ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

หน้า 3 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4  Next

Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Mar 27, 2010 11:27 am

http://www.oknation.net/blog/sanu292002/2007/12/11/entry-7

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม 2550
เวียดนาม...สงครามรำลึก: ย้อนรอย

Posted by
sanu292002

สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน

เหงียน เกา กี อดีตนายพลอากาศแห่งกองทัพอากาศเวียดนามใต้ได้เขียนหนังสือ บอกเล่าประสบการณ์แห่งสงครามเวียดนาม
ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเขาเอง ชื่อ Twenty Yearsand Twenty Days ซึ่งได้ตีพิมพ์ในเมืองไทยภายในชื่อ เรื่อง สิ้นชาติ
แปลโดย พงษ์ พินิจ ในปี 2520 เขาได้กล่าวเล่าชีวิตในวันสุดท้าย ที่เขากล่าวขานว่า วันสิ้นชาติสำหรับเขาและประชาชน
ชาวเวียดนามว่า

" ... ผมเรียกพรรคพวกเพื่อนได้ราว สิบกว่าคน ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของผมหมด เมื่อติดเครื่องหมุนใบพัด
ผมเกือบไม่ได้เหลียวไปมองบ้าน ที่อยู่มาอย่างมีความสุขอีก เลย บ้านที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้
ลูกผมยัง หัวเราะกันสนุกสนานอยู่ ..." ถนนเบื้องล่างเต็มไปด้วยความพลุกพล่านของคนที่กำลังหนี แสงไฟแดงฉาน
สลับสีมืดทึมของควันและความขมุกขมัวของเมือง

" ... ผมเห็นไซ่ง่อนอีกแว่บหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนบินออกทะเลเรือจำนวนมาก ทั้งเล็ก ใหญ่ ทั้งเรือพาย
เรือสินค้าเต็มไปหมด ล้วนมุ่งออกจากฝั่งทั้งสิ้น
..." กีนำเครืองลงบนเรือบรรทุกเครื่องบิน มิดเวย์ ของสหรัฐ
ซึ่งจอดลอยลำอยู่นอกฝั่ง

เขาถูกค้นอาวุธและได้รับการต้อนรับอย่างหยาบกระด้างและหวาดระแวง ทั้งที่เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของทหารเวียดนามใต้้
ที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา

" ... ผมอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากบอกเขาว่า..ผมรู้ว่าพวกคุณอาจสงสัยเรา แต่ขอให้ระลึกด้วยว่าเราทุกคนได้เสียสละทุกอย่าง
มาร่วมกันในสงครามนี้ เราอาจจะเป็น ผู้แพ้ แต่เราก็ไม่ได้แพ้ฝ่ายเดียว คุณ...อเมริกันก็แพ้ด้วย
สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือ ทำไมคุณต้องทำกับนายทหารของเราอย่างนี้"

ความขัดแย้งทางศาสนา


... วันที่ 11 มิถุนายน 1963 พระภิกษุดิ๊ก กวง ดุ๊ก อายุ 66 ปีได้ทำการเผาตัวเองบริเวณกลางกรุงไซ่ง่อน เพื่อประท้วง
การบริหารของประธานาธิบดีโง ดิน เดียม ในกรณีความขัดแย้งทางศาสนาพุทธและคริสต์
เดียมบอกหลังเกิดเหตุว่า
"เผาเข้าเถอะ เดี้ยวจะตบมือให้"
"Let them burn, and we shall clap our hands."
...

แอนโธนี เกรย์ นักข่าวชื่อดังชาวอเมริกาได้บันทึกประวัติศาสตร์ตอนนี้ไว้ในนวนิยายเรื่อง “ไซ่ง่อน” ของเขาว่า

“รถคันที่บรรทุกพระสงฆ์ชาวพุทธหยุดลงกระทันหันกลางสี่แยก ผู้เดินขบวนกำลังเดินผ่านรถไปด้วยจุดหมายบางอย่าง
แล้วกระจายกำลังเรียงรายเป็นวงกลมล้อมหัวมุมถนนทั้งสองสายเอาไว้ ขณะเดียวกัน พระสงฆ์ต่างลงจากรถออสตินสีเขียว
ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
พระสงฆ์รูปหนึ่งเปิดฝาครอบเครื่องยนต์ ชะโงกตัวเข้าไปข้างใน ยกถังพลาสติกขนาด 5 แกลลอน
บรรจุน้ำมันเหลวสีดำแล้วค่อยๆ เดินไปกลางสี่แยก หยุดยืนข้าง ดิ๊ก กวง ดุ๊ก พระอีกรูปถือเบาะนั่งไปด้วย
เมื่อทั้งหมดเดินไปถึงจุดที่กำหนดไว้ เขาวางเบาะลงบนพื้นถนนราดยาง
ดิ๊ก กวง ดุ๊ก " ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเบาะ
ในท่าโยคะพับขารองก้น วางมือซ้อนกันบนตักนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่คล้ายเป็นการเข้าฌาณแล้วเขาลืมตาขึ้น พยักหน้าเรียก
บรรดาผู้ช่วยพระสงฆ์ที่ถือถังน้ำมันพลาสติกเริ่มสาดน้ำมันใส่ศีรษะของ ทิช
กวง ดุ๊ก ของเหลวไหลย้อยไปตามคอและไหล่
เปื้อนจีวรสีส้ม เขาเทน้ำมันรดรอบๆ
ร่างของดุ๊ก ลมโชยยามเช้าพัดกลิ่นเหม็นของน้ำมันมาทางคนดูบนบาทวิถีและ
เมื่อคนมุงเริ่มรู้ว่าพวกเขากำลังจะได้เห็นอะไร
หลายคนส่งเสียงแสดงความหวาดหวั่นอยู่ในคอ...
ท่ามกลางความเงียบที่น่าระทึกใจ ผู้ช่วยของ ดิ๊ก กวง ดุ๊ก วางถังพลาสติกเปล่าบนพื้นไกลออกไปสองสามฟุต
แล้วถอยหลังออกไปอยู่ในกลุ่มคนมุง ดิ๊ก กวง ดุ๊ก นั่งในท่าเดิมไม่ไหวติง หลายวินาที


ฝูงชนเห็นปากของเขาขยับกล่าวคำสวดคำสุดท้าย ก่อนจะขยับมือเล็กน้อยบนตัก
เปลวไฟลุกฟู่ท่วมตัวเมื่อเขาจุดไม้ขีด มันเต้นระยับอยู่บนศีรษะและไหล่ของเขาราวกับไม่ได้
ทำอันตรายใดๆ ในไม่ช้าใบหน้าและจีวรเริ่มไหม้เกรียมเป็นสีดำ
แม้กระนั้นก็ยังไม่มีเสียงลอดจากปากของเขาเลย เขายังคงนั่งนิ่งในท่าเดิมเช่นนั้น...
เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีนับตั้งแต่่ดิ๊ก กวง ดุ๊ก จุดไม้ขีดเผาตัวเอง ในที่สุดร่างของเขาเริ่มโอนเอนไปมา
ฝูงชนที่เฝ้าดูเหตุการณ์กรีดร้องและคร่ำครวญอีก ทันใดนั้นร่างของพระล้มหงายลงจมกองไฟแขนและ
ขาของเขากระตุกเป็นพักๆ อยู่หลายวินาที นิ้วมือหงิกงอเหมือนจะกำอากาศที่อยู่เหนือกองไฟ
จากนั้นเขาสะบัดแขนกางออก เหมือนกับแสดงอาการอ้อนวอนครั้งสุดท้าย ร่างทั้งร่างกระตุกอีกครั้งหนึ่ง
ก่อนจะแน่นิ่งไปในที่สุด


ย้อนประวัติศาสตร์

เมษายน1975 รถถังของกองทัพปฎิวัติเวียดนามเหนือพุ่งเข้าชนประตูทำเนียบรัฐบาล ยึดไซ่ง่อนเมืองหลวงของ
ประเทศเวียดนามใต้ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามที่ไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการ ระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้
และอเมริกาผู้อยู่เบื้องหลัง หลังจากใช้เวลาในการต่อสู้มาเป็นเวลานาน

ชัยชนะและพ่ายแพ้ของทั้งสองฝ่ายได้รับการยอมรับและเฝ้ามอง รอยยิ้มซื่อๆของนักรบเวียดนามเหนือบนรถถังและ
เสียงโห่ร้องตะโกนก้องของประชาชนชาวเวียดนามในวันนั้นปรากฎหราบนหน้าหนังสือพิมพ์ ยุทธวิธีป่าล้อมเมือง
และความกล้าหาญของเวียดนามเหนือได้รับการกล่าวถึงไปทั่วโลก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดหวั่น ให้กับโลกเสรี
โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มีการพูดถึงทฤษฎี
"โดมิโน" ที่หมายถึงหลักและวิธีการรวมกลุ่มประเทศต่างๆที่มีอาณาเขตติดต่อ
ใก้ลเคียงกันหรือมีการปกครองที่มีลักษณะคล้ายกัน เพื่อรวมตัวกันสร้างความสัมพันธ์ให้เป็นปึกแผ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์
ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ต่อกลุ่มประเทศบริวารด้วยกัน

เพราะฉะนั้นการที่เวียดนามใต้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้นั้น ทำให้โลกเสรีกลัวกันว่าระบบคอมมิวนิตส์จะแพร่ขยายลุกลามไปทั่วเอเชีย
โดยมีประเทศไทยเป็นด่านต่อไป ท่ามกลางสงครามเย็นที่เร่าร้อนรุนแรงของโลกเสรีและโลกคอมมิวนิตส์
ที่ยังดำเนินอย่างต่อเนื่องและท้าทาย สงครามครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของสังคมอเมริกา รวมถึงเป็นการเปลี่ยนแปลง
ทางการเมืองการปกครองครั้งที่สำคัญครั้งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย สงครามเพื่อป้องกันลัทธิคอมมิวนิตส์ได้สิ้นสุดลงแล้ว
อเมริกากับโลกเสรีกลายเป็นฝ่ายแพ้

ความพ่ายแพ้ของเวียดนามใต้ไ่ม่เพียงแต่เป็นบทเรียนทางการทหารเท่านั้น หากยังเป็นบทเรียนทางการเมืองอีกด้วย
เพราะระบบการเมืองที่ฉ้อฉลกับนักการเมืองที่ชั่วร้าย ระบบอุปถััมป์ที่เกื้อกูลระหว่างขุนศึกกับเครือว่านตามเหล่าพงศ์
ที่แย่งชิงทำเนียบผู้นำ ล้วนแต่ทำให้ความเลวร้ายขยายวงกว้าง จนพบจุดจบที่คาดไม่ถึง


เวียดนามในสมัยก่อนอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส การปกครองที่เข้มงวดและเอาเปรียบทำให้เกิดแนวร่วม
ในการต่อสู้เพื่ีออิสรภาพขึ้นในเวียดนาม การพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในสงครามเดียน เบียน ฟู ทำให้ทั้งสองฝ่าย
มีการทำข้อตกลงเจนีวา

กำหนดให้แบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วนโดยใช้เส้นขนานที่ 17 เป็นเส้นเขตแบ่งให้เวียดนามปกครองทางเหนือ
ส่วนใต้เส้นขนานที่ 17 นั้น ให้อยู่ภายใ้ต้การปกครองของฝรั่งเศสชั่วคราว


หลังจากปี คศ.1954 ฝรั่งเศสใ้ห้"จักรพรรดิเบาได๋ "ราชวงศ์คนสุดท้ายของราชวงศ์เวียดนามขึ้นมาเป็นหุ่นเชิดในการปกครอง
เพื่อหวังว่าชื่อเสียงและบารมีเก่าๆคงสามารถปกครองเวียดนามทางใต้ได้ แต่ด้วยความที่ไม่สนใจและหลงใหลกับความเป็นอยู่
ที่ฟุ้งเฟ้อ หูรุหราตามแบบผู้ดีเก่า ทำให้"เบาได๋"ไม่สามารถปกครองเวียดนามได้


ประกอบกับอเมริกาเริ่มเข้ามามีบทบาทแทนฝรั่งเศสและขับไล่"เบาได๋"ออกจากบัลลังก์ พร้อมอุปโลกป์"โง ดิน เดียม"

เข้ายึดอำนาจ เปลี่ยนชื่อดินแดนทางใต้ว่า"สาธารณรัฐเวียดนามหรือเวียดนามใต้ มี"ไซ่ง่อน"เป็นเมืองหลวง "โง ดิน เดียม"
ไม่มีภรรยา มีน้องสะใภ้ภรรยาของ"โง ดิน นู"น้องชายเข้ามามีบทบาทแทนในฐานะ"สตรีหมายเลขหนึ่ง"
โดยมีชื่อเสียงที่รู้จักกันในนาม"มาดามนู"
การกดขี่ทางศาสนามีมากขึ้นเนื่องจาก"โง ดิน เดียม"เป็นคาธอลิก

Madame Nhu, wife of the head of the secret police, disdained the suicides by fire
as using "imported gasoline" to "barbecue" themselves.
She fiercely promoted
the Catholicization of South Vietnam even after it became evident that the backing of
the U.S. was in jeopardy.
She then made a promotional tour of the U.S. to "explain"
the true situation to the Americans. Her first call was upon Cardinal Spellman,
the principal sponsor of the Diem regime.
The vast Catholic machinery in the U.S. went into
action to make her campaign a success. Catholic papers joined influential individuals and
organizations who came to the fore to sponsor, support and promote Madame Nhu's
advocacy of the Diem regime. After the assassination of President Diem and her husband,
Ngo Dinh Nhu, she retired to Rome in 1964.

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=620&forum=6&page=12&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ทำให้ พระภิกษุชื่อดิ๊ก กวง ดุ๊ก อายุ 66 ปี.ได้จุดไฟเผาตัวเองประท้วงกลางกรุงไซ่ง่อน
"มาดามนู"กล่าวถึงเหตุการณ์นี่ว่า"เป็นบาร์บีคิว ที่งี่เง่า" เดียมบอกว่า
"เผาเข้าเถอะ เดี้ยวจะตบมือให้""Let them burn, and we shall clap our hands."...


The mutilated bodies of President Diem and his brother Ngo
after their assassination by Buddhist officers November 2, 1963.

Assassination of President Kennedy in Dalles, Texas, November 22, 1963.
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=620&forum=6&page=11&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

อเมริกาเห็นท่าไม่ดีเลยทำการสำเร็จโทษ"โง ดิน เดียม"โดยส่งเสริมนายทหารกลุ่มหนึ่งทำการปฎิวัติยึดอำนาจและ
สังหารสองพี่น้อง"ตระกูลโง"อย่างโหดเหี้ยมหลังจากที่หนีไปจนมุมกลางเมืองและถูกจับได้


หลังจากนั้นอเมริกาได้ส่งเสริมเหล่าขุนพลที่ควบคุมได้ ปกครองเวียดนามตลอดจนกระทั่งถึงยุคของ"เหงียน วัน เทียว"
เป็นประธานาธิบดีและมี"เหงียน เกา กี" เป็นนายกรัฐมนตรี

คศ.1960 การต่อสู้เริ่มรุนแรงขึ้นมีการจัดตั้ง"แนวร่วมปลดปล่อยเวียดนามใต้"หรือ"เวียดกง"
อเมริกาเริ่มส่งทหารเข้ามาในเวียดนามเพิ่มมากขึ้นและได้ชักชวนพันธมิตรเข้าสู่สงครามเช่น เกาหลี และไทย

คศ.1964 เรือยนต์เตอร์ปิโดจำนวน 3 ลำของทหารเวียดนามเหนือโจมตีเรือพิฆาต Uss Maddox ของอเมริกา
ในเขตน่านน้ำสากล บริเวณอ่าวตองกิน ประมาณ 30 ไมล์จากชายฝั่งของประเทศเวียดนามเหนือ


คศ.1965 นาวิกโยธินหน่วยแรกของอเมริกากำลังเดินทางเข้าสู่เมืองท่าดานังเป็นครั้งแรกทางเรือถูกกองกำลังฝ่ายเวียดกง
ดักซุ่มโจมตีแต่ว่าไม่ปรากฎการสูญเสีย นาวิกโยธินของอเมริกาหน่วยนี้มีหน้าที่ในการคุ้มครองสนามบินของอเมริกาในเมืองดานัง

คศ.1966 อเมริกา ใช้เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิด B 52เข้าโจมตีเวียดนามเหนือเป็นครั้งแรกเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงยุทธปัจจัย
สายโฮจิมินห์เข้าสู่ประเทศลาวและประเทศเวียดนามใต้

คศ.1967 กองทัพอเมริกาจำนวน 16.000 นายร่วมกับทหารเวียดนามใต้จำนวน 14.000 นาย ร่วมกันเปิดยุทธการทำลาย
การสนับสนุนเวียดกงใก้ลกับกรุงไซ่ง่อน สามารถค้นพบ อุโมงค์สำคัญของฝ่ายเวียดกง หรือที่เป็นรู้จักกันในนาม
" The Iron Triangle "



คศ.1968 เวียดนามเหนือและเวียดกงเปิดยุทธการเข้าตีที่ตั้งทางทหารในหลาย เมืองรวมทั้งกรุงไซ่ง่อนซึ่งเป็นเมืองหลวง
เพื่อข่มขัวญและสร้างจิตวิทยาในการต่อสู้ เนื่องจากเป็นการโจมตีในวันหยุดทางศาสนาหรือวันตรุษญวนอเมริกาและ
เวียดนามใต้ใช้เวลา26วันในการกวาดล้างฝ่ายเวียดกงที่เมืองเว้ซึ่งเป็นเมือง สำคัญทางศาสนาซึ่งอยู่ในใจกลางพื้นที่สงคราม

เวียดนามเหนือและเวียดกงประสบความสำเร็จในการเปิดยุทธการครั้งนี้มาก ถือเป็นการรบที่สำคัญครั้งหนึ่งในสงครามเวียดนาม
และเป็นการทำลายขัวญในการต่อสู้ของฝ่ายเวียดนามใต้เป็นอย่างมาก

คศ.1968 ข่าวใหญ่ที่โลกรับรู้คือการที่กองทัพอเมริกาไ้ด้ทำการกวาดล้างและทำลายหมู่บ้านไมลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้
ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

" ร้อยโท วิลเลี่ยม เคลลี่ สั่งให้ทุกคนยิงเข้าใส่ชาวบ้านให้ฆ่าทุกคนที่เห็นคนแก่บางคนถูกแทงตายด้วยดาบปลายปืน
ผู้หญิงและเด็กหลายคนถูกยิงที่ศรีษะ ผู้หญิงบางคนถูกข่มขืนแล้วฆ่าทิ้งในภายหลัง บางคนถูกสั่งให้คลานลงไปในร่องคูน้ำ
ในหมู่บ้านก่อนจะถูกกราดยิงอย่างบ้าคลั่งจากปืนกลมือของทหาร " การเจรจาสันติภาพที่เมืองปารีสเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม
โดยมี W.Averell Harrimanเป็นผู้แทนเจรจาฝ่ายอเมริกา และ Xuam Thuy รัฐมนตรีต่างประเทศของเวียดนามเหนือ
เป็นผู้แทนฝ่ายเวียดนาม แต่ปรากฎว่าไม่สามารถตกลงกันได้

คศ.1972 เครื่อง บินโจมตีทิ้งระเบิด B.52โจมตีเมืองท่าไฮฟอง และเมืองฮานอยเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ
เพื่อเป็นการทำลายคลังน้ำมันก่อนการเจรจาหยุดยิงกำลังจะเริ่มขึ้น ประธานาธิบดีนิกสัน ประกาศลดจำนวนทหารอเมริกา
ในเวียดนามใต้ให้คงเหลือไม่เกิน 70.000 นาย


ในอเมริกาการเดินขบวนประท้วงสงครามยังคงดำเนินต่อไปสงครามใกลเกินกว่าจะสงบและยุติได้ในเร็ววันแล้ว

Henry Kissenger และ Le duc Tho บรรลุข้อตกลงหลายข้อหลังร่วมกันเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีส

Kissenger ว่า" ขณะนี้สันติภาพอยู่ในมือ " Kissenger เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอเมริกา

คศ.1975 นายพล ดุง แม่ทัพใหญ่เวียดนามเหนือกำหนดเป้าหมายปลดปล่อยเวียดนามใต้ไม่เกินเดือนเมษายน
เขมรแดงภายใต้การนำของ พลพต เข้ายึดครองกัมพูชาจากรัฐบาลของ ลอน นอล ได้ในเดือนสิงหาคม


ประธานาธิบดี Doung Van Minhประธานาธิบดีคนสุดท้ายของเวียดนามใต้ประกาศยอมแพ้ต่อคอมมิวนิสต์์
เมื่อวันที่ 30 เมษายน ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามเวียดนามอันยาวนานเป็นเวลาหลายปีและสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน
ของสองฝ่ายเป็นจำนวนมาก

ประธานาธิบดี Gerald Ford ได้แถลงที่มลรัฐ นิว ออลีนส์ ประเทศอเมริกาว่าสงครามเวียดนาม " Finished "
ทหารอเมริกา 2 นายสุดท้ายที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้หลังจากเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ตก
นับเป็นการพ่ายแพ้สงครามที่เสื่อมเกียรติที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

ประธานาธิบดีฟาม วัน ดุง ได้ประกาศรวมเวียดนามเหนือและใต้ภายใต้ชื่อประเทศสาธารณรัฐประชาชนเวียดนาม
มีเมืองหลวงคือเมือง ฮานอย และเมืองไซ่ง่อนเดิมเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองโฮจิมินส์ชิตี้ ปิดฉากสงครามอันยาวนาน

บทเรียน ...




เนื่องจากการต่อสู้ในสนามรบได้มีถ่ายทอดเป็นภาพข่าว ส่งออกกระจายข่าวไปทั่วโลก ความโหดเหี้ยม ความรุนแรง
ของสงครามที่ผู้คนทั้งโลกได้รับรู้ทั้งภาพและเสียงจากสนามรบ ได้ทำร้ายจิตใจของผู้คนมากมายเหลือคณานับ
โดยเฉพาะสังคมอเมริกาที่มีความเจริญทางวัตถุมากกว่าใคร ภาพความสูญเสียของทหารอเมริกาถูกส่งผ่านจอโทรทัศน์
ทั้งวันทั้งคืนความโหดร้ายจากสงครามที่ไม่เคยได้เห็น กลับกลายเป็นความคุ้นเคยและชินตา




ภาพของพลจัตวา เหงียน ง็อก โลน อธิบดีกรมตำรวจเวียดนามใต้ลั่นกระสุนสังหารผู้ต้องสงสัยเป็นเวียดกงใจกลางกรุงไซ่ง่อน
หลังจากมีการโจมตีและจับผู้ต้องสงสัยได้ ถูกตีพิมพ์ภาพและถ่ายทอดไปทั่วโลก ความบ้าเลือดของกองทัพอเมริกา
ที่สังหารชาวบ้าน 300 กว่าศพที่
หมู่บ้านไมลาย หรือกระทั่งข้อมูลด้านมืดของสงครามที่ถูกเปิดเผยออกมา อย่างการทำลายป่า
เพื่อทำลายล้าง
ชีวิตทั้งคน และธรรมชาติโดยการใช้"สารเหลือง" การโจมตีในวันตรุษ เมืองเว้ ที่เป็นเมืองหลวงเก่า
การโจมตีสถานฑูตอเมริกาสิ่งต่างๆและเหตุการณ์เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับการกระจายข่าวซ้ำแล้ว ซ้ำอีกไปทั่วโลก

อเมริกันชนได้เห็นภาพลูกหลานอเมริกัน ศพแล้ว ศพเล่า ทางหน้าจอ ไม่ว่างเว้นแม้กระทั่งยามกินอาหาร



หนังสือพิมพ์ที่ทรงอิทธิพลอย่างหนังสือพิมพ์ Life ไดัตีพิมพ์และทำรายงานพิเศษครั้งแล้วครั้งเล่า

ทหารอเมริกาส่วนมากเป็นทหารเกณฑ์ ความรู้น้อย การเข้าสงครามที่ไม่รู้จุดหมาย ไม่รู้วันตาย
ความห่างไกลจากครอบครัว ทำให้ยาเสพติดระบาดในกองทัพ
การเข้าสู่สงครามทำให้ประสิทธิภาพในการรบต่ำเกิดการสูญเสียเป็นจำนวนมากแทบทุกสนาม



นักบินอเมริกาถูกควบคุมตัว หลังจากถูกยิงตกนั่งเกวียนแห่แหนบนท้องถนนในชนบทของเวียดนาม ถูกนำภาพเผย
แพร่ทั่วโลก ทหารเวียดนามเหนือและชาวบ้านตัวเล็กๆข่นแค้นคุมทหารตัวใหญ่ประเทศใหญ่เจ้าโลก

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายเวียดนามเหนือ เพื่อต้องการสร้างกระแสแรงต่อต้านจากสังคมอเมริกา
ที่กำลังเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามหลายมลรัฐทั่วอเมริกา


สังคมอเมริกันที่สมบรูณ์ด้วยสุขนิยมจะทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรได้อย่างไร
คำถามที่เพิ่มมากขึ้นว่าอเมริกาทำสงครามนี้เพื่อใคร และเพื่ออะไร มีมากขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ด้วยความต้องการที่จะยุติสงครามที่ยืดเยื้อและสิ้นเปลืองนี้ ทำให้ประธานาธิบดีริชาร์ดิ นิกสัน เคยมีแผนการ
ที่จะใช้้ระเบิดนิวเคลียร์ถล่มเวียดนามเหนือภายใต้ระหัส"ดั้ก ฮุก"
แต่ก็ไม่ได้รับการเห็นชอบของรัฐมนตรีต่างประเทศ

สังคมอเมริกาเริ่มเข้าสู่ความระส่ำระสาย แรงดึงดูด ความหวาดกลัวจากสงครามจากที่ต้องเป็นทหาร ทำให้สังคม
วัฒนธรรมอเมริกาเริ่มแปรเปลี่ยนเข้าสู่ยุคแสวงหา "ฮิปปี้"ผู้ประกาศตนต่อต้านสงครามและพเนจรไปวันๆ ด้วยไม่รู้เป้าหมาย
หรือไม่ก็ต้องการปลดปล่อยชีวิตเป็นอิสระ เนื่องจากไม่ทราบว่าวันไหนตนเองต้องถูกส่งไปรบที่สงครามเวียดนามมีมากขึ้น
เยาวชนอเมริกากลายเป็น"ขบถสังคม"



ภาพดอกคาร์เนชั่นที่นักศึกษาเสียบที่ปลายปืน ที่มอบให้กับทหารในระหว่างการชุมนุมประท้วงต่อต้านสงคราม
ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ทั่วโลกบ่งบอกถึงความรู้สึกของชาวอเมริกันเป็นอย่างดีในการที่ต้องการใ้ห้รัฐบาลยุติสงครามครั้งนี้
การประท้วงต่อต้านสงครามเป็นปัญหาหลักและยืดเยื้อยาวนานที่เกิดขึ้นในอเมริกา คำขัวญหลายคำมีความหมายเช่น
Makelove not Warเป็นต้น

เดือนเมษายน 2514 ที่กรุงวอชิงตัน วิลเลียม ไซแมน นักรบผู้สูญเสียขาทั้งสองข้างจากการไปรบในเวียดนาม
เอาเหรียญกล้าหาญและอิสริยาภรณ์ที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐฯขว้างที้งต่อหน้าผู้ชุมนุมหลายหมื่นคน



ทหารผ่านศึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกา
พวกเขาว่างงานสังคมไม่ยอมรับกลายเป็นภาระมีปัญหาทางจิตใจ
พวกเขาเหมือนวัตถุเหลือใช้จากสงคราม มันเป็นความปวดร้าวและข่มขื่นเป็นอย่างยิ่ง

30เมษายน1975 รถถังของกองทัพปฎิวัติเวียดนามเหนือพุ่งเข้าชนประตูทำเนียบรัฐบาล


ภาพสุดท้ายที่ปรากฎไปทั่วโลกคือ"การอพยพครั้งสุดท้าย"เฮลิคอปเตอร์บนหลังคาตึกสถานทูตสหรัฐวันไซ่ง่อน
แตกที่พึ่งสุดท้ายของฝ่ายขวาหลังสนามบินถูกถล่ม



อเมริกันและชาวเวียดนามมุ่งหน้าไปที่สถานทูตเพื่อต้องการหนีออกจากเวียดนามทางเครื่องบินเพื่อไปลงเรือ
ที่จอดรออยู่ทางทะเล หลายคนผิดหวัง หลายคนสมหวัง

สงครามเวียดนามบอกอะไรได้หลายอย่าง การต่อสู้ การไม่ยอมแพ้ต่อการกดขี่ความเลวแหลกของ
ระบอบนักการเมือง รวมถึงความเยี่ยมยุุทธของด้านการรบและยุทธวิธีเวียดนามเหนือเป็นสิ่งที่น่าศึกษา
และเป็นบทเรียนชั้นดีเยี่ยม


พิษณุ จามพัฒน์


.....................................................................................................................


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Fri Apr 23, 2010 1:10 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Mar 27, 2010 11:28 am

att พิมพ์ว่า:
คศ.1964 เรือยนต์เตอร์ปิโดจำนวน 3 ลำของทหารเวียดนามเหนือโจมตีเรือพิฆาต Uss Maddox ของอเมริกา
ในเขตน่านน้ำสากล บริเวณอ่าวตองกิน ประมาณ 30 ไมล์จากชายฝั่งของประเทศเวียดนามเหนือ

http://aryaforum.freeforums.org/indochine-s-portraits-t229-60.html
ต้องกลับมาถามทางฝั่งไทยเองว่าหวังจะมีเอกภาพกับอินโดจีนสักแค่ไหน โอกาสนั้นมีมานานกว่า 60 ปี
นับจากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีมาตั้งแต่ยุคเสรีไทยเคยพยายาม แม้แต่ช่วยเวียดมินปลดแอก
แต่นั่นเล็กน้อยเกินไป แล้วขาดตอนไปนานเกินไปที่ทั้งสามชาติที่อยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงจะเห็น
ความจริงใจจากผู้นำไทย

พอมาถึงสงครามเวียดนาม เจ๊ตทุกลำที่มุ่งหน้าถล่มเวียดนามตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2508
(หลังจากสหรัฐหาเรื่องสำเร็จจากกรณีเรือแม๊ดด๊อกซ์ที่อ่าวตังเกี๋ย) ก็เป็นไปตามบัญชาของบันทึก
Dean-Rusk Thanat Communique 1962
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=12&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

นอกจากนั้นข้าพเจ้ายังต้องหาทางติดต่อประสานงานผู้ใหญ่ที่เป็นกรรมการ "คท."
เพื่อให้สามารถตกลงใจได้รวดเร็วทันเหตุการณ์ โดยข้าพเจ้าต้องทำความรู้จักและคุ้นเคยกับ
ฝ่ายเสนาธิการประจำตัว (คนสนิท) ของท่าน เช่น "ไพฑูรย์" คนสนิทของ พลเอกถนอม กิตติขจร
"สม" คนสนิทของ พลเอกประภาส จารุเสถียร "สรรเสริญ" คนสนิทของ พลอากาศเอก บุญชู จันทรุเบกษา และ
"อานันท์ คนสนิทของ พันเอกถนัด คอมันตร์เพราะ การส่งเอกสารทางราชการเพื่อการประสานงานนั้น
ย่อมจะไม่ทันกับเหตุการณ์ นอกจากเป็นเรื่องสำคัญก็จะยืนยันทางเอกสารภายหลัง การปฏิบัติเช่นนี้
ต้องอาศัยความเชื่อถือซึ่งกันและกันเท่านั้น ซึ่งนับเป็นโชคดีที่ข้าพเจ้ามีความคุ้นเคยกับฝ่ายเสนาธิการ
ที่เป็นคนสนิทของท่านผู้ใหญ่เหล่านี้มาก่อน จึงทำให้สามารถปฏิบัติงาน "ลับ" นี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี
แต่ข้าพเจ้าก็ต้องประจำอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ตลอดเวลา
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://www.acassoc.com/o2/Newsdetail.asp?id=4635
เส้นทาง สู่ อำนาจ เส้นทาง อานันท์ ปันยารชุนเส้นทาง ถนัด-รัสก์

คอลัมน์ หักทองขวาง

ต้องยอมรับว่าการเรียบเรียงหนังสือ "อานันท์ ปันยารชุน ชีวิตความคิดและการงาน" โดย ประสาร มฤคพิทักษ์
มิได้เป็นการเรียบเรียงไปเรื่อยๆ ในลักษณะอนุกรม

ประการ 1 เป็นการเรียบเรียงจากคำบอกเล่าโดยตรงของ นายอานันท์ ปันยารชุน

ขณะเดียวกัน ประการ 1 เป็นการเรียบเรียงในลักษณะที่ผ่านการสังเคราะห์ วิเคราะห์จาก 2 ส่วนประสานเข้าด้วยกัน

ส่วนหนึ่ง เป็นของ นายอานันท์ ปันยารชุน เอง ส่วนหนึ่ง เป็นของ ประสาร มฤคพิทักษ์ และคณะ

การเรียนรู้ของ นายอานันท์ ปันยารชุน ในฐานะเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูงเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนนั้น คือ นายถนัด คอมันตร์

อย่าลืมเป็นอันขาดว่าในคณะทูตของไทยที่เดินทางไปประจำ ณ กรุงโตเกียว ภายหลังไทยประกาศสงครามกับ
สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเมื่อต้นปี 2485 นั้น เลขานุการประจำคณะคือ นายถนัด คอมันตร์

การที่ นายถนัด คอมันตร์ เลือก นายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นเลขานุการทำงานใกล้ชิดกับตน
จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง

ทรงความหมายมากน้อยเพียงใดขอให้ศึกษาจากข้อเขียนของ ประสาร มฤคพิทักษ์ และคณะในหนังสือ
"อานันท์ ปันยารชุน ชีวิต ความคิดและการงาน" เล่มนี้ ดังนี้ วัน ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2505 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ พร้อมคณะ
คือ พล.ท.วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ เจ้ากรมข่าวทหาร และ นายอานันท์ ปันยารชุน ได้เดินทางไปพบ
ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้


โดยกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐได้เตรียมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับไทยไว้พร้อมสรรพถึง 12 เรื่องด้วยกัน
รวมทั้งจดหมายถึง "จอมพล" ของไทย

ที่สำคัญ คือ "แถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์" ลงวันที่ 6 มีนาคม 2505 ซึ่งระบุว่า

"สหรัฐอเมริกายืนยันอย่างหนักแน่นและเปิดเผยที่จะรักษาเอกราชและบูรณภาพของราชอาณาจักรไทย
เป็นสิ่งสำคัญขั้นชีวิต พร้อมทั้งแสดงเจตจำนงอย่างแน่วแน่ที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีแห่งสนธิสัญญาซีโต้
เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลประเทศไทยในการต่อต้านการรุกรานทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย
"

ในด้านหนึ่งนั้น คือ การเล่นเกม มีทางเลือก กับสหรัฐอเมริกา

อีกด้านหนึ่งเป็นการงัดข้อกับฝ่ายทหาร

นายอานันท์ ปันยารชุน ได้มีโอกาสศึกษาวิทยายุทธ์จากบรมครู พ.อ.ถนัด คอมันตร์ อย่างใกล้ชิด และมีความหมายยิ่ง
กับตนเองในเวลาต่อมา
ไม่ว่าจะประเมินว่าการลงนามใน "แถลงการณ์ถนัด-รัสก์" จะเป็นการเล่นเกมมีทางเลือก
กับสหรัฐและนำเอาไพ่สหรัฐอเมริกามาต่อรองกับฝ่ายทหาร

แต่นายดีน รัสก์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ยืนยันต่อ
พ.อ.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยว่า

"พันธกรณีของสหรัฐมิได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของประเทศภาคีสนธิสัญญาอื่นๆ ทั้งหมดก่อนหน้านี้
ทั้งนี้เพราะพันธกรณีตามสนธิสัญญานี้ เป็นทั้งเรื่องของแต่ละประเทศและทุกประเทศร่วมกันก็ได้
"

บทสรุปของ จุลชีพ ชินวรรโณ ก็คือ

แถลงการณ์ ถนัด-รัสก์ทำให้รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ซึ่งยึดอำนาจ
ทางการเมืองจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม) มีความมั่นใจในพันธกรณีของสหรัฐอเมริกามากยิ่งขึ้น


และได้ขยายขอบเขตความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา โดยประเทศไทยยอมให้สหรัฐอเมริกาสร้างและใช้ฐานทัพ
ในประเทศอีกหลายแห่งนอกเหนือจากฐานทัพอากาศที่ตาคลีและโคราชในค.ศ.1962 และนครพนมในค.ศ.1963


ต่อมา เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาททางการทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในเวียดนามเพิ่มมากขึ้น ภายหลังจากที่รัฐสภาสหรัฐอเมริกามอบอำนาจให้ประธานาธิบดีจอห์นสัน
ดำเนินการทางการทหารตาม "มติอ่าวตังเกี๋ย" ใน ค.ศ.1964 แล้ว


รัฐบาลไทยภายใต้ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งสืบทอดอำนาจต่อจาก
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ถึงแก่กรรมก็ได้ร่วมกับสหรัฐอเมริกามากยิ่งขึ้น

จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนธันวาคม 2506

นั่นไม่เพียงแต่ นายถนัด คอมันตร์ จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หาก
นายอานันท์ ปันยารชุน ก็ยังเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ


นายอานันท์ ปันยารชุน อยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงปี 2510

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=13&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อย่าแปลกใจที่วันนี้ ไทยกำลังเผชิญกับปีศาจอินโดจีนหลอกหลอน กี่หมื่นกี่แสนศพเวียดนามที่สังเวยให้
กับระเบิดที่หย่อนลงไปจากเครื่องบินที่ขึ้นไปจากอู่ตะเภา อุดร ตาคลี โคราช เริงนกทาอุบล เอ็นเคพี
นครพนม เปล่า ผมไม่ห่วงว่าเขาจะมาแก้แค้น แค่สักวันหนึ่ง เขาอาจมาขอให้ไทยกล่าวคำขอโทษเหมือน
คนจีน เกาหลีเรียกร้องให้นายกญี่ปุ่นคนแล้วคนเล่าออกมาขอโทษ แค่นั้นก็เป็นชะ นักบาปติดตัวไปจนตายแล้ว
และผมก็ยังนึกไม่ออกว่า เมื่อถึงวันนั้นผู้นำไทยรุ่นหลังๆจะตอบว่าอย่างไร อาจบอกว่าไม่เห็นมีคนญวนตายสักคนก็ได้

วันนี้เราต้องเปลี่ยนนโยบายทั้งระบบการศึกษาและการทูต เพื่อจะได้ทำให้ไทยตามกระแสความเปลี่ยนแปลง
ของประเทศเพื่อนบ้านให้ทัน ทุกวันนี้คนเวียดนามรู้ภาษาไทยเพียบ เยาวชนของเขาสนใจไทย
ในขณะที่เด็กไทยในมหาวิทยาลัยกำลังจะมืดบอดกับโลกทัศน์รอบตัวอย่างน่าวิตกยิ่ง
ขนาดสองวันก่อน ที่ประชุมอธิการบดีทั่วประเทศลงมติว่า ภาษาอังกฤษไม่ต้องใช้เป็นเกณฑ์ทดสอบในการเข้าเรียน
ในมหาวิทยาลัย แล้วสัมมะหาอะไรกับภาษามาลายู พม่า เวียดนาม ที่ในอนาคต ไทยจะหาผู้เชี่ยวชาญกิจการของ
ประเทศในอินโดจีนไม่ได้เลยเพราะถ้าไม่รู้ภาษาพื้นเมืองของเขาแล้ว ก็อย่าหวังจะเข้าใจกุศโลบาย
และยุทธศาตร์ของเขาได้

ผมไม่ทราบว่า อะไรที่อยู่เบื้องหลังความคิดตื้นๆเช่นนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความมีชาตินิยมแบบราคาถูก
ที่เกิดจากความรู้สึกเดียดฉันท์ชนชาติลาว เขมร ญวนว่าต่ำต้อยกว่าไทย (ชาติพันธุนิยม=ethnocentrism)

หรือไม่ก็เป็นความเขลาที่หลงไปว่าถ้ารู้ภาษาคนอื่นแล้วจะทำให้ถูกหลอมเข้ากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา
หรือทั้ง 2 อย่างรวมกัน เหมือนกับในยุคจอมพล ป.ที่แอนตี้การมีโรงเรียนจีน สุดท้ายวันนี้ก็เห็นสอนกันเกร่อ
เป็นเพราะอะไร คงต้องรอจนกว่าจะเห็นว่าชาติใดเป็นมหาอำนาจก่อน ถึงจะยอมรับกระมัง

ทำเป็นเล่นไป เวียดนามรู้ถึงค่านิยมเชิงอำยาจของคนไทยดี
เขาจึงทำการเปิดสอนภาษาไทย การเมือง สังคมและวัฒนธรรมไทย อย่างเป็นเรื่องเป็นราว
โดยมีเป้าหมายว่า สักวันจะแสดงให้เมืองไทยยอมรับว่าเวียดนามคือมหาอำนาจในอินโดจีน
แน่นอนว่า เมื่อถึงวันนั้น โรงเรียนไทยจะได้เปิดสอนภาษาเวียดนามกันเป็นล่ำเป็นสัน

เราอยากเปิดสอยเพราะสถานการณ์บังคับ หรือเราจะจัดหลักสูตรเองอย่างเสรี มันต่างกันนะครับ
ฝากถึงที่ประชุมสภาอาจารย์ทั่วประเทศให้ทราบว่า พวกฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยบัดนี้เฟอะฟะ
เพี้ยนกันไปหมดแล้ว

พอหันมาดูกระทรวงการต่างประเทศ เจอทั้งบอดทั้งเหล่ งานแรกของรัฐมนตรีปัจจุบันคือ
ทำพาสปอร์ตแดงไปให้นายเก่าได้มีสิทธิพิเศษทางการทูต ดูวิสัยทัศน์คนระดับนี้แล้วต้องร้องว่า พระเจ้า!

เรือพิฆาตแม๊ดด๊อกซ์ (USS Maddox : DD-731) ภายใต้บังคับบัญชาของ น.ท.เด็มสเตอร์ แจ๊คสัน
ได้รับคำสั่งให้เข้าไปลาดตระเวนเลียบชายฝั่งเวียดนามเหนือ ตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๐๗



จนกระทั่งวันที่ ๒ สิงหาคม ประมาณสี่โมงเย็น เรือแม๊ดด๊อกซ์ ถูกโจมตี
โดยเรือยนต์ตอร์ปิโดเวียดนาม(Patrol Torpedo Boat :PT ) ๓ ลำ ในเขตน่านน้ำสากล


เกิดการปะทะกันด้วยปืนเรือและตอร์ปิโด ฝ่ายอเมริกาได้รับการสนับสนุนเครื่องบินโจมตี
จากเรือบรรทุกเครื่องบินติคอนเดอโรกา(USS Ticonderoga :CVA-14)




ฝ่ายอเมริกาเสียหายเล็กน้อย ฝ่ายเวียดนามเหนือ เสียเรือไปหนึ่งลำ
เรือพิฆาตแม๊ดด๊อกซ์ ยังคงลาดตระเวนต่อไป


วันที่ ๓ สิงหาคม เรือพิฆาตเทอร์เนอร์ จอย(USS Turner Joy:DD-951)
เข้าเสริมกำลังร่วมกับเรือแม๊ดด็อกซ์

วันที่ ๔ สิงหาคม เวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่ง หมู่เรือได้ตรวจพบเป้าจากเรดาร์ คาดว่าเป็นเรือยนต์ตอร์ปิโดเวียดนามเหนือ
จึงได้ทำการยิงไปยังเป้าที่ถูกระบุด้วยเรดาร์ มีรายงานว่าจมเรือเวียดนามเหนือได้ ๒ ลำ (??)



แต่เรื่องความเสียหายของเวียดนามเหนือนี้ ภายหลังมีลูกเรือแม๊ดด๊อกซ์เอง ออกมาเปิดเผย
ว่าที่ยิงไปตอนกลางคืนน่ะ ไม่เห็นเป้า ไม่แน่ใจว่ามีการโจมตีจริงหรือไม่ ??


--------------------------------------------------------------------


โดยความเห็นส่วนตัวผม ผมเชื่อว่าวิกฤติการณ์นี้ เป็นเจตนาของอเมริกา ที่ต้องการให้เกิด
การส่งเรือแม๊ดด๊อกซ์เข้าไปในระยะขนาดนั้น พร้อมกับการใช้เรดาร์กวาดทั่วชายฝั่งเวียดนามเหนือ
เหมือนกับเป็นการ " ล่อเป้า " กลายๆ ให้เวียดนามเหนือจับได้ จึงส่งเรือยนต์ตอร์ฯ ออกมาถูกที่
เพราะเรือยนต์ตอร์ฯ มีรัศมีปฏิบัติการไม่ไกลนัก ต้องรู้จุดรู้ตำแหน่งเป้าหมายคร่าวๆ

ผมอยากเสนอบันทึกเหตุการณ์กว้างๆ อย่างนี้นะครับ

พฤศจิกายน ๒๕๐๖(1963) ปธน. เคเนดี้ ถูกลอบสังหาร, รอง ปธน.จอห์นสันเป็น ปธน. แทน
สิงหาคม ๒๕๐๗(1964) วิกฤติการณ์อ่าวตังเกี๋ย
มกราคม-มีนาคม ๒๕๐๘(1965) Operation Rolling Thunder , Operation Starlight
อเมริกา เข้าร่วมสงครามเวียดนามเต็มตัว


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sat Jun 05, 2010 9:09 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความลับแตก สหรัฐจอมแหลอ้างพลเรือนโดนระเบิดตายในอัฟกัน ที่แท้เป็นพวก CIA

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Mar 27, 2010 11:33 am

att พิมพ์ว่า:http://www.crma.ac.th/histdept/news/tonkingulfincident.htm

อุบัติการณ์ที่อ่าวตังเกี๋ย
(Tonkin Gulf Incident)


4 สิงหาคม 1964 อาจไม่ได้เกิดขึ้นจริงการศึกษาของ Edwin E. Moise จากหนังสือ
Tonkin Gulf and the Escalation of the Vietnam War (Chapel Hill: University of North Carolina Press, 1996)
ยืนยันว่า อุบัติการที่อ่าวตังเกี๋ยในวันที่ 5 สิงหาคม 1964 ซึ่งทำให้สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในเวียดนามเหนือนั้น
ไม่ได้เกิดขึ้นจริง วันที่ 5 สิงหาคม 1964 เครื่องบินสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดถล่มเวียดนามเหนือเป็นการโต้ตอบ
ที่เรือพิฆาตของสหรัฐฯ ชื่อ Maddox และ Turner Joy ถูกโจมตีจากเรือลาดตระเวนของเวียดนามเหนือ
ในวันที่ 4 สิงหาคมในน่านน้ำสากลบริเวณอ่าวตังเกี๋ย การโจมตีของเวียดนามเหนือดังกล่าวนับเป็นครั้งที่สอง
ในรอบสามวัน ก่อนหน้านี้ในวันที่ 2 สิงหาคม เรือ Maddox เคยถูกโจมตีในบริเวณเดียวกัน
การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ภายใต้รหัสว่า Pierce Arrow ในวันที่ 5 สิงหาคมถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สหรัฐฯ
เพิ่มการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในเวียดนามมากขึ้นอย่างฉับพลัน วันที่ 7 สิงหาคม สภาคองเกรสมีมติ
อ่าวตังเกี๋ยให้อำนาจประธานาธิบดี Lyndon Johnson เพิ่มขึ้นในการสกัดกันการคุกคามจากเวียดนามเหนือ
หนังสือพิมพ์ให้การสนับสนุนทัศนะของรัฐบาลที่มีต่ออุบัติการณ์ที่อ่าวตั้งเกี๋ย สาธารณชนอเมริกันให้การสนับสนุน
การโจมตีตอบโต้เวียดนามเหนือ แต่ครั้งถึงปี 1967 ข้อเท็จจริงเริ่มปรากฏออกมาว่า
การโจมตีวันที่ 4 สิงหาคมของเวียดนามเหนือนั้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง Moise เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 กรกฎาคม
เรือ Maddox แล่นออกจากไต้หวันไปอ่าวตังเกี๋ยเพื่อสอดแนม และเข้าไปใกล้ชายฝั่งเวียดนามเหนือมากเกินกว่า
ที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ จะกล้ายอมรับอย่างเปิดเผยเป็นการเข้าไปปฏิบัติการในอ่าวตั้งเกี๋ยหลังความตึงเครียด
ระหว่างสหรัฐฯและเวียดนามเหนือเพิ่มสูงขึ้น ไม่มีข้อโต้แย้งว่า ในวันที่ 2 สิงหาคม เรือ Maddox ถูกเรือเวียดนามเหนือ
3 ลำโจมตี แต่ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นกับเรือปฏิบัติการสอดแนมยังดำเนินต่อมาอีก โดยมีเรือ Turner Joy เข้ามาร่วม
ต่อมาในวันที่ 4 สิงหาคม เรือทั้งสองลำรายงานว่ากำลังถูกโจมตี จึงมีการส่งเครื่องบินจากกองเรือ Ticonderoga และ
Constellation ออกบินคุ้มครอง หลังเหตุการณ์สงบลงแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากสงสัยว่า
การโจมตีเกิดขึ้นจริงหรือไม่

Moise ยืนยันว่า มีหลักฐานแสดงว่า ไม่มีการโจมตีจากเวียดนามเหนือเกิดขึ้นในคืนวันที่ 4 สิงหาคม
ประธานาธิบดีจอห์นสันสั่งให้ตอบโต้เพราะเชื่อว่ามีการโจมตีเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อปรากฎว่า
การโจมตีอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง สหรัฐฯ ก็ยากที่จะถอย Moise มีความรู้สึกว่า เหตุการณ์วันที่ 4 สิงหาคม
เป็นข้ออ้างที่ง่ายดีสำหรับการเพิ่มการเข้าไปยุ่งเกี่ยวของสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนาม
เป็นการยากที่จะโต้แย้งว่า หากไม่มีอุบัติการณ์ดังกล่าว ประธานาธิบดีจอห์นสันจะไม่มีคำสั่งให้ทิ้งระเบิด
ถล่มเวียดนามเหนือเป็นการตอบโต้หลังเกิดเหตุการณ์อื่นๆ และนำไปสู่การรณรงค์ให้มีการทิ้งระเบิด
เวียดนามเหนืออย่างเป็นกิจลักษณะ

ที่มา: พ.ต. ศรศักร ชูสวัสดิ์สรุปจาก David H. Eyman. "Review of Edwin E. Moise,
Tonkin Gulf and the Escalation of the Vietnam War," H-War, H-Net Reviews, January, 1997.
URL:
http://www.h-net.msu.edu/reviews/showrev.cqi?path=11845862319294. 30/11/44.

http://socialitywisdom.blogspot.com/2009/04/blog-post_7224.html
Thursday, April 23, 2009

ลำดับ๕๘๓.สหรัฐสร้างสถานการณ์เพื่อประกาศสงคราม

๓๕๐ ไมล์ทางทิศตะวันออกของทุ่งไหหินในอ่าวตังเกี๋ยใกล้แนวชายฝั่งเวียดนามเหนือ
เรือเร็วของหน่วยคอมมานโดเวียดนามใต้และเรือพิฆาตลำหนึ่งของอเมริกากำลังเล่นเกมแมวจับหนู
อยู่กับกองกำลังป้องกันชายฝั่งขอฮานอย จากความพยายามหาพิกัด และคลื่นความถี่ของสถานีเรดาห์
ที่พวกโซเวียตได้มาสร้างไว้ให้

๓๐ กรกฎาคม ๒๕๐๗ หน่วยคอมมานโดเวียดนามใต้เปิดฉากระดมยิงที่ตั้งทางทหารเวียดนามเหนือ
ที่ต้ัง อยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในอ่าวตังเกี๋ย ไม่กี่วันต่อมา เรือลาดตระเวนของเวียดนามเหนือ ได้เปิดฉากยิงเข้าใส่
เรือพิฆาต ที่ชื่อว่าแมดด็อกของอเมริกา เรือพิฆาตอเมริกันอีกลำหนึ่งจึงได้ช่วยยิงตอบโต้ใส่เรือลาดตระเวนตอร์ปิโด
เวียดนามเหนือ เพื่อเป็นการแก้เผ็ด ต่อมาเครื่องบินรบอเมริกันบินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าโจมตีคลังเก็บน้ำมัน
และเรือรบเวียดนามเหนือจำนวน ๒๕ ลำ ในภารกิจนี้อเมริกาเสียเครื่องบินไปสองลำ

๗ สิงหาคม รัฐสภาอเมริกาได้ผ่านกฎหมาย กัฟ ออฟ ตังเกี๋ย ที่เปรียบเหมือนไฟเขียว
ให้ประธานาธิบดีจอห์นสัน ทำสงครามกับเวียดนามเหนืออย่างเป็นทางการ


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอ่าวตังเกี๋ย ทำให้วอชิงตันหันมาให้ความสนใจสถานการณ์ในเวียดนามเพิ่มมากขึ้น
เจ้าหน้าที่ในวอชิงตันไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในลาวเหมือนแต่ก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นในลาวจึงกลับเข้าสู่เงามืดอีกครั้ง

ฉะนั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯในเวียดนามใต้ ซีไอเอจึงได้รับคำสั่ง
ให้เร่งเสริมสร้างกองทหารชาวเขาและขยายพื้นที่ปฏิบัติการเข้ายังเขตแดน
เวียดนามเหนือและทางตอนใต้ของจีน

โดยเป้าหมายแรกคือ หาข่าวแล้วทหารกองโจรชาวเขาจะเข้าโจมตีก่อนกวนข้าศึกไปพร้อมกัน

โทนี โพ ได้จัดตั้งทหารกองโจรบริเวณซำเหนือขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้เพราะซำเหนืออยู่นอกเขตพื้นที่ดูแลของวังเปา
และในการสู้รบกับทหารปเทดลาวที่พวกอเมริกันมักอ้างว่าเป็นกองทหาร เวียดนามเหนืออยู่เสมอๆ ทหารกองโจร
ภายใต้การนำของโทนี โพ-ทหารหน่วยรบพิเศษของสหรัฐ ก็ถูกทหารฝ่ายปเทดลาวโจมตีอย่างหนักจนพารูชาวไทย
ที่ไปด้วยถูกสังหารจนหมด โทนี โพถูกยิงที่ตะโพกอาการสาหัส ต้องเรียก ชอปเปอร์บินมารับกับฐานที่มั่นล่องแจ้ง
และนั่นเป็นสัญญาณการต่อสู้จากฝ่ายปเทดลาวต่อพวกต่างชาติที่เข้ามาทำลาย ประเทศชาติของผู้อื่น.

att พิมพ์ว่า:http://www.thaioctober.com/smf/index.php?topic=2533.70;wap2
เปิดโปงสหรัฐฯ ''กุข่าว'' เพื่อเปิดศึกเวียดนาม

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 ธันวาคม 2548 22:30 น.

เพิ่งจะมีการเปิดเผยในช่วงสุดสัปดาห์นี้ว่า ความจริงแล้วไม่ได้มี "เหตุการณ์อ่าวตังเกี๋ย" เกิดขึ้น
อันเป็นสาเหตุให้สหรัฐฯ อ้างความชอบธรรมในการโจมตีทางอากาศเวียดนามเมื่อ 40 กว่าปีก่อน

ทั้งหมดนั้นเป็นข้อมูลผิดๆ ไม่ต่างกับเมื่อสหรัฐฯ เปิดศึกในอิรัก โดยอ้างว่าอดีตประธานาธิบดี
ซัดดัม ฮุสเซน มีอาวุธทำลายล้างอานุภาพสูงในครอบครอง

การข่าวที่อ้างว่า "เวียดนามเหนือยิงเรือรบสหรัฐฯ ด้วยตอร์ปิโดในวันที่ 4 สิงหาคม 2507" นั้น
ปรากฏว่าไม่ใช่เรื่องจริง ข้อมูลนี้เพิ่งจะได้รับการเปิดเผยหลังจากถูกเก็บไว้เป็นความลับมานาน
โดยองค์การความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ (USNSA)

เอกสารที่สำคัญที่สุดซึ่งเปิดเผยเรื่อง ข่าวเท็จที่สหรัฐฯ อ้างเพื่อก่อสงครามในเวียดนามนั้น
เป็นรายงานของนายโรเบิร์ต ฮันโยค นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่ปฏิบัติงานให้กับ USNSC
เมื่อปี 2544 แต่รายงานชิ้นนี้ก็ถูกเก็บเป็นความลับมานาน

นายฮันโยคได้ศึกษาเอกสารลับเมื่อปี 2507 และได้สรุปว่า ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่
ฝ่ายเวียดนามโจมตี เรือรบสหรัฐฯ ในวันที่ 4 ส.ค. 2507 ตามที่มีการกล่าวอ้าง


องค์การความมั่นคงแห่งชาติ ได้พยายามเลื่อนเวลาการเผยแพร่รายงานชองนายฮันโยค
เพื่อมิให้เกิดการเปรียบเทียบกันระหว่าง กรณีสหรัฐฯ เปิดฉากสงครามในเวียดนามเมื่อกว่า 40 ปีก่อน
กับกรณีที่สหรัฐฯ เปิดฉากสงครามในอิรัก เมื่อปี 2544

ฝ่ายเวียดนามเรียกสงครามครั้งนั้นว่า "สงครามสหรัฐฯ" ซึ่งกินเวลานานถึง 10 ปี ในช่วงนั้นสหรัฐฯ
ส่งทหารเข้ารบในเวียดนามกว่า 3 ล้านคน มีประชาชนพลเรือนชาวเวียดนามเสียชีวิตกว่า 2 ล้านคน
และทหารอเมริกันล้มตายไปกว่า 58,000 คน

นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า สงครามอิรักในวันนี้ก็จะจบลงอย่างล้มเหลว
เช่นเดียวกันกับสงครามเวียดนามที่ยุติลงลงเมื่อ 30 ปีก่อน.

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลับที่สุด!! เวียดกงหลอกสหรัฐฯ ถล่มกันเอง

โดย ผู้จัดการออนไลน์13 มกราคม 2551 22:12 น.

เอกสารลับที่เคยเป็นเรื่องลับสุดยอดจากยุคสงครามเวียดนามได้เปิดเผยความลับออกมาหลายอย่าง
รวมทั้งการที่หน่วยรบของกองทัพสหรัฐฯ บางหน่วยเคยถูกฝ่ายเวียดนามเหนือแสร้งเป็นพวกเดียวกัน
ส่งวิทยุหลอกแจ้งพิกัดให้ช่วยยิงถล่ม "ศัตรู" ซึ่งต่อมาได้ปรากฏว่า เป็นการยิงที่ตั้งฝ่ายสหรัฐฯ เอง

มีเรื่องราวที่ฝ่ายสหรัฐฯ ถูกหลอกแบบนี้ในหลายเหตุการณ์

ส่วนใหญ่ในเอกสารเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการถอดรหัสลับและการดักฟังการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม
FAS เปิดเผยสัปดาห์ที่แล้วว่า ในปี 2488 หน่วยดักฟังของสหรัฐฯ เคยดักสัญญาณโทรเลขที่
อดีตประธานโฮจิมินห์ของเวียดนามเหนือ ส่งถึงจอมพลโจเซฟ สตาลิน แห่งอดีตสหภาพโซเวียตได้

เอกสารจำนวนหนึ่งยังได้ตอกย้ำการโกหกของอดีตประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน เกี่ยวกับกรณี
ที่เรียกว่า "เหตุการณ์อ่าวตังเกี๋ย" (Gulf of Tonkin Incident) เมื่อปี 2507 ซึ่งเป็นเรื่องที่
ผู้นำสหรัฐฯ กุขึ้นมาเพื่ออ้างเป็นสาเหตุเข้าแทรกแซงในเวียดนาม


เอกสารลับที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Agency) ยอมเปิดเผยนี้
เป็นไปตามกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ที่ร้องขอโดยสมาคมนักวิทยาศาสตร์อเมริกัน
(Federation of American Scientists) หรือ FAS
เอกสารที่เคยเป็นความลับชุดนี้
มีความยาวกว่า 500 หน้ากระดาษ เป็นการดักฟังตั้งแต่ปี 2488 จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย
ที่สหรัฐฯ ต้องถอนหน่วยข่าวนี้ออกจากกรุงไซ่ง่อนในปี 2518 รวมเวลา 30 ปีเต็ม

ในช่วงสงครามนั้นมีบางครั้งที่ฝ่ายเวียดนามเหนือประสบความสำเร็จในการแทรกเข้าไปในระบบสื่อสาร
ของฝ่ายสหรัฐฯ สามารถตรวจจับการส่งสารต่างๆ ของฝ่ายสหรัฐฯ ได้จากภายในโดยตรง

และมีหลายโอกาสฝ่าย คอมมิวนิสต์ "ซึ่งติดต่อโดยใช้เครือข่ายวิทยุสื่อสารของพันธมิตรได้ร้องขอให้
หน่วยปืนใหญ่หรือหน่วยทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ไปถล่มที่ตั้งหน่วยทหารสหรัฐฯ เอง" สมาคมฯ กล่าว

เจ้าหน้าที่ของ FAS คนหนึ่งกล่าวว่า มันเป็นเรื่องราวที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยในชีวิต

อย่างไรก็ตามเอการลับไม่ได้เปิดเผยในรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีครั้งต่างๆ
ตลอดจนความเสียหายที่กองทัพสหรัฐฯ ได้รับจากการถล่มกันเอง

เอกสารที่เพิ่งเปิดเผยนี้ได้โยงไปถึงเรื่อง "เหตุการณ์อ่าวตังเกี๋ย" โดยรัฐบาลประธานาธิบดีจอห์นสัน
ได้กุเรื่องรายงานต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ในครั้งโน้นว่า เรือพิฆาตลำหนึ่งของสหรัฐฯ ถูกฝ่ายเวียดนามเหนือ
ใช้เรือเร็วเข้าโจมตี

รัฐบาล สหรัฐฯ กุเรื่องนี้ขึ้นมา ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่สงครามในเวียดนาม
แบบถลำลึกลงไปทุกขณะ แต่เอกสารลับนี้ระบุชัดไม่มีการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้น
ในคืนที่รัฐบาลอ้างถึง


เจ้าหน้าที่ FAS กล่าวว่า เคยมีข่าวระแคะระคายเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น
เอกสารลับยืนยันการโกหกพกลมอย่างเป็นทางการ
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9510000004948