราชเป็นแมว
ที่พบที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา หรือเรารู้จักกันในนามว่าโคราช มีหลักฐานบันทึก
เกี่ยวกับแมวโคราชในสมุดข่อย (
Smud Khoi of Cats) ที่เขียนขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1350-1767
หรือประมาณ พ.ศ. 1893-2310 ในบันทึกได้กล่าวถึงแมวที่ให้โชคลาภที่ดี 17 ตัวของประเทศไทย
รวมถึงแมวโคราชด้วย ปัจจุบันสมุดข่อยนี้ถูกเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร

ชื่อแมวโคราช เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่
5 โดยใช้แหล่งกำเนิด
ของแมวเป็นชื่อเรียกพันธุ์แมว มีเรื่องเล่ามากมายหรือเป็นตำนานเล่าขานเกี่ยวกับแมวโคราช
รวมถึงตำนานพื้นบ้านที่กล่าวถึงการที่แมวโคราชมีหางหงิกงอ (
kinks)
มากเท่าไหร่จะมีโชคลาภมากเท่านั้น (แม้ว่าลักษณะหางหงิกงอ
ไม่ใช่มาตรฐานพันธุ์ตามหลักของ
CFA
ก็ตาม)

แต่คนไทยจะเรียกแมวโคราชอีกชื่อว่า แมวสีสวาด (
Si-Sawat cat (see-sa-what)),
แต่คนไทยบางกลุ่มจะเรียกแมวโคราชว่า แมวเพศผู้มีสีเหมือนดอกเลา (Dok Lao) จึงเรียก
แมวสีดอกเลา โดยจะต้องมีขนเรียบ ที่โคนขนจะมีสีขุ่นๆ เทา ในขณะที่ส่วนปลายมีสีเงิน
เป็นประกายคล้ายหยดน้ำค้างบนใบบัว (
dewdrops on the lotus leaf) หรือเหมือนคนผมหงอก

แมวโคราชได้ถูกนำไปเลี้ยงในสหรัฐอเมริการโดย Cedar Glen Cattery ในรัฐโอเรกอน
โดยได้รับมาจากพี่น้องชื่อ นารา (
Nara) และ ดารา (Darra) ในวันที่ 12 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1959
(
พ.ศ.2502) ประมาณเดือนมีนาคม ปี พ.ศ.2509 นักผสมพันธุ์แมวโคราชและแมวไทย (วิเชียรมาศ)
ชาวรัฐแมรีแลนด์ ได้นำแมวโคราชประกวดในงานประจำปีและ ได้รับรางวัลชนะเลิศและเป็นที่รู้จัก


ลักษณะสีขน:



ขนสั้น สีสวาด (silver blue) ทั่วทั้งตัวและเป็นสีสวาดตั้งแต่เกิดจนตาย

ลักษณะของส่วนหัว



หัวเมื่อดูจากด้านหน้าจะเป็นรูปหัวใจ หน้าผากใหญ่และแบน หูตั้ง ในแมวตัวผู้หน้าผาก
มีรอยหยักทำให้เป็นรูปหัวใจเด่นชัดมากขึ้น หูใหญ่ตั้ง ปลายหูมน โคนหูใหญ่
ผิวหนังที่บริเวณจมูกและริมฝีปากสีเงิน หรือม่วงอ่อน


ลักษณะของนัยน์ตา




นัยน์ตาสีเขียวสดใสเป็นประกาย หรือสีเหลืองอำพัน ขณะยังเป็นลูกแมวตาจะเป็นสีฟ้า
เมื่อโตขึ้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด และเมื่อเติบโตเต็มที่ตาจะเปลี่ยนเป็น
สีเขียวใบไม้หรือสีเหลืองอำพัน


ลักษณะของหาง



หางยาว ปลายแหลมชี้ตรง โคนหางใหญ่และค่อยๆ เล็กเรียวกลมไปจนสุดปลายหาง
ขายาวเรียวได้สัดส่วนกับลำตัว


ลักษณะที่เป็นข้อด้อยของพันธุ์

ขนยาวเกินไป มีสีอืนปน นัยน์ตาสองข้างเป็นคนละสี หรือเป็นสีอื่น ตาเอียง จมูกหัก หูไม่ตั้ง
หางสั้นมากเกินไป (เมื่อยืดขาหลังให้ขนานกับหาง ความยาวของหางสั้นกว่าขาเกิน
3 นิ้ว)
หางขอด หางหงิกงอ หางสะดุด ปลายหางคด ดุเกินไป เลี้ยงลูกไม่ดี


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Wed Jun 30, 2010 11:47 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ขบวนการ แมวเหมียว

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Jun 26, 2010 9:45 pm

http://www.sport-za.com/forum-6059-0-0.html



ขึ้นแท่น...สัตว์ประจำชาติ!

วิฬาร์เลศพื้น พรรณราย

ขนดังดอกเลาลาย เรียบร้อย

โคนขนเมฆมอปลาย ปลอมเศวต

ตาดั่งน้ำค้างย้อย หยาดต้องบุษบง

กลอนบทนี้ปรากฏอยู่ในตำราสมุดข่อยที่บรรยายลักษณะอันงดงามของแมวสีสวาดไทย
ซึ่งมีการบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยาหรือเมื่อประมาณ 300-400 ปีมาแล้ว จึงถือเป็น
ลายลักษณ์อักษร ที่เป็นหลักฐานว่า “แมวสีสวาด” เป็นสมบัติอันล้ำค่าของไทยมา
ตั้งแต่สมัยโบราณ และ กำลังจะมี การจดลิขสิทธิ์เป็นสัตว์ประจำชาติไทย
ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 ที่จะถึงนี้

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับว่าที่สัตว์ประจำชาติไทย ตัวใหม่นี้กันก่อน โดย ชูชัย วิเศษจินดาวัฒน์
ประธานชมรมอนุรักษ์แมวโคราชเมืองพิมาย ให้ความรู้ว่า แมวสีสวาด (Silver blue)
เป็นแมวขนาดกลาง มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ แมวโคราช แมวดอกเลา ซึ่งเป็นแมวพื้นเมือง
ที่พบในอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บางครั้งเราจึงเรียกกันว่า แมวโคราช โดยบันทึก
ในสมุดข่อยที่เขียนขึ้นในระหว่าง ปี พ.ศ. 1893-2310 ปรากฏว่า แมวที่ให้ โชคลาภดี 17 ตัว
ของประเทศไทย จะรวมถึงแมวสีสวาดหรือ แมวโคราชนี้ด้วยและปัจจุบันสมุดข่อยนี้ถูกเก็บไว้
ที่หอสมุดแห่งชาติ

ชื่อ แมวโคราช เป็นชื่อ ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 5 โดยใช้แหล่งกำเนิด
ของแมว เป็นชื่อเรียกพันธุ์แมว มีเรื่องเล่ามากมายหรือเป็นตำนานเล่าขานเกี่ยวกับแมวโคราช
รวมถึงตำนานพื้นบ้านที่กล่าวถึงการที่แมวโคราชมีหางหงิกงอมากเท่าไหร่จะมีโชคลาภมากเท่านั้น
แต่คนไทยมักจะเรียก แมวโคราชอีกชื่อว่า แมวสีสวาด เพราะสีสวาด แปลว่า สีเทา
ซึ่งขนแมวสีสวาดในไทยมี 3 โทนสี ได้แก่ เทาเงิน เทาเงินออกดำ และเทาเงินออกแดง

ขณะที่คนไทยบางกลุ่มมักจะเรียก แมวสีสวาดหรือแมวโคราชว่า “แมวสีดอกเลา” เนื่องจาก
แมวเพศผู้ จะมีสีขนเหมือนดอกเลา และจะต้องมีขนเรียบ ที่โคนขนจะมีสีขุ่น ๆ เทา ส่วนปลาย
มีสีเงินอ่อน ๆ เป็นประกายคล้ายหยดน้ำค้างบนใบบัว ตามคำกลอนข้างต้นที่ปรากฏอยู่ในสมุดข่อย
ถือเป็นโชคดีของเรา ที่เมื่อสมัยอยุธยามีคนเขียนบรรยายเป็นกลอนเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่านและ
ทราบถึงลักษณะพันธุ์ที่แท้จริงของแมวสีสวาด

โดยลักษณะของแมวสี สวาดพันธุ์แท้ต้องมีขนสั้น สีสวาดสีเดียวตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้ามีสีอื่นปน
จะไม่ถือว่าเป็นแมวพันธุ์แท้ และจากการสำรวจพบว่าแมวสีสวาดจังหวัดอื่น ๆ จะไม่มีสีดอกเลา
นอกจากแมวโคราชเท่านั้นที่มี ส่วนศีรษะเมื่อมองจากด้านหน้าจะเป็นเหมือนรูปหัวใจ หน้าผากใหญ่
และแบน คางและกรามแข็งแรง โดยเฉพาะแมวตัวผู้หน้าผากจะมีรอยหยักเป็นรูปหัวใจเด่นชัดมาก
ผิวหนังที่บริเวณจมูกและริมฝีปากเป็นสีเงิน หรือม่วงอ่อน โคนหูใหญ่ตั้งเด่นและปลายมน นัยน์ตา
กลมใหญ่สีเขียวสดใส แต่เป็นสีเหลืองอำพันเมื่อตัวโตเต็มที่ หางยาว ปลายแหลมชี้ตรง โคนหางใหญ่
และ ค่อย ๆ เล็กเรียวกลมไปจนสุดปลายหาง ขายาวเรียว ได้สัดส่วนกับลำตัวที่ยาวเป็นสง่า

ลักษณะที่เป็นข้อด้อย คือ ขนยาวเกินไปและมีสีอื่นปน นัยน์ตาสองข้างเป็นคนละสีหรือเป็นสีอื่น
ตาเอียง จมูกหัก หูไม่ตั้ง หางสั้นขอด หงิกงอมากเกินไปและมีความดุ เลี้ยงลูกไม่ดี เพราะแมวสีสวาด
พันธุ์แท้ต้องมีนิสัยขี้เล่น รักเจ้าของ ขี้ประจบเอาใจ
โดยในสมัยโบราณมีความเชื่อว่าแมวโคราช
หรือแมวสีสวาดเป็นแมวที่นำโชคเป็นมงคลแก่ผู้เลี้ยง จึงถูกนำไปใช้ในพิธีแห่นางแมวขอฝน
เนื่องจากลักษณะตาแมวที่เป็นสีเขียวอัมรินทร์คล้ายเมล็ดข้าวเขียวขจี จึงเป็นสัญลักษณ์ของ
ความอุดมสมบูรณ์ของธัญญาหารส่วนขนแมวที่เป็นสีเทาคล้ายปุยเมฆ ซึ่งในพิธีจะมีการแห่นางแมว
และนำน้ำมาราดที่ตัวแมวให้น้ำหยดจากขนลงมา เหมือนฝนตกลงมาจากเมฆ
แต่ในปัจจุบันไม่มีแล้วเนื่องจากมองกันว่าเป็นการทารุณสัตว์

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแมวสีสวาดในประเทศไทย เหลืออยู่ไม่ถึง 2,000 ตัวแล้ว เนื่องจากเดิมที
ในอดีตแมว สีสวาดเป็นแมวพื้นบ้านและพบเห็นกันได้ง่ายจึงไม่มีใครสนใจที่จะเลี้ยงดูหรือ
อนุรักษ์พันธุ์ไว้อย่างจริงจัง ทำให้จำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นทางกลุ่มคนที่เห็นถึงความสำคัญ
ของแมวชนิดนี้ ซึ่งถือเป็นแมวพื้นบ้านและมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่อำเภอพิมาย เราจึงมีการรวมกลุ่มกัน
เพื่ออนุรักษ์แมวสีสวาดไว้ เพราะถือเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมาด้วย

ทั้งนี้ที่ผ่านมามีชาวต่างชาติโซนยุโรปให้ความสนใจในการหาซื้อแมวสีสวาดไป เลี้ยงเพื่อพัฒนาพันธุ์
ให้ได้ตรงตามบันทึกในใบข่อย ไม่ว่าจะเป็นชาวฝรั่งเศส อเมริกัน ฯลฯ ต่างพากันบินข้ามน้ำข้ามทะเล
มาขอข้อมูลและซื้อแมวสีสวาดไปเลี้ยงเนื่องจาก เป็นแมวที่มีลักษณะสง่างาม มีความเชื่องและ
รักเจ้าของ จึงอยากให้เราคนไทยเห็นคุณค่าของสมบัติที่เรามี รวมทั้งอนุรักษ์ไว้ก่อนที่จะถูกต่างชาติ
ยื้อแย่งไปและเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ จะมีการจดลิขสิทธิ์แมวสีสวาดเป็นสัตว์ประจำชาติไทย

หากไม่มีอะไรคลาดเคลื่อนในวันที่ 12 มีนาคม 2553 นี้จะมีพิธีจดลิขสิทธิ์แมวไทยสายพันธุ์สีสวาด
หรือแมวโคราช เป็นตัวแรกของประเทศ ไทยและของโลก ที่โรงเรียนพิมายวิทยา อำเภอพิมาย
จังหวัดนครราชสีมา โดยเชิญกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้รับจด และกรมปศุสัตว์ จะเป็นผู้ระบุ
คุณสมบัติแมว สีสวาดตามสมุดข่อย

ร่วมกันหวงแหนและอนุรักษ์แมวพันธุ์ไทยซึ่งเป็นสมบัติของชาติตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ลูกหลานรุ่นหลัง
ได้ชื่นชม อย่าให้ใครมาว่าเราได้ว่า ไม่รักษาสมบัติอันมีค่าไว้ ปล่อยให้ต่างชาติแย่งชิงไป.

วิธีง่าย ๆ เลี้ยงแมวสีสวาดให้อายุยืน


ประธาน ชมรมอนุรักษ์แมวโคราช เมืองพิมาย ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจะเลี้ยงแมวสีสวาด ว่า
แมวสีสวาดมีอายุขัยประมาณ 10-15 ปี ใกล้เคียงกับสุนัข และใช้เวลาการตั้งท้องประมาณ 63 วัน
คลอดลูกครั้งละ 1-7 ตัว แต่ส่วนมากจะคลอดลูกประมาณ 4 ตัว สำหรับวิธีการเลี้ยงดูหากเลี้ยงที่บ้าน
ปกติควรดูแลเรื่องการให้ยาถ่ายพยาธิ และการฉีดวัคซีนมากเป็นพิเศษ

โดยยาถ่ายพยาธิควรให้เป็นระยะ ๆ ประมาณ 3 เดือนต่อ 1 ครั้ง และฉีดวัคซีน 3 ชนิด ปีละ 1 ครั้ง
ประกอบด้วย วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันหัดแมว และวัคซีนป้องกันลิวคีเมียร์
ซึ่งลิวคีเมียร์เป็นโรคแมว ลักษณะเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง หากเป็นแล้วมักไม่มียารักษา
จึงต้องฉีดยาป้องกันไว้ก่อนแค่นี้แมวสีสวาดก็จะมีอายุยืนยาวอยู่กับเราได้นาน ๆ

Emoticons วิธีใช้สามารถลากรูปไปวางบนพื้นที่สำหรับพิมพ์ข้อความได้เลย




การเพาะพันธ์และประวัติแมว<แมวนางกวัก>

การจัดจำแนกแมว (General taxonomy)

โดยทั่วไปมีการแบ่งพันธุ์แมวออกเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ๆ คือ แมวขนยาว (longhaired cat)
และแมวขนสั้น (shorthaired cats) การแบ่งพันธุ์ด้วยวิธีนี้ทำให้จำแนกแมวออกได้ตาม
ลักษณะพันธุ์ที่จำเพาะต่างๆ กัน การจัดจำแนกแมวใน ยุโรปและสหรัฐ อเมริกามีการกำหนด
มาตรฐานของพันธุ์แมวที่เป็นที่ยอมรับกัน ทั้งนี้ลักษณะมาตรฐาน
ของพันธุ์ก็มีการเปลี่ยนแปลง
อยู่บ่อยๆ การใช้ชื่อเรียกพันธุ์แมวที่แสดง ถึงลักษณะของพันธุ์
ที่จำเพาะมีความแตกต่างกัน
ระหว่างในยุโรปและสหรัฐอเมริกา และมีบางพันธุ์มีการจัด
จำแนกเฉพาะต่างหาก
ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

การเพาะพันธุ์แมว/การเลี้ยงดูลูกแมว

การเลี้ยงแมวตัวผู้สำหรับเป็นพ่อพันธุ์จะต้องแยกกรงขังไว้ต่างหาก แต่ต้องปล่อยให้ออกมา
เดินเล่นบ้างในบางครั้ง ก่อนที่จะปล่อยตัวผู้ออกมาก็ต้องเก็บตัวเมียเข้ากรงเสียก่อน
ถ้าเลี้ยงแมวตัวเมียต้องคอยดูแลเป็นพิเศษ ทำรั้วกั้นให้สูง ไม่ควรปล่อยไปไกลตา
โดยเฉพาะเวลาติดสัด เพราะอาจจะไปติดสัดกับแมวลายเสือเข้า ถ้าลูกออกมาจะเสียพันธุ์หมด

แมวเริ่มเป็นสัดและโตเต็มที่พอที่จะผสมพันธุ์ได้คือ มีอายุตั้งแต่ 7 ถึง 12 เดือนขึ้นไป

หากต้องการผสมพันธุ์ควรให้ แม่แมวอายุครบปีครึ่งขึ้นไปแล้ว หรือเป็นสัดครั้งที่สองจะดีที่สุด
เป็นสัดครั้งแรกไม่ควรให้ผสม เพราะยังขาดความ อุดมสมบูรณ์ สำหรับตัวผู้หรือพ่อพันธุ์
ก็ควรผสมเมื่ออายุได้ไม่ต่ำกว่า 1 ครึ่งด้วยเช่นกัน การเป็นสัดของแมวตัวเมียอาจสังเกตุได้จาก
เสียงร้อง เมื่อจะผสมพันธุ์เสียงร้องมักแตกต่างไปจากเสียงร้องหิว หรือ ร้องธรรมดา ผู้ที่คลุกคลี
กับแมวมาก่อนมักแยกแยะเสียงนี้ได้ โดยมากจะปล่อยให้ร้องสัก 2-3 วัน แล้วจึงเอาตัวผู้หรือ
ตัวเมียส่งให้ผสม ส่วนใหญ่ตัวผู้จะผสมได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ขอเพียงให้ตัวเมียพร้อม

ถ้าไม่ได้ผสมกันจะร้องนานเป็น อาทิตย์ ตกสักสองอาทิตย์ก็จะหยุดร้อง มักหยุดสัดหรือ
หมดสัดไม่อยากผสมพันธุ์อีก หลังจากผสมพันธุ์แล้ว แมวจะอุ้มท้องนานประมาณ 65 ถึง 70 วัน
ก่อนคลอดควรจัดที่สำหรับให้แมวคลอดโดยเฉพาะ ถ้าเจ้าของไม่จัดหาลังนอน
หรือกล่องให้ แมวจะเที่ยวหาซอกตู้ใต้โต๊ะ กล่องกระดาษหรือแม้กระทั่งเศษขยะ
มาเตรียมไว้ เป็นที่คลอดด้วยตัวเอง จะสร้างความยุ่งยากให้แก่เจ้าของในภายหลัง

ดังนั้นต้องคอยสังเกตุและเตรียมที่คลอดไว้ให้ แมวก่อน เลือกเอามุมเงียบๆสงบๆ

ระหว่างการคลอดและหลังคลอดอย่าให้ใครเข้าไปรบกวนแม่แมว ขบวนการคลอดของแมว
ก็เป็นไปตามธรรมชาติไม่ จำเป็นต้องช่วยเหลืออะไร ปกติแล้วแม่แมวจะกัดถุงน้ำคร่ำ
และสายสะดือให้ขาดพร้อมกับเลียตัวลูกเพื่อทำความสะอาด น้ำคร่ำ เมื่อรกถูกขับออกมา
แม่แมวจะกินเข้าไปหมด ทั้งนี้เพราะธรรมชาติสร้างให้มีฮอร์โมนในรก ซึ่งเมื่อแม่แมวกินเข้าไป
ฮอร์โมนนี้จะช่วยกระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำนมอีกด้วย นอกเหนือจากการที่ลูกแมวตะกุยตะกาย
ตามเต้านม หรือหาหัวนมดูด ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้น้ำนมหลั่งออกมาเช่นกัน น้ำนมในระยะนี้เรียกว่า
น้ำนมเหลืองหรือโคโรสตุ้ม มีความจำเป็นแก่ลูกแมว มหาศาล เพราะอุดมไปด้วยภูมิคุ้มกันต่างๆ

แม่แมวส่วนใหญ่จะตกลูกครอกละ 3-5 ตัว ซึ่งถ้ามีโอกาสรอดของลูกแมวน้อยเพราะ
แม่แมวดูแลไม่ทั่วถึง และจะมีลูกได้ ถึงปีละ 4-5 ครอก แต่ควรไม่ให้มีเกินปีละ 2 ครอก
ลูกแมวที่คลอดออกมาจะลืมตาเมื่ออายุประมาณ 9-15 วัน และจะติดกับแม่แมวจนอายุถึงเดือนครึ่ง
แมวบางตัวคลอกลูก ออกมาตายหรือไม่ยอมให้นมลูก สามารถช่วยเหลือโดยใช้นมวัวหรือ
นมผงละลายน้ำ หรือนมกระป๋องเจือน้ำเท่าตัว ใช้เนยเหลวหรือเนยเทียมอย่างใดอย่างหนึ่ง
อุ่นให้ละลายเป็นน้ำ เติมด้วยน้ำตาลแล็กโทส เติมลงไปในนมคนให้เข้ากัน ทิ้งไว้จนเย็น
นำไปให้ลูกแมวดูดกินแทนนมแม่ได้

การเลี้ยงดูระหว่างนี้ควรปล่อยให้ลูกแมวอยู่กับแม่แมวอย่างสงบตลอดเวลา คอยจัดหาอาหาร
และน้ำสะอาดให้แม่แมวด้วย อาหารที่ใช้เลี้ยงแมวลูกอ่อนนั้นไม่ได้ให้เฉพาะแม่แมวเท่านั้น
ต้องถ่ายทอดไปยังลูกด้วยโดยการเปลี่ยนเป็นนม ฉะนั้นปริมาณ อาหารและคุณภาพต้องดี
มีเพียงพอตามต้องการ ไม่ควรหย่านมลูกแมวในขณะที่อายุต่ำกว่า 45 วัน เพราะจะทำให้สุขภาพ
ของลูกแมวไม่สมบูรณ์ในภายหลัง ควรปล่อยให้อยู่กับแม่ ลูกแมวจะกินนมไปเรื่อยๆ จนกว่า
จะทิ้งนมไปเองจะดีกว่า ลูกแมว ในวัยนี้ซุกซนน่ารักมาก มันจะเล่นหางแม่ได้ตั้งครึ่งค่อนวัน
ซึ่งหากจะหาเศษผ้าหรือลูกบอลเล็กๆ ใส่กรงให้ด้วยก็จะดี ถ้าอากาศหนาวควรหาผ้านุ่มๆ
ปูรองพื้นเพิ่มเติมให้แก่แม่และลูกแมวในลังคลอดหรือกรงด้วย เพื่อเพิ่มควมอบอุ่น ผ้ารองควร
เปลี่ยนซักอาทิตย์ละ 2 ครั้ง สำหรับลังคลอดควรทำความสะอาดบ่อยๆ

ลูกแมวจะเติบโตเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 5-6 เดือน ตัวผู้จะมีน้ำหนักประมาณ 3-5 กิโลกรัม
ตัวเมียประมาณ 2-3 กิโลกรัม อายุแมวโดยเฉลี่ยถึง 13 ปี แต่อาจอยู่นานถึง 25 ปี สำหรับตัวเมีย
ถ้าไม่อยากให้แพร่พันธุ์มากนัก มักจะมีการตอนเมื่ออายุ ประมาณ 8 เดือนดีที่สุด


ในเวลาต่อมา ประเทศอื่นๆในทวีปยุโรปได้เจริญรอยตามสมาคมแมวในประเทศอังกฤษ
โดยชาวนอร์เวย์ สวีเดน และเดนมาร์ค ต่างก็เริ่มนำแมวจากประเทศอังกฤษไปเลี้ยงและ
จัดตั้งสมาคมแมวขึ้นในประเทศของตน ประเทศต่างๆเหล่านี้จะจัดการประกวดแมวขึ้นปีละครั้ง
และเนื่องจากประเทศเหล่านี้ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการกักกันสัตว์ การประกวดแมวจึงสามารถ
ทำกันได้อย่างกว้างขวาง เช่นในประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ส่วนประเทศอังกฤษนั้น
มีกฎหมายควบคุมในด้านนี้อยู่ จึงทำให้งานประกวดไม่ยิ่งใหญ่เท่าประเทศเพื่อนบ้าน
แต่แมวพันธุ์ที่ดีที่สุดในประเทศอังกฤษก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งแมวที่ชนะการประกวดรางวัลใหญ่นั้น
ล้วนแต่เป็นแมวที่มีต้นตระกูลอยู่ในประเทศอังกฤษแทบทั้งสิ้น

ในประเทศฝรั่งเศสมีแมวพันธุ์ Burman เป็นแมวขนยาว แต่มีสีคล้ายคลึงกับแมวพันธุ์วิเชียรมาศ
ของไทย และมีอุ้งเท้าทั้งสี่เป็นสีขาว และยังมีแมวอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าพันธุ์ Charkeuse ซึ่งมีเรื่อง
เล่ากันว่ามีบาทหลวงองค์หนึ่งนำมาจากแอฟริกาได้นำเข้าไปเลี้ยงในประเทศฝรั่งเศส แมวชนิดนี้
มีลักษณะคล้ายคลึงกับแมวพันธุ์สีสวาดพันธุ์อังกฤษ ประเทศฝรั่งเศสมีแมวพันธุ์ดีอยู่หลายชนิด
การประกวดแมวในประเทศนี้จึงน่าชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะจัดกันอย่างใหญ่โตหรูหรามาก

ในประเทศฮอลแลนด์มีการประกวดแมวกันปีละหลายครั้ง และมักจะเชิญชาวอังกฤษมาเป็น
คณะกรรมการตัดสิน สำหรับการประกวดแมวในประเทศอังกฤษ มักมีผู้เลี้ยงแมวจากประเทศต่างๆ
มาเยือนและซื้อแมวไปทำพันธุ์เสมอ ส่วนในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์นั้นไม่มีแมวป่า
ในธรรมชาติเลย จนกระทั่งมีชาวต่างด้าวเข้าไปตั้งรกราก จึงนำสัตว์เลี้ยงประจำบ้าเช่นแมวติดมาด้วย
จนกระทั่งทั้งสองดินแดนนี้มีแมวอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังต้องสั่งแมวจากประเทศอังกฤษเข้ามา
เพราะอังกฤษมีแมวสายพันธุ์ดีอยู่มากมาย ซึ่งการประกวดแมวในประเทศออสเตรเลียนั้น
ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก พันธุ์แมวต่างๆที่เลี้ยงจะเหมือนกับประเทศอังกฤษ
ยกเว้นพันธุ์ Shaded Silver ซึ่งเป็นพันธุ์เก่าแก่ แต่ปัจจุบันได้สูญพันธุ์ไปแล้ว

ในแถบแอฟริกานั้นมีสัตว์ตระกูลแมวอยู่มาก นับตั้งแต่สิงโตจนถึงแมวป่า ในบันทึกได้ระบุไว้ว่า
ชนผิวขาวได้นำแมวของตนเข้ามาเลี้ยงในทวีปนี้ด้วย นับแต่สิ้นสงครามเป็นต้นมา ได้มีการสนใจ
ในการเพาะพันธุ์แมวในทวีปนี้มากขึ้นเป็นลำดับ ได้มีการนำแมวไทย แมวอบิสสิเนียน และแมวขนยาว
เข้าไปเลี้ยง ทำให้มีการผสมพันธุ์แมวพันธุ์ต่างๆกันอย่างกว้างขวาง และมีการจัดประกวดแมวกันทั่วไป
บางงานเจ้าของแมวจะต้องเดินทางไกลเป็นพันไมล์เพื่อเข้าร่วมงานเลยทีเดียว

ในสหรัฐอเมริกานั้น ดูเหมือนว่าจะให้ความสำคัญกับแมวมากกว่าในยุโรปเสียอีก เพราะมีการออก
นิตยสารเกี่ยวกับแมวเป็นรายสัปดาห์ชื่อ National Cat Week และในปีๆหนึ่งจะมีการจัดประกวดแมว
นับร้อยๆครั้ง ตามประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ชาวสเปนเป็นชนชาติแรกที่นำแมวเข้ามาในทวีปอเมริกา
และคณะบาทหลวงเยซูอิทได้นำแมวติดตัวไปท่องเที่ยตามทะเลชายฝั่งเม็กซิโก ทำให้แมวแพร่กระจาย
พันธ์ไปได้อย่างรวดเร็วในประเทศนี้

เล่ากันว่า ชาวอินเดียนแดงก็มีการเลี้ยงแมวด้วยเช่นกัน โดยเมื่อราวๆปี ค.ศ. 1830 พวกอินเดียนแดง
ได้เลี้ยงแมวไว้ในกระโจมพักของตนเช่นเดียวกับสุนัข ราคาค่างวดของแมวในขณะนั้น มีราคาถึง
ตัวละ 10 ดอลลาร์ พวกที่เดินทางก็มักจะนำแมวติดไปกับขบวนรถของตน การซื้อขายแมวได้แพร่ไป
จนถึงเขตบ่อทอง โดยเฉพาะพวกนักขุดทองชอบเลี้ยงแมวไว้ดูเล่น เมื่อมีการสร้างบ้านสร้างเมืองขึ้น
จำนวนของแมวก็เพิ่มขึ้นมาก จากบันทึกระบุไว้ว่ามีมากถึง 50 ล้านตัว


ปี ค.ศ.1884 ได้มีการจัดประกวดแมวเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี ค.ศ. 1895 ได้มีการ
จัดประกวดอีกครั้ง ณ นครนิวยอร์ค แต่จัดโดยสมาคมของชาวอังกฤษ และสมาคมแมวของอังกฤษ
ก็ได้มอบแมวจากงานนี้ให้กับสโมสรแมวแห่งอเมริกา ซึ่งในปี ค.ศ. 1889 ได้มีการจัดตั้ง
The Beresfort Club ขึ้นที่เมืองชิคาโก ความสนใจในเรื่องพันธุ์แมวจึงแพร่หลายออกไป

โดยในปัจจุบันมีนักผสมพันธุ์แมวและผู้นำแมวเข้าประกวดแล้วกว่า 6,00 คน ทั้งนี้ไม่รวมคนที่
เลี้ยงแมวไว้เพียงตัวสองตัวเท่านั้น สำหรับแมวในอเมริการุ่นแรกนั้นนำเข้ามาจากประเทศอังกฤษ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป การเพาะเลี้ยงและผสมพันธุ์แมวในอเมริกาได้รับการพัฒนามากขึ้น จนทำให้
ในปัจจุบัน อเมริกามีแมวเกือบทุกชนิดและเนื่องจากสหรัฐอเมริกามีดินแดนที่กว้างขวาง จึงมี
การจัดประกวดแมวขึ้นหลายแห่ง และถึงแม้ชาวอเมริกาสามารถเพาะพันธุ์แมวของตนขึ้นได้แล้ว
แต่นักเลี้ยงก็ยังนิยมสั่งซื้อแมวจากประเทศอังกฤษ

สำหรับในประเทศญี่ปุ่น ได้มีการเลี้ยงแมวมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยสังเกตได้จากภาพศิลปะและ
ภาพแกะสลักสมัยโบราณซึ่งมีรูปแมวปรากฎอยู่ แต่การคัดเลือกแมวสายพันธุ์ดีนั้น เพิ่งจะมีการ
ให้ความสนใจกันอย่างจริงจังไม่นานนี้เอง จากการสำรวจแมวในประเทศญี่ปุ่น ปรากฎว่ามีจำนวน
ประมาณ 5 ล้านตัว สำหรับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับแมวมีอยู่ด้วยกันสองสมาคม การจัดประกวดแมว
จะมีขึ้นทุกปีที่กรุงโตเกียว แต่แมวคุณภาพดียังมีน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนของแมวในประเทศทั้งหมด

ส่วนแมวที่ได้รับความนิยม ก็คือแมวพันธุ์สามสี แมวไทย และแมวพันธุ์ขนยาว ปัจจุบันญี่ปุ่นได้พัฒนา
และปรับปรุงแมวของตนให้ดีขึ้นจนเป็นที่ยอมรับจาก นานาประเทศแล้ว ซึ่งในช่วงศตวรรษที่ 2 นั้น
ประเทศญี่ปุ่นได้มีแมวประเภทสวยงามเกิดขึ้นมากมาย และมีคนสนใจในแมวประเภทนี้มากขึ้น
ได้มีการเพาะผสมพันธุ์กันอย่างแพร่หลาย และมีการให้คำแนะนำกับสมาชิกที่สนใจ

ในปี ค.ศ. 1910 อังกฤษได้ก่อตั้ง The Government Council of the Cat Fancy และยังมีการก่อตั้ง
องค์กรลักษณะเดียวกันนี้ทั้งในประเทศแคนาดาและอเมริกาด้วย และยังได้มีการก่อตั้ง
สหพันธ์แมวนานาชาติแห่งยุโรป มีสมาชิกจากประเทศต่างๆในยุโรป 12 ประเทศ และต่อมา
มีการจัดตั้งสมาคมในเครือจักรภพอังกฤษ ซึ่งล้วนมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสายพันธุ์ของแมว

รวมทั้งศึกษารายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับแมวแต่ละสายพันธุ์ เริ่มตั้งแต่ประวัติความเป็นมา
ของแต่ละสายพันธุ์ การผสมพันธุ์ ฯลฯ และมีการทำประวัติสายพันธุ์ (Pedigree) อีกด้วย