Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

หน้า 4 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Oct 25, 2009 2:36 pm

นายกฯฮุนเซน : อดีตนายกฯ ทักษิณ/ต่างเติมเต็มความทะเยอทะยาน

วันที่ 25 ตุลาคม 2552 02:00

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

แทบไม่น่าเชื่อว่า "บ้านเมืองของเรา" ในฐานะประเทศเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 และประเทศคู่
เจรจา 6 ชาติ กำลังถูก "อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา" ถึงสองคนสมคบกับอีกนายกรัฐมนตรีของประเทศ "เพื่อนบ้านของเรา"
อย่างกัมพูชา สร้างเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องใหญ่วาระสำคัญระดับภูมิภาคของ"พลเมืองอาเซียน" ให้กลายเป็น
"ผลประโยชน์ส่วนบุคคล" แต่ผมไม่ค่อยแปลกใจกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชา หรือ ชื่อเต็มๆ
"สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน" ที่บอกผ่าน "อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต" ด้วยการพูดจาภาษาเขมรด้วยกันว่า
นายกฯ สมเด็จฮุนเซน เห็นใจอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ถูกรัฐประหารอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 และยังถือว่า
อดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นเพื่อนตลอดกาล พร้อมกับเตรียมสร้างบ้านหลังใหญ่ที่กรุงพนมเปญเพื่อให้อดีตนายกฯ
ทักษิณไปอยู่ในฐานะที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ ยิ่งเมื่อนายกฯ สมเด็จฮุนเซน เดินทางมาร่วมประชุมอาเซียนซัมมิต
อย่างไม่เต็มใจจะมา (เพราะคงไม่ค่อยได้มีการพูดถึงผลประโยชน์โดยตรงของตัวเอง) แล้วตั้งใจบอกกับผู้สื่อข่าว
ด้วยเนื้อใจความหนักแน่นยิ่งกว่าบอกผ่านอดีต นายกฯ พล.อ.ชวลิต ที่ไม่ค่อยมีใครในบ้านเมืองของเราให้เครดิต
ในคำพูดมากนัก นายกฯ สมเด็จฮุนเซน ยกย่องอดีตนายกฯ ทักษิณ เทียบเท่ากับนางออง ซาน ซูจี
ผู้นำฝ่ายค้านที่นานาชาติยกย่องและประณามพฤติกรรมของรัฐบาลเผด็จการพม่า บอกว่าอดีตนายกฯ
ทักษิณถูกรังแกทางการเมืองจึงไม่ส่งตัวให้ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนหากลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ใกล้ๆ
เมื่อเดือนเม.ย. ปีที่แล้ว หลังจากพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2551 คุณสมัคร สุนทรเวช
ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจอยาก แล้วคุณนพดล ปัทมะ เลขานุการ, โฆษกและทนายความของอดีตนายกฯ ทักษิณ
ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศตามคำสั่งจากต่างแดน แทบจะถือเป็นภารกิจแรกเร่งด่วนที่สุด
ในวันที่ 21 เม.ย. 2551 ของรัฐมนตรีต่างประเทศคนนี้คือการนำคณะเดินทางไปประเทศกัมพูชาเพื่อพบกับ
นายกฯ ฮุนเซน เจรจาความเรื่องความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทยระหว่าง ไทย-กัมพูชา
ที่สำรวจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบเป็นจำนวนมหาศาล แล้วอีกไม่กี่วันต่อมา ปรากฏภาพอดีตนายกฯ ทักษิณ
เดินทางจากประเทศไทยไปออกรอบตีกอล์ฟกับนายกฯ ฮุนเซน ที่สนามกอล์ฟในพนมเปญ
จึงไม่ใช่เรื่องน่าตกอกตกใจกับคำพูดของนายกฯ สมเด็จฮุนเซน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ไม่ได้แตกต่างจากเดิมเลย
เพียงแต่ออกมาโอบอุ้มอดีตนายกฯ ทักษิณ แจ่มแจ้งไม่ต้องตีความทางการทูตใดๆ อีกต่อไป
โดยไม่ได้ใส่ใจหัวข้อการประชุมอาเซียนซัมมิตดังเช่นที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" คนปัจจุบัน คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แถลงข่าวตั้งคำถามกลับไปว่านายกฯ ฮุนเซน อย่าลืมว่าวัตถุประสงค์ของการเดินทางมาประชุมอาเซียนซัมมิต คือ
การสร้างความปรองดองและความร่วมมือในการพัฒนามากกว่าไปสนใจคนไทยคนหนึ่งที่ จะทำลายสัมพันธภาพ
ระหว่าง 2 ประเทศ "นายกฯ สมเด็จฮุนเซน ที่มีความอาวุโสมาก อย่าไปเป็นเหยื่อหรือเบี้ยให้ใครเลย"
คำพูดประโยคนี้ของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" คงจะทำให้ประชาชนกัมพูชาได้ใคร่ครวญถึงบทบาทผู้นำประเทศกัมพูชาว่า
กำลังทำ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน 2 ประเทศ หรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวที่ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก
ระหว่าง นายกฯ ฮุนเซน ที่มีข้อครหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันมากมายและการยึดครองผูกขาดธุรกิจทั้งประเทศกัมพูชา
เฉพาะในกลุ่มวงศาคณาญาติ เช่นเดียวกับอดีตนายกฯ ทักษิณที่หวังจะกลับมาทวงคืนอำนาจในบ้านเมืองของเรา
เพื่อผลประโยชน์ของตัว เองและวงศาคณาญาติเท่านั้นเอง คำพูดของ นายกฯ สมเด็จฮุนเซน ยังพูดถึงการรัฐประหาร
19 ก.ย. 2549 ที่ไม่ชอบธรรม ราวกับว่าตัวเองไม่เคยกระทำรัฐประหารหรือกระทำการยึดอำนาจรัฐอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม
อย่าลืมว่าการเถลิงอำนาจยาวนานในตำแหน่งนายกฯ ของสมเด็จฮุนเซน เริ่มต้นมาจากการ "ชักศึกเข้าบ้าน"
ทรยศกับประเทศตัวเอง ด้วยการยอมขายตัวสวามิภักดิ์กับกองทัพเวียดนามในสมัยที่เป็นนายทหารระดับ
ผู้บัญชาการกองพันในกองทัพเขมรแดงที่นำโดย "พล พต" ประจำภาคตะวันออก พูดตรงไปตรงมาคือทรยศ
"หักหลัง" เจ้านายตัวเอง นายกฯ พล พต ผู้นำเขมรแดง ด้วยการไปร่วมมือกับกองทัพเวียดนามในปี 2522
เปิดประตูชายแดนตะวันออกให้ ทหารเวียดนามเข้ามาโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงที่ถูกประณามจากทั่วโลกว่า
เข่นฆ่าประชาชนไปหลายล้านคน


กองทัพเวียดนามได้ตั้ง "รัฐบาลหุ่นเชิด" ที่มี นายเฮง สัมริน เป็นนายกรัฐมนตรี และนายฮุนเซนได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
เมื่ออายุเพียงแค่ 27 ปี ที่ถือว่าอายุน้อยที่สุดในบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศในโลกนี้ในสมัยนั้น แล้วต่อมาด้วยความทะเยอทะยาน
ในอำนาจของนายฮุนเซนที่ ผู้นำเวียดนามที่มีอำนาจเหนือประเทศกัมพูชาให้การสนับสนุนร่วมมือกันก่อรัฐประหารในปี 2528 แล้วสถาปนาตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่ออายุเพียงแค่ 33 ปีที่น้อยที่สุดในโลกอีกแล้ว อีก 12 ปีต่อมา นายกฯ สมเด็จฮุนเซน
นำกองกำลังทหารก่อรัฐประหารเพื่อกระชับอำนาจให้เบ็ดเสร็จมากขึ้นในวันที่ 5 ก.ค. 2540 ทั้งๆ ที่ในวันที่ 25 เม.ย. 2540
เพิ่งจะพูดว่าจะไม่ก่อรัฐประหาร ทำให้เกิดแรงต่อต้านภายในกองทัพและประชาชนกัมพูชาบางส่วนจนมีผู้เสียชีวิตไปกว่า 50-60 คน
ตลอดเวลา 23-24 ปี ที่ นายกฯ ฮุนเซน บริหารประเทศกัมพูชาเต็มไปด้วยการใช้นโยบายทุ่มเทงบประมาณสร้างฐานอำนาจ
ระดับรากหญ้าในเขตชนบท ด้วยการสร้างถนนเข้าไปทุกหมู่บ้าน, สร้างระบบชลประทาน ฯลฯ
ทำให้คนเขมรส่วนใหญ่ที่อยู่ในฐานะยากจนมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่งพออกพอใจมากขึ้นๆ จนคนเขมรไม่สนใจต่อ
พฤติกรรมการบริหารประเทศอย่าง "เหลิงอำนาจ" ของนายกฯ ฮุนเซน วงศาคณาญาติของ นายกฯ ฮุนเซน
และผู้ใหญ่ในพรรคประชาชนกัมพูชาต่างเสวยสุขกันถ้วนหน้า จากนโยบายผลาญงบประมาณและระบบสัมปทานผูกขาด
ธุรกิจทุกอย่างในพนมเปญและทั่วประเทศกัมพูชา โดยวงศาคณาญาติของนายกฯ ฮุนเซน อาศัยฐานเงินทุนจากนักธุรกิ
ต่างชาติที่ได้รับสัมปทานง่ายดาย ไม่มีความโปร่งใสในการพิจารณาอนุมัติใดๆ เลย นายกฯ ฮุนเซน ยังใช้อำนาจจาก
ปากกระบอกปืนแบบเถื่อนๆ สั่งปิดปากและล่าสังหารสื่อมวลชนเขมรที่วิพากษ์วิจารณ์นายกฯ ฮุนเซน เป็นว่าเล่น
จนสื่อมวลชนเขมรแทบไม่มีเสรีภาพในการทำหน้าที่เลย กล่าวได้ว่าไม่มีสื่อมวลชนอิสระในกัมพูชาอีกแล้ว
ทุกคนจะต้องทำตามคำสั่งนายกฯฮุนเซน แต่เพียงผู้เดียวเล่ห์เพทุบายทางการเมืองของนายกฯ ฮุนเซน
ยังเป็นที่เลื่องลือว่าเข้าขั้น "อัจฉริยะ" ด้วยการสร้างกฎเกณฑ์และแสดงพฤติกรรมบ่อนทำลายคู่แข่งทางการเมือง
ทั้งพรรคฟุนซินเปคและพรรคสมรังสี มาโดยตลอด จนง่อยเปลี้ยไม่เป็นคู่แข่งขันอีกต่อไป ในที่สุดพรรคฟุนซินเปค
ถูกควบรวมกับพรรคประชาชนกัมพูชาของนายกฯฮุนเซ็น อันที่จริงคงจะต้องโทษทั้ง เจ้านโรดม รณฤทธิ์
อดีตหัวหน้าพรรคฟุนซินเปค กับ นายสมรังสี หัวหน้าพรรคสมรังสีที่มัวแต่เล่นการเมืองแบบแทงข้างหลังหรือหักหลังกันเอง
เมื่อ นายกฯ ฮุนเซน เอาตำแหน่งรัฐมนตรีมาล่อ ทำให้ล้วนแต่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของนายกฯ ฮุนเซน
ในการประเคนตำแหน่งรัฐมนตรีให้เพื่อเอามาเป็นพวกสลับไปสลับมาทุกครั้งหลังเลือกตั้งที่พรรคประชาชนกัมพูชา
ชนะไม่เด็ดขาด แต่ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ปีที่แล้วที่ นายกฯ ฮุนเซน ได้แก้ไขกฎกติกาการเลือกตั้ง
มากมายเพื่อให้พรรคประชาชนกัมพูชาชนะเลือกตั้ง อย่างเด็ดขาดถล่มทลายท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ยอมรับ
จากนานาชาติ เช่น บัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐมนตรีที่นายกฯ ฮุนเซน ควบคุมได้, การแก้ไข
รัฐธรรมนูญเปลี่ยนสัดส่วนเสียงการจัดตั้งรัฐบาลจาก 2 ใน 3 เป็นกึ่งหนึ่ง, การคุกคามสื่อมวลชนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สั่งปิดสถานีวิทยุ ล่าสังหารนักข่าวที่วิพากษ์ฮุนเซน ฯลฯ นายกฯ ฮุนเซน ยังทำทุกวิถีทางในการลดทอนความสำคัญของ
ระบอบกษัตริย์ของประเทศกัมพูชาตลอดเวลา ทั้งๆ ที่คนเขมรจำนวนมากยังจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
แต่ สมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ ทรงอ่านเกมการเมืองออก จึงอ้างสุขภาพไม่ดีขอสละราชบัลลังก์เองในช่วงเดือนต.ค. ปี 2547
เพื่อใช้พระราชอำนาจราชาภิเษกพระราชโอรส "สีหมณี" ให้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของราชวงศ์ "นโรดม" แทน
ก่อนจะถูก นายกฯ ฮุนเซน ลิดรอนพระราชอำนาจนี้ไปเพื่อแต่งตั้งพระมหากษัตริย์เอง ความทะเยอทะยานของ
นายกฯ สมเด็จฮุนเซน ไร้ขอบเขตไม่มีที่สิ้นสุด ปัจจุบันอายุ 56 ปียังถือว่าหนุ่มแน่นมีพลังเหลือเฟือในการเป็นผู้นำ
ประเทศกัมพูชาต่อไปอีกนาน นายกฯสมเด็จประกาศว่าต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาไปจนถึงอายุ 90 ปี
หรืออีก 34 ปี รวมแล้วจะอยู่ในตำแหน่งนี้นานถึงกว่า 50 ปีนานที่สุดในโลก

ลองคิดดูเอาเองว่า ทำไม นายกฯ สมเด็จฮุนเซน จึงกล้าบอกว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่อายุ 60 ปียังเป็นเพื่อนตลอดกาล
แทบไม่ต้องตีความว่านายกฯ สมเด็จฮุนเซน จะช่วยให้อดีตนายกฯ ทักษิณ กลับมามีอำนาจทางการเมืองในประเทศไทย
โดยอาศัยฐานที่มั่นแหล่งพักพิงใหม่ในกัมพูชา เพื่อช่วยเติมเต็มความทะเยอทะยานของตัวเองในทุกๆ เรื่องให้เป็นจริง
ในเร็ววันและยั่งยืนตลอดกาล ขอขอบคุณข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกฯ สมเด็จฮุนเซน
จาก Blogger ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักเขียนและสื่อมวลชนอิสระที่เชี่ยวชาญอินโดจีนมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ
ใน www.oknation.net/blog/mekong และฝากให้ฟังเพลง "หมารับใช้ (กัมพูชา)" จากนักร้องเพลงเพื่อชีวิตอิสระ
Blogger โฟล์คเน่อร์ www.oknation.net/blog/flokner ที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ฝากถึงใครบางคนที่ทำตัวไม่ต่างจากชื่อเพลง
(อ่านข้อเขียนย้อนหลังและแสดงความคิดเห็นตลอด 24ชั่วโมงทาง www.oknation.net/blog/adisak)

ทำไมถึงเปรียบเทียบทักษิณ เหมือนกับ อองซาน ซูจี


คำตอบคือ เป็นหุ่นเชิดของมหาอำนาจตะวันตก เหมือนๆ กัน


ทำไมอเมริกาถึงสนับสนุนด้านอาวุธให้กับเขมร


คำตอบคือ พอลพต จริงๆ แล้ว เป็นหุ่นเชิดของอเมริกา
โดยใช้จีนบังหน้าเหมือนกับ กบฏลัทธิเหมา ในเนปาล
ทำให้ทั่วโลกเข้าใจผิดคิดว่า จีน อยู่เบื้องหลัง เมื่อเข้าไปแทรกแซง
ประเทศอื่นโดย CIA จึงไม่มีใครสงสัย

ฮุนเซ็น คือ หุ่นเชิดอเมริกา
เพื่อแลกกับการตั้งฐานทัพในเขมร เป้าหมายคือ จีน จึงไม่น่าแปลกใจ
ที่เห็นบิ๊กจิ๋วสนิทกับ ฮุนซ็น เพราะมันคือขบวนการ CIA

อเมริกาแพ้สงครามเวียดนาม เป็นความตั้งใจเพราะ
โฮ จิ มินห์ ทำข้อตกลงลับกับ วาติกัน
ยอมให้เป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อล้มล้าง สถาบันกษัตริย์
ในภูมิภาคนี้ทั้งหมด และ วาติกัน ก็คือ CIA
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Oct 25, 2009 11:04 pm

http://special.bangkokbiznews.com/detail.php?id=7595&username=phavihan





ปูดคนในยูเนสโก-คกก.มรดกโลก มีผลประโยชน์ในกัมพูชาจะเข้าข่าย"ทฤษฎีสมคบคิด"

หรือไม่ เมื่อนางฟรองซัวร์กับพวกในคกก.มรดกโลก-อิโคโมสชาติอินเดีย-ญี่ปุ่น-อเมริกา เร่งรัด

ผลักดันให้กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว




*สรุปสาระจากเวทีสัมมนาเรื่อง "คณะกรรมการมรดกโลกชนวนความขัดแย้งระหว่าง

ไทย - กัมพูชา" ที่รัฐสภา 20 ตุลาคม 2552 และมีถ่ายทอดวิทยุรัฐสภาตลอดรายการด้วย


นายเทพมนตรี ลิมปพะยอม นักวิชาการอิสระ คลังสมองคนหนึ่งของภาคพลเมืองคัดค้าน

กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ได้ฉีกแผนที่ 1 ต่อ 200000 ของกัมพูชาที่แนบท้ายแถลงการณ์ยื่นต่อ

คณะกรรมการมรดกโลก เป็นการตอบโต้ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ก้าวร้าวข่มขู่หลายครั้งว่า

จะฉีกแผนที่ของฝ่ายไทยต่อหน้าถ้าหยิบยกขึ้นมาเจรจา




"และใครนำแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน มาอ้าง ถือว่าทรยศชาติ จากนี้ไป

แผนที่นี้จะมีค่าแค่ในพรมเช็ดเท้า" เทพมนตรี กล่าว




เขาได้ย้อนไปเมื่อ 20 มิ.ย.2505 หลังการตัดสิน หม่อมเจ้าวงษ์มหิป ชยางกูร

เอกอัครราชทูตไทย ประจำเนเธอแลนด์ ได้เข้าพบศาสตราจารย์อังรี โรแลงด์ หนึ่งในทนายของ

ฝ่ายไทยได้ให้ข้อคิดเห็นว่าการที่ศาลโลกไม่พิจารณาแผนที่ 1 :200000 จะเป็นคุณแก่ฝ่ายไทย

เพราะแผนที่นี้ใช้ไม่ได้ ไม่เห็นเส้นเขตแดนชัดเจน จึงทำให้นายถนัด คอมันต์ รัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้ทำหนังสือสงวนคำค้านไว้ยื่นต่อนายอู่ ถัน

เลขาธิการองค์การสหประชาชาติถ้ามีหลักฐานใหม่ ไทยจะยื่นคำร้องขอจัดทำเส้นเขตแดนใหม่

จะให้ศาลได้ชี้เส้นเขตแดนว่าอยู่ตรงไหน ทั้งนี้จนถึงปัจจุบันต้องถือว่าตัวปราสาทพระวิหาร

ก็ยังเป็นของไทย และยังไม่ได้ถอดออกจากบัญชี โบราณสถานของไทยด้วย




ต่อมานับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2551 ฝ่ายกัมพูชามาพูดถึง แผนที่ เอ็น 1

กระทรวงการต่างประเทศ ของไทยก็ไม่เคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องเลย




เมื่อเอ่ยถึงตัวแทนกระทรวงบัวแก้ว ได้ระบุถึงนายวศิน ธีรเวชญาณ ประธาน

คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(ฝ่ายไทย) ชอบอ้างว่าเอกสารคำพิพากษาศาล

ระหว่างประเทศระบุเป็นของกัมพูชาถึง 21 แห่ง และนายวศิน มาให้ข้อมูลต่อ คณะกรรมาธิการ

ของรัฐสภาชุดต่าง ๆ ก็ยืนยันว่าจะต้องตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนขึ้นมาก่อน

แล้วค่อยไปเจรจาเรื่องข้อพิพาทบุกรุกพื้นที่ชายแดน คือแยกสองเรื่องไม่ให้เกี่ยวข้องกัน

ซึ่งไม่ถูกต้อง และในเวบไซต์กระทรวงการต่างประเทศ มีแต่ข้อมูลบิดเบือนตลอด




"ผมท้าให้ฟ้องผมได้เลย เพราะยิ่งกว่านั้นเวบไซต์ของยูเนสโกยังระบุถึงขั้นว่า

มีเนื้อที่ประมาณ 2462.5 เฮกตาร์ คูณ 6.1 ไร่ เป็นจำนวน 15,021.25 ไร่ เพราะฉะนั้น

ไม่ใช่ 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,800 ไร่"




ยังกร้าวว่า เราจะต้องถลกหนังยูเนสโก กับ คณะกรรมการมรดกโลก ที่ดูเหมือนแยกกัน

ทำหน้าที่ แต่ท้ายทีสุด ยูเนสโกต้องลงนามรับรองอยู่ดี
พล.ท.นิพัธ ทองเล็ก

เจ้ากรมกิจการชายแดน เองก็ยอมรับดินแดนที่ทหารเคยเข้าไปรักษาการณ์ได้

แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ขึ้นไปอีกแล้ว เมื่อก่อนอำเภอกันทรลักษณ์เคยเก็บเงินค่าขึ้นชมปราสาทพระวิหาร

ก็ทำไม่ได้แล้ว และทูตกษิต ภิรมย์ วันที่ไปเจรจากับทหารกัมพูชา (ก่อน 19 ก.ย.52) ก็ขึ้นไป

ไม่ถึงตีนบันไดเขาพระวิหารเลย




กรณี นายเตช บุนนาค ก่อนนั้นเคยเป็นอนุกรรมการวางแผนร่วมเขาพระวิหาร

ช่วงนั้นมีบริษัทรับเหมาของไทยจะสอดแทรกขอเข้าไปบูรณะโบราณสถานในกัมพูชา

แต่ทางฮุนเซนไม่ให้ บอกว่ามาตรฐานบูรณะของไทยไม่เหมาะกับกัมพูชา

อีกทั้งนายเตชมีส่วนร่วมวางแผนพัฒนาผาตาเฒ่าและเขาพระวิหาร ไปกินข้าวกับ ฮอร์ นัม ฮง

ว่าแล้วแถลงข่าวว่า ผลของแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร

เป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวสิ้นสุดแล้ว แต่กลับมา ฮอร์บอกสื่อ มันก็ยังมีความหมายเป็นอย่าง

ที่มันเป็นอยู่ ที่นายเตชทำเช่นนั้นก็เพื่อช่วยปกป้องข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ

ที่ตกกะไดพลอยโจนไปกับนายนพดล ปัทมะ ที่ลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา

(Joint Communique)




นายเตช ไปกินข้าวเจรจากับ นายก็ก สุเมธ รองประธาน องค์การอัปสรา ออธอริตี้

(APSARA AUTHORITY) มีโครงสร้างง่ายๆ ภายใต้การบริหารของฮุนเซน และมีเวียดนาม

เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในปี 1992 ยูเนสโกเห็นว่า นครวัดกำลังแย่ จึงจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

และจัดสรรเงินให้บูรณะ และปัจจุบันองค์การอัปสราฯ ได้แปลงเป็นองค์การเอ็นเอพีวี

( National Authority for the Protection and Development natural of the Sacred Site of the Preah Vihear)

มีนายฮี ตี ยาว(HE TY Yao) เป็นประธาน
"ถามว่าทำไมผมรู้ในองค์กรอัปสรา ทำอะไร

ก็เพราะผมมีสายอยู่ในนั้น มีการพูดว่า กัมพูชา มี ไอซีซี อังกอร์ 1992 นพดลเลยเสนอให้มี ไอซีซี 7 ชาติ

เข้ามาเกี่ยวข้องปราสาทเขาพระวิหารด้วย"




ปูดคนในคกก.มรดกโลก วิ่งเต้นหาผลประโยชน์ในเขมร

นายเทพมนตรี เรื่องนี้ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ของไทยเอง ไปลากยูเนสโก

เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เลยมั่วกันใหญ่ ระบุด้วยว่า นางฟร็องซ็วส ชาวฝรั่งเศส ที่เป็นพยานการลงนาม

ในแถลงการณ์ร่วมฯ มีบ้านพักอยู่ในกัมพูชา เป็นคนประสานงานให้นายนพดล และนายซกอาน

ไปลงนามที่องค์การยูเนสโก ที่ตั้งใกล้หอไอเฟล กรุงปารีส นายตีโอวานนี บอคคาร์ดี หัวหน้า

ฝ่ายเอเชีย-แปซิฟิคมรดกโลก องค์การยูเนสโก คนสนิทของนางฟรองซัสว์ ก็เข้าร่วมเป็นพยานด้วย

เมื่อ 22 พ.ค.2551 ถ่ายรูปร่วมกับนายนพดล
ความพยายามของกัมพูชาที่ต้องการจะ

ได้ดินแดนปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งแต่สมัยสมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ โดยในปี 2502

ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกา ตามแผนที่ 1:200000 กินมาถึงปราสาทตาเมือนธม และมายื่นขอ

เป็นมรดกโลกเมื่อมกราคม 2548 ถูกให้นำมาปรับปรุงกำหนดเขตกันชน (buffer zone)

กับเขตเพื่อพัฒนา (Development zone) ช่วงนั้น อีโคมอสเดินทางไปสำรวจ และอ้างเองว่า

เป็นดินแดนกัมพูชา
ต่อมา เขมรยื่นอีกในมกราคม 2549 คราวนี้ บอคคาร์ดี้

เดินทางมากัมพูชาเพื่อเตรียมความพร้อมให้กัมพูชา ทั้งๆ ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการมรดกโลก

เพื่อให้กำหนด 2 เขตที่กล่าว โดยรอบปราสาทเขาพระวิหาร และกัมพูชาก็ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกา

คุ้มครองปราสาทเขาพระวิหาร นี่เองเริ่มเห็นความไม่ซื่อของยูเนสโก



และที่ผ่านมาเวบไซต์อุทยานเขาพระวิหาร ก็ระบุแนวเขตได้แค่ตีนบันไดปราสาท

เจ้าหน้าที่อุทยานไล่ชาวบ้านคนไทยออกจากบริเวณนั้น แต่ไม่ไล่ชาวกัมพูชาที่เข้ามาปลูกสร้างชุมชน


สมัย พล.ท.แดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร ซึ่งป่วยมะเร็งเสียชีวิตไปแล้ว ได้ให้เอกสารต้นร่าง

ที่ต่อมาจะเป็นเอกสาร แอล 7017 เมื่อ 22 ก.ค.2551 และบอกกับนายเทพมนตรีว่า

“ผมเองเป็นคนไปกันพื้นที่ให้มัน คือใช้คำว่ามันเลย ตั้ง 50 ไร่ เพราะเข้าใจผิด”




นายมนัสภาส ชูโต ไปหารือกับนายซก อาน รองนายกฯ และรมต.สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

เรื่องการอบรมไอซีซีเปรียะ วิเฮียร์ และกัมพูชาตอบรับให้มี ไอซีซี 7 ชาติตั้งปี 2550 หรือ

คณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองและพัฒนาปราสาทพระวิหาร

(International Coordinating Committee - ICC) เรื่องนี้คนไทยรู้หลังตลอด กระทรวงการต่างประเทศ

ไม่เคยบอกประชาชน 22 พ.ค.2551 นายนพดล บินไปพบ นางฟรองซ็วส ริวิแยร์ ซึ่งเป็นคนไปผลักดัน

จัดตั้งองค์การ เอ็นเอพีวี เพื่อรองรับไอซีซี 7 ชาติจะเข้ามาในอนาคต(นางจบม.ฝรั่งเศส

เป็นอาจารย์พิเศษ ม.เยล อเมริกา)




กัมพูชาเร่งรัดมัดมือชก-หรือ"กษิต"ตั้งใจลงนามเอกสาร

ก่อน 7 ก.ค.2551 นายซก อาน ประธานคณะกรรมการมรดกโลกกัมพูชา เคยกล่าว

หมิ่นประมาทศาลปกครองของไทย ที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการอ้างใช้แถลงการณ์ร่วม

ยิ่งกว่านั้นกัมพูชายังกล่าวหาทหารไทยใช้ปืนยิงปราสาทพระวิหารถูกบันไดนาคเสียหาย

นางฟร็องซ็วส ได้มอบเงิน 3 หมื่นยูโรให้ไปจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาท

และปัจจุบันแผนดังกล่าวเสร็จแล้ว เชื่อว่าอยู่ในมือนางฟร็องซ็วส รอแต่ทางไทยต้องเข้ารัฐสภา

พิจารณาอนุมัติเห็นชอบ ตามมติยูเนสโกที่เมืองควิเบค การประชุมครั้งที่ 32 ซึ่งยูเนสโก

ขอให้กัมพูชา 2 ข้อ คือ แถลงการณ์ร่วมสนับสนุน โดยไม่ต้องมีคำว่าไทยสนับสนุนอย่างแข็งขัน




สำหรับการดำเนินการฝ่ายไทยในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แทนที่จะดำเนินการ

ตามที่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งควรจะเปิดเผยถ้อยคำอภิปรายของ

นายอภิสิทธิ์ในโอกาสต่อไป กลับเป็นว่า รัฐบาลนี้ได้ลงนามเอาทหารออกทั้งหมด

ทั้งที่ควรเป็นแค่ปรับลดกำลังเท่านั้น ขณะที่ กัมพูชามีทั้งทหารและชาวบ้านอยู่บริเวณดินแดน

กำลังพิพาทกันอยู่เต็มไปหมด




ยิ่งกว่านั้น ในวันหยุดจักรี 6 เมษายน 2552 หน่วยงานรัฐไทยอยู่งาน แต่กัมพูชาไม่หยุด

เชิญนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ(ของไทย)

ไปร่วมลงนามในร่างข้อตกลงว่าด้วยปัญหาชายแดนในพื้นที่ปราสาทพระวิหารที่กัมพูชาจัดทำขึ้น

** มีนายวาร์ คิม ฮง รัฐมนตรีอาวุโส ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาด้านกิจการชายแดน

ประธานเจบีซีฝ่ายกัมพูชา




"ที่ผมเชื่อว่าฝ่ายไทยไม่ได้จัดทำร่างข้อตกลงนี้ขึ้นมา เพราะในหนังสือลงนามระบุให้

นายกษิต มีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ซึ่งช่วงนั้นเมืองไทยกำลังมีข่าวจะปรับคณะรัฐมนตรี จะโยกนายกษิตไปนั่งรองนายกฯ”


นายเทพมนตรี กล่าวอีกว่า ยิ่งกว่านั้นมีเรื่องที่จะเป็นปัญหาตีความทางการปกครองด้วย

เพราะเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2551 นายกฤช ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ลงนามแทน

ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และส่งเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักพระราชวัง

อีกทั้งสมุดปกขาวคำชี้แจงของรัฐบาลเองก็ปิดบังข้อเท็จจริงสำคัญ




อย่างไรก็ตาม นายเทพมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยยังพอมีทางแก้ไขได้

ถ้าไม่มีการลงนามอะไรอีก และทางภาคประชาชนได้ดำเนินการล่ารายชื่อพลเมืองไทย

เพื่อยื่นผ่านคณะ กรรมาธิการฯ วุฒิสภา ไปยังคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก อิโคมอส

และยูเอ็น เพื่อให้พิจารณาทบทวนใหม่ทั้งหมด กับเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนนางฟรองซ็วส ริวิแยร์

ว่าได้เสียมารยาทเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัท โทเทล ออยส์ ที่ได้สัมปทานขุดเจาะแหล่งพลังงาน

ในกัมพูชาหรือไม่ มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่


"ว่ากันว่า นางฟรองซ็วสมีอิทธิพลอย่างสูงในบริษัทต่างๆ ของฝรั่งเศสที่จะเข้าไปได้งานในกัมพูชา"

นายเทพมนตรี ระบุ




ขบวนการปลุกผีแผนที่ 1:200000

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา จับประเด็นแผนที่ 1:200000 หรือแอนเน็กซ์ วัน(ANNEX 1)

ของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งพอสรุปได้ว่า มีขบวนการปลุกผีแผนที่ 1: 200000 มาเป็นระยะ 4 ครั้ง

เพื่อให้กัมพูชาได้ดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร
ซึ่งแผนที่ดังกล่าว เกิดแต่พิธีสาร

ระหว่างอินโดจีน - สยาม ค.ศ.1904(พ.ศ.2447) และมาเป็นแผนที่ในค.ศ.1907

โดยการเดินสำรวจของฝรั่งเศสฝ่ายเดียว คือ พันเอกแบร์นาร์ด ชาวฝรั่งเศส

มีผู้ช่วยชาวเขมรคือ ร้อยเอกอุก ซึ่งเมื่อสมเด็จเจ้าสีหนุฟ้องขึ้นสู่ศาลระหว่างประเทศ

โชคดีศาลให้ตัดแผนที่ออกไป




จนกระทั่งเกิดขบวนการปลุกผีแผนที่ 1:200000 อย่างน้อย 4 ครั้ง ๆ แรก

เมื่อมีการลงนามบันทึกช่วยจำหรือเอ็มโอยู ปี 2543 ในบทที่ 1



(ค) [Article(c)] ลงนามโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร)

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ คือไปยอมรับยกระดับความสำคัญของแผนที่เขมรทำ




ปลุกผีครั้งที่ 2 ในแผนแม่บท และทีโออาร์ ปี 2546 สาระสำคัญเกี่ยวเนื่องกับแผนที่

แอนเน็กซ์ วัน อยู่ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และเมื่อวันที่ 13 เม.ย.2549 รัฐบาลกัมพูชา

ตราพระราชกฤษฎีกา ระบุขอบเขตแดนตามแผนที่แอนเน็กซ์ วัน




ปลุกผีครั้งที่ 3 คือนายนพดล ปัทมะ ลงนามรับรองในแถลงการณ์ร่วมฯ ปี 22 พ.ค.2551



ปลุกผีครั้งที่ 4 วันที่ 28 ตุลาคม 2551 ที่กรุงเทพ และส่งแฟกซ์ ให้นายซก อาน ลงนาม

และส่งให้นางฟรองซ็วส ลงนามรับรอง




และกำลังมีการปลุกผีครั้งที่ 5** โดยรัฐบาลเสนอขอตกลงในร่างบันทึกข้อตกลงของ

คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(JBC) 3 ครั้ง เสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อบรรจุวาระ

พิจารณาตามมาตรา 190 คือร่างข้อตกลงเจบีซี 2 ฉบับ กับเรื่องบันทึกตกลงทางทหาร 1 ฉบับ

ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังคือเอาพื้นที่โดยรอบประสาทพระวิหารให้เขมรไปก่อน
เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก และจะมาทำเขตแดนตามหลัง




นายคำนูณ เชื่อว่าเรื่องนี้กระทรวงบัวแก้วรู้ดีว่า ถ้าให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร

เป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว จะเกิดปัญหาดินแดนแน่ๆ และในปี 2550 การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก

ที่เมืองไครสเชิร์ช นิวซีแลนด์ ได้แต่งตั้งนายมนัสภาส ชูโต(อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีต่างประเทศ

สมัย นายนิตย์ พิบูลสงคราม) หัวหน้าทีมกระทรวงการต่างประเทศไปเจรจา แต่ได้แค่ชะลอการขึ้นทะเบียน

ดังกล่าวไว้ก่อน อีกทั้งยังระบุว่าปีถัดไปจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ แสดงว่าไทยไม่เคยยืนหยัดคัดค้านแผนที่

กัมพูชาจัดทำขึ้นใหม่เลย ทั้งๆ ที่ศาลโลกก็ไม่ยอมตัดสินให้ ดังนั้น ถ้าเรื่องขึ้นสู่ศาลโลกอีกไทยอาจจะ

เสียค่า"โคตรโง่" อีกก็ได้ ตามหลักกฎหมายปิดปาก




"เพราะระบบคิดของกระทรวงบัวแก้ว เป็นแบบเพื่อแพ้มาแต่ต้น คือยอมรับเกือบเหมือน

กัมพูชาคิด ต่างแค่นิดเดียว ยังไม่ยอมรับแผนที่แอนเน็กซ์วัน พรรคเพื่อไทยเองก็คิดแบบกัมพูชา

ทำตัวว่านอนสอนง่าย เป็นคนดีในสายตานานาชาติ แล้วกลัวจะถูกนำไปสู่ศาลโลกอีกครั้ง กลัวทำไม

แล้วเราไม่กลับไปได้มั้ย แค่ทวิภาคีได้ได้ เพราะพหุนี้มันยาก"




อีกตอนหนึ่งที่ ส.ว.คำนูณ ฝากแง่คิดเหน็บได้แสบสันต์คือ "ผมเองกลับชื่นชมเขาที่ยืนหยัด

ยืนยันอย่างเด็ดเดี่ยวจะเอาดินแดนให้ได้ เพราะเขารักชาติของเขา ผิดกับผู้นำของประเทศไทย

ไม่เจาะจง นับแต่ปี 2543 ถึง ปัจจุบันไม่มีลักษณะแบบผู้นำเขมร"




อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงเจบีซี 3 ฉบับที่เข้าสู่สภาคาดว่าจะถ่วงไว้ด้วยการเสนอตั้งกรรมาธิการ

ร่วมพิจารณาก่อน




องค์กรระหว่างประเทศ ไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป

ยูเนสโก หรือองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ มีอุดมการณ์

เป็นกฎบัตรขององค์การฯ เขียนไว้ชัดเจนว่า


"เนื่องจากสงครามเริ่มในจิตใจของมนุษย์ เราต้องสร้างแนวป้องกันต่าง ๆ เพื่อธำรงไว้

ซึ่งสันติภาพในจิตใจของมนุษย์"
ฉะนั้น กิจกรรมต่างๆ ของยูเนสโกที่ผ่านมา

และที่จะดำเนินต่อไป ก็เพื่อจะสร้างสันติภาพในระหว่างชนชาติทั้งหลายในโลก....แต่ปัจจุบัน

เป็นที่น่าสงสัย




นายวสุ โปษยะนันท์ สถาปนิก ชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน

สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร และเป็นผู้แทนประเทศไทยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์

โบราณสถานประเภทหินและการทำแผนบริหารจัดการพื้นที่โบราณสถานในเขตประเทศไทย

ในการเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ของกัมพูชา


ซึ่งต่อมา นายวสุ ประกาศแยกตัวจากกลุ่มนักวิชาการนานาชาติในที่ประชุมเมืองเสียมราฐ

เนื่องจากเห็นความไม่ถูกต้องของข้อมูลทางวิชาการ และการจัดการที่ไม่อาจยอมรับได้ อีกทั้งยังมี

ส่วนร่วมจัดทำรายงานข้อโต้แย้งการประเมินของอิโคโมสสากล ต่อกรณีปราสาทพระวิหาร




"ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติพูดไปต่างๆ เพราะเขาไม่รู้จริง มีเจ้าหน้าที่อิโคโมสชาวอินเดีย

(ดีเว กุปตะ Divay Gupta) เป็นคนประเมินปราสาทพระวิหาร แต่ปรากฏว่ากลับไปช่วยกัมพูชา

ทำแผนเสียเอง นอกจากนี้ คนของฟรัองซัวส์ มีอะไรก็ไปรายงานโดยตรงต่อ ซก อาน

แต่ไม่ยอมบอกทางไทย ผมเองถอนตัวจากอีโคโมส นายวีระชัย พลาดิศัย

ก็ไปพบฟรองซ็วส บอกให้จัดส่งเอกสารค้านและไทยทำเสร็จตามหลักวิชาการแล้วก็ส่งให้

ยูเนสโก อิโคโมสสากลและชาติสมาชิก ตามกำหนดก่อนการประชุมที่เมืองควิเบก"




นายวสุ ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า การอนุมัติปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว

ของกัมพูชา ที่เมืองควิเบค เป็นการอนุมัติมรดกโลกข้ามพรมแดนในขณะที่ 2 ประเทศยังมีปัญหา

ขณะที่พิจารณาประเมินตามข้อ 3 คือ เกี่ยวกับภูมิทัศน์องค์ประกอบโดยรอบ แต่กลับไปอนุมัติ

ในข้อ 1 คือ อ้างยกเป็นผลงานชิ้นเอก ศิลปะเขมรแท้ๆ (ซึ่งยังถกเถียงโต้แย้งได้ลึกซึ้ง) กับยังมีมติ

ให้ตั้งคณะกรรมการ ไอซีซี 7 ชาติเข้ามาผสมโรง ดังนั้น อาจารย์วสุ จึงสรุปว่า วงการนี้ไม่บริสุทธิ์

ซื่อตรงอีกต่อไป




----------------------------------

*การสัมมนาเรื่อง "คณะกรรมการมรดกโลก ชนวนความขัดแย้งระหว่างไทย - กัมพูชา”

โดยคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินการของรัฐ

ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา




**รัฐบาลเสนอพร้อมกันรวม 3 ฉบับต่อประธานรัฐสภา ได้แก่



1) บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ เมืองเสียมราฐ

วันที่ 10 - 12 พ.ย.2551 2) ประชุมสามัญครั้งที่ 4 ณ กรุงเทพฯ วันที่ 3 - 4 ก.พ.2552 และ 3)

ประชุมสมัยวิสามัญ ณ กรุงพนมเปญ วันที่ 6 - 7 เม.ย.2552 เพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุม

เพื่อพิจารณาเห็นชอบตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 2 ก.ค.2552




-ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดได้ที่ http://www.praviharn.net



http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act04261052&sectionid=0130&day=2009-10-26

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11552 มติชนรายวัน
"พระสยามฯ"คงเหนื่อยอีก

คอลัมน์ เดินหน้าชน

โดย ชาญชัย กายพันธ์

ผมนำเสนอในคอลัมน์นี้ในฉบับวันที่ 19 ตุลาคม ว่า ให้รัฐบาลเอาใจดูแลอาชญากรรมที่ประชาชนกำลังผจญ
เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความสบายใจบ้าง

แล้วทิ้งท้ายว่า "ก่อนที่จะต้องมาทำใจรับกับผลกระทบจากเกมชิงอำนาจทางการเมืองที่อาจจะขึ้นเร็วๆ นี้"

เหตุที่ต้องยกบททิ้งท้ายขึ้นมากล่าวถึงอีกครั้ง

เพราะมองจากสถานการณ์ทางการเมืองเพียงแค่สัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าการเปิดเกมเพื่อชิงอำนาจคืน
กับเกมที่ฝ่ายกุมอำนาจเปิดขึ้นมาตอบโต้ จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะประเด็นที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เตือน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือ "บิ๊กจิ๋ว"
อดีตนายกรัฐมนตรีที่ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

ซึ่งคำเตือนของ พล.อ.เปรม บรรดาสมาชิกพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง นำไปตีความว่า
เข้าพรรคเพื่อไทยเหมือนทรยศชาติ

พร้อมขยายความไปถึงแนวร่วมและมวลสมาชิกอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

โดยในส่วนของพรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน นำไปขยายผล
ตั้งกระทู้ถามสดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในสภาผู้แทนราษฎร

แต่นายจตุพรไม่สามารถที่จะถามได้ก็ถูกบรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
ประท้วงกันอย่างดุเดือดจนเกิดความวุ่นวายขึ้น กระทั่งประธานที่ประชุมต้องสั่งปิดประชุม

ถึงแม้การตั้งกระทู้ถามจะเป็นหมัน

แต่ ส.ส.เพื่อไทยบางคนก็พอใจ เพราะเกมตั้งกระทู้ถามครั้งนี้ ต้องการสะท้อนให้สังคมเห็น
ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีต่อ พล.อ.เปรม ว่าเป็นอย่างไร

ขณะที่ในส่วนของมวลชนคนเสื้อแดง มีการถ่ายทอดผ่านวิทยุชุมชน เล่าขานในเครือข่ายที่จัดตั้งไว้
และช่องทางอื่นๆ อย่างรวดเร็วยิ่ง

ส่งผลให้ พล.อ.เปรมต้องอยู่ในข่ายที่ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงประท้วงขับไล่ไปด้วย

มีตัวอย่างให้เห็นล่าสุดเมื่อเที่ยงวันที่ 23 ตุลาคม กลุ่มคนเสื้อแดงไปประท้วงด้วยการใช้ตีนตบไล่และด่าทอ
ระหว่าง พล.อ.เปรมพร้อมคณะเดินทางไปรับประทานอาหารที่โรงแรมสวิส โซเทล เลอ คองคอร์ด
ย่านห้วยขวาง กรุงเทพฯ

ขณะเดียวกันหลังจากที่ พล.อ.ชวลิตมาเป็นตัวหลักให้พรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดเกมสู้กับฝ่ายตรงข้าม
ก็เกิดปรากฏการณ์อดีตนักการเมือง อดีตข้าราชการระดับสูง พาเหรดเข้าเพื่อไทยอย่างไม่ขาดสาย

โดยเฉพาะนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กว่า 50 ชีวิต
ยินดีมายืนเคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ

ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณกำลังหนีคดี เร่ร่อนอยู่ในต่างประเทศ

ขณะที่ พล.อ.ชวลิตเองก็เดินเกมเปิดบทบาท ด้วยการบินไปพบสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
ที่กรุงพนมเปญ

ผลแห่งการพบปะกลายมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้นมาทันที

เมื่อสมเด็จฯฮุน เซน แสดงท่าทีที่แข็งกร้าวปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะเพื่อนรักโดยกล่าวอ้างว่า
พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และสร้างบ้านให้พัก
ในกรุงพนมเปญ

จากท่าทีดังกล่าวเสมือนการดิสเครดิตรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างเต็มๆ
และส่งผลให้การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 กร่อยไปสนิทใจ

จากการเปิดเกมรุกของ พล.อ.ชวลิต แกนนำคนเสื้อแดง และ ส.ส.เพื่อไทย ก็ล้วนแต่สอดรับกับ
การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งรูปแบบโฟนอิน วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และทวิตเตอร์ทั้งสิ้น

เสมือนเป็นการเร่งเร้าให้เปิดเกมและปิดเกมอย่างรวดเร็วเพื่อชัยชนะ

แต่ในทางตรงข้ามฝ่ายที่กุมอำนาจอยู่ ใช่ว่าจะไม่รับรู้ว่าอำนาจที่ยึดคืนมาได้เมื่อ 19 กันยายน 2549
กำลังถูกเขย่าอย่างแรงในทุกด้าน

ดังนั้น เพื่อไม่ให้อำนาจที่กลุ่มของตัวเองเคยครอบครองมายาวนาน แต่หลุดมือไปช่วงหนึ่ง
แล้วแย่งคืนมาได้หลุดมือไปอีก

กลุ่มที่กุมอำนาจย่อมจะวางเกมรับมือและพร้อมที่จะตีโต้ในทุกรูปแบบเช่นกัน

เพราะอย่าลืมว่ากลุ่มที่กุมอำนาจ ผ่านเกมต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจมาอย่างโชกโชน

จากปรากฏการณ์ดังกล่าวหากเกิดการสัประยุทธ์กันจริงๆ ประเทศไทยก็ตกอยู่ในภาวะอันตรายยิ่ง

และหากเกิดวิกฤตขึ้นมาจริงๆ ผู้ใหญ่หลายคนที่เคยเป็นเสาหลักให้สังคมเพื่อแก้วิกฤตก็ถูกมองว่า
เลือกข้างไปแล้ว

ดังนั้น หากเกิดวิกฤตจริงๆ เห็นที "พระสยามเทวาธิราช" ที่ปกป้องให้ไทยรอดวิกฤตมาตลอด
คงต้องเหนื่อยอีกแน่!!


หน้า 6

อืมมมม......


http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000127398




เปิดตัว “ลูกป๋ารายล่าสุด” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำ ตท.12 รับศึก “ทหารรับจ้างทักษิณ”

26 ตุลาคม 2552 00:40 น.

ถึงเวลานี้คงไม่เป็นที่คลุมเครืออีกต่อไป “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กลับเข้าสู่การเมืองอีกครั้ง
ในพรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยเป้าหมายและวัตถุประสงค์ใด


มองเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า ก็แค่มารับงานเป็น “ทหารรับจ้าง” ของนักโทษชายหนีคดี
โดยเฉพาะที่เป็นผลงานชิ้นโบดำ กับการรับหน้าที่โบรกเกอร์นายหน้าของทักษิณ
ในการเดินสายดึง ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชา เข้ามาร่วมวงป่วนจุดไฟเผาบ้านป่วนเมือง

เชื่อว่า ไม่เฉพาะคนไทยทั่วไป แม้แต่คนเสื้อแดงที่มีจิตใจรักชาติที่แท้จริง มีจิตสำนึกที่ดีต่อบ้านเมือง
ยั้งคิดสักนิดก็จะทราบการเดินหมากนี้ของทักษิณ ผ่านทหารแก่รับจ้างครั้งนี้
ในการดึงผู้นำเพื่อนบ้านที่ไม่เคยแสดงไมตรีอย่างมิตรที่จริงใจอย่างฮุนเซน
เป็นการเล่นเกมที่เลยเถิดจนเกินไปหรือไม่ ทำทุกวิถีทางเพื่อเป้าหมายในการแย่งชิงอำนาจ

แม้แต่กวักมือเรียกอริเข้ามาถล่มบ้านตัวเอง เป็นเรื่องสมควรหรือไม่

ทรยศชาติ...หรือเปล่า?
นี่ก็เห็นวางแผนจะเดินทางไปพบกับผู้นำพม่า และต่อด้วยมาเลเซีย และก็คงเป็นไปในรูปแบบเดิม
คือหาวิธีที่จะสร้างแรงปั่นป่วนรัฐบาล เพียงแค่ฝ่ายถือครองอำนาจรัฐปัจจุบันคือฝ่ายตรงข้าม
“ขงเบ้งแห่งกองทัพบก” มันสมองชั้นเลิศ ฉลาดปราดเปรื่อง จะมีประโยชน์อันใด
ถ้าความเป็นยอดนั้นทำลายบ้านเมืองและแผ่นดินเกิดของตัวเอง

แต่ ที่มองผ่านไม่ได้ กับการเดินเกมใช้ “จิ๋ว” จ้างทหารแก่เดินเกมล้มรัฐบาลครั้งนี้
ถ้ามองภาพรวมในแผน “ทักษิณ” ครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการปรับยุทธศาสตร์ใหม่
ที่เริ่มเข้าสู่โหมดการต่อสู้โดยดาหน้ากันมาเป็นแผง


ไม่หวังพึ่งพาเพียงงานด้าน “มวลชน” ม็อบเสื้อแดงเพียงอย่างเดียว เพราะผลงาน “สามเกลอหัวขวด” แล้ว
ขยันสูบขยันดูดไปเท่าไหร่ ผลที่ได้รับกลับมาคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ แผนปฏิวัติประชาชนของบางปีก
เพ้อฝันเลื่อนลอยเกินไปหรือเปล่า

ขณะที่เวลางวดเข้ามาทุกที...ทักษิณถึงต้องปรับแผน
หันมาเลือกใช้ทหารแก่ที่ยังมีพิษสงอย่าง พล.อ.ชวลิต เดินเกม ที่แม้งานถนัดทางด้าน “ใต้ดิน” จะยังไม่เห็น

แต่ ภารกิจ “บนดิน” ดึงเพื่อนบ้านมาเผาเรือน เห็นฤทธิ์จะแจ้ง “โลกล้อมประเทศ”
แบบ “ย่อขนาด” เพราะแผนเดิมกลายเป็นมุกแป้ก นานาประเทศส่วนใหญ่ดูออกถึงแผนร้าย
เว้นเสียแต่ประเทศเพื่อนบ้านซื้อได้ และก็อย่างที่เห็นๆ ที่ฮุนเซนแข็งกร้าวจะไม่ยอมส่งตัว
นักโทษให้ทางการไทยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


นักโทษหนีคดีคนสำคัญๆ ก่อนหน้านี้กี่รายต่อกี่รายที่หนีข้ามฝั่งไทยไปก็ไม่เคยถูกส่งตัวกลับ
ตามการร้องขอเพราะหากใครทำผิดหนีข้ามไป ถ้ากล้าทุ่มทุนก็อยู่รอดปลอดภัยได้เสมอ

ส่วนที่ทักษิณดึงเอาเพื่อนร่วมรุ่น เตรียมทหารรุ่น 10 เข้าพรรคเป็นโขยงใหญ่ รวมทั้งบรรดา
อดีตข้าราชการเกษียณ หรือการส่งสัญญาณผ่าน “บอร์ดพี่น้องชินวัตร” ให้ต่อสายถึงเสือสิงห์
กระทิงแรด เรียกลูกน้องเก่าให้กลับเข้าคอก นั่นก็เป็นเพียงอีกส่วนหนึ่งของแผนการตลาด
สร้างภาพของพรรคเพื่อไทย และระบอบทักษิณให้กลับมามีชีวิตชีวา มีความหวังที่นายใหญ่
จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ทว่ายังถือว่าได้มือดีมาเสริมทัพ โดยเฉพาะบางรายกับงานลับ งานใต้ดินสอดประสาน
กับ สาย “โอลด์เติร์ก” ทหารเฒ่ารุ่นพี่ และจอมป่วนตัวพ่อที่โหยหาอำนาจ


ถึงเวลานี้มีสัญญาณมาแล้ว ทั้งอดีตนายทหาร เครือข่ายข้าราชการระบอบทักษิณที่ฝังรากลึก
นักการเมืองพรรคเพื่อไทย มืองานใต้ดิน กองทัพเสื้อแดง ตลอดจนแนวร่วมจากพรรคการเมืองต่างๆ
จะเริ่มแผนโค่นล้มอำนาจรัฐ กันในเดือนพฤศจิกายน

ตามเป้าหมาย “ปิดเกม” ให้ได้ ก่อนปลายปี??

...

ที่สำคัญเกมป่วนที่มีการประกาศแล้วว่าจะเกิดขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวปลายเดือนพฤศจิกายน
ไปสู่เดือนธันวาคม เดือนมหามงคลของคนไทยทั้งชาติ
...

ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกหยิบยกมาพูดถึงในหมู่คนระบอบทักษิณมาโดยตลอดว่า
จะเป็นขวากหนามสำคัญที่คอยขัดขวาง เป็นอุปสรรคในแผนการของ “นายใหญ่”

ด้วยเพราะเป็นนายทหารที่มี “ต้นทุน” ในตัวเอง เป็นนายทหาร “ตัวจริงเสียงจริง”
ในการเชื่อมถึงบางสัญญาณ และพี่น้องในกลุ่มได้แอบอิง รวมทั้งเป็น “อนาคต”
ที่จะสานต่อสายทหารเสือในกองทัพ เช่นเดียวกับ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1

นอกจากนี้ ว่าที่ ผบ.ทบ.รายนี้ ยังเป็นแกนหลักที่จะนำพากลุ่มเพื่อน ตท.12 ให้เข้าสู่ยุคทองในวันข้างหน้า
และวันนี้เครือข่ายเพื่อนพ้องของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เริ่มตบเท้าเข้าสู่แผงอำนาจกองทัพ
ทั้ง พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง เสธ.ทบ.ที่เตรียมขึ้นเป็นเสธ.ทบ.คู่ใจให้เพื่อนในวันหน้า

พล.ท.โปฎก บุนนาค ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ พล.ต.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพน้อยที่ 2
พล.ต.วรรณวิทย์ ว่องไว
แม่ทัพน้อยที่3
และเคยคุมกำลังระดับกองพล และหน่วยสำคัญ รอคิวกลับเข้าไลน์เป็นขุมกำลังของ พล.อ.ประยุทธ์

ในวันหน้า ทั้ง พล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาปกรณ์ ประธานที่ปรึกษา บก.ทท. พล.ต.วิลาศ อรุณศรี
พล.ต.ยอดยุทธ์ บุญญาธิการ
และ พล.ท.ชวลิต จารุจินดา ฯลฯ

รวมทั้งเพื่อน ตท.12 คนสำคัญ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ
หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี ที่เชื่อมต่อสายสัมพันธ์ให้พล.อ.ประยุทธ์ สู่บ้านสี่เสาเทเวศร์

จนอาจเรียกได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ คือ “ลูกป๋ารายล่าสุด”

และเป็นว่าที่ผบ.ทบ.ที่จะนำพากองทัพปฏิบัติภารกิจรักษาอธิปไตยของชาติ
รักษาความสงบบ้านเมือง พิทักษ์รักษาสถาบันฯ และราชบัลลังก์

อย่างที่ทหารเสือรายนี้เคยกล่าวไว้ด้วยเสียงอันหนักแน่น!!

อย่าเข้าสูตร แบ่งแยก และ ปกครอง (DIVIDE & RULE ) ของ CIA ก็แล้วกัน


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Oct 29, 2009 1:49 pm, ทั้งหมด 5 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Oct 26, 2009 10:40 pm

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7626&user=weerasak
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552
เวลา 06:54:52 น.

""ราเกซ"กลับมา...นักการเมือง(บางคน)เสียวสันหลัง!"
By weerasak

"คนไทยจำนวนมากย่อมยินดีกับข่าว ศาลสูงของแคนาดา มีคำสั่ง ให้ส่งตัว ราเกซ สักเสนา เป็นผู้ร้ายข้ามแดน
กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ในคดีร่วมกันยักยอกทรัพย์ของธนาคารกว่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่มีนักการเมืองกลุ่มใหญ่ ที่ไม่ยินดีกับข่าวดังกล่าว หากพ่อมดการเงินรายนี้แฉต้นเหตุของการล่มสลายของ บีบีซี"

นักการเมืองที่พัวพันกับธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ หรือ บีบีซี นั้น ล้วนมีบทบาทสำคัญในอำนาจรัฐปัจจุบัน
แม้หลายคนจะถูกเว้นวรรคทางการเมืองก็ตาม

เพราะต้องอย่าลืมว่า ศักยภาพของ "ราเกซ สักเสนา" นั้น น่าจะทำได้เพียง" ดีลเมคเกอร์" หน้าที่จับคู่ทางธุรกิจ
ระหว่างอดีตผู้บริหารบีบีซีกับนักการเมือง

ต้นต่อของการล่มสลาย หัวใจจึงอยู่ที่อดีตผู้บริหารธนาคารและนักการเมือง...โดยผ่านมันสมองของ
พ่อมดการเงิน เท่านั้นเอง จึงไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้เขาถึงกับออกมาเปรยว่า
"แพะรับบาป" แม้ในความจริงเขามิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบแม้แต่น้อย...

เพราะต้องอย่าลืมว่า การล่มสลายของบีบีซี คืออีกต้นเหตุสำคัญของ "วิกฤติต้มยำกุ้ง" ในปี 2540 !!!

จะไม่ให้เจ๊งได้อย่างไร เมื่อใช้วิธียักยอกทรัพย์แบงก์บีบีซี ด้วยการใช้วิธีการปล่อยกู้ให้พรรคพวก
ที่เป็น “นักการเมือง” ในวงเงินที่สูงกับธุรกิจหรือกิจกรรมที่ใช้เงินทุนสูงมาก

ยกตัวอย่าง การปล่อยกู้ในที่ดินนับหมื่นไร่ กลุ่มนักการเมือง ซื้อมาในราคาไร่ละ 3 หมื่นบาท
แต่มีความสามารถในการจำนองกับ บีบีซี ได้ถึงไร่ละ 5 แสน แถมใช้การแต่งบัญชีให้บริษัทมีผลกำไร

สุดท้าย บีบีซี ต้องแบกหนี้สินแสนล้านบาท

ฝ่ายค้านหากจะฝากผลงาน...ก็น่าจะเข้ามาดูคดีนี้ให้ถึงที่สุด และหากงัดให้เต็มร้อยน่าจะเขย่าฐานอำนาจ
ของรัฐบาลได้พอสมควร...เพราะที่ผ่านมา "ฝ่ายค้านป้ายแดง" ยังไม่สามารถจับอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เลย

ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่ทำอะไรหรือขยายผลในคดีนี้ ก็อาจจะเข้าละเว้นดูแล
ผลประโยชน์ประชาชน และปกป้องผู้กระทำผิด

เหตุเพราะยังมีบุคคลในกลุ่มนักการเมือง "ลอยนวล" ในคดี บีบีซี อีกจำนวนมาก

เมื่อปี 2547 เมื่อครั้งประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน "ขึงขัง" กับคดีนี้เป็นอย่างมาก "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ "ขณะนั้น
ดำรงตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และอยู่ในฐานะคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์
ได้เกาะติดถึงขั้นติดตามนายราเกซ สักเสนา ไปถึงแคนาดา

ผลในความพยายามครั้งนั้น "พูดกันว่า"พ่อมดการเงินรายนี้ ได้เขียนชื่อ"นักการเมือง"ที่เขาทำกิจกรรมด้วย
ว่ามีใครบ้าง...แถมยังบอกต่อไปอีกว่ามีบางส่วนที่เขาจ่ายให้แก่นักการเมือง เพื่อเป้าหมายกิจกรรมทางการเมือง

วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ทำหน้าที่รัฐบาลและ "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ " ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ
ย่อมที่จะกระทำ ค้นหาความจริงได้มากกว่า ปี 2547 หลายเท่า

เพราะต้องอย่าลืมว่าคดีทางแพ่งที่อดีตพ่อมดทางการเงินเกี่ยวข้องและอยู่ในกระบวนการฟ้องร้อง
มีอีกกว่าหมื่นล้านบาท...ล้วนเป็นภาษีของประชาชนทั้งนั้น
...

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.forumotion.com/forum-f2/topic-t29.htm
วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๑ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย พรรคประชาธิปัตย์
ได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมการถาวรกองทุนการเงินระหว่างประเทศIMF โดยได้รับเงินเดือนประจำ
และทำงานให้กับ IMF สิ่งที่น่าแปลกก็คือตัว นายชวนฯ ยังเป็นนายกของประเทศไทย
แต่เหตุใดจึงรับตำแหน่งเป็นกรรมการของIMF ??


วันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ธนาคารโลก และ IMF แต่งตั้งนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นรับตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการ
เพื่อการพัฒนาธนาคารโลกและกองทุนระหว่างประเทศ(IMF)
อย่างเป็นทางการ สิ่งที่น่าสังเกตที่สุด
ก็คือตำแหน่งที่ได้รับนั้นเป็นตำแหน่งควบของธนาคารโลก กับ IMF จึงไม่เป็นที่กังขาหรือปฏิเสธกันต่อไป
อีกแล้วว่า ธนาคารโลกคือเครื่องมือเปิดทางให้กับ IMF และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นายธารินทร์ฯ คือ
บุคคลที่ IMF ที่วางไว้ในตำแหน่งการเงินของประเทศ เพื่อรองรับปฏิบัติการตามแผนธารินทร์ ๓๕-๔๓
ให้แล้วเสร็จตามคำสั่งของ IMF


นับตั้งแต่การออก พ.ร.บ.วิเทศธนกิจ หรือที่เรารู้จักกันในนามว่า BIBF นอกจากนั้นยังเป็นผู้นำเอา
นายราเกซ สักเสนา ซึ่งทำงานให้กับองค์กรCIA เข้ามาบริหารธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ (BBC)
แต่ในปี พ.ศ.๒๕๔๑ นายธารินทร์ ได้มีคำสั่งให้ปิด BBC อย่างถาวรเพื่อทำลายหลักฐานทั้งหมด
เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นการรับ-ส่งหน้าที่และประสานงานกันอย่างมีระบบ
ไม่ใช่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามธรรมชาติของนักการเมืองแต่อย่างใด
แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เป็นสมการที่มีชื่อเฉพาะว่า
"สมการกลืนชาติ" หรือ E=MOC2


ดังนั้น สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนำความหายนะมาสู่ประเทศไทย ย่อมต้องไม่ธรรมดา
มีการเข้าควบคุมข่าวสารสร้างสถานการณ์กลบกระแส การยุบกรมตำรวจ การสลายอำนาจกองทัพ
เปลี่ยนระบบโครงสร้าง กองทัพ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน รวมถึงการขายสินทรัพย์ของชาติ
ออกกฎหมายขายชาติ ฯลฯ จึงได้เกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนได้ถูกวางแผนงานไว้เพื่อการ
"ล่าอาณานิคม" ชนิดใหม่ เป็นปฏิบัติการประสานภารกิจที่กลมกลืนระหว่าง สมการกลืนชาติ กับ
พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ อย่างได้ผลที่สุดในประเทศไทย สาเหตุที่แท้จริงและปัญหา ข้อสงสัย
ได้นำมาเสนอโดยสังเขปไว้ ปรากฏอยู่ในข้อมูลลับมาก ดังนี้

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000129827
ปฏิบัติการล้มแบงก์บีบีซี อดีตและปัจจุบันของเนวิน-สุเทพ

ข้อมูลที่นายสุเทพแฉออกมากลางสภาฯ และมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ
สร้างความตกตะลึงให้กับประชาชนทั่วประเทศ จนมีการแห่ไปถอนเงินจากธนาคาร
เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยถึงการฉ้อโกงกันอย่างมโฬารในธนาคารระดับ
กลาง จนนายบรรหารต้องสั่งให้นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น สั่งปิดแบงก์บีบีซี
และตั้งคณะกรรมการควบคุม เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2539

http://www.naewna.com/news.asp?ID=21994
http://www.rsu.ac.th/econ/qer/qer003/box2.htm

<li>ให้ธนาคารสหธนาคารรวมกับ 5 สถาบันการเงินที่กล่าว แล้วรวมกับสถาบันการเงิน 7
แห่งที่ถูกธนาคารแห่งประเทศไทยแทรกแซงเมื่อ 18 พฤษภาคม 2541
(บริษัทเงินทุน 5 แห่งคือ นวธนกิจ บางกอกเอเซียน มหาคุณ เศรษฐการ
เอราวัณทรัสต์ และบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ 2 แห่ง คือ เคสิต
และ2ร่วมเสริมกิจ) แล้วมารวมกับ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ เปลี่ยนสภาพเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่</li><li>ให้ธนาคารกรุงไทยควบรวม ธนาคารมหานคร และธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การเฉพาะส่วนสินทรัพย์ที่ดี ปรับเปลี่ยน
ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ มาเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อบริหารหนี้เสีย</li>

ในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าแทรกแซง สรุปผลได้ดังนี้



- มีธนาคาร 4 แห่ง (แหลมทอง กรุงเทพฯพาณิชย์การ สหธนาคาร และมหานคร) และบริษัทเงินทุน 13 แห่ง (รวมกรุงไทยธนกิจ) ถูกลบชื่อ

http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=2310
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2541

แปรรูปจำปีสนอง IMF เรื่องมันยาก?

"แปรรูปรัฐวิสาหกิจ" หนึ่งในเงื่อนไขที่ไทยทำไว้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
หรือไอเอ็มเอฟ กฎเหล็กที่ต้องเร่งดำเนินการระดมทุนจากภาคเอกชน มากอบกู้สถานการณ์ของภาครัฐใช้หนี้ต่างชาติ
แม้มีการวางแนวทางมาหลายสิบปี ณ บัดนี้ก็ยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ การบินไทย
ผู้นำร่องการแปรรูปถึงวันนี้ก็ยังไร้แวว
แปรรูปรัฐวิสาหกิจนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ในเมื่อความต้องการที่จะแปรรูปหน่วยงานที่บริหารกึ่ง
รัฐกึ่งเอกชนเริ่มมาตั้งแต่ปี 2500 แต่ไม่เคยสำเร็จอย่างแท้จริงจนถึงปัจจุบัน
เพียงแต่มีการตั้งนายศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ให้มาดูแลคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ และกระตุ้นหน่วยงานให้ส่งแผนการแปรรูปที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมาให้
สมัยก่อน ธนาคารโลกผู้ปล่อยกู้เงินให้กับรัฐบาลไทย โดยต้องการให้รัฐลดบทบาทในการบริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจบางแห่ง
และยุบกิจการบางแห่งที่ไม่จำเป็นลงไป ซึ่งนั่นก็เป็นแนวทางที่ทำกันมาจนถึงทุกวันนี้

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (2540-2544) จะวางไว้ชัดเจนว่า
มุ่งเน้นการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน เพื่อให้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างเศรษฐกิจ
สนับสนุนให้มีสถานะเป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนจากบุคคลทั่วไป

เหตุผลและความจำเป็นต้องลดบทบาทภาครัฐ และเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในกิจการรัฐวิสาหกิจ
ตามแผนฯ ก็คือ
1. เพื่อเป็นการลดภาระต่อเงินงบประมาณในกรณีที่รัฐวิสาหกิจประสบกับภาวะขาดทุน
และต้องอาศัยเงินอุดหนุนจากรัฐ
2. เพื่อลดภาระหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้เงินกู้ต่างประเทศ เพราะการกู้ยืมของรัฐวิสาหกิจ
ถือเป็นการกู้ยืมจากภาครัฐ หากรัฐวิสาหกิจมีปัญหาในการชำระคืน ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนและเป็นภาระของประเทศ

3. เพื่อลดต้นทุนการผลิตของรัฐวิสาหกิจลง เนื่องจากกิจกรรมของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง
เอกชนสามารถดำเนินงานได้คล่องตัวและประหยัดต้นทุนมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องของค่าแรง
4. เพื่อให้พนักงานและประชาชนสามารถมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ และยังเป็นการพัฒนาตลาดทุนให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น
5. สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ให้กู้ยืมเปลี่ยนท่าที จากการให้กู้เพื่อการตั้งรัฐวิสาหกิจ
เป็นการให้กู้เพื่อปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ
6. กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้โลกเป็นเวทีการค้าที่ไร้พรมแดน
7. ข้อตกลงทางการค้าสากลที่ทำให้ประเทศสมาชิกต้องเปิดเสรีธุรกิจที่สำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปรากฏว่า มีการปรับแผนใหม่อีกครั้งในรูปของแผนระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง
และระยะยาว เพื่อให้สอดรับกับเงื่อนไขที่ทำไว้กับไอเอ็มเอฟ อาจกลายเป็นสิ่งที่เบี่ยงเจตนาเดิมในแผนพัฒนาฯ
ตามการวิเคราะห์ของอีกหลายคน
แนวทางการแปรรูประยะสั้น ได้กำหนดไว้คือ
ด้านขนส่ง จะแปรรูปบริษัทการบินไทยจำกัด ภายในปี 2541 หาผู้ร่วมทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
ส่วนหุ้นที่เหลือเสนอขายตลาดในประเทศและพนักงานบริษัท
ด้านพลังงาน เร่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ส่งเสริมการแข่งขัน มีนโยบายกว้างๆ
ที่จะส่งเสริมให้บริษัทเอกชนมีอิสระผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อให้มีการแข่งขัน
ทั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะขายหุ้นบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)
และหน่วยธุรกิจผลิตไฟฟ้า 2 ในปี 2541
ด้านน้ำมัน จะขายหุ้นในบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด เริ่มในเดือนมิถุนายน
2541 นอกจากนี้จะขายหุ้นบางส่วนในบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด
(มหาชน) โดยมีเป้าหมายจะแปรรูป ปตท.ภายในปี 2542
ด้านการสื่อสาร จะแก้ไข พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2497
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 ภายในปี 2541 เพื่อเตรียมการแปรรูปเป็นบริษัทจำกัด
และแปรรูปรัฐวิสาหกิจภายในปี 2542

ระยะปานกลาง แปรรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย
โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มทรัพยากรได้อีกจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
มีการมองว่า การแปรรูปครั้งนี้รัฐบาลนำหุ้นออกขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ต่างประเทศ
ไม่ใช่เพื่อลดภาระงบประมาณตามที่รัฐบาลให้ไว้ก่อนตามแผน
รูปแบบรัฐวิสาหกิจของไทยนั้นแบ่งออกได้สองประเภท แบบแรกนั้นเป็นการจัดตั้งหน่วยงานตามพระราชบัญญัติ
หรือพระราชกฤษฎีกา ที่ไม่มีทุนเรือนหุ้นเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการด้านสาธารณูปโภค
อาทิ ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ การปิโตรเลียม
อีกแบบตั้งขึ้นด้วยกฎหมายเฉพาะเหมือนกัน ต่างกันตรงที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีทุนเรือนหุ้นเป็นของตนเอง
ตัวอย่างก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.), บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศ
ไทย (ไอเอฟซีที) เป็นต้น ผู้ถือหุ้นใหญ่คือรัฐบาล โดยผ่านทางกระทรวงการคลัง

แบบหลังนี้ค่อนข้างง่าย เพราะเพียงแต่รัฐบาลขายหุ้นของตนเองออกไปเพื่อลดสัดส่วนให้น้อยลง
ก็มีสภาพเท่ากับการแปรรูปแล้ว
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กลายเป็นหน่วยงานหนึ่ง
ที่จะนำร่องการแปรรูป ตามแนวคิดของนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเรื่องการแปรรูป
มีความง่ายที่สุดที่จะดำเนินการ มีทุนเรือนหุ้นเป็นของตนเอง
ที่เพียงนำออกจำหน่ายให้กับภาคเอกชน
โดยให้สัดส่วนของกระทรวงการคลังลดน้อยลง ก็เป็นการแปรรูปแล้ว
แต่ใครว่า เพียงแค่การขายหุ้นบริษัทการบินไทย จำกัด เป็นเรื่องง่าย!
ปัจจุบัน บริษัทการบินไทย ผู้ถือหุ้นอยู่คือกระทรวงการคลัง 79.46% ธนาคารออมสิน
13.39% Chase Nominees Limited 1 จำนวน 0.56% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 6.59%
แผนงานที่วางไว้ ต้องการให้กระทรวงการคลังเหลือการถือหุ้นเพียงประมาณ 70%
เพื่อให้ยังคงสภาพของพระราชบัญญัติเดินอากาศไทย ที่ไม่ต้องการให้ต่างชาติถือหุ้นเกิน
30% ในระยะแรกต่อจากนั้นเมื่อมีการแก้ไขพระราชบัญญัติแล้ว การถือหุ้นเพิ่มของนักลงทุนต่างชาติคงสามารถดำเนินการได้
ดูเหมือนว่า รัฐบาลวางเป้าการนำร่องแปรรูปไว้ที่บริษัทการบินไทย ทางหนึ่งดูเหมือนง่าย
อย่างที่ระบุไว้คือการที่บริษัทมีทุนเรือนหุ้นเป็นของตนเอง
แต่อีกทางหนึ่งความยากก็มีอยู่ไม่น้อย และดูเหมือนจะทำให้การบินไทยไม่สามารถเคลื่อนไหวตามกระแสของทางรัฐบาลได้

กระแสการคัดค้านเรื่องการแปรรูปการบินไทยมีมาก โดยเฉพาะจากพนักงานภายในบริษัทการบินไทยเอง
เป็นที่รู้กันดีว่า วิธีการแปรรูปการบินไทย จะทำได้โดยมีการวางแนวทางหลักไว้ที่กิจการ
ซึ่งทำกำไรให้กับบริษัท เช่น การขนส่งสินค้าทางอากาศ ครัวการบิน ศูนย์ซ่อมเครื่องบิน
เป็นต้น
แนวทางการขายหุ้นสู่เอกชนก็มี 4 แนวทาง แนวทางแรกคือ ขายนักลงทุนทั่วไป
แนวทางที่สอง เจาะจงขายให้กับนักลงทุนในประเทศ แนวทางที่สาม ขายเฉพาะเจาะจงให้กับนักลงทุนต่างประเทศ
และแนวทางสุดท้ายคือ ขายให้กับเฉพาะพันธมิตรร่วมทุนของบริษัทการบินไทย ซึ่งดูเหมือนว่า
การขายให้พันธมิตรที่เป็นนักลงทุนจากต่างประเทศจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด
แต่การแปรรูปหน่วยงานใหญ่ก็ต้องดูผลของหน่วยงานย่อยก่อน
กิจการที่ถูกวางเป้าหมายแรกคือ ขนส่งสินค้าทางอากาศหรือ แอร์คาร์โก้ มีการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีตั้งแต่สมัย
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อเดือนตุลาคม 2539 ที่ต้องการให้มีการตั้งบริษัทร่วมทุนกับเอกชนในชื่อ
บริษัทไทยแอร์คาร์โก้ จำกัด โดยมีชื่ออนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ ในนามของกลุ่มซีทีไอ
เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 26%
แนวทางการแปรรูปกิจการขนส่งสินค้าของการบินไทย ก็มีข้อสรุปจากบริษัทที่ปรึกษาไว้
4 แนวทางเช่นกัน
1. ตั้งบริษัทใหม่ให้การบินไทยถือหุ้นน้อยกว่า 40% มีการจัดหาเครื่องบินขนส่งสินค้าเพิ่มอีก
3 ลำ และเช่าระวางใต้ท้องเครื่องบินของการบินไทยในเส้นทางที่มีการทำการบินอยู่
โดยโอนฝ่ายไปรษณีย์และพัสดุภัณฑ์ไปอยู่ในบริษัทใหม่ด้วย
2. ตั้งบริษัทใหม่เหมือนวิธีแรก แต่เลือกการเช่าระวางของการบินไทยเฉพาะเส้นทางที่ทำกำไร
3. มีการตั้งบริษัทใหม่ทั้งหมดขึ้นมาดำเนินการ โดยไม่มีการบินไทยเกี่ยวข้อง

และ 4. คงสภาพเดิมไว้ทั้งหมดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
แน่นอนมีการคัดค้านจากพนักงาน ด้วยเห็นว่าหากกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดีให้กับการบินไทยได้
ก็ไม่ควรที่จะขายให้กับเอกชน ในที่สุดเรื่องก็ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะพนักงานยังคงต้องการให้รักษาสภาพไว้

แต่ผู้บริหารการบินไทยวางแนวที่ได้ตกลงไว้กับกระทรวงคมนาคมก็คือ
ขอนำร่องแปรรูปกิจการภายในบริษัทก่อนที่จะแปรรูปใหญ่ตัวบริษัท
เพราะถือว่าหากกิจการเพียงบางส่วนยังแปรรูปไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดถึงตัวบริษัทแม่
ที่มีความยากกว่าอยู่หลายเท่าตัว
แต่ทุกวันนี้ พนักงานของบริษัทการบินไทยก็ยังเคลื่อนไหวคัดค้าน ทุกครั้งที่มีข่าวหลุดออกมาจากฝ่ายบริหารว่า
จะเร่งการแปรรูปกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ
ความหวังในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างการบินไทยนำร่อง จึงเป็นเรื่องที่อึมครึม
ด้วยเหตุผลหลักที่ไม่ต้องการให้กิจการของคนไทยตกไปอยู่ในมือชาวต่างชาติ
หรือที่เป็นคำถามจากปากประชาชนก็คือ จะป้องกันการผูกขาดจากเอกชนได้อย่างไร
สุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลบริษัทการบินไทย ยังรวมกิจการอย่างองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
การสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นกิจการที่ทำกำไร
ดูเหมือนเขาจะสร้างผลงานอย่างหนักด้วยการประกาศว่า การบินไทยนั้นมีเอกชนต่างชาติสนใจเข้ามาร่วมลงทุนอยู่หลายราย
ในสัดส่วนไม่เกิน 25% เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติเดินอากาศไทย
ที่มีการเข้าพบปะเจรจากับเขา ก็มีสิงคโปร์แอร์ไลน,์ สายการบินลุฟท์ ฮันซ่า,
บริติชแอร์เวย์ หรือแม้แต่แควนตัส แต่ถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่า การบินไทยจะเลือกใคร
แต่สิ่งหนึ่งซึ่งฝ่ายบริหารของการบินไทยเห็นว่าน่าจะเป็นไปได้ก็คือ ผู้ร่วมถือหุ้นที่จะเป็นสายการบินต่างประเทศนั้น
น่าที่จะเป็นผู้ที่อยู่ในพันธมิตรทางการบินหรือ Star Alliance
สายการบินเหล่านี้ประกอบไปด้วย ลุฟท์ฮันซ่า, เอสเอเอส แอร์แคนาดา และยูไนเต็ดแอร์ไลน์
และมีสายการบินแวริกเป็นสมาชิกล่าสุด
ไม่มีอะไรชัดเจนจากคนที่ชื่อสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะทุกวันนี้แม้จะมีชื่อสายการบินต่างชาติเรียงหน้ามาขอร่วมหุ้น
ซึ่งน่าจะง่ายขึ้น แต่ก็ไม่มีการตกลงอย่างเป็นทางการ
เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะพันธมิตรการบินได้วางเงื่อนไข ในการเข้ามาร่วมอุ้มชูกิจการของการบินไทยไว้อย่างเหนียวแน่นถึง
5 เงื่อนไข
1. ต้องการเข้ามาถือหุ้นได้ในสัดส่วนประมาณ 25%-30%
2. ต้องมีตัวแทนของพันธมิตรอย่างน้อย 1 คนเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการบริษัท
3. มีการกำหนดเส้นทางการบินที่ชัดเจน
4. การจัดหาเครื่องบินต้องเป็นของบริษัทการบินไทยเอง
และ 5. ต้องมีการวางมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
เงื่อนไขเหล่านี้ยังไม่สามารถได้รับการตอบสนองโดยตรง ทั้งจากระทรวงคมนาคม
หรือรัฐบาล
ไม่มีใครกล้ารับรองการฮุบกิจการของต่างประเทศ การรู้กลยุทธ์ของการบินไทยโดยสายการบินคู่แข่ง
การแข่งขันที่ฝ่ายการบินไทยอาจต้องเสียเปรียบ และเงินทุนที่ต้องหามาเพิ่ม
เพื่อให้สามารถเข้าไปร่วมลงทุนกับพันธมิตรอย่างเสมอหน้า
ความไม่ลงตัวในการแปรรูปในเรื่องปัญหา ที่ยังคงวนอยู่ในอ่างของการบินไทยก็ยังเหมือนเดิม
แม้จะมีแรงกระตุ้นจากเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟแล้วก็ตาม
วังวนที่เห็นชัดคือ การแปรรูปการบินไทยต้องเริ่มจากหน่วยงานที่ทำกำไรก่อน
เพื่อทยอยให้ทั้งบริษัทยอมรับสภาพ ดึงดูดนักลงทุนภาคเอกชน แต่ได้รับการคัดค้านจากพนักงานส่วนการขนส่งสินค้าทางอากาศ
ซึ่งอาจลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ทั้งองค์กร หากผู้บริหารหาข้อยุติไม่ได้
การขายหุ้นการบินไทย หากให้องค์กรอยู่ได้ก็ต้องขายส่วนใหญ่ให้เอกชน ตอนนี้เอกชนต่างชาติถือได้แค่
25% หากแก้กฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ได้ กระทรวงคมนาคมก็คงค่อยทยอยส่วนของกระทรวงการคลังจากประมาณ
70% เหลือ 64% สุดท้ายคงต้องต่ำกว่า 50% และต้องให้ผู้ถือหุ้นต่างประเทศขายหุ้นได้ไม่ต่ำกว่า
30%
ข้อกฎหมายเป็นตัวบีบรัดที่จะต้องให้การบินไทยพิจารณากรณีนี้ให้รอบคอบก่อนการแก้ไข
หากขายหุ้นของกระทรวงการคลังออกไป กระทรวงการคลังก็ต้องได้ราคาที่ค่อนข้างดี
หุ้นงวดแรกที่วางไว้ว่าต้องถูกจำหน่าย โดยเป็นหุ้นเพิ่มทุนของการบินไทยเอง
200 ล้านหุ้น และหุ้นในส่วนของกระทรวงการคลังอีก 160 ล้านหุ้น เรื่องเก่าเล่าใหม่
ตั้งแต่สมัยที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เคยนั่งตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง
และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการการบินไทยก็คือ ราคาขายหุ้นของการบินไทยนั้นต้องอยู่ในราคาที่ดี
เพื่อกระทรวงการคลังจะมีรายได้จากการขายหุ้นค่อนข้างดี
แต่ผลการดำเนินงานของการบินไทยเอง ไม่ได้ทำให้ราคาหุ้นอยู่ในเกณฑ์ที่จะไปสร้างเงื่อนไขกับผู้ซื้อใดๆ
ได้
ผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 สิ้นสุด ณ 31 ธันวาคม 2540 ปรากฏว่า การบินไทยมีผลขาดทุนสุทธิ
26,663.34 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 19.05 บาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ
1,500.47 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.07 บาท
ด้วยเหตุผลของการบินไทยก็คือ "สาเหตุจากการที่บริษัทได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชี
การบันทึกผลกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจากเงินกู้จากต่างประเทศ
ซึ่งเดิมมีการบันทึกบัญชีเป็นรายการรอการตัดบัญชี การบันทึกรับรู้เป็นรายได้หรือรายจ่ายทั้งจำนวนในงวดที่ปรับมูลค่า
ทำให้มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น 27,027 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในไตรมาสนี้สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน
เป็นจำนวนเงิน 1,015 ล้านบาท เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
..."
เมื่อประสบผลขาดทุน เรื่องที่จะตั้งราคาในอัตราที่สูงคงเป็นไปไม่ได้ หากการบินไทยไม่ตกแต่งตัวเองให้สวยงาม
ดำเนินกิจการให้ผลประกอบการดีขึ้น เรื่องขายหุ้นราคาดีก็ทำได้ยาก
ถ้าขายให้พันธมิตรต่างประเทศได้ก็คงเป็นราคาที่ถูก ไม่คุ้มที่จะให้กระทรวงการคลังยอมแลกหุ้นกับเงินตอบแทนรายปี
ที่จะได้รับจากบริษัทในอนาคตในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือกระทั่งมากพอที่จะรวบรวมใช้หนี้ของไอเอ็มเอฟจริงอย่างที่หลายคนคาดการณ์
ความตั้งใจจากทางกระทรวงการคลังนั้น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องมีความชัดเจนโดยเริ่มได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน
2541
แต่สุดท้ายธารินทร์ก็ต้องออกมาพูดว่า ดูแนวโน้มแล้วอาจจะต้องเลื่อนจากกำหนดเดิมออกไปอีก

แปรรูปการบินไทยก็ยังเป็นเรื่องวังวนที่หาข้อยุติไม่ได้อยู่ดี
http://www.sakulthai.com/DSakulcolumndetailsql.asp?stcolumnid=4662&stissueid=2689&stcolcatid=1&stauthorid=242

http://www.oknation.net/blog/indexthai/2009/01/29/entry-1
สรุป
ตลกไม่ออก ? เงินท่วมโลก ..แต่โลกทุนนิยมกำลังล่มสลายทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ
ในธนาคารกลางของประเทศต่างๆเป็นที่เก็บเงินของบรรดา World Fund เงินในระบบ ก็ไม่ใช่ของใคร
เป็นเงินของ World Fund อีก เห็นได้จากดอกเบี้ยต่ำติดดินต่อไปจะมีการคิดดอกเบี้ย
เอาจากผู้ฝากเงินและให้ดอกเบี้ยแก่ผู้กู้เงิน
การไหลเข้าออกระหว่าง ทุนสำรองฯ และ
เงินในระบบ ..อยู่ในอำนาจของ World Fund ไม่ได้อยู่ในอำนาจของธนาคารกลางของประเทศใดๆทั้งสิ้น
ทุกวันนี้โลก มีเงินมากขึ้น ...เงินท่วมทะลุโลก
เสียใจด้วย...
เงินเหล่านั้นเป็นเงินของบรรดา World Fund ต่างหาก
ดอกเบี้ยเรี่ยดิน ไม่มีการลงทุน เป็นเรื่องของสภาพคล่องผิดปกติ ไม่มีการจ้างงานแต่มีคนตกงานเพิ่มขึ้น
แทนที่รัฐบาลจะคิดแก้ปัญหาหลัก ระยะยาว แต่เอาเงินส่วนหนึ่งไปแจกชาวบ้านคนละ 2,000 บาท
แต่เงินส่วนใหญ่เข้ากองทุนหมู่บ้านหัวคะแนนกับนักการเมืองก็จับมือกันซื้อแมคโคร คนละ 1-10 คัน
รับเหมาขุดสระ "รับเงินกันไป" ทำให้รวยกระจุกจนกระจายเหมือนเดิม ชาวบ้านทำตาปริบๆเหมือนเดิม
ประชาชน คนท้องถิ่น จะจนลงตลอดเวลาการฉกชิง วิ่งราว ลักขโมย จี้ปล้น ขายตัว คอร์รับชั่นมีมากขึ้น
เอกชน ประเทศต่างๆ จะเกิดความเสียหาย ตลอดเวลาประเทศต่างๆ (รัฐบาลประเทศต่างๆ) จะเดือดร้อน
และยากจนค่นแค้นเพิ่มขึ้นตลอดเวลาสิ่งผิดปกติของโลกทุนนิยมเป็นตัวทำลายโลกทุนนิยม
เงินท่วมโลก คือรูปแบบการพังทลายของโลกทุนนิยม

http://www.pantown.com/board.php?id=13754&name=board6&topic=32&action=view
ความคิดเห็นที่ 11

แม้แต่การขึ้นมามีอำนาจของนายอานันท์ ปันยารชุน ในยุค รสช. คือการเปิดศักราชใหม่ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง
ที่ถูกนักการเมืองอาชีพ และทหารเบียดบังอำนาจไปเป็นเวลานาน คนพวกนี้ต่อมาภายหลังเมื่อเงื่อนไข
ทางเศรษฐกิจบีบบังคับให้มีการปรับตัวอย่างแรง ก็เลยกลายเป็นทางออกและทางสว่างของสังคมไทย
เพียงแต่คนพวกนี้ไม่สามารถจะใช้ความชอบธรรมของตัวเองเข้ามาในวงจรอำนาจ
จึงต้องพึ่งความชอบธรรมของพรรคการเมือง ที่ตัวเองจะแสดงออกว่า รังเกียจเดียดฉันท์
จะมีก็เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่กลุ่มพวกนี้จะรับได้คนพวกนี้ มีเช่น
มีชัย วีระไวทยะ, โสภณ สุภาพงษ์, วิชิต สุรพงษ์ชัย, อมเรศ ศิลาอ่อน, มนตรี เจนวิทย์การ
, วิชรัตน์ วิจิตรวาทการ, จัตุมงคล โสณกุล ฯลฯ

คนเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะวิกฤตเศรษฐกิจที่บีบให้ทางการเมืองต้องยอมหันเข้าหาพวกเหล่านี้
ที่เรียกตัวเองว่า พวกเทคโนแครต หรือมืออาชีพก็คงจะไม่มีโอกาสที่จะได้เข้ามาร่วมอยู่ใน
แวดวงอำนาจโดยความชอบธรรมของตนเอง

ในอดีต วงจรรัฐศาสตร์จะเริ่มด้วย "ทหารล้มเจ้า" และต่อมาด้วย "เจ็กจับมือทหาร" และในที่สุดก็ถึง
ยุค "เทคโนแครตมืออาชีพใช้นักการเมืองล้มเจ๊ก" และในที่สุดในอนาคต คือการล้มนักการเมืองเสียเอง

ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ และจัตุมงคล โสณกุล จึงเป็นตัวแทนของเทคโนแครต และมืออาชีพทั้งหลาย
โดยธารินทร์นั้น แฝงตัวอยู่ในพรรคการเมืองที่ในสายตาของสังคมแล้ว เลวน้อยที่สุด

กลุ่มพวกเทคโนแครตมืออาชีพพวกนี้ จะเป็นกลุ่มที่ต่างชาติเรียกกันว่า ELITE พวกนี้จะพูดภาษา
คลื่นความถี่เดียวกัน คือคิดแบบฝรั่ง และได้รับการฝึกแบบฝรั่ง


นักการเมืองของไทย เป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพดีกว่าลิงที่แอฟริกาหน่อยที่พูดภาษาคนได้และคอร์รัปชั่นเป็น
ภาพลักษณ์ของนักการเมืองนั้น แบ่งออกเป็น 2 แบบอางที่เคยเขียนไว้

แบบแรกคือ พวกปล้นกลางแดด เช่นพรรคความหวังใหม่ กิจสังคม ชาติไทย กลุ่มงูเห่า พรรคเอกภาพ

แบบหลังคือ พวกปล้นเงียบ เช่นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติพัฒนา (พรรคนี้เงียบบ้าง ดังบ้าง แล้วแต่จังหวะ)

สังคมไทยนั้น เคยถูกปล้นกลางแดดมาตลอดชีวิต ตั้งแต่มีชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาเผด็จการทหารที่ชอบปล้นกลางแดด
แล้วหลังจากนั้นก็เคยชินกับ บุฟเฟ่ต์คาบิเนต ของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และมาถึง บรรหาร ศิลปอาชา
ที่เมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เล่นเอาหลายฝ่ายสติแตก ลมใส่ตามๆกัน

เมื่อเคยชินกับการถูกปล้นกลางแดด พอถูกพรรคประชาธิปัตย์ปล้นเงียบ ก็เลยไม่รู้สึกว่าถูกปล้น
ทั้งๆที่รู้ก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะจว่ายน้ำข้ามคลองก็ไปเจอความหวังใหม่ ลอยคอเป็นจระเข้อยู่กลางสายน้ำ
สู้ยืนเฉยๆ ให้ประชาธิปัตย์ค่อยๆ ลอกคราบดีกว่า

ประชาธิปัตย์เองในขณะนี้ ก็ต้องถือว่าตัวเองมีทีมเศรษฐกิจของตัวเองทั้งทีมโดยไม่ต้องเชื้อเชิญผู้อื่นเข้ามาร่วม
ก็เลยชู ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ให้เป็นผู้จัดการเศรษฐกิจการเงินแบบเบ็ดเสร็จ และเป็นการเปิดประตู
ให้กับบรรดากลุ่มคลื่นความถี่เดียวกับธารินทร์ ทยอยกันเข้ามายึดเมืองไทย.


โดย: vongkong [11 มี.ค. 49 2:32] ( IP A:202.59.25.233 X: )

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257133006&grpid=02&catid=00

วันที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 10:36:25 น.
มติชนออนไลน์

ผู้นำและอดีตผู้นำเข้าพบกัน


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Nov 04, 2009 10:46 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 02, 2009 12:12 pm

http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=5498

"22 ปี ... สิบสี่ตุลา พลวัตจากป่าสู่สภา-ธุรกิจ"

นิตยสารผู้จัดการ( ตุลาคม 2538)

"ตายสิบเกิดแสน" จากวันมหาวิปโยค 14 ตุลา 2516 จนถึง 6 ตุลา 2538 ยี่สิบสองปีผ่านไป
กงล้อประวัติศาสตร์ของขบวนการประชาธิปไตยของกลุ่มผู้นำนักศึกษาอย่างเคยเข้าป่า
ใต้ดาวแดงได้แปรภารกิจต่อสู้กับเผด็จการจักรวรรดินิยมที่เคียงป่าเคียงไหล่ประชาชน
สู่เงื่อนไขผู้นำยุคใหม่ในโลกไร้พรมแดนวันนี้ "ไม่มีพรรค มีแต่พวก"

พินิจ จารุสมบัติ - ประสาน มฤคพิทักษ์ และวิรัติ จิระศักดิ์ภาพงศ์เป็นกรณีของคนรุ่นหนุ่ม
เมื่อ 22 ปีที่แล้ว ที่มีโอกาสเรียนรู้และร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชนในเหตุการณ์ต่อสู้
เพื่อเอกราชประชาธิปไตยเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 วันมหาวิปโยคที่ไม่มีใครลืม มาถึงยุคเหตุการณ์
นองเลือดที่ธรรมศาสตร์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากจำ เจ็บเกินไปกว่าคำบรรยาย
"ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั้นย่อมมีการต่อสู้" เป็นบทบาทชูธงประชาธิปไตยในฐานะผู้นำนักศึกษาประชาชน
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว อย่างรองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยซึ่ง
วิรัติ จิระศักดิ์ภาพงศ์ ดำรงตำแหน่งก่อนพินิจ จารุสมบัติ ขณะที่ประสาน มฤคพิทักษ์เป็นกรรมการพรรคสังคมนิยม
ภูมิหลังการศึกษา ประสานและวิรัติเรียนรัฐศาสตร์ที่จุฬาฯ ขณะที่วิรัติเรียนปี 1 ประสานก็เรียนอยู่ปี 4
มีตำแหน่งเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ (สจม.) ทั้งคู่เคยมีบทบาทสำคัญเดินขบวนต่อต้านการคอรัปชั่น
ในจุฬาฯ ปี 2513 พอปีต่อมาก็เดินขบวนประท้วงคำสั่งคณะปฏิวัติฉบับที่ 299สมัยจอมพลถนอมปฏิวัติตัวเอง
และปีที่สามเดินขบวนคัดค้าน ดร. ศักดิ์ อธิการบดีรามคำแหงที่ลบชื่อนักศึกษาออกจากมหาวิทยาลัย
และปี 2516 ที่เกิดเหตุวันมหาวิปโยคก็เดินขบวนเพื่อประชาธิปไตย ส่วนพินิจจบนิติศาสตร์ รามคำแหง
ไม่เคยว่าความสักคดีเดียว ชอบการเล่นการเมืองเป็นชีวิตจิตใจ มีปราศรัยหาเสียงหรือไฮปาร์คที่ไหน
พินิจต้องไปที่นั่น เคยเป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เลขาธิการพรรคสัจธรรม
ก่อนที่จะเป็นรองเลขาศูนย์ฯ สมัยที่มีคำนูณ สิทธิสมานรักษาการเลขาธิการศูนย์ฯ ในครั้งนั้นศูนย์กลาง
นิสิตนักศึกษาเต็มไปด้วยพลังคนหนุ่มสาวอันเร่าร้อนจริงจังในยุคหลัง 14 ตุลา ภาพขบวนการนักเรียนนักศึกษา
ที่แสวงหาความเป็นธรรม ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่กับกิจกรรมชุมนุม เดินขบวนวางหรีด ออกค่ายสัมผัสชนบท
จัดอภิปรายและนิทรรศการ คุยกันในสภากาแฟและชมรม แจกใบปลิว ติดโปสเตอร์และบ่อยครั้งขัดแย้ง
กับพ่อแม่อย่างจริงจัง บางทีมีชีวทัศน์โลกทัศน์เยาวชนที่แห้งแล้ง อ่านหนังสือสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง
หรือเชกูวารา นายแพทย์นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่และฟังเพลงเพื่อชีวิตของวงคาราวาน โคมฉาย กรรมาชน
ลูกทุ่งสัจธรรม ผู้นำขบวนการประชาชนถูกไล่ล่าฆ่าฟันจากอำนาจรัฐที่ใช้ลักษณะ "ขวาพิฆาตซ้าย"
อย่างรุนแรงไม่เว้นแต่ละวัน ช่วงเวลาก่อนและหลัง 6 ตุลา ชีวิตของผู้นำนักศึกษาตกอยู่ในอันตราย
และไม่มีทางเลือกระหว่าง "การเข้าคุก" กับ "เข้าป่า"การเข้าป่าของพินิจ ประสาน และวิรัติ
เป็นชีวิตขอองคนที่เหมือนมีจังหวะของมัน บางทีพบว่าชีวิตออกจะผันผวนอยู่มาก แต่ก็คุ้ม
เพราะมันให้ความรู้สึกที่ดีที่จะเป็นคนที่ไม่ยอมศิโรราบให้กับทรราชย์เผด็จการอย่างกล้าหาญ
"ถ้าการเป็นฝ่ายซ้ายคือคอมมิวนิสต์เลย ผมคิดว่าเราคงไม่ใช่ ผมเข้าไปอยู่ป่าเกือบ 3 ปี ไม่ใช่สิ่งชำรุด
ทางประวัติศาสตร์เพราะการเข้าไปใช้ชีวิตในป่าเขาและชนบทมันได้คุณค่าและประสบการณ์
ได้เรียนรู้ในวิถีทางการต่อสู้ในสภาพแวดล้อมหนึ่งเหมือนกัน แต่ผมไม่ได้ประยุกต์ประสบการณ์
จากป่าสู่เมือง ความแตกต่างมันมีสำคัญอยู่ที่ตัวเราเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ผมคิดว่าผมก็ยังเป็นผมอยู่"
ในสภาผู้แทนราษฎรวันนี้พินิจปฏิเสธคำว่าฝ่ายซ้ายแต่เลี่ยงไปใช้คำว่าผู้รักประชาธิปไตยแทน

นอกจากนี้พินิจยังปฏิเสธข่าวลือช่วงเข้าป่าว่าขายของด้วยว่าเป็นเรื่องไม่จริงเพราะช่วงหนึ่งที่พินิจป่วย
จึงถูกย้ายให้มาคุมกองพลาธิการซึ่งเป็นหน่วยเสบียงกรังของกองทัพป่า "เขาให้ผมไปคุมข้าวของเสื้อผ้า
คนมาเบิกของเราก็จ่ายไป ถ้าของยังไม่มาก็รอเที่ยวหน้า เรื่องจะเอาไปขาย ทำไม่ได้หรอกครับ
เพราะวินัยเขาเข้มแข็งมาก ๆ และยิ่งเราเป็นผู้รับผิดชอบจะไปทำแบบไร้หลักการไม่ได้เลย"
พินิจเล่าให้ฟังแต่สำหรับวิรัติซึ่งอยู่ในป่าร่วม 4 ปี มีชื่อจัดตั้งว่า "อาทิตย์" เคยอยู่แนวหลังซึ่งเป็นฐานที่มั่น
ช่วงชายแดนระหว่างลาวกับจีนถือว่าเป็นเขตปลอดภัยที่สุด เป็นสำนักแนวร่วมฯ ซึ่งเป็นโรงเรียนการเมืองการทหาร
มีผู้นำนักศึกษาที่เคยผ่านสำนักนี้แล้วอย่างธีรยุทธ บุญมี ชำนะ ศักดิ์เศรษฐ ประสาน มฤคพิทักษ์ เสกสรร ประเสริญกุล
หมอเหวง โตจิราการ เกรียงกมล เลาหไพโรจน์ "อุดมคติช่วงนั้นผมต่อสู้กับระบอบเผด็จการ ผมเข้าป่าเพราะ
ถูกประกาศจับตอนนั้นผมทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัยกับ อจ. บุญสนอง บุญโยทยานซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคสังคมนิยม
แห่งประเทศไทยแล้วถูกลอบยิงตาย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นและยิ่งทางการประกาศจับทำให้ผมอยู่ไม่ได้แล้ว
ทางเลือกจึงมีสองทางคือ ไม่ไปอยู่คุกกับคุณสุธรรมก็ต้องไปเข้าป่ากับคุณไขแสง สุกใสที่ไปก่อนแล้ว"

วิรัติได้เล่าให้ฟังถึงสาเหตุการเข้าป่าในครั้งนั้นตลอดระยะเวลาที่จรยุทธ์อยู่ในป่า คนอย่างพินิจ ประสานหรือวิรัติ
มีบ้างบางเวลาที่ต่างค้นพบในห้วงเวลาสั้นๆ ว่าตัวเองมีวิธีคิดคนละระบบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
เมื่อรัฐบาลเปิดนโยบาย 66/23 ผู้รักประชาธิปไตยในป่าก็พลันคิดตก กลับคืนรัง ลงจากภูผาผ่านป่าเขาลำเนาไพร
เข้าสู่เมือง ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหน้าจะมีอะไรรอพวกเขาอยู่ ?

ห้วงเวลาที่หายไปในป่า เพียงระยะสิบปีที่ผ่านมาโลกภายนอกเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงชนิด
พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินรุนแรงทั้ง เศรษฐกิจและเมือง เช่น กำแพงเบอร์ลินแตก รวมเยอรมนีตะวันออก
กับตะวันตก เหตุการณ์โซเวียตล่มสลาย นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เทคโนโลยีการสื่อสาร
สมัยใหม่สร้างภาพโลกไร้พรมแดน วิถีชีวิตสังคมสมัยใหม่เต็มไปด้วยความหลากหลายและแข่งขัน
แบบเสรีนิยม ฯลฯ


"เมื่อก่อนนี้เรามีความคิดด้านอุดมคติค่อนข้างจะสูง แต่พอเราโตขึ้นๆ เราก็มองโลกในความเป็นจริง
เดี๋ยวนี้ความรู้สึกเป็นทุนนิยม และสังคมนิยมมันจางหายไปแล้ว เส้นแบ่งค่อนข้างจะเลือนราง" วิรัติกล่าว
ด้วยเหตุนี้คนที่ออกจากป่าอย่างพินิจประสานหรือวิรัติซึ่งขณะนั้นอายุ 30 ต้น ๆ จึงต้องเร่งปรับตัวให้อยู่รอด
และแสวงหาโอกาสจากระบบที่เปิดเสรีทางเศรษฐกิจการให้ได้ แม้ว่าเบื้องแรกต้องเริ่มนับถอยจากหนึ่งใหม่
แต่ความเอื้ออาทรของมิตรสหายคือกำลังใจ วิรัติเริ่มต้นชีวิตทำงานถนัดที่ศูนย์ฝึกอบรม บริษัทอินเตอร์ไลฟ์
เนื่องจาก ดร. ทัศนีย์ บุญโยทยานเป็นผู้บริหารศูนย์นี้ ต่อมาได้มาทำเป็นวิทยกรศูนย์พัฒนาบุคลิกภาพ
ของทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ซึ่งเป็นพี่ชายประสาน และต่อมาได้ย้ายมาเป็นผู้จัดการศูนย์ฝึกอบรมของ
เครือเจริญโภคภัณฑ์ หลังจากใช้เวลาสี่ปี ล่าสุดวิรัติเป็นผู้จัดการสำนักกรรมการผู้จัดการในกลุ่มซีพี
บริหารงานบุคคล ธุรการและประสานงานกับราชการ ส่วนงานการเมืองวิรัติขอเป็นเพียงผู้สนับสนุน
"ผมจะช่วยในขอบเขตที่ช่วยได้เป็นส่วนตัว การจะไปทำกิจกรรมทางการเมืองหวือหวาคงไม่ได้
เพราะผมเป็นลูกจ้างเขาอยู่ บทบาทอาจจะแคบลง" วิรัติเล่าให้ฟัง ส่วนประสาน มฤคพิทักษ์กับเวลา 5 ปี ในป่า
วันนี้เขามีธุรกิจส่วนตัวในนามบริษัท ชีวิตธุรกิจ จำกัด ทำรายการทีวี "ชีวิตธุรกิจ" ช่อง 9 อสมท. ทุกเช้า 6.45 น.

ทำฝึกอบรมเขียนหนังสือและผลิตเทปคาสเซท กับเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ล่าสุด ดร. เสรี วงษ์มณฑา
ทาบทามประสานเข้าไปร่วมเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมของกลุ่มบริษัทสยามทีวีแอนด์คอมมูนิเคชั่น
ในเครือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
"ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายเมื่อกลับมาก็ต้องการ
ประกอบสัมมาอาชีพในแนวที่ตัวเองถนัดและมีความสามารถสองอย่างคือ หนึ่ง-พูดและสอง-เขียน จริง ๆ
ผมรักการเขียนมากกว่าการพูดด้วยซ้ำไป"

ประสานเล่าให้ฟังในงาน "ปิติจากเพื่อนพ้องน้องพี่" ซึ่งเป็นงานสำหรับคนที่เคยอยู่ในขบวนการประชาธิปไตย
ทั้งในป่าและในเมือง จัดมาแล้ว 6-7 ครั้งโดยมีประสานเป็นแม่งานใหญ่ในปีนี้ที่โรงแรมสยามซิตี้
"ความผูกพันฉันท์มิตรที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีปัญหาเดือดร้อนเราก็เอื้ออารีต่อกันตามสภาพที่ทำได้
วันนี้มาเจอหน้าทักทายและแสดงความยินดีต่อกัน ส.ส. และเพื่อน ส.ส. หนุ่มสาวที่กะมาร่วมงานประมาณ
25 คน" นี่คือการรวมตัวของกลุ่มการเมืองหัวก้าวหน้าคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะการดึงแนวร่วมใหม่ ๆ อย่าง
ศันสนีย์ นาคพงศ์-อริสมันต์ พงษ์เรืองรองมาด้วย ความสนใจติดตามทางการเมืองของประสานมีต่อเนื่อง
เคยเป็นประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยหลังเกิดเหตุพฤษภาทมิฬปี 2535
ประสานเคยเข้าสมัคร
รับเลือกตั้งซ่อมในนามพรรคพลังธรรมที่เขต 1 กรุงเทพมหานครเมื่อคราวที่อากร ฮุนตระกูล ลาออก แต่ประสาน
ก็พ่ายแพ้การเลือกตั้ง "ผมไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้าไปทำหน้าที่ ส.ส. ทุกวันนี้เราก็มีความสุขกับงานอาชีพเรา
แต่ว่าอนาคตไม่แน่ สมมุติเงื่อนไขการเมืองเปลี่ยนไปเช่นมีการปฏิรูปทางการเมืองทำให้ไม่ต้องใช้เงินเยอะ
ไม่ต้องซื้อเสียง มีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต วันแมนวันโหวตและผู้สมัครสามารถสมัครอิสระได้ไม่ต้องสังกัดพรรค
ถ้าเงื่อนไขนี้เปิดให้ก็จะทำให้คนที่ตั้งใจดีและบริสุทธิ์ใจไม่ต้องใช้เงินซื้อเสียง สามารถที่จะไปนั่งในสภา
แต่ถ้าสภาพการเลือกตั้งต้องทุ่มเงิน 10-20 ล้านซึ่งเป็นความจริงของการเมืองไทย เราก็ไม่ทำ" ประสานเล่าให้ฟัง
แต่สำหรับพินิจไม่ธรรมดา เขากลับมาเริ่มต้นที่บ้านเกิด แปดริ้ว ฉะเชิงเทรา ช่วยทางบ้านทำธุรกิจเอเยนต์เก่าแก่
ชื่อ หจก. ไทยบำรุงการค้าบุหรี่ค้าเหล้าที่ทำให้ใกล้ชิดกลุ่มเตชะไพบูลย์ กิจการดั้งเดิมมีกิจการโรงสีหลายแห่ง
เช่นโรงสีไฟรุ่งเรืองคลองเจ้า โรงสีกิมเซ่งล้ง โรงสีปากคลองพญาสมุทร เป็นต้น พินิจเป็นคนมีเพื่อนมาก
ร่วมกับเพื่อนเก่ารับซื้อกุ้งกุลาดำจนกระทั่งปัจจุบันเป็นผู้รับซื้อกุ้ง กุลาดำรายใหญ่ตั้งแต่ตราดลงมาถึงแปดริ้ว
สมุทรปราการ แต่ความปรารถนาเป็นนักการเมืองไม่เคยปรานีใคร ปี 2529 และปี 2531 ชื่อพินิจ จารุสมบัติ
ก็ปรากฏลงเลือกตั้งในนามพรรคราษฎรที่ฉะเชิงเทรา แต่พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ทั้ง ๆ ที่ปี 2531
ผองเพื่อนร่วมขบวนการอย่างเช่น ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ อดีต รมช. มหาดไทยและสุธรรม แสงปทุม รองประธานรัฐสภา
ปัจจุบันได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรในสมัยนั้นทั้งคู่ แม้จะอับโชคทางการเมืองปี 2531 แต่พินิจก็โชคดีภายหลัง
ระหว่างปี 2532-34 นับว่าเป็น ปีเงินปีทองของพินิจจริง ๆ

"ผมประสบความสำเร็จและได้เงินได้ทองมากที่สุดคือค้าที่ดินแถวชลบุรีแปดริ้วและระยอง
บางแปลงผมซื้อวันเดียวขายไปสามทอดราวกับซื้อขนมซื้อของเล่น" พินิจเล่าให้ฟัง
นี่คือส่วนหนึ่งของฐานเงินทุนก้อนใหญ่ของพินิจที่ใช้ในการลงเลือกตั้งในเดือนกันยายน ปี 2535 ซึ่งครั้งนั้น
พินิจวิเคราะห์ภูมิศาสตร์การเมืองแล้วเห็นว่าควรย้ายไปลงเขตจังหวัดหนองคายในนามพรรคเสรีธรรม
ซึ่งเป็นพรรคเล็กที่มี ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์เป็นหัวหน้าพรรค ในที่สุดก็สมความปรารถนาได้รับเลือกเป็น
ผู้แทนราษฎร และได้รับโควต้าเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในชุดรัฐบาลชวน 2 ในปี 2536
ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการคมนาคมที่พินิจได้รับตั้งแต่เป็น ส.ส. สมัยแรกจะเกี่ยวข้องกับสถานะ
"ถุงเงินของพรรค" หรือไม่นั้น พินิจปฏิเสธว่า "พรรคเสรีธรรมของเราเป็นพรรคเล็ก เลือกตั้งคราวนี้ได้มา 11 เสียง
ไม่ใช่ผมเป็นถุงเงินถุงทองของพรรคก็พูดกันไป เพียงแต่เรามีความจริงใจให้กับเพื่อนและผู้สมัคร เมื่อชวนเขามา
เราก็ต้องช่วยเหลือเต็มที่ ผมไม่มีสินทรัพย์บารมี เมื่อเป็นรัฐมนตรีก็ปกติธรรมดา ใครจะมาเรียกผมว่าท่าน ๆ
ผมยังไม่ชอบเลย หรือเพื่อนฝูงยกมือไหว้ผมยังถามว่าทำไมมึงต้องทำอย่างนั้น ผมรู้ว่าตำแหน่งทางการเมือง
เป็นหัวโขนชั่วคราวเป็นสิ่งหลอกลวงไม่เที่ยงแท้ มาวันนี้วันหน้าก็ต้องไป อย่าลืมตัวนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด"

ในอดีตของนักศึกษาหัวก้าวหน้าที่รับใช้ประชาชน พินิจเป็นผู้นำการต่อต้านระบอบเผด็จการที่มีต้นตอปัญหา
จากจักรวรรดินิยมขุนศึกศักดินา ในฐานะรองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
กรณีต่อสู้เรียกร้องในกรณีเหมืองแร่เทมโก้ และการฆ่ายัดถังแดงที่จังหวัดพัทลุง เป็นผลงานเด่นของพินิจ
กับกรรมการศูนย์นิสิตนักศึกษาอย่างเช่น พีรพล ตริยเกษม, สัมภาษณ์ สืบตระกูล

"สหรัฐอเมริกาเป็นต้นเหตุสำคัญที่สุดที่ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมา พร้อมกันนั้นชนชั้นปกครอง
ในระดับสูงของเราหลายคน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งทหารและพลเรือนคอยเป็นสมุนรับใช้อเมริกาตลอดมา
การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปโดยผู้บริหารระดับบนทั้งสิ้นแต่ฝ่ายเดียว
" บางตอนของคำสัมภาษณ์พินิจ
ในหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติ" รายสัปดาห์เมื่อ 6 มีนาคม 2518 วันนี้บทบาทเปลี่ยนแต่คนไม่เปลี่ยนภายใต้เงื่อนไข
ต่อสู้เผด็จการสู่ยุคเสรีโลกานุวัตร จากพินิจผู้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ผู้ยากไร้ที่ถูกฆ่าคดียัดถึงแดงที่พัทลุง
ด้พัฒนาสู่การต่อสู้เพื่อบริการโทรคมนาคมรับใช้ชนชั้นกลางประเภท "ไร้สาย" และ "มีสาย" รวมทั้งต่อรอง
ผลประโยชน์ระหว่างภาครัฐกับกลุ่มยักษ์ใหญ่ธุรกิจที่ครั้งหนึ่ง เคยถูกเรียกว่ากลุ่มนายทุนผูกขาดยุค
เผด็จการครองเมือง ล่าสุดผลงาน 17 โครงการสมัยที่พินิจอยู่ในตำแหน่ง รมช. คมนาคมใน 1 ปี 10 เดือน
พินิจคุยว่า "ผมมีผลงานมากที่สุดในกระทรวง" เช่น โครงการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ 10,000 วงจร,
สร้างศูนย์โทรคมนาคมที่บางรัก 30 ชั้นมูลค่า 2,000 กว่าล้านบาท, วางเคเบิลใยแก้วเชื่อมทุกจังหวัด,
โครงการวีแซทเสรี, โครงการอินเตอร์เนต, โครงการอัพลิงค์ ดาวน์ลิงค์, โครงการอีเรเดียมของยูคอม,
โครงการอิมาแซทพีของชินวัตร,
โครงการทรังค์เรดิโอของสหวิริยา,โครงการลดราคาบริการมือถือ 50 บาท,
โครงการเร่งรัดติดตั้งเบสสเตชั่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ, โครงการปรับปรุงการบริหารความถี่,
โครงการวิทยุร่วมพลเรือน, โครงการเพจเจอร์ข้าราชการ, โครงการร่วมทุนระห
ว่างการสื่อสารแห่งประเทศไทย
กับบริษัททีเอไปต่างประเทศ และโครงการพยากรณ์อากาศเพื่อพัฒนาประเทศ

แต่ละโครงการล้วนแล้วแต่เป็นผลประโยชน์ที่น่าจับตา พินิจซึ่งจะต้องต่อรองกับบริษัทยักษ์ใหญ่ยักษ์เล็ก
ซึ่งพินิจอ้างประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อนอันดับหนึ่ง บ้างก็เล่าลือถึงความเป็นถุงเงินถุงทองของ
พรรคเสรีธรรมในฐานะเลขาธิการพรรคฯ

บางคนก็ร่ำลือถึงความร่ำรวยผิดปกติสมัยเป็นรัฐมนตรี เรื่องนี้พินิจปฏิเสธทันควันว่า

"ไม่จริง เสียงเล่าลืออาจจะมาจากเสียงอิจฉาริษยาก็มีหรืออาจจะมาจากความไร้เดียงสา รู้ไม่จริง ซุบซิบนินทา
ตามสังคมเก่า ผมไม่หงุดหงิด ผมบอกว่าเป็นนโยบายว่า ไม่มีใครจ้างเราได้ ให้ผลประโยชน์เรา เราไม่รับ
หรือเราก็ไม่ไปเรียกร้องผลประโยชน์ แม้แต่ทีมงานของผม ผมจะสั่งหมดทุดคน เอกชนไม่ต้องเสียค่าน้ำร้อนน้ำชา
เขาก็เกิดความพึงพอใจแต่ถ้าหากเขาอยากจะช่วยเราในฐานะเป็นนักการเมืองที่มี หลักการดีมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง
เขาก็มาสนับสนุนช่วย ระหว่างเลือกตั้ง เป็นการช่วยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติหรืออนุญาตใด ๆ"
สินทรัพย์ที่พินิจเปิดเผยให้ฟังมีบ้านอาศัยอยู่หลังเดียวที่กรุงเทพ ส่วนที่ดินที่ซื้อไว้ส่วนตัวที่กรุงเทพฯ
บางแปลงและแปลงที่ยังไม่ได้ขายอีกที่แปดริ้ว ส่วนธุรกิจกุ้งกุลาดำยังเป็นธุรกิจหลักที่ร่วมกับเพื่อน
เป็นคนกลางรับซื้อเข้าห้องเย็น "ผมไม่ได้ตั้งบริษัท อย่างที่แปดริ้ว ในนามของพินิจคนก็รู้แล้ว เป็นเครดิตส่วนตัว
ไม่รู้สิว่าเป็นเจ้าพ่อหรือเปล่า ?"

วันนี้ดาวแดงอาจอับแสง จักรวรรดินิยมแปลงรูป เปลี่ยนสัญชาติป่าที่เคยอยู่อาจเป็นรีสอร์ท ทุนนิยมยังยิ่งใหญ่
และแข็งแกร่ง และ "พวกเขา" อาจถูกมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป แม้ว่าบทบาทและภาระหน้าที่ในสังคม "พวกเขา"
จะตรงกันข้ามกับในอดีต แต่ครั้งหนึ่งในช่วงชีวิต "พวกเขา" คือคนที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ และเป็นคนหนุ่มสาว
ที่อาจหาญเสียสละและเป็นตัวอย่างของคนรุ่นหลังนับไม่ถ้วนอย่างน้อย ๆ ภาพบันทึกและความทรงจำอันงดงาม
เมื่อ 22 ปีที่แล้วในตัวพวกเขายังคงอยู่ ....


http://downmerng.blogspot.com/2008/12/blog-post_271.html
http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=8223
http://www.polyboon.com/phuttiwong/diary/diary_022.html
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=6774


เหตุการณ์นองเลือดในเดือน "พฤษภาทมิฬ" อาจจะบอกได้ว่าเป็นช่วงที่อัปยศที่สุด
สำหรับสื่อวิทยุและโทรทัศน์ของไทย ความจริงไปปรากฏอยู่บนจอของ ซีเอ็นเอ็น และบีบีซี
แทนที่อยู่บนจอทีวีบ้านเราและนั่นคือเหตุผลที่ทำไมประเทศไทย ต้องมีทีวีเสรี


บทที่ 2
จาก ราชดำเนิน ถึง “ทีวีเสรี” การเข่นฆ่าประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
เป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจเพียงพออยู่แล้วและมันยิ่งน่าเศร้าและเจ็บปวดมากขึ้นที่สังคมถูกปิดหูปิดตา
ไม่ให้รับรู้ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นประชาชนคนไทยแท้ๆ
ได้เห็นภาพของการปราบปราบอันโหดเหี้ยมบนถนนราชดำเนิน
ในคืนวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2535 จากสถานีโทรทัศน์ต่างประเทศ
อย่างซีเอ็นเอ็นหรือบีบีซี
แทนที่จะเป็นสถานีโทรทัศน์ของไทย

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมมีความเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้น จะไม่เกิดขึ้น
อย่างเด็ดขาดถ้าสื่อมวลชนไทย ในยุคนั้นโดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์และวิทยุ ไม่ถูกอำนาจรัฐ
ใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ

แทนที่สื่อเหล่านี้จะมีเสรีภาพในการรายงานความเป็นไป ทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา
และสะท้อนความรู้สึก ที่แท้จริงของประชาชนที่มีต่อผู้ครองอำนาจ สถานีโทรทัศน์และวิทยุ
ที่มีอยู่ทั้งหมดกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือบิดเบือน สถานการณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับ
การครองอำนาจของพลเอกสุจินดา คราประยูร หนึ่งในผู้ก่อการปฏิวัติรัฐบาล ของพล.อ. ชาติชาย

เหตุการณ์“พฤษภาทมิฬ”เป็นครั้งแรกที่เราเห็นชนชั้นกลางทั้งในกรุงเทพมหานครและ
เมืองใหญ่ๆเข้าร่วมในกิจกรรมการเมืองอย่างเปิดเผย

“ม็อบมือถือ” กลายเป็นศัพท์ใหม่ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น


รัฐบาลของพลเอกสุจินดาอาจจะมีอำนาจเหนือกลไกของรัฐและใช้กลไกเหล่านี้ไม่ว่า
จะเป็นทหาร ตำรวจ หรือสื่อ เพื่อความอยู่รอดถึงนาทีสุดท้าย แต่ พลเอกสุจินดาและพรรคพวก
ไม่สามารถหยุดยั้งกระแสของมหาชนได้

โทรศัพท์มือถือ เพจเจอร์ และแฟกซ์ ได้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่
ที่แม้แต่กลไกของรัฐก็ควบคุมไม่ได้
แต่ฝูงชนลุกขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตยเหล่านี้
กลับถูกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจและสถานีวิทยุของทหารป้ายสีให้เป็น “ผู้ไม่ประสงค์ดี”
“ผู้ก่อจลาจล” หรือ “ผู้ก่อความไม่สงบ”

แม้แต่สถานีวิทยุอย่าง จส.100 ซึ่งมีหน้าที่รายงานสภาวะจราจร ยังขอมีส่วนร่วม
ในการปกป้องพลเอกสุจินดา


คุณปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา และดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล สองผู้บริหาร
บริษัทแปซิฟิค อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น


ซึ่งบริหารคลื่น จส.100 ลงทุนสวมบทเป็นผู้ประกาศเอง
ในขณะที่รัฐบาลของ
พลเอกสุจินดา และกองกำลังรักษาความสงบภายในประเทศและกองกำลังรักษาพระนคร
กำลังเตรียมใช้กำลังสลายการชุมนุม

แต่แทนที่จะได้ผลในการทำให้ประชาชนหลงเชื่อ การบิดเบือนและโฆษณาชวนเชื่อ
ผ่านทางสื่อของรัฐ กลับทำให้ประชาชนเกิดความโกรธแค้น และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้
จำนวนของผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นเป็นเรือนแสน “ฉันทนไม่ได้ มันจะหลอกลวงกันไปถึงไหน
ฉันและเพื่อนๆ จะไปร่วมชุมนุมด้วยคืนนี้” ผู้อ่านรายหนึ่งของ เดอะ เนชั่น โทรเข้ามา
ระบายความอัดอั้น ในเย็นวันที่ 17 พฤษภาคม

แม้แต่ในคืนที่ทหารใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม สื่อโทรทัศน์และวิทยุยังรับใช้อำนาจรัฐ
อย่างซื่อสัตย์ ด้วยการรายงานข่าวอย่างบิดเบือน

คนไทยที่มีฐานะดีพอที่มีจานดาวเทียมที่บ้านเท่านั้นจึงจะมีสิทธิได้เห็นภาพเหล่านั้น
ช่อง 9 อ.ส.ม.ท.อาจจะเป็นสถานีโทรทัศน์เพียงช่องเดียวเท่านั้นที่พยายามทำหน้าที่ของสื่อ
ในการสะท้อนภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าที่จะทำได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านักข่าวและ
ช่างภาพของสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ของไทย ไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเขา
พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่เสี่ยงชีวิตบันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่วิกฤติที่สุด
ผมเชื่อว่านักข่าวและช่างภาพโทรทัศน์เหล่านี้คงมีความรู้สึกไม่แตกต่างไปจากเพื่อนๆ
สื่อมวลชนจากหนังสือพิมพ์ พวกเขารู้สึกสะเทือนใจต่อความโหดร้ายที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
และต้องการให้สังคมได้รับรู้ในสิ่งที่พวกเขาเห็น

แต่ท้ายสุดแล้วผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจว่าอะไรควรจะปรากฏบนจอหรือไม่นั้นไม่ใช่นักข่าว
หรือช่างภาพ ที่มีความสำนึกในหน้าที่ แต่เป็นผู้บริหารที่เห็นความอยู่รอดของตัวเองสำคัญ
กว่าสิ่งอื่น ความรู้สึกผิดหวังของสังคม ต่อบทบาทของสื่อที่เป็นของรัฐ ไม่ได้จางหายไปกับ
การผ่านพ้นไปของเหตุการณ์“พฤษภาทมิฬ”

ประชาชนไม่ต้องการจะถูกสื่อของรัฐปิดหูปิดตาอีกต่อไป

ความต้องการที่จะเห็นเมืองไทยมีสถานีโทรทัศน์ที่ไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของ
อำนาจรัฐสถานีโทรทัศน์ ที่ไม่เป็นเครื่องมือในการ บิดเบือน ผลักดันให้รัฐบาลของ
นายอานันท์ ปันยารชุน
วางรากฐานของสิ่งที่จะเป็น ปรากฏการณ์ใหม่ให้กับ
สังคมไทย นั่นก็คือสถานีโทรทัศน์เสรีแห่งแรก
สถานีโทรทัศน์เสรี
คงจะไม่สามารถช่วยยุติวิกฤติ หรือเหตุการณ์นองเลือดอย่างเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”
หลังจากที่มันเกิดขึ้นได้ แต่สถานีโทรทัศน์เสรีสามารถที่จะช่วยเตือนสังคมให้รับรู้ถึง
อันตรายของสถานการณ์ทางการเมืองก่อนมันจะกลายเป็นการเผชิญหน้าหรือ
การนองเลือด สถานี โทรทัศน์เสรีสามารถเป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกของประชาชน
ที่มีต่อผู้อยู่ในอำนาจ แทนที่จะเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการโฆษณาชวนเชื่อให้กับรัฐ

ที่สำคัญที่สุด สถานีโทรทัศน์เสรีสามารถทำในสิ่งที่สื่อของรัฐทำไม่ได้

นั่นก็คือการบอกความจริงให้กับสังคมได้รับรู้ โดยเฉพาะในยามที่ความจริงหมายถึง
ความเป็นความตายของบ้านเมือง

และนั่นคือปรัชญาของการก่อเกิดสถานีโทรทัศน์ ที่ต่อมารู้จักกันในนามของไอทีวี


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Nov 02, 2009 3:55 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 02, 2009 12:29 pm

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=29&PHPSESSID=faf941d2191990eba2dd0e562b6d1848


http://mr2chang.igetweb.com/index.php?mo=3&art=138349

ลัทธิฝ่าหลุนกง

ตอนที่ ๑

กำเนิดและความเป็นมา






ปรรีชา วรเศรษฐสิน

บทความลงเว็บ




ฝ่าหลุนกง(法輪功)ในสายตาของรัฐบาลจีน คือ 'ลัทธิอุบาทว์' นอก
กฎหมาย เนื่องจากพฤติกรรมของฝ่าหลุนกงนับวันเติบใหญ่อย่างรวดเร็ว
และเริ่มเข้าสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลจีนในทั่วทุกปริมณฑล
ถี่ขึ้นเรื่อยๆ และการเคลื่อนไหวใหญ่ เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๑๙๙๙
สาวกของลัทธิฝ่าหลุนกงกว่าพันคน ได้มาชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองรอบๆ
ทำเนียบจงหนานไห่ ซึ่งเป็นที่ทำการของรัฐบาลจีน
ทางการจีนต้องออกมาประกาศให้ลัทธิเป็นลัทธิผิดกฎหมาย



ประวัติ หลี่ หง จื้อ เจ้าแห่งลัทธิฝ่าหลุนกง

หลี่ หง จื้อ (李洪志) ผู้ก่อตั้งลัทธินี้ ถือกำเนิดที่มณฑลจี๋หลิน ในครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่ง
หลังจากจบชั้นมัธยมต้น ในช่วงปี ๑๙๗๐
-๑๙๗๘ ได้เข้าร่วมกับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน
และทำงานในสำนักงานตำรวจจี๋หลินตามลำดับ ในปี ๑๙๗๘-๑๙๘๒ เป็นพนักงานบริการในสำนักงานตำรวจป่าไม้
และปี ๑๙๘๒-๑๙๙๑ เปลี่ยนมาทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยให้บริษัทน้ำมัน และธัญญาหารเมืองฉางชุน




ในปี ๑๙๘๘ หลี่หงจื้อได้ฝึกวิชา ฉานมี่กง กับหลีเหว่ยตง อาจารย์สอนชี่กงคนหนึ่ง และยังเรียนวิชา จิ่วกงปากว้ากง
กับ หยีกวงเซิง อาจารย์สอนชี่กงอีกคนหนึ่ง พอปี ๑๙๙๑ จึงได้มุ่งศึกษา ชี่กง( ) โดยเฉพาะ และมีโอกาสได้เดินทาง
มาเยี่ยมญาติที่ประเทศไทย จึงได้เลียนแบบท่าเต้นรำของชนพื้นเมืองในไทย คิดประดิษฐ์ท่าของ 'ฝ่าหลุนกง' ขึ้นมา



การก่อตั้งฝ่าหลุนกงของ หลี่หงจื้อ ส่วนใหญ่จะใช้ถ้อยคำในศาสนาพุทธและลัทธิเต๋ามาประกอบการอธิบาย
นอกจากนั้น ในวันที่ ๒๔ กันยายน ๑๙๙๔ เขาได้อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีกับสำนักงานทะเบียนราษฎร์ เมืองฉางชุน
เปลี่ยนวันเดือนปีเกิดในบัตรประชาชนใหม่ จากวันที่ ๗ กรกฎาคม ๑๙๕๒ เป็น ๑๓ พฤษภาคม ๑๙๕๑ เพื่อให้ตรงกับ
วันประสูติของพระพุทธเจ้า



หลี่จิงเจ้า กับ หลิวหยี่ซิงลูกศิษย์รุ่นแรกๆของหลี่หงจื้อ กล่าวว่า ท่าฝึกของฝ่าหลุนกงเป็นท่าที่หลี่หงจื้อ
กับหลี่จิงเจ้าร่วมกันคิดขึ้นมา เมื่อนำไปสอนผู้คน หลี่จิงเจ้าจะเป็นผู้รำท่า และหลี่หงจื้อเป็นคนบรรยายท่า
นอกจากนั้น ยังมี หลิวเฟิ่งฉาย เป็นผู้แก้ไขดัดแปลงท่าฝ่าหลุนกงอีกคน ส่วนรูปภาพหลี่หงจื้อนั่งขัดสมาธิในดอกบัว
และมีรัศมีเปล่งออกมารอบกายนั้น เป็นภาพตัดต่อที่ ซ่งปิ่งเฉิน ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งเป็นผู้จัดทำขึ้น


.

.

แนวคิดหลักของลัทธิ ฝ่าหลุนกง

เหว่ยเต้าหรู นักการศาสนาของจีนระบุว่า 'ฝ่าหลุน' เป็นคำที่ยืมมาจากศาสนาพุทธ แฝงนัยความหมาย ๒ ประการ
คือ ประการแรก หมายถึง คำสอน ของศาสนาพุทธที่เปรียบเหมือน กงล้อ อันหนึ่ง ซึ่งหมุนไปไม่หยุด ประการที่สองคือ
พระธรรม (ธรรมจักร) ที่แข็งแกร่งเหมือนกงล้อรถทำศึกสงคราม สามารถช่วยขจัดทุกข์ให้กับมวลมนุษย์ ขณะที่
หลี่ หง จื้อ ตีความว่า การฝึกกายบริหารฝ่าหลุนกง ของเขา คือการสร้างธรรมจักรขึ้นที่ท้องน้อย
โดยมีตัวเขาเป็นผู้ช่วยสาวกในการฝึกปฏิบัติเพื่อกำหนดธรรมจักรนี้ขึ้นมา


นอกจากนั้น เหว่ย เต้า หรู ยังกล่าวถึงคำว่า กายธรรม ที่ปรากฏในลัทธิฝ่าหลุนกงว่า ตามแนวคิดเดิม
ของศาสนาพุทธ
'กายธรรม' เป็นนามธรรม ไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตน แต่ หลี่ หง จื้อ บอกว่า ตัวเขามี'กายธรรม' ที่นับไม่ถ้วน
ซึ่งขัดแย้งกับศาสนาพุทธ ตลอดจนเรื่อง กฎแห่งกรรม ซึ่ง หลี่ หง จื้อ นำกรรมมาอธิบายความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของคน
เขากล่าวว่าคนที่เป็นโรค แสดงว่าเมื่อชาติก่อนทำกรรมชั่วไว้ จึงต้องชดใช้กรรมนั้น ไม่ควรไปรักษาโรคให้หาย
เพราะถ้ารักษาโรคภัยไข้เจ็บหาย ก็เท่ากับว่าทำลายกฎของจักรวาล


ดังนั้น เหว่ย เต้า หรู จึงสรุปว่า ฝ่าหลุนกงเป็นลัทธิอุบาทว์ด้วยลักษณะ ๔ ประการ คือ

๑.สร้างลักษณะสมมติเทพให้ หลี่ หง จื้อ เพื่อก่อให้เกิดความเลื่อมใสเจ้าลัทธิ โดยระบุถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ
ของ หลี่ หง จื้อ เมื่อยังเล็กไว้ในหนังสือ 'ประวัติย่อหลี่ หงจื้อ' แม้กระทั่งการเปลี่ยนวันเกิดของ หลี่ หงจื้อ
เพื่อให้ตรงกับวันประสูติของพระพุทธเจ้า เพื่อให้เข้าใจว่าหลี่หงจื้อเป็นอีกภาคหนึ่งของศาสนาพุทธที่มาช่วยคนให้พ้นทุกข์


๒.ฝ่าหลุนกง มีชื่อเสียงขึ้นมาจากการรักษาโรคให้ผู้คนจนหาย ด้วยการออกกำลังกาย ตามหลักของลัทธิดังกล่าว
คล้ายกับลัทธินอกรีตอื่นๆ เมื่อคนเข้าร่วมลัทธินี้ ก็ต้องท่องบ่นคำว่า "ฝ่าหลุนกง" คล้ายกับการ "ล้างสมอง" ไปในตัว
และ กล่าวถึง"วันโลกแตก" เพื่อให้ผู้คนวิตกกังวล จึงต้องปฏิบัติตามคำสอนของลัทธิ เพื่อยกระดับตัวเองให้ดีขึ้น
เตรียมพร้อมสำหรับวันสิ้นโลก



๓.บิดเบือนคำสอนเรื่อง 'กรรม' กับ 'คุณธรรม' ในศาสนาพุทธ โดยสอนว่า หากใครฝึกฝ่าหลุนกงบ่อยๆ
จะช่วยลด 'กรรม' และเพิ่ม 'คุณธรรม' ขึ้นมาได้
และทำให้ 'กายบริสุทธิ์'การเจ็บป่วย เป็นผลของกรรมในอดีตชาติ
ไม่ต้องไปหาแพทย์เพื่อรักษา ทำให้สาวกหลายคนที่ปฏิบัติตามคำสอนนี้ ต้องเสียชีวิตหรือเสียสติไป


๔.หลี่ หง จื้อ เห็นว่า สิ่งที่เขาถ่ายทอดเป็น 'คุณธรรมตามกฎจักรวาล'และเป็นพื้นฐานของพระธรรม
ไม่ควรถูกควบคุมโดยสังคมหรือกฎหมาย



หลิว เป่า หลง สาวก ที่เข้าร่วมการเผาตัวตายที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคมที่ผ่านมา กล่าวว่า
เธอได้รับคำสั่งสอนของ หลี่ หง จื้อ จึงเดินทางมาจากเมืองไคเฟิง หูหนาน เพื่อร่วมชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน

ตามสถิติของทางการจีนพบว่า มีประชาชนที่หลงงมงายในลัทธิฝ่าหลุนกง ต้องสังเวยชีวิตไปแล้วกว่า ๒ พันคน


ฝ่าหลุนกงกับการเมือง

หลี่ หง จื้อ มักประกาศเสมอว่า ไม่มีองค์กรเป็นทางการ ฝ่าหลุนกงเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ
ในลักษณะ
"คนหนึ่งถ่ายทอดไปสู่อีกคน หรือใจถ่ายทอดสู่ใจ" ขณะที่หลังจากก่อตั้งฝ่าหลุนกงในปี ๑๙๙๒ แล้ว
เขาได้วางระบบองค์กรที่สมบูรณ์แบบด้วยการจัดตั้ง สมาคมศึกษาวิจัยฝ่าหลุนกง ที่ปักกิ่ง โดยมีตัวเขาเอง
เป็นนายกสมาคม อีกทั้งตั้งสาขา ๓๙ แห่ง และสาขาย่อยนับ ๑,๙๐๐ กว่าแห่ง ทั่วประเทศจีน มีสถานที่ฝึก
รวมกว่า ๒๘,
๐๐๐ แห่ง



หลี่ หง จื้อ คือเจ้าลัทธิหรือผู้รับผิดชอบสูงสุดของฝ่าหลุนกง สาขาและองค์กรย่อยต่างๆ ของฝ่าหลุนกง
รับคำสั่งโดยตรงของเขาไปปฏิบัติ โดยวิธีการสื่อสารที่ทันสมัย เช่น โทรสาร อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์
การรับคำสั่งของเจ้าลัทธิจากศูนย์กลางที่
'สมาคม ศึกษาวิจัยฝ่าหลุนกง' ด้วยการสื่อสารที่ล้ำยุคดังกล่าว
การติดต่อกันจึงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ทำให้จีนเห็นว่ายากจะตรวจสอบแหล่งที่มา หรือความลับของลัทธินี้


นอกจากนั้น สิ่งที่รัฐบาลจีนไม่พอใจ คือการที่ฝ่าหลุนกงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ตลอดจนการทำงาน
ขององค์กร หรือหน่วยงานที่ต่อต้านลัทธิของตนผ่านทางสิ่งพิมพ์ ต่างๆ ซึ่งทางการจีนถือว่าเป็นลักษณะ
หวังผลทางการเมืองในการทำลายองค์กรบริหารสูงสุดของจีน ตลอดจนทางการจีนยังสงสัยว่า
สหรัฐอเมริกาอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและ ให้การสนับสนุนลัทธินี้อย่างลับๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือท้าทายอำนาจจีน
ในที่สุด เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๑๙๙๙ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงได้กำหนดให้สมาคมศึกษาวิจัย
ฝ่าหลุนกงและองค์กรของฝ่าหลุนกงทุกระดับ ที่ดำเนินการโดยหลี่หงจื้อ เป็นองค์กรนอกกฎหมา


จุดกำเนิดของฝ่าหลุนกง

เดือน พฤษภาคม ปี ๑๙๙๒ หลี่ หง จื้อได้ตั้งชั้นฝึกฝ่าหลุนกง ที่ฉางชุน บ้านเกิดของตนเอง
ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกันนั้น ยังได้เปิดชั้นเรียนฝ่าหลุนกงที่ปักกิ่งอย่างต่อเนื่อง


ปี ๑๙๙๓ สมาคมชี่กงแห่งประเทศจีน อนุญาตให้ฝ่าหลุนกงเข้าร่วมสังกัด และยอมรับ หลี่ หง จื้อ เป็นอาจารย์
สอนชี่กงคนหนึ่ง จนกระทั่งปลายปี ๑๙๙๔ ฝ่าหลุนกงได้แพร่หลายไปในเมืองต่างๆ ๑๐ กว่าแห่งทั่วประเทศ
และมีลูกศิษย์ประมาณ ๒ หมื่นคน


ปี ๑๙๙๕ หลี่ หง จื้อ เขียนหนังสือ 'หลักฝ่าหลุน' ออกจำหน่ายที่ปักกิ่ง และประกาศว่า ได้ถ่ายทอดฝ่าหลุนกง
ไปทั่วประเทศจีนแล้ว หลังจากที่ หลี่ หง จื้อ เดินทางไปพำนักที่อเมริกา เขาก็ได้ประกาศว่า ได้เผยแพร่ฝ่าหลุนกง
ไปยังต่างประเทศอย่างทั่วถึง โดยใช้สื่อการสอนรูปแบบวิดีโอ แต่สิ่งที่ผู้คนสงสัยก็คือ ในฐานะผู้ให้กำเนิดฝ่าหลุนกง
หลี่ หง จื้อ กลับบอกว่าภายในปีนี้ จะไม่มีการถ่ายทอดฝ่าหลุนกงทั้งในและนอกประเทศ


เดือน มีนาคม ๑๙๙๖ ฝ่าหลุนกงได้ลาออกจากสมาคมชี่กงแห่งประเทศจีนและในเดือนเมษายนปีเดียวกันนั้น
หลี่ หง จื้อ พยายามจัดตั้งองค์กรฝ่าหลุนกงที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนา โดยยื่นเรื่องกับคณะกรรมาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน
และสมาคมพุทธศาสนาแห่งประเทศจีน ปรากฏว่าไม่ได้รับการอนุมัติ


เดือน พฤศจิกายน ถึงธันวาคม ๑๙๙๗ ฝ่าหลุนกงยังคงไม่ละความตั้งใจที่จะจัดตั้งองค์กรขึ้นมาอีก
และยื่นเรื่องขออนุมัติจัดตั้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งในจีน ก็ได้รับคำตอบปฏิเสธมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้
จึงได้เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ โดยยกเลิกองค์กร กิจกรรม และรูปแบบที่เกี่ยวกับฝ่าหลุนกงทั้งหมดในประเทศ
และยินยอมใช้ศัพท์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับฝ่าหลุนกงตามกฎเกณฑ์สมาคมชี่กง รวมถึงการจัดตั้งสมาคมให้เหมาะสม
ตามสภาพพื้นที่ เช่น สมาคมชี่กง สมาคมวิจัยวิทยาศาสตร์ร่างกายมนุษย์




ในปี ๑๙๙๖-๑๙๙๗ ฝ่าหลุนกงแทบจะเรียกได้ว่า สลายตัวไป และยอมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ
สมาคมชี่กงทุกอย่าง จนกระทั่งวันที่ ๒๑ เมษายน ๑๙๙๙ ที่ เหอ จั๋ว ฟู่ ได้เขียนบทความวิจารณ์ฝ่าหลุนกง
ในหนังสือพิมพ์ทำให้สมาคมฝ่าหลุนกงที่ปักกิ่ง ทำใบปลิวแจ้งเรื่องดังกล่าวไปยังสมาชิกฝ่าหลุนกงทั่วประเทศ
และในวันที่ ๒๕ เดือนเดียวกันนั้นเอง ที่สมาชิกฝ่าหลุนกงร่วมหมื่นคน ได้มาประท้วงที่ทำเนียบจงหนานไห่
(ที่ทำการรัฐบาลจีน) พร้อมกับเรียกร้องให้สมาชิกทั่วทุกแห่ง รวมตัวกันที่นี่ การประท้วงดังกล่าวเป็นเหตุการณ์
ที่แสดงให้เห็นว่า ฝ่าหลุนกงเป็นองค์กรอิสระ และดำเนินการอย่างเปิดเผย ไม่ใช่เป็นองค์กรใต้ดินอีกต่อไป


๒๒ กรกฎาคม ๑๙๙๙ หลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศให้ 'ฝ่า หลุน กง' เป็นองค์กรนอกกฎหมาย
ฝ่า หลุน กง ก็ได้ดำเนินการเผยแพร่ลัทธิไปทั่วโลกแล้ว โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา พร้อมกับจัดกิจกรรม
ตามที่ต่างๆ เช่น ทำเนียบขาว องค์การสหประชาชาติ
หรือตามสถานที่ซึ่งมีชาวจีน และชาวต่างชาติ
รวมตัวกันอยู่ ขณะที่ดำเนินการเผยแพร่ลัทธิ พวกเขาจะสอดแทรกคำกล่าวหาโจมตีรัฐบาลจีนอยู่เสมอ
เพื่อสร้างความเกลียดชังรัฐบาลจีนหันมาสนับสนุนพวกตน


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01col01021152&sectionid=0116&day=2009-11-02

วันที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11559 มติชนรายวัน
"ทักษิณ" นำทัพสัประยุทธ์ เลือดซึม "แผลเก่า" ประเทศไทยนองน้ำตา

นักการเมืองไม่ว่าฝ่ายค้านและรัฐบาลต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือในการเพิ่มอุณหภูมิการเมืองร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ

นับแต่เกิดวิวาทะ "ทรยศชาติ" ของฝ่ายเพื่อไทย ที่นำโดยสมาชิกน้องใหม่ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และพัฒนามาถึงกรณี "ท้าตีเพื่อนบ้าน" ที่ดึงเอา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำประเทศไทย ไปเปิดศึก กับสมเด็จฯฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา

โดยมีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯพัวพันเป็นต้นเหตุสำคัญ

ไม่ ว่าจะผ่านไปกี่เดือน กี่วัน นักการเมืองไทย รัฐบาลไทย ก็ยังสาละวนช่วยกันขยายปมร้อน
ช่วยกันสะกิดแผลเก่าภายใต้ร่มเงาแบรนด์ "ทักษิณ ชินวัตร" ทำให้เลือดซึมเป็นระยะๆ

ไม่ว่ารัฐบาลนาย อภิสิทธิ์จะบริหารประเทศผ่านไปกี่วัน กี่เดือน ผลงานที่สำคัญที่รัฐบาลเอาจริงเอาจัง
เสมือนหนึ่งว่าเป็นงานหลักคือ การตามล้างตามเช็ด และไล่ล่า "ทักษิณ ชินวัตร" ให้จนมุม

ในขณะที่ปัญหาความเดือดร้อนเรื่องปากท้องของคนไทยอีกกว่า 60 ล้านคน กลายเป็นงานรองโดยปริยาย

จาก บทเรียนในชั้น "โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน" ที่เริ่มเปิดสอนรุ่นแรกไปเมื่อเดือนกันยายน
และจะกระจายตัวรุ่นที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน ที่ จ.อุดรธานี และในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลนั้น
"ครูเสื้อแดง" บรรยายไว้ตอนหนึ่งว่า...

"ต้องเพิ่มมิตรให้มากที่สุด หดเป้าศัตรูให้แคบที่สุด แม้แต่ในหมู่ศัตรู

"ต้องใช้ความขัดแย้งของศัตรูให้เป็นประโยชน์ ตีศัตรูตัวที่ร้ายที่สุดก่อน

"อย่าขยายความขัดแย้งเล็กๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่ อย่ากลบเกลื่อนความขัดแย้งในเรื่องหลักการใหญ่
แต่แก้ปัญหาโดยเน้นสามัคคีกลุ่ม

"แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ค้นหาสิ่งที่ตรงกัน ทำงานร่วมกัน สิ่งที่ต่างกันให้เก็บไว้ข้างใน

กินข้าวทีละคำ สร้างผลสำเร็จทีละน้อย สะสมชัยชนะทีละก้าว จนพิชิตศึกใหญ่ในที่สุด..."

คำสอนในชั้นเรียนวันนั้น เริ่มปรากฏรูปธรรมชัดเจนในทิศทางของยุทธวิธีที่มุ่งสู่การล้มล้าง
ระบอบอำมาตยาธิปไตย ล้มล้างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

เพราะแม้ประเด็นเล็กน้อย อันเกิดจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากงานธุรการเรื่องวันเวลา
การสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ นปช.ก็ไม่ละเว้นที่จะนำมาเปิดประเด็นดิสเครดิต!!

ต้องไม่ลืมว่า "ทักษิณ ชินวัตร" ยังคงต้องเดินทางตุหรัดตุเหร่อยู่ในต่างแดน กลับเข้าประเทศไม่ได้
โดยเหตุผลหลักก็คือ การหนีการลงโทษในคดีซื้อที่ดินรัชดาฯ ของคุณหญิงพจมานอดีตภรรยา

โดยสถานะของนักโทษหนีคดีก็ไม่น่าที่รัฐบาล หรือคนไทยจะไปให้ความสำคัญจนกลายเป็นว่า
โลกหมุนรอบ พ.ต.ท.ทักษิณ

นั่นอาจเป็นเพราะการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์
ที่ปักใจเชื่อว่าการไล่ล่าทักษิณให้จนมุมคือ ชัยชนะ และเป็นชัยชนะที่จะสามารถดึงมวลชนมาอยู่เคียงข้างได้

ทำให้รัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์มี "ประเด็น" ที่จะนำมาห้ำหั่นคู่แข่งทางการเมือง ในขณะเดียวกัน
ก็ทำให้คู่แข่งทางการเมือง "สบช่อง" ที่จะตอบโต้กลับด้วยเช่นกัน

เมื่อพรรคเพื่อไทย หยิบยกนำเครื่องจักรเก่าแต่เชื่อว่ายังทรงสมรรถนะ โดยเฉพาะ พล.อ.ชวลิต
ยงใจยุทธ หรืออดีตนายทหาร ตท.รุ่นต่างๆ ซึ่งในเรื่องของเครือข่าย "คอนเน็กชั่น" และความเชี่ยวชาญ
ยุทธวิธีการต่อสู้ ทั้งในและนอกรูปแบบมาใช้งาน

เกมของฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยย่อมอยู่เหนือความคาดหมาย

การผูกขาดวิดีโอลิงก์มาพูดคุยกับสมาชิกพรรคเพื่อไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในเวทีการประชุมแทบทุกครั้ง
ยังไม่รวมถึงการทวิตพูดคุยและตอบโต้ทางการเมืองผ่านเครือข่ายทวิตเตอร์ ก็ทำให้สามารถครองพื้นที่ข่าวได้มากโข

ยิ่งล่าสุดกับแผนการรุกคืบที่ เหนือชั้นกว่า โดยที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยังตามไม่ทันกับแผนการส่งข้อความสั้น
หรือ SMS มาถึงแฟนพันธุ์แท้ของ พ.ต.ท.ทักษิณในเมืองไทย

ลองหลับตานึกดูว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณส่งข้อความมาออดอ้อนและปลุกเร้าคนไทยให้เห็นใจ
และขอความร่วมมือลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างคราวละหลายล้านคนจะเกิดอะไรขึ้น??

อย่าลืมว่าข้อความ "ทหารฆ่าประชาชน" ในเพจเจอร์ที่ส่งจากโอเปอเรเตอร์รายหนึ่ง
คือปมเร้าหนึ่งของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ


การ เดินเกมเพื่อบีบให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ต้องปิดสวิตช์ตัวเอง ยุติบทบาทการเป็นฝ่ายบริหาร
ย่อมจะหนักหน่วงและรุนแรงมากขึ้น เพื่อปิดเกมภายในสิ้นปีนี้ ตามเสียงบัญชาการผ่านวิดีโอลิงก์ของคนอยู่ไกล

เมื่อใดที่นักการเมืองยังมุ่งที่จะชิงไหวชิงพริบ มุ่งเอาชนะคะคานกัน
ตราบนั้นประชาชนตาดำๆ ก็เป็นแค่ตัวประกันของระบอบประชาธิปไตย...เช่นเดิม


หน้า 3

http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O8427167/O8427167.html


วิธีการใช้งานของมันก็คือ ต้องโทรเข้าไปศูนย์ของแต่ละผู้ให้บริการ
ไม่ว่าจะเป็น 1144 1188 บลาๆๆๆ PacLink / Phonelink / Hutchison
พอโทรติดก็ต้อง ฝากข้อความให้พนัีกงาน เค้าพิมพ์ข้อความ เพื่อส่งสัญญาณไปเข้าเครื่อง
ข้อความเหล่าันั้นก็จะไปปรากฏบนเพจเจอร์ของคนที่เราจะส่งข้อความไป
http://www.shincorp.com/as_milestone_th.asp

http://talk.mthai.com/topic/37361
ทักษิณ เปิดใจอัด อังกฤษ เรื่องถอนวีซ่า ลั่นกลับไทยเล่นการเมืองชัวร์



หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษออกที่ดูไบ ได้เผยแพร่รายงานข่าวสรุป การให้สัมภาษณ์พิเศษ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย โดยนายไดแลน โบว์แมน การต่อว่าอังกฤษ
ที่ถอนวีซ่าประกาศว่าพร้อมจะกลับมาแก้ปัญหาประเทศไทยอีกครั้ง


นายกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ สื่อมวลชนอิสระ รายงานว่าเวบไซต์ www.arabianbusiness.com
ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษออกที่ดูไบ ได้เผยแพร่รายงานข่าวสรุป การให้สัมภาษณ์พิเศษ
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย

โดย นายไดแลน โบว์แมน ซึ่งใจความสำคัญคือ การต่อว่าอังกฤษที่ถอนวีซ่าเขา และ ประกาศว่าพร้อม
จะกลับมาแก้ปัญหาประเทศไทยอีกครั้ง แต่การจะกลับได้หรือไม่นั้นเขาต้องขอพระบรมราชวินิจฉัย
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน

http://www.arabianbusiness.com/539193-ex-thai-pm-hits-out-at-uk
"If the king feels I can be beneficial I will go back and he may grant
me a royal pardon.
If they don't need me and the king feels I can make
no difference then I will stay here and do business."


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Nov 02, 2009 9:29 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 02, 2009 3:53 pm

http://board.dserver.org/m/mdcu50/00000013.html
ข้อความ

ขอถ่ายทอดประสบการณ์ เดือนพฤษภา 35 ให้ฟังอีกสักหน่อยครับ

บางส่วนเป็นประสบการณ์ของผมโดยตรง แต่บางส่วนเป็นคำบอกเล่าของเพื่อนผม ที่มีคนหนึ่งอยู่ในคืน
วันที่ 18-19 คืนที่อาจเรียกได้ว่า ฝ่ายประชาชนสูญเสียมากที่สุดครับ ตัวผมอย่าที่เล่า เป็นนักวิเคราะห์สายเศรษฐกิจ
ก็ว่าได้ ของหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ กลุ่ม รสช
ได้พยายามนำเสนอเรื่องจริง ของ ม๊อบ มาตลอดตั้งแต่ หน้ารัฐสภา จนถึง เหตุการณ์นองเลือด บนถนนราชดำเนิน
จนเจ้าของหนังสือพิมพ์ คุณสนธิ ก็แทบเอาตัวไม่รอดเหมือนกันครับ คืนวันที่ 17 พฤษภา 2535 ประชาชน
เข้าร่วมชุมนุมหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ

หลังจาก นายบรรหาร โกหกผู้ชุมนุม ว่า จะมีการแก้รัฐธรรมนูญ 4 ข้อ แต่วันรุ่งขึ้นก็บอกว่า ไม่ได้ พูด
หรือ ถ้าจะแก้ ต้องใช้เวลาเป็นปี บนเวที มีการปราศรัย สลับกับการเล่นดนตรี ของหลายกลุ่ม ไม่ว่า
จะเป็น แอ๊ด คาราบาว , คีตาญชลี และกลุ่มดนตรีเพื่อชีวิต รวมถึง คุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ผมเอง
มีหน้าที่ เก็บข้อมูลภาคสนาม ว่า ผู้มาร่วมชุมนุม เป็นคนกลุ่มใดของสังคม ข้อมูลที่ผมได้มา คือ
ชนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ มีการศึกษาระดับปริญญาตรี อีกด้วย และไม่ได้รับจ้างมา อย่างที่ รัฐบาลกล่าวอ้าง
หัวหน้าของผมนัดพบกันอีกครั้ง ตอนทุ่มกว่า เจ้านายผมบอกให้ทุกคนระวังตัว มีข่าวกรองมาว่า
ทางผู้นำการชุมนุมจะมีการเคลื่อนขบวนไปที วังสวนจิตรแน่นอน แล้วทางรัฐเอาแน่
เพราะมีตำรวจสันติบาลนอกเครื่องแบบมากมาย เข้ามาปะปนหาข่าวจากผู้ชุมนุม ผมเองก็สองจิตสองใจ ว่า
จะเอาไง หัวหน้าผม บอกว่า ถ้ามีตัวเลข ขึ้นบนเพจเจอร์ 191 แสดงว่าเหตุการณ์ ไม่ปลอดภัย ทุกคนถอดตัว
กลับบ้านเร็วที่สุด เพราะ อีกสายข่าวว่า รัฐบาลมีการโยกทหารที่ประจันหน้าม๊อบตลอด จนสนิทกับผู้ชุมนุม
แบบว่าแลกน้ำกันดื่ม ออกไป แล้วนำกองทหารจากหน่วยรบพิเศษ เข้ามาแทน เวลาล่วงเข้าสามทุ่ม
ผมเองกำลังเดินกับม๊อบ ซึ่งรอบ ๆ ตัวผมเป็นคนใส่เสื้อเชิ๊ต ผูกไทร์ ซะส่วนใหญ่ ตะโกนด่า
นายก สุจินดา ตลอด เผลอแป๊ปเดียว ผมมาหยุดหน้าอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย
ผมก้มมองดูเพจเจอร์อีกครั้ง เงียบ ไม่มีอะไรขึ้น
ผมไม่ได้นอนเลยเมื่อคืนก่อน
เพราะนั่งวางระบบฐานข้อมูล จนดึก อย่ากระนั้นเลยกลับบ้าน อาบน้ำ แล้วจ้าง Taxi ไปสมทบม๊อบ
ที่สวนจิตรดีกว่า ว่าแล้วผมก็เดินดุ่ม ๆ ตัดม๊อบออกทางโรงหนัง พาราไดซ์ แวะซื้อ นมเย็นที่ร้านประจำ
ถึงบ้านสิบโมงกว่า อาบน้ำ เสร็จ ผมก็ นั่งดูข้อมูลปึกใหญ่ที่ผมได้มาจนเวลาเกือบเที่ยงคืน
ผมเตรียมออกจากบ้านเพราะ คะเนว่า ตอนนี้ ม๊อบคงเคลื่อนถึงวังสวนจิตรแล้ว ก้มมองเพจเจอร์อีกครั้ง
ไม่มีอะไร ผมนึกดีใจ ข่าวทั้งหลายคงเป็นข่าวลือ เพื่อ ไม่ให้ขบวนอันบริสุทธิ์ ได้แสดงพลัง รัฐบาล
คงไม่กล้าทำ ผมกำลังจะออกจากบ้าน ก็ได้ยินเสียงผมตะโกนไล่หลัง จะไปไหน ผมก็บอกว่า
จะกลับไปที่ม๊อบ แม่ผมห้าม แล้วให้ผมไปเปิดทีวี ดู ข่าวตอนนั้น ทุกช่องแพร่ภาพทหารได้ตั้งรั้วลวดหนาม
ที่ได้ข่าวว่า เพิ่งซื้อมาใหม่เอี่ยม ด้วยภาษีของประชาชน มาปิดกั้นถนนราชดำเนินตรงสะพานผ่านฟ้า
ไม่ให้ประชาชนเคลื่อนขบวนต่อ พร้อมทั้งยังมีรถดับเพลิงฉีดน้ำซึ่งได้มาจาก คลองแสนแสบ
เข้าหาประชาชนอีกด้วย ผมอึ้งครับ ขณะที่ผมนั่งดูทีวี แม่ผมก็ยึดกุญแจบ้านทุกอย่าง แล้วห้ามผม
ออกไปข้างนอก เพราะ แม่ผมรู้ว่า ผมอินมากกับการเมือง ผมนึกถึงเพื่อนนักข่าวหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มผม
แต่ละคนจะเป็นไงบ้าง ผมเริ่มโทรเช็ค หลายคนยังไม่กลับ ผมโทรเข้าศูนย์ข่าวผู้จัดการ ไม่มีใครอยู่
ผมโทรคุยกับสำนักข่าวของมติชน ทางเขาก็กำลังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด เสียงเพจปลุกผม พร้อมเลข 191 ผมมองนาฬิกา 7 โมงเช้า ผมเปิดทีวี อีกครั้ง
มีการเผาสถานีตำรวจนางเลิ้ง ทางรัฐบาล โยนความผิดให้ประชาชนผู้ชุมนุม แล้วมีการเคลื่อนรถยานเกราะ
เข้าตรึงหลายจุดของราชดำเนินกลาง แปลก กำลังตำรวจหายหมด มีแต่ทหารเข้าคุมสถานการณ์
ผมโทรเข้าหาพี่ที่สำนักพิมพ์ พี่คนหนึ่งเล่าว่า ไม่ใช่ประชาชนเผาแน่นอนเพราะ พี่เข้าอยู่ ส่วนหน้าเลย
ประชาชนถูกสกัดตรงสะพานผ่านฟ้า หมด ไม่มีใครกล้าฝ่าลวดหนาม ออกไป และ มีพี่ตำรวจท่านหนึ่ง
เล่าให้ผมฟังว่า เขาประจำบนตึกแห่งหนึ่งใกล้สถานนีตำรวจนางเลิ้ง เห็นชายฉกรรจ์ กลุ่มหนึ่งเดินเข้าไป
ในสถานี ตำรวจที่ว่างเปล่า จากนั้นไม่นานก็ เกิดเพลิงไหม้ ขึ้น ชายเหล่านั้นสลายตัวรวดเร็วมาก ต่อมา
หลังเพลิงสงบ ภายในสถานีตำรวจ ไม่มีร่องรอยคนเจ็บ ประตูคุก ถูกเปิด นักโทษหายหมด แสดงว่า
มีการเตรียมการมาก่อน เพื่อสร้างสถานการณ์แน่นอน เพื่อโยนความผิดให้ ผู้ชุมนุม เพื่อ อ้างเหตุ
เข้าปราบปรามประชาชน

จากนั้น ทางทหารก็เข้าชาร์จ จับกุมพลตรี จำลอง โดยคิดว่า จับหัวหน้าแล้ว จะสามารถสลายผู้ชุมนุมได้
แต่ไม่เลยกลับกลายเป็นเบี้ยหัวแตก ทางฝ่ายทหารภายใต้แผนไพรีพินาจได้ผลักดันผู้ชุมนุม จนถอยร่น
มาอยู่บริเวณสี่แยกคอกวัว จนกลางดึก มีผู้ชุมนุมบางส่วนได้ เข้ายึดรถเมล์สาย 8 เพื่อบุกฝ่ารั้วลวดหนาม ออกไป
บนรถเมล์ คันนั้นมีคนหลายสิบคน และทะลักขึ้นไปยีนบนรถเมล์ โบกธงชาติไทย ขณะที่รถเมล์คันนั้น
พยายามเคลื่อนไป ทหารก็ได้ระดมยิงปืนขึ้นฟ้า (ทหารบอกครับ) แต่ ท่าทางกระสุนปืนคงขึ้นไปในแนวดิ่ง
ไม่นานนักก็ลอยกลับมาแฉลบอากาศ พุ่งเข้ายอดอก ของวีรชนโชคร้ายหลายคน ร่วงตกลงมา
ที่รับเต็ม ๆ คงเป็นคนขับ ที่ได้ข่าวว่า คาที่ หลังจากเสียงปืนสงบ ประชาชนหลายคนวิ่งเข้าไปช่วยพยาบาลคนเจ็บ
แล้วนำกลับเข้ามาที่โรงแรมรอยัล ที่กลายเป็นศูนย์ กาชาด นักศึกษาแพทย์หลายคน ได้ช่วยกันอย่างหนัก
นักข่าวคนหนึ่งเล่าว่า เขาวิ่งหนีกระสุนทั้งคลานสูงคลานต่ำ เขายังเล่าอย่างติดตลกว่า นี่ยังดี นะว่า
ku ผ่านเขาชนไก่มาแล้ว ไม่งั้นคงได้ไปนอนในรถขยะที่มีคนเห็นว่า มีรถขยะวิ่งเข้ามาเก็บศพวีรชนส่วนหนึ่ง
แล้ววิ่งหายไป ก่อนที่ จะมีคนมาช่วยกู้ศพ เพื่อนคนนั้น วิ่งขึ้นปิ่นเกล้า ทั้ง ๆ ที่ เขาว่า ตอนนั้น เขาจะวิ่งไปที่ท่าน้ำ
และโดดน้ำหนี แต่มานึกขึ้นได้ ว่า ว่ายน้ำเป็นแต่ท่าหมา แล้วถ้าขืนว่ายท่าหมา กว่าจะข้ามเจ้าพระยา
ก็คงอืดก่อน เขาวิ่งมาถึงกลางสะพานเจอ ทหารเรือ ตั้งด่านอยู่ เพื่อนผมชะงัก พลันนึกว่า ท่าทาง ku คงต้อง
พุ่งหลาวลงแม่น้ำละคราวนี้ ว่าแล้ว เพื่อนผมก็วิ่งไปที่ราวสะพาน กำลังจะพุ่ง ก็ได้ยินเสียงร้องห้าม
เฮ้ยไอ้น้อง ไป ไป พวกพี่ไม่ทำอะไร เพื่อนผมหันมาทางต้นเสียง ทหารนาวิก หมวกเหลี่ยมมีหนวด
มือขวาถือปืนเอ็ม 16 เดินมาโบกไม้โบกมือ เพื่อนผมหันมาพูดว่า พี่จะเปิดทางหรือครับ ทหารยศจ่าพูดว่า
เออ ไป เร็ว ไม่รอช้า เพื่อนผม แทบจะใช้เท้าวิ่งต่างมือ วิ่งแบบไม่หันหลัง มาหยุดอีกที ก็แถวพาต้า เขาบอกว่า
ชีวิตนี้ไม่เคยเหนื่อยอะไรขนาดนี้ เลย หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวว่า ทหารหน่วยรบพิเศษ ได้เข้าเคลียพื้นที่
ที่โรงแรมรอยัล และ มีการเผาทำลายกรมประชาสัมพันธ์ด้วย เช้าวันต่อมา ประชาชนทั่วประเทศเริ่มมีข่าวว่า
มีการรวมตัวที่เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช ขอนแก่น และที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
อีกทั้งคนไทยในต่างแดนก็มาชุมนุมหน้าสถานฑูตเพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก
และเพื่อประกาศเจตนารมย์ต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล

ผมเองโทรเช็คข่าวตลอด เพราะต้องการรู้ว่า เพื่อนแต่ละคนเป็นไง มีน้องธรรมศาสตร์คนหนึ่งถูกจับไปที่
โรงเรียนพลตำรวจ ก่อนแยกขังจะมีการสอบสวน เมื่อรู้ว่า เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ และรามคำแหง
จะถูกแยกขัง น้องคนนั้นบอกว่า หลายคนถูกซ้อม แต่โชคดีที่เขามีนามสกุลตรงกับ นายตำรวจคนหนึ่ง
โดยบังเอิญ เลยไม่โดนอะไร และคืนวันที่ 20 อย่างที่ผมเล่าไปแล้วครับ มีข่าวว่า พลเอกเปรม
นำกำลังทหารจากโคราช เข้ากรุงเทพ และมีข่าวว่า มีการปะทะกัน ที่รังสิตและทหารส่วนใหญ่ เริ่มไม่เห็นด้วย
กับกลุ่ม รสช ที่ใช้กำลังทหารเข้าปราบประชาชน จึงมีการเคลื่อนไหว และในที่สุดด้วยพระบารมีปกเกล้าของในหลวง
ประเทศไทยจึงไม่เป็นเหมือนเพื่อนบ้านหลายประเทศ ที่ถ้ามีเหตุการณ์ นองเลือดขนาดนี้ มักจะไม่จบง่าย ๆ
แต่ เมืองไทยในเช้าวันที่ 21 กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ เจ้าเผด็จการก็ยังคงสามารถอยู่เมืองไทยได้
เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และที่ผมไม่ลืมครับ หลังจากนายสุจินดา ลาออก พรรคร่วมรัฐบาล
พรรคสามัคคีธรรม นำโดย นายณรงค์ วงศ์วรรณ พรรคชาติไทย นำโดย พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร
มีนายบรรหารเป็นเลขาธิการพรรค พรรคประชากรไทย โดยนายสมัครเป็นหัวหน้าพรรค ได้พยายามยื้อ
โดยต้องการแต่งตั้งให้ นายณรงค์ วงศ์วรรณ ที่เป็นคนหนึ่งที่ ทางสหรัฐ ขึ้น Blacklist ห้ามเข้าประเทศ
เป็นนายก โดยไม่ฟังการคัดค้านของประชาชน เพราะประชาชนต้องการให้คืนอำนาจให้ประชาชน
หลังจากกระแสที่รุนแรง เลยเบนเข็มมาที่ พลตำรวจเอก ประมาณ จนมาลงที่ พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์
จนวันแต่งตั้งนายก ที่บ้านนายสมบุญ มีแกนนำฝ่ายรัฐบาลมากมาย ที่แน่นอนคือ นายบรรหาร ที่หน้าตาระรื่นมาก
แต่แล้ว สวรรค์ก็มีตา เวลา 2 ทุ่มกว่า เสียงไชโยโห่ร้องก้องสำนักพิมพ์ ผู้จัดการ ผมเองกำลังนึกปลง
ถึงอนาคตประเทศไทย ไม่น่าเชื่อ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ สับเปลี่ยนชื่อนายกกลางอากาศ
เสนอชื่อ ท่านอานันท์ ปันยารชุน เข้ามาเป็นนายกอีกครั้ง
ภาพทางทีวี ถ่ายไปที่ หน้านายบรรหารและ
นายสมบุญ ซึ่งกำลังรอรับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นนายก นายบรรหาร สบถเสียงดัง ku ไม่น่าเชื่อมันเลย
นายสมบุญ เดินสะบัดก้นขึ้นห้อง พร้อมกับสบถ คงพอใจกันสินะ ผมกระโดดกอดเพื่อน พวกเราไม่ตายฟรีโว้ย

ผมยอมรับครับ ว่า ประชาชนส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศก็ไม่ได้มารับรู้ว่า
ทำไมตอนนั้นจึงมีคนออกมาชุมนุมเรียกร้องที่กรุงเทพ มากมาย ผมขอนำข้อมูลส่วนที่ผมได้สำรวจมาตอนนั้น
มาเล่าสู่กันฟังนิด คนในม๊อบส่วนหนึ่ง เป็นคนที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และอาจเรียกได้ว่า เป็น White Collar ก็ได้
เหมือนกับประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้พลเอกชวลิตลาออก ที่หน้า ธนาคารกรุงเทพ ที่มาเพราะ
รัฐบาลพยายามปิดข่าว และบิดเบือนข่าวสารมาตลอดจริง ถ้ารัฐบาลไม่บิดเบือน หรือปิดข่าวสาร
ประชาชนที่เข้าร่วมอาจมากกว่า หรือน้อยกว่าที่เป็นอยู่ ยังหาข้อสรุปไม่ได้ครับ คนที่มามิใช่ม๊อบจัดตั้งแน่นอนครับ
เพราะ อย่างวันที่ 17 เวทีปราศรัยตั้งอยู่ สนามหลวงด้านทิศเหนือ แต่ประชาชนที่เข้าร่วม ไกลจนได้ 3/4 ของสนามหลวง
มีคนคะเนว่า มากกว่า แสนคน อันนี้ ผมไม่ยืนยัน ถ้าคุณมาเฟียว่าง ๆ ลองไปยืนดูที่สนามหลวงดูว่า คนเข้ามานั่งฟัง
มากถึง 3/4 ของสนามหลวงมากแค่ไหน แล้วตอนเคลื่อนขบวน ต้นขบวนไปถูกกักที่สะพานผ่านฟ้าแล้ว
แต่ท้ายขบวนเพิ่งเริ่มออกจากแถวพระแม่ธรณี คิดดูว่าคนมาชุมนุมมากแค่ไหนครับ เรื่องการมาของ นายสุจินดา
และพรรคพวก จะว่า ไปก็ผิดทำนองครองธรรมอยู่แล้วตั้งแต่ตอนปฏิวัติ โค่นพลเอกชาติชาย เพราะอาศัยอาวุธ กำลังพล
ที่ตนมีอยู่เข้ายึดอำนาจจากคนที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกเข้ามาบริหารประเทศ การโค่นล้มรัฐบาล
ควรใช้ระบอบรัฐสภา มิใช่หรือครับคุณ มาเฟีย การเข้ามาของนายสุจินดา เป็นนายก พลอากาศเอก เกษตร โรจนนิล
เป็น ผบ ทอ แล้ว ผบ ทร ผบ ทบ ก็ล้วนมาจากพวกพ้องจปร 5 ทั้งสิ้น แล้ว พลเอกอิสรพงษ์ หนุนภักดี ก็นั่งเป็น มท 1
นอกจากนี้ ยังไม่พอนะครับ รุ่นน้อง ๆ ของจปร 5 ที่สนิท คือ จปร 11 และ 12 ก็ถูกดันมานั่งเป็นแม่ทัพภาค ทั้งสิ้น
แล้วอย่างนี้ ประเทศไทยในระยะ 10-20 ปี ข้างหน้า ประชาชนจะเป็นอย่างไรครับ คุณมาเฟียคิดว่า พวกเขาขึ้นมานั่ง
ตำแหน่งสำคัญ ๆ ทั่วทั้งแผ่นดินจะนำมาซึ่งความสงบสุข ความร่มเย็นของคนไทยหรือครับ
คนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยคือ พลเอกเปรม ท่านได้ เห็นถึงจุดนี้ จึงได้โยกย้ายพวกเขาเหล่านี้ ออกไปบ้าง
แต่นายชวลิตก็ดึงพวกนี้กลับมาจนได้


และถ้าคุณมาเฟีย คิดว่า พวกคนเหล่านี้ จะทำให้ประเทศไทยรุ่งเรืองประชาชนมั่งคั่ง ทำไมต้องใช้กระสุนจริง
เข้าสลายการชุมนุมล่ะครับ ศพของคนที่หายไปเป็นร้อยคนหายไปไหนครับ ทำไมไม่คืนให้ญาติเขาล่ะครับ
เรื่องการล้าหลัง ผมต้องขอตะโกนค้านคุณ มาเฟีย ดัง ๆ ครับ เรื่องการเคลื่อนไหวของประชาชน เป็นสิ่งที่ทำได้
ตามระบอบประชาธิปไตยครับ แต่ การปฏิวัติ รัฐประหาร เป็นสิ่งที่นานาชาติ ประนามมาโดยตลอดครับ
คุณมาเฟีย แล้วนายสุจินดาไม่เคยมาขอโทษต่อหน้าประชาชนครับ คนอีกคนที่ต้องมากราบขอขมาประชาชนคือ
นายอิสรพงษ์ หนุนภักดี ครับ

คุณมาเฟียนอนอยู่บ้านสบายใจ คุณรู้หรือไม่ครับ จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ เราได้มาซึ่งการปฏิรูปการเมือง
ทหารถอนกลับเข้ากรมกองทหารไม่กล้าที่จะออกมาปฏิวัติ รัฐประหาร เพราะ ทหารเริ่มรู้ดีว่า
ประชาชนต้องการระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่ต้องให้ทหารยื่นมือมาช่วย เราสามารถสร้างกลไก
เข้ามาตรวจสอบ ถอดถอนนักการเมืองเลว ๆ ได้ด้วยระบอบรัฐสภา ไม่ต้องเอาอาวุธมาช่วยครับ เรื่องปัญหา
ทางเศรษฐกิจ ผมว่า คุณกำลังหลงประเด็นนะครับ

ตอนนี้ผมมาอยู่ที่อเมริกาครับ ผมก็เป็นประชาชนธรรมดา ๆ คนหนึ่งครับ ที่ไม่ยอมให้พวกเผด็จการเข้ามายึด
บ้านเมืองเราเด็ดขาด จำคำพูดของบิ๊กจ๊อดได้ไหมครับ ตอนที่นักข่าวไปถามเขาว่า จะให้ใครมาเป็นนายก
นายสุนทร พูดว่า สุเหมาะสม นักข่าวเลยถามต่อว่า บิ๊กสุบอกว่า จะไม่รับตำแหน่งนายก นายสุนทร
เลยตอบนักข่าวกลับไปว่า "สุไม่เอา ให้เต้ " ผมงี้ โมโหมาก สบถกับตัวเองว่า นี่พวกมันเห็นประเทศไทยเป็นอะไร
เห็นประเทศไทยเหมือนสิ่งของชิ้นหนึ่ง จะทำยังไงก็ได้ หรือ เนี่ย ตำแหน่งนายกประเทศไทย ที่กุมชะตาชีวิต
คนไทย 60 ล้านคน พูดกันง่าย ๆ อย่างงี้หรือ วีดิโอ เหล่านั้น ผมดูหลายรอบแล้วครับ ที่หอประชุมเล็ก ธรรมศาสตร์
มีวีรชนคนหนึ่งออกไปห้ามทหารไม่ให้ยิง ตรงอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย เลยถูกกระสุน เอ็ม 16 แสกหน้า
ตายขณะที่มือยังกำธงชาติไทย น้องได้ดูภาพนั้นหรือเปล่า ครับ จำได้ หลังเหตุการณ์ มีพ่อค้าอัดภาพนี้ออกขาย
ออกแจก ด้วยครับ ผมยังมีเข็มกลัด ไล่นายสุจินดา อยู่หลายอันครับ
ส่วนภาพทหารเตะ กระทืบประชาชนในโรงแรมรอยัล เป็นภาพที่สะเทือนใจมากเหมือนกันครับ
แต่ถ้าน้องได้เห็นภาพประชาชนร่วงเหมือนใบไม้ ตอนพยายามขับรถฝ่า รั้วลวดหนาม แล้วโดนทหารเล็งทีละคน
จะสลดใจมากกว่า หลายเท่าทวีคูณ คนที่สั่งทหาร ปราบปรามประชาชน ยังมีชีวิต ยังมีหน้ามีตาในสังคม
อย่างที่คุณอดีตกรรมการบอกครับ พวกเขายังมีงานเลี้ยง 0413 อยู่ทุกปี เป็นงานเลี้ยงของพวกจปร 5 และลูกน้องครับ
เราทำอะไรพวกนี้ไม่ได้หรอกครับ เรื่องการเรียกร้องให้พวกเขาคืนศพ มีทุกปี มีใครบ้างครับ ที่กล้าออกหน้า
เรื่องเปิดโปงข้อเท็จจริง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ สำนวนที่ท่านพลเอกพิจิตร ได้ทำการสอบสวน
ยังไม่มีใครกล้านำออกมาเผยแพร่ทั้งหมด ทำไมหรือครับ ผมเดานะพวกทหารที่เป็นลิ่วล้อ จปร 5
ยังหยั่งรากลึกในกองทัพอีกมาก ไม่มีใครหรอกครับ ที่กล้า ตอนนี้เราทำได้แต่นึกสาปแช่ง ทุกปี ครับ
ใครที่เป็นญาติมิตร ของจปร 5 รบกวนช่วยบอกญาติ ๆ คุณด้วยนะครับ ในแผ่นดินนี้ ผมจะยังตามเอาผิด
พวกคุณให้ได้ ผมไม่มีวันลืม สิ่งที่พวกคุณทำอย่างเด็ดขาดครับ

http://www.weopenmind.com/board/index.php?action=printpage;topic=11011.0
ข้อมูลต่อไปนี้ถูกเผยแพร่ตั้งแต่ต้นปี 2549 ใครมีข้อมูลเสริมหรือแย้ง หรือจะตบแต่งใหม่ให้สมบูรณ์ครบถ้วน เชิฯครับ

*********************************

ภายหลังสำเร็จการศึกษา นายสนธิ เดินทางกลับไทยเมื่อปี 2516 นายสนธิ เข้าทำงานเป็นบรรณาธิการบริหาร
นสพ.ประชาธิปไตย เมื่ออายุได้เพียง 27 ปี จากนั้นร่วมกับนายพอล สิทธิอำนวย ตั้งบริษัท Advance Media
ในเครือพีเอสกรุ๊ป ออกนิตยสารดิฉัน แต่ประสบกับการขาดทุน จึงขายให้กับนายปิย์ มาลากุล ณ อยุธยา

นายสนธิกลับมาโดดเด่นอีกครั้งด้วยการตั้งบริษัทตะวันออกแมกกาซีน ออกจำหน่ายหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายเดือน
เมื่อปี 2526 และผู้จัดการรายสัปดาห์ จากความสำเร็จในการเป็นหนังสือแนวธุรกิจชั้นนำของผู้จัดการรายเดือน
และรายสัปดาห์ ทำให้นายสนธินำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2533
พร้อมกับออกหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

ต่อมานายสนธิ สามารถเข้าเทคโอเวอร์บริษัทลูกของปูนซีเมนต์ไทยได้คือ บริษัทเอสซีทีคอมพิวเตอร์ จำกัด,
บริษัทไมโครเนติก จำกัด และบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลเอ็นจิเนียริ่ง (ไออีซี) จำกัด ซึ่งต่อมาบริษัทไออีซี
ได้กลายเป็นบริษัทที่ทำกำไรให้กับนายสนธิอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัท ไออีซี (IEC) เป็นบริษัทผูกขาด
การขายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย ระบบเซลลูล่า 900 แต่เพียงผู้เดียว

นายสนธิไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ในประเทศ โดยมีการขยายตัวไปลงทุนออกหนังสือพิมพ์
“เอเซียไทม์” ตั้งฐานผลิตที่ฮ่องกง พร้อมกับเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัทแมเนเจอร์มีเดีย กรุ๊ป จำกัด
(มหาชน) หรือเอ็มกรุ๊ป เมื่อ 22 พ.ย.2537 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารงานบริษัทในเครือจากนั้น
เริ่มขยายไปสู่วงการ โทรคมนาคมในต่างประเทศเข้าไปลงทุนในโครงการดาวเทียมลาวสตาร์
ชื่อบริษัท ABCN ที่เป็นบริษัทในเครือได้รับสัมปทานจากประเทศลาวพร้อมกับทำกิจการโรงแรมในลาว
และร้านอาหารในจีน จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้เอง

ทำให้นายสนธิ ถูกสื่อมวลชนตะวันตกเรียกว่า “มร.โกลบอลไลเซชั่น” หมายถึงผู้ที่สร้างตัวมาจากสื่อสิ่งพิมพ์
ก่อนที่จะขยายไปสู่โทรคมนาคม บรอดคาสติ้ง และมีเดีย

จากการขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง การพยากรณ์ธุรกิจอย่างผิดพลาด และความล้มเหลวในการบริหาร
ประกอบกับสภาพธุรกิจที่ตกต่ำนับตั้งแต่ปลายปี 2539 ทำให้นายสนธิ ต้องขายธุรกิจในเครือเพื่อนำเงิน
มาชำระหนี้ รวมทั้งโครงการดาวเทียมลาวสตาร์ที่ขายให้กับกลุ่มยูคอม

แต่นายสนธิยังมีหนี้สินอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อ พ.ย.2542 ธนาคารนครหลวงไทย ได้ยื่นฟ้องนายสนธิ
และบริษัท เอ็มกรุ๊ป ให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะไม่สามารถชำระหนี้ให้กับธนาคารได้จำนวน 150 ล้านบาท
จนกระทั่งศาลมีคำสั่งให้นายสนธิ และบริษัท เอ็ม กร๊ป เป็นบุคคลล้มลาย

ปัจจุบันนายสนธิ ยังคงบริหารหนังสือพิมพ์ในเครือที่เหลือเพียง 3 ฉบับ คือผู้จัดการรายเดือน, รายสัปดาห์
และรายวัน ซึ่งนายสนธิ ถือว่าเป็นหัวใจหลักที่จะต้องคงไว้และดำเนินงานต่อไป
แต่นายสนธิไม่มีตำแหน่งใดๆ ใน นสพ.ผู้จัดการ เพียงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการบริหารงานเท่านั้น

นายสนธิ มีความสนิทสนมกับบุคคลในกลุ่มนักธุรกิจและข้าราชการหลายคน คือ
นายชัยยันต์ โปษยานนท์ อดีตรองอธิบดีกรมสรรพสามิต, นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่
ธนาคารกรุงไทย, นายทนง พิทยะ รมว.กค., นายศิรินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย,
และนายเอกกมล คีรีวัฒน์ อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย,

ในส่วนของนักการเมือง เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นรม., นายบุญชู โรจนเสถียร, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน,
นาย ธารินทร์ นิมมานเหมินท์, นายโภคิน พลกุล ประธานรัฐสภา ซึ่งเคยใช้บ้านพักพีเควิลล่าของนายสนธิ
เป็นที่เจรจาจัดตั้งรัฐบาล
นายบรรหาร ศิลปอาชา, พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก,
นายเนวิน ชิดชอบ, นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

นายสนธิ มีความสนิทสนมกับนายศิรินทร์ และนายธารินทร์ มาก โดยนายสนธิ จะได้รับความช่วยเหลือ
ด้านเงินจากธนาคารกรุงไทย เพื่อมาพยุงฐานะธุรกิจของนายสนธิ ตลอดเวลา ในช่วงที่นายศิรินทร์
เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่

โดยเมื่อ พ.ย.2542 บริษัท Pricewaterhouse Coopers ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่ธนาคารกรุงไทยว่าจ้างมาปรับปรุง
โครงการตรวจสอบภายในระบุว่า บจ.เอ็ม กรุ๊ป มีหนี้สินอยู่กับธนาคารกรุงไทย จำนวน 2,123 ล้าน เป็นหนี้เสีย (NPL)
เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นการปล่อยสินเชื่อโดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกรุงไทย

นายสนธิได้เขียนบทความ รวมทั้งออกหนังสือ ชื่อ “เปลือยธารินทร์” โจมตีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
และเรื่องส่วนตัวของนายธารินทร์ ตลอดมา ซึ่งน่าจะไม่พอใจที่นายธารินทร์ ไม่ยอมช่วยเหลือแก้ไขปัญหา
ทางธุรกิจให้นายสนธิ

นอกจากนี้นายสนธิ ยังสนิทสนมหรือสามารถ “สั่ง” นายทนง พิทยะ ในขณะดำรงตำแหน่ง
กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารทหารไทย ได้เนื่องจากนายสนธิเป็นผู้มีบุญคุณกับนายทนง

โดยออกเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานและค่าสินสอดการแต่งงานครั้งที่ 2 ของนายทนง กับนางมธุรส รัตนปรารมย์
นายทนง จึงตอบแทนนายสนธิด้วยการปล่อยสินเชื่อเพื่อมาใช้ในธุรกิจของ นสพ.ผู้จัดการ ตลอดเวลาเช่นกัน

ขณะเดียวกันนายทนง ก็เป็นตัวกลางเชื่อมให้นายสนธิไปมีความสัมพันธ์อันดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เนื่องจากในขณะนั้นนายทนง ช่วยเหลืองานกับกลุ่มบริษัท ชินวัตร


นายสนธิ ยังมีความสนิทสนมกับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เนื่องจากนางจันทร์ทิพย์ เป็นญาติของนายบัญญัติ
และนายสนธิ กับนายบัญญัติ เคยลงทุนทำธุรกิจโรงแรมด้วยกันที่ประเทศลาว

ปัจจุบันการพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันเป็นประจำ

นอกจากนี้ นายสนธิ ยังเคยสนิทสนมกับ ร.ตอ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นอย่างมาก ซึ่งนายสนธิ
ให้เงินสนับสนุน ร.ต.อ.เฉลิม ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.โดยเฉพาะการเลือกตั้งเมื่อ 22 มี.ค.35
ร.ต.อ.เฉลิม ได้ขอเงินสนับสนุนจากนายสนธิ จำนวน 10 ล้านบาท


แต่หลังจากการเลือกตั้งเมื่อ 17 พ.ย.39 บุคคลทั้งสองเกิดแตกแยกกัน จนถึงขั้นไม่เผาผีกัน
เป็นลักษณะเดินทางใครทางมัน

จนเมื่อปี 2541 นายสนธิ เปิดคอลัมน์ของตัวเองใน น.ส.พ.ผู้จัดการรายวัน ชื่อ”แค้นสั่งฟ้า”
ซึ่งมุ่งเน้นเจอะลึกทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยใช้นามปากกาว่า “พายัพ วณาสุวรรณ”

และเมื่อเดือน ก.ย.41 ได้เขียนโจมตี ร.ต.อ.เฉลิม เกี่ยวกับความประพฤติของบุตรชาย ทำให้เมื่อ 19 ก.ย.41
ได้มีการลงโฆษณาใน นสพ.ไทยรัฐ และมติชนรายวัน ว่า งานฌาปนกิจศพนายโกคั้บ แซ่ลิ้ม หรือ โกคั้บ แซ่ลิ้ม
ณ เมรุวัดป่าบ้านเหนือ (เป็นวัดที่นายสนธิ นับถือและศรัทธาเจ้าอาวาสวัดนี้) จ.อุดรธานี ในวันที่ 20 กันยายน 2541
เวลา 15.00 น. เทศนาธรรมโดยหลวงตาเหลิม เวลา 16.30 น. สวดพระอภิธรรมถวายผ้าบังสุกุล เวลา 17.00 น.
ประชุมเพลิง พร้อมกับระบุในตอนท้ายว่า “ผู้วายชนม์ขออโหสิกรรมสิ่งที่ได้กระทำต่อเจ้าหนี้ทั้งหลายได้โปรด
อโหสิกรรมต่อผู้วายชนม์ด้วย”

http://www.thaioctober.com/forum/index.php?topic=476.10;wap2
http://bbznet.pukpik.com/scripts2/view.php?user=chaitarak&board=8&id=225&c=1&order=numtopic

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=spiral&date=17-02-2007&group=28&gblog=4
ความสามารถในการเล่นบทบาทหลายหน้าอย่างแนบเนียนนี้ ถือเป็นมรดกตกทอดที่โกตั๊บรับมาโดยตรงจากพ่อ
ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการก๊กมินตั๋งที่ถูกส่งเข้ามาต่อต้านคอมมิวนิสต์ในไทย

พ่อของโกตั๊บเป็นจีนไหหลำ ชื่อจีนไม่เปิดเผยกับคนภายนอก แต่ใช้ชื่อไทยว่า วิเชียร อพยพจากเมืองจีน
มาตั้งรกรากอยู่ที่กรุงเทพในฐานะผู้ปฏิบัติงานต่อต้าน คอมมิวนิสต์จีนในไทย เช่นเดียวกับพ่อของ
บรรญัติ บรรทัดฐานอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกส่งไปทำงานในภาคใต้

โกตั๊บเคยให้สัมภาษณ์ว่า พ่อของเขานั้นเคยเป็นถึงผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยหวงผู่ที่เซี่ยงไฮ้
แต่ความเป็นจริงนั้นไม่มีใครยืนยัน(และเชื่อได้ว่าเป็นเรื่องโกหกที่แต่งขึ้นมา) รู้แต่ว่า เขามีธุรกิจโรงพิมพ์
และจำหน่ายหนังสือพิมพ์จีนเล็กๆ แต่กลับมีบทบาทเป็นผู้กว้างขวางอย่างยิ่งในหมู่จีนไหหลำเมืองไทย
ในฐานะกรรมการที่ต่อเนื่องยาวนานของสมาคมจีนไหหลำในเมืองไทย

บทบาทในสมาคมไหหลำของพ่อเขาทำให้ไม่ยากที่จะต่อสายไปกับคนจีนเชื้อสายไหหลำที่โด่ง
ดังในไทยอย่าง บุญชู โรจนเสถียร นายธนาคารใหญ่แห่งธนาคารกรุงเทพขณะนั้น


สิ่งที่โกตั๊บไม่เคยบอกก็คือ ทำไมเขาถึงมีทะเบียนเกิดที่จังหวัดสุโขทัย ?
ความจริงก็คือตอนที่เขาเกิดพ่อของเขากำลังดำเนินการใต้ดินต่อต้านคอมมิวนิสต์
อยู่ในภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ามีฐานจัดตั้งในกลุ่มคนจีนไหหลำที่
จังหวัดนครสวรรค์และพิจิตร ที่พวกคอมมิวนิสต์จีนได้จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น

...

มีความจริงที่โกตั๊บพยายามปิดไม่บอกให้โลกรับรู้ในเหตุการณ์นี้ว่า โกตั๊บนี่แหละเผ่นหนีก่อนใคร
ไปตั้งหลักที่ประเทศอังกฤษก่อนวันที่ 17 พฤษภาคม 35 ด้วยซ้ำทิ้งให้พนักงานดูแลจัดการเผชิญปัญหา
ตามลำพังได้แต่โทรศัพท์ทางไกลมา ถามอย่างขี้ขลาดว่าเหตุการณ์ไปถึงไหนแล้ว
และจบด้วยคำพูดทุกครั้งว่า
“่ขอให้สู้ต่อไป ไม่ต้องห่วง พี่อยู่ทางนี้เอาใจช่วยเสมอ” แต่เวลาเล่าเหตุการณ์ให้คนภายนอกฟังมักแอบอ้าง
ฉวยโอกาสว่าตนเป็นผู้ยืนหยัดอยู่แถวหน้าในการต่อสู้เสมอ

ทำไมต้อง อังกฤษ สงสัยในโลกนี้ประเทศนี้ปลอดภัยที่สุด?
หรือไม่คือ อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายในโลกปัจจุบัน!!!

avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 03, 2009 1:58 pm

รถตู้"ชัยสิทธิ์"พุ่งข้ามเลนชนจยย.ดับ1

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2552
คมชัดลึก :รถตู้"ชัยสิทธิ์ ชินวัตร" พุ่งข้ามเลนชนจยย.ดับ 1 ขณะที่"ชัยสิทธิ์" แค่ข้อเท้าหักต้องใช้
ฮ.ลำเลียงส่งรักษาต่อกรุงเทพ(3พ.ย.) เวลา 10.00 น. พ.ต.ท.ประทวน อาจกล้า สารวัตรเวรสภ.แม่เจดีย์
อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย รับแจ้งอุบัติเหตุรถตู้ สีขาว หมายเลขทะเบียน ฮฉ 4228 กทม.แฉลบข้ามเลน
พุ่งชนจักรยานยนต์ เลขทะเบียน ชฮก-87 ผจว ชร ส่งผลให้คนขี่จักรยานยนต์ซึ่งเป็นชายไม่ทราบอายุ
เสียชีวิตคาที่ทันที ขณะที่ผู้โดยสารภายในรถยนต์ได้รับบาดเจ็บรวม 6 คน หนึ่งในนั้นคือ
พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.สส. ข้อเท้าซ้ายหัก ที่เหลืออีก 5 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
หลังเกิดเหตุพล.อ.ชัยสิทธิ์ ถูกลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของทหารมุ่งหน้ามาลงท่าอากาศยานทหาร
กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งตัวไปรักษาต่อที่กรุงเทพผู้บาดเจ็บที่เหลือถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเชียงราย
1 คน อีก 4 คนถูกส่งมารักษาตัวที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดเกิดเหตุอยู่ระหว่างกม.ที่ 56-57
เส้นทางเชียงรายจะมุ่งหน้าไปจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเกิดเหตุพุ่งข้ามถนนไปชนจักรยานต์จนมีผู้เสียชีวิตดังกล่าว
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัด แหล่งข่าวผู้ติดตามพล.อ.ชัยสิทธิ์ เปิดเผยว่า
เครื่องบินที่นำพล.อ.ชัยสิทธิ์ เข้ากรุงเทพคาดว่าจะเดินทางมาถึงสนามบินดอนเมืองในเวลา 14.00 น.
แต่ยังไม่ทราบว่าจะไปโรงพยาบาลไหน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257229279&grpid=00&catid=
วันที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 13:20:56 น.
มติชนออนไลน์

"ชัยสิทธิ์ ชินวัตร"ขาหัก เบนซ์หรูคว่ำตกข้างทางที่เชียงราย
2ผู้ติดตามปลอดภัย พาขึ้นฮ.ส่งรพ.พระมงกุฎฯ


เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ต.ต.ประทวน อาจกล้า สารวัตรเวร
สภ.ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบริเวณสันเขาดอยนางแก้ว
รอยต่อระหว่าง จ.เชียงราย กับ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ จึงรายงานให้ พ.ต.ท.ชัยฤทธิ์ อนุสิทธิ์
สว.ญสภ.ต.แม่เจดีย์ ทราบก่อนรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบรถยนต์ตู้ยี่ห้อเบนซ์ รุ่นดีโต้ หมายเลขทะเบียน ฮฉ-4228 กทม. ตกอยู่ในคูน้ำข้างทาง
โดยมีลักษณะตัวรถฟาดกับข้างทางอย่างจังจนด้านข้างเสียหายยับเยิน พบมีผู้ติดอยู่ภายในรถจำนวน 3 คน
หนึ่งในนั้นคือ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ.และเครือญาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ซึ่งได้รับบาดเจ็บขาหักไป 1 ข้าง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานเฮลิคอปเตอร์นำตัว พล.อ.ชัยสิทธิ์
ส่งตัวไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแล้ว ส่วนผู้ติดตามซึ่งเป็นคนขับและทหารติดตามอีก 2 คนปลอดภัย

พ.ต.ท.ชัยฤทธิ์ กล่าวว่าในการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แน่ชัด
ทราบแต่เพียงว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ พร้อมด้วยผู้ติดตามได้เดินทางมาจาก จ.เชียงใหม่ เพื่อมาทำธุระ
ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นอะไร ในตัวเมืองเชียงราย กระทั่งมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ
ซึ่งเป็นสันเขาสูงซึ่งเป็นถนนลาดเอียงลงมาพื้นที่ลุ่ม รถเกิดเสียหลักพุ่งลงข้างทางทำให้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว
ซึ่งเกิดจากความไม่ชำนาญทางของคนขับหรืออาจหลับใน ซึ่งจะได้มีการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000131699
3 พฤศจิกายน 2552 12:41 น.


ระทึก! เบนซ์ตู้ “ชัยสิทธิ์ ชินวัตร” พลิกคว่ำทางลงเขาเชียงราย-ขาเดี้ยง ส่งรักษาตัว กทม.แล้ว


เชียงราย - “ชัยสิทธิ์ ชินวัตร” ญาติผู้พี่ “นช.ทักษิณ” นั่งรถเบนซ์ตู้จากเชียงใหม่ไปเชียงราย
เกิดพลิกคว่ำบริเวณทางลงเขาดอยขุนเจ เบื้องต้นบาดเจ็บที่ขารุนแรง ถูกนำตัวส่ง รพ.สวนดอก
ก่อนถูกส่งตัวเข้า กทม. คาดสาเหตุคนขับหลับใน


รายงานข่าวจากจังหวัดเชียงรายแจ้งว่า วันนี้ (3 พ.ย.) เวลาประมาณ 10.30 น.เกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์
ที่ พล.อ.ชัยสิทธิ ชินวัตร นั่งมาด้วยในเขตท้องที่ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร แต่มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณขา
อย่างรุนแรง ขณะนี้ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ต่อมามีรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมว่า รถยนต์ที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์นั่งมานั้น เป็นรถเบนซ์ตู้ที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์
ใช้เดินทางจกาจังหวัดเชียงใหม่ไปจังหวัดเชียงราย ซึ่งเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำบริเวณทางลงเขาดอยขุนแจ
ก่อนถึงด่านแม่โถ จังหวัดเชียงราย

รายงานข่าวเบื้องต้นแจ้งว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ อาจเกิดจากพลขับเกิดการหลับในทำให้รถพลิกคว่ำ
โดยเบื้องต้นได้มีเฮลิคอปเตอร์นำตัว พล.อ.ชัยสิทธิ์ มาทำการรักษาที่โรงพยาบาลสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่
แต่ขณะนี้มีรายงานว่าได้นำส่งไปยังโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ แล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานจาก สภ.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย แจ้งว่า รถคันที่เกิดอุบัติเหตุเป็นรถตู้เบนซ์
หมายเลขทะเบียน ฮฉ 4422 กรุงเทพมหานคร สภาพตกคูน้ำข้างทาง โดยมีผู้บาดเจ็บ 1 คน คือ
พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ได้รับบาดเจ็บขาหัก ได้นำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาล
ในกรุงเทพมหานคร แล้ว

เจ้าหน้าที่สอบสวนคนขับทราบว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์เดินทางออกมาจาก จ.เชียงใหม่ เพื่อไปทำภารกิจ
ที่ จ.เชียงราย เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ รถเกิดเสียหลัก คาดว่าคนขับหลับใน รถพุ่งตกคูข้างทาง
ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะสอบสวนคนขับอีกครั้ง


http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000131720
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
3 พฤศจิกายน 2552 12:54 น.

เคราะห์ซ้ำกรรมไล่ล่า ปตท.แท่นขุดเจาะกลางทะเลใกล้พินาศ

จับตาผลกระทบ เหตุเพลิงไม้แท่นขุดเจาะก๊าซและน้ำมัน ปตท กลางทะเลออสเตรเลีย
กำลังส่งผลกระทบบานปลาย และกลายเป็นมรสุมระลอกที่ 2 ต่อจาก 76 โครงการมาบตาพุด
ซึ่งอาจทำให้ยักษ์ใหญ่ค้าน้ำมัน ที่ผู้ขาดธุรกิจพลังงานครบวงจร ฟันกำไรปีละหลายแสนล้าน
อาจต้องหงายท้องลงฟาดพื้นและเข้าห้องไอซียูอีกครั้ง

มีรายงานความคืบหน้าเหตุเพลิงไม้แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท สำรวจและ
ผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่มีชื่อว่า เวสต์ แอตลาส ในแหล่งมอนทารา ตั้งอยู่ในทะเลติมอร์
นอกชายฝั่งทางเหนือของออสเตรเลีย โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงพยายามดับไฟที่กำลังโหมกระหน่ำ
หลังเกิดมีน้ำมันรั่วลงทะเลมาตั้งแต่ 10 สัปดาห์ก่อน และเพิ่งเกิดเพลิงไหม้ขณะที่คนงานกำลังพยายามอุดรูรั่ว
เมื่อวันอาทิตย์ และเพลิงยังคงโหมกระหน่ำมาเป็นวันที่ 3 ในวันนี้ ซึ่งทำให้เกิดเปลวเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่ง
ขึ้นบนท้องฟ้าไกลหลายร้อยเมตร

โดยวันนี้ คนงานได้อัดโคลนหนัก (heavy mud) ที่ผสมไว้จำนวน 4 พันบาเรลลงไปในบ่อเพื่อพยายามอุดรอยรั่ว
เพื่อหยุดการไหลของแก็สและน้ำมันที่ขึ้นมาที่ผิวหน้าของบ่อ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะสามารถดับไฟที่กำลังลุกไหม้อยู่
ที่แท่นเจาะได้

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. กล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญระดับโลกคือ
บริษัท Alert Well Control ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการควบคุมเหตุไฟไหม้บ่อน้ำมันในประเทศอิรัก
เข้าไปแก้ปัญหา โดยล่าสุดจะใช้วิธีอัดน้ำโคลนเข้าไปเพื่อดับไฟ คาดว่าไม่เกิน 1-2 วันจะแก้ปัญหาได้

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 21 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ปตท.สผ.ได้บันทึกค่าใช้จ่ายในไตรมาส 3 ปี 2552
จำนวน 5,174 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษี
ทำให้กระทบต่อผลกำไรสุทธิของบริษัทเพียง 2,198 ล้านบาท ในขณะที่ ปตท.สผ. ยังมีกำไรสุทธิ 5,259 ล้านบาท
ในไตรมาสเดียวกัน

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุเพลิงไหม้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 นั้น ปตท.สผ.จะทำการเข้าไปตรวจสอบ
และประเมินค่าเสียหายทันที หากสถานการณ์เพลิงไหม้ยุติลง พร้อมกันนี้ ปตท.สผ.จะมีการประกันภัยที่คุ้มครอง
ความเสียหายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ประมาณ 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 9,000 ล้านบาท ซึ่งทาง ปตท.สผ.
จะเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัย ตามเงื่อนไขความคุ้มครอง และจะบันทึกเป็นรายได้ทันที
ที่ได้รับค่าสินไหมทดแทน

นายโจเซ่ มาร์ติน โฆษก ปตท.สผ.ออสเตรเลีย เปิดเผยบว่า
ทางบริษัทยังไม่สามารถสาเหตุที่ทำให้เกิดเปลวไฟขึ้นขณะที่คนงานกำลังเทโคลน เพื่ออุดรอยรั่วเมื่อวันอาทิตย์
และตอนนี้เพลิงกำลังลุกไหม้จนเกินควบคุม และทำให้แท่นขุดเจาะบางส่วนเริ่มถล่มลง และมีความเสี่ยงสูงที่
แท่นขุดเจาะ เวสต์ แอตลาส จะถล่มลงมาทั้งหมด

นายเฟอร์ดี้ ทาโนนี แห่งมูลนิธิเวสต์ ติมอร์ แคร์ องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ซึ่งสนับสนุนชาวประมงของอินโดนีเซีย
เปิดเผยว่า คราบน้ำมันที่รั่วไหลจำนวนมากจากประเทศออสเตรเลีย ได้ไหลมาถึงอินโดนีเซียแล้ว ทำให้เกิดผลกระทบ
ด้านสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชายประมงตลอดแนวชายฝั่งทะเลติมอร์รวมประมาณ 7,000 คน ในจังหวัดอีสต์ เตงการา
ได้รับผลกระทบ รายได้ลดลง

"คราบน้ำมันที่รั่วไหลออกมาจากฐานขุดเจาะน้ำมันเคลื่อนที่ เวสต์ แอตลาส ของบริษัท พีที ทีอีพี อิงค์
บริษัทในเครือของ ปตท.สผ. คิดเป็นปริมาณหลายพันบาร์เรล กำลังทะลักลงสู่ทะเลติมอร์และกระจายไปยัง
คาบสมุทรใกล้เคียง"

แท่นขุดเจาะดังกล่าว อยู่ห่างจากชายฝั่งประเทศออสเตรเลีย 250 กม. ซึ่งกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล
(ดับเบิ้ลยูดับเบิลยูเอฟ) ยังได้ออกมาโจมตีว่า คราบน้ำมันที่รั่วไหลออกมานี้เป็นอีกหนึ่งครั้งของวิบัตรภัยด้านสิ่งแวดล้อม
ที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของออสเตรเลีย และปริมาณคราบน้ำมันที่รั่วไหลออกมาระหว่างการขุดเจาะนั้นมีจำนวนกว่า 4 แสนลิตร
กินอาณาบริเวณ 10,000-25,000 ตารางกิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อชีวิตสัตว์น้ำทะเล

ขณะที่กลุ่ม ปตท.ในประเทศไทย กำลังเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ และยังไม่จบง่ายๆ หลังคำสั่งระงับการลงทุน 25 โครงการ
ของ ปตท.จาก 76 โครงการฉาว ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งทำให้ ปตท.ที่ทำธุรกิจพลังงานผูกขาด
ครบวงจรเกือบต้องล้มทั้งยืน ทั้งที่มีสินทรัพย์การลงทุนหลายแสนล้านบาท

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000131577
ไต้ฝุ่น "มีรีแน" ถล่มสวนกาแฟเวียดนามส่งท้ายปี
3 พฤศจิกายน 2552 09:25 น.


ภาพรอยเตอร์วันที่ 2 ก.ย.2552 คนงานกำลังนำเมล็ดกาแฟที่ตากแห้งแล้วเก็บในคลัง ที่ อ.กู๋มะการ์ (Cu M'gar)
จ.ดั๊กลัก (Dak Lak) เจ้าหน้าที่จังหวัดคาดว่าการเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. จะได้เมล็ดกาแฟดิบรวมประมาณ
400,000 ตัน หรือ 6.7 ล้านถุง ลดลงราว 5.9% จากปีที่แล้ว แต่ไต้ฝุ่นมีรีแน (Mirinae) ได้ซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลง

เวียดนามเป็นผู้ส่งออกเมล็ดกาแฟรายใหญ่อันดับ 2 ของรองจากบราซิล และ เป็นผู้ส่งออกกาแฟพันธุ์โรบัสต้าอันดับ 1
ตามรายงานบนเว็บไซต์ของรัฐบาลเวียดนามมีรีแนเคลื่อนตัวข้ามทะเลจีนใต้อย่างรวดเร็วมาก ทำให้เกิดคลื่นลมแรง
ทางการได้สั่งให้เรือประมงทุกลำกลับเข้าฝั่ง หรือรีบหาที่กำบัง ในบ่ายวันเสาร์ (31 ต.ค.) มีรีแนยังมีความเร็วลม
ใกล้ศูนย์กลางถึง 140 กม./ชม. ขณะเคลื่อนตัวอยู่ทางตะวันออกของหมู่เกาะฮว่างซา หรือ พาราเซล

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติรายงานในวันจันทร์นี้ระบุว่า ฝนยังจะตกตลอด 24 ชั่วโมงข้างหน้า
ขณะไต้ฝุ่นมีรีแนอ่อนตัวลงเป็นพายุโซนร้อนพัดเข้าสู่กัมพูชา

องค์การระหว่างประเทศที่กำลังช่วยกัมพูชาฟื้นฟูความเสียหายจากพายุเกดสะหนาในปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
กล่าวว่า มีรีแนจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ซึ่งสำนักพยากรณ์หลายแห่งกล่าวว่าพายุลูกล่าสุด
จะพัดซ้ำแนวเดียวกับเกดสะนา โดยจะเฉียงลงทางใต้เล็กน้อย มุ่งสู่กรุงพนมเปญ
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 03, 2009 10:15 pm

รวบเสี่ยโต๊ะสนุกเชลบุรีผู้ต้องหาทุบหุ้น
วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2552

คมชัดลึก :
คิวต่อไปเป็นหมอ “เอกยุทธ” เย้ยจับแพะ ชี้จอมบงการอยู่ที่สิงคโปร์ แฉคนในรัฐบาลมีเอี่ยว
ฟัน 5 พันล้าน ลั่นพร้อมเป็นพยาน "กรณ์" ยัวะโดนซักยัน "ผมไม่มีอะไรจะชี้แจง เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็พูดได้"

หลังจากตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)
สามารถจับกุมนายคธา ปาจริยพงษ์ พนักงานบริษัทหลักทรัพย์เคที ซีมิโก้ จำกัดและน.ส.ธีรนันต์ วิภูชนิน อายุ 43 ปี
กรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด 2 ผู้ต้องหาคดีทุบหุ้น
โดยการโพสต์ข้อความไม่เป็นมงคลลงในเว็บไซต์ประชาไทและฟ้าเดียวกัน
ในช่วงวันที่ 14-15 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเทขายออกมาอย่างหนัก ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงถึง 53 จุด
แม้ว่าตำรวจจะเตรียมออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 3 คน แต่ยังไม่สามารถสาวถึงจอมบงการที่แท้จริง
มาดำเนินคดีได้ ล่าสุดเมื่อเวลา 16.45 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ต.อ.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รอง ผบก.ปอท. กล่าวว่า
เมื่อเวลา 16.30 น. ศาลอาญา ถนนรัชดา ได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาคดีทุบหุ้นแล้ว อีก 1 คน เป็นชาย
อยู่ในพื้นที่ปริมณฑล แต่เจ้าหน้าที่ขออนุญาตไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมกำลังติดตาม
อย่างใกล้ชิด คาดว่าจะสามารถจับกุมได้ภายในวันนี้ (3 พ.ย.) ส่วนคนอื่นๆ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน
เพื่อออกหมายจับต่อไป รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้ต้องหาคดีดังกล่าวที่จะถูกเจ้าหน้าที่ออกหมายจับเป็นรายต่อไปนั้น
เป็นบุคคลที่อยู่ในวงการแพทย์ คาดว่าจะสามารถออกหมายจับได้ภายในสัปดาห์นี้

รวบเสี่ยโต๊ะสนุกเมืองชลฯผู้ต้องหาทุบหุ้น
หลังจากพนักงานสอบสวนคดีทุบหุ้นได้ หมายจับจากศาลอาญารัชดา ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว
เดินทางไปยังพื้นที่ จ.ชลบุรี เพื่อติดตามตัวผู้ต้องหาคือ นายสมเจตน์ อิทธิวรกุล อายุ 38 ปี
เจ้าของโต๊ะสนุ๊กเกอร์แห่งหนึ่งในชลบุรี โดยล่าสุดสามารถควบคุมตัวไว้ได้แล้ว และจะนำตัวมาสอบสวน
ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)
ทั้งนี้ ทีมสืบสวนตรวจสอบพบว่า นายสมเจตน์ ได้ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คส่งต่อข้อความไปยังบุคคลอื่น
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นผู้ต้องหารายนี้ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าอาจจะมีคนอื่นมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเอง
นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานเครือโอเรียนเต็ลมาร์ท กรุ๊ปประเทศอังกฤษ กล่าวว่า
การจับกุม 2 คน ที่แปลข้อความที่ไม่บังควรแล้วโพสต์ในเว็บไซต์นั้น เป็นการจับแพะ
ทั้งสองคนเป็นแค่คนที่ติดตามข่าวสารแล้วขยายความต่อ แต่คนที่เป็นต้นตอส่งข่าวนี้อยู่ที่ตลาดสิงคโปร์
ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เทขายหุ้นลอตใหญ่ในช่วงก่อนวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา แล้วช้อนซื้อกลับ
ในช่วงที่หุ้นลงหนักๆ รัฐบาลควรจะไปตรวจสอบว่าเป็นกลุ่มใด ในตลาดหลักทรัพย์มีเอกสารซื้อขายทั้งหมด
หากจะสอบสวนจริงตนพร้อมเป็นพยานชี้ให้ดูเลยว่าควรจะตรวจสอบตรงไหนก่อน

“งานนี้คนที่ได้ประโยชน์มีทั้งคนในอำนาจเก่าและคนบางคนในรัฐบาลชุดนี้ ได้กันไปไม่ต่ำกว่า 4-5 พันล้านบาท
จากข่าวนี้ โดยเฉพาะคนในรัฐบาล ถามว่าเหตุใดเมื่อมีข่าวปล่อยมาในวันพุธที่ 14 ตุลาคม จึงไม่ออกมา
ปฏิเสธข่าวทันที แต่ปล่อยให้มีการซื้อขายกันต่อเพื่อจะหากำไรกันอีกรอบ” นายเอกยุทธกล่าว

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวตอบโต้นายเอกยุทธว่า
เป็นเรื่องที่สามารถพูดได้แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็รู้อยู่ หน่วยงานที่รับผิดชอบกำลังตรวจสอบ
ขยายผลเรื่องนี้อยู่แล้ว “ผมไม่มีอะไรจะชี้แจง เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็พูดได้ ส่วนจะเกี่ยวข้องกับใครบ้าง
ก็คงต้องไปถามคนนั้น” นายกรณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ
ส่วน นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า
ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์มีการตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายหุ้นของบุคคลที่ตำรวจกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง
กับการปล่อยข่าวลือทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วน ในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ว่าจะมีความผิด
ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า นายคธา
ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดโบรกเกอร์ ไม่ได้มีการซื้อขายหุ้นโดยตรง แต่หากดูข้อมูลทางอ้อมพบว่ามีลูกค้า
ที่ส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นผ่าน ผู้ถูกกล่าวหากว่า 10 ราย ซึ่งตลาดก็ต้องตรวจสอบการซื้อขายของลูกค้ากลุ่มดังกล่าวว่า
มีความถี่และสอดคล้องกับการปล่อยข่าวลือ เพื่อหาประโยชน์จากตลาดหุ้นในช่วงวันที่ 14-15 ตุลาคม
ที่ผ่านมาหรือไม่ ส่วนผู้ถูกกล่าวหาอีกรายนั้นพบว่า ไม่มีข้อมูลในสารบบของตลาดหลักทรัพย์
เนื่องจากลาออกจากโบรกเกอร์รายหนึ่งไปนานแล้ว และจากการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นส่วนตัวพบว่า
ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และปัจจุบัน น.ส.ธีรนันต์ ก็ได้ออกจากวงการหลักทรัพย์ไปแล้ว
ขณะที่ นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ก.ล.ต.ยังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างผู้ต้องสงสัย 2 รายที่ถูกจับกุม
กับนักลงทุนรายใหญ่ที่มีการซื้อขายหุ้นในปริมาณมากในช่วงดังกล่าว รวมถึงยังไม่พบความเชื่อมโยงกับและ
บริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ 2 แห่ง คือ บริษัททรัพย์ยูบีเอส สิงคโปร์ และบริษัททรัพย์เครดิตสวิส ฮ่องกง
ที่มีการซื้อขายหุ้นจำนวนมากในวันหุ้นตกเช่นเดียวกัน "ในส่วนของนักลงทุนรายใหญ่ที่ก.ล.ต.สอบข้อมูลอยู่นั้น
ไม่พบความผิดปกติและเชื่อมโยงกับการปล่อยข่าวลือ อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.ก็ได้ส่งข้อมูลการซื้อขายหุ้นของ
นักลงทุนรายใหญ่ให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ไปแล้ว ซึ่งทางดีเอสไอได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาสอบแล้ว
และมีคนของก.ล.ต.ร่วมสอบด้วย" นายธีระชัยกล่าว อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.จะยังไม่เพิกถอนใบอนุญาตของนายคธา
เพราะยังอยู่ในขั้นการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคิดว่าคงไม่ต้องทำหนังสือถึงบริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่ง
ให้เข้มงวดการให้ข้อมูลของมาร์เก็ตติ้ง เพราะแต่ละบริษัทก็เข้มงวดในเรื่องนี้อยู่แล้ว

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=89acc315cfe9fe072d5592325cca928c

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=14409&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ว่าด้วยคดีหมิ่นฯ ก่อนเดินทางไปอังกฤษ
ประชาไท สัมภาษณ์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในค่ำวันที่ 7 พ.ย. ต่อกรณีที่เขาถูกจับกุมตัวในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

...

ความ เห็นส่วนตัวของอาจารย์เป็นอย่างไร เพราะอาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ลงในวารสารฟ้าเดียวกัน
ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์ที่ฝ่ายพันธมิตรฯ โจมตี แต่ขณะนี้กลายเป็นว่ากลุ่มเสื้อแดงกำลังจะมาเล่นงานแทน

ก็มีส่วนนะครับ ผมไปพูดที่ขอนแก่น 11 ธ.ค. 2550 ตำรวจ ไม่มีเทป แต่ตำรวจบอกว่ามีคนมาล็อบบี้ให้จับผมให้ได้
ผมก็เดาว่าคนที่ล็อบบี้คงเป็นคนกลุ่มเสื้อแดง เพราะที่จังหวัดขอนแก่น เสื้อแดงมีอิทธิพลมากแต่อันนี้เป็นเพียง
ข้ออนุมานของผมนะครับ ผมอาจจะผิดก็ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา แต่ที่แน่ๆ มีคนต้องการให้ผมถูกจับ

...

ช่วงนี้มีสื่อเว็บไซต์มากขึ้น มีการด่าทอเสรีขึ้น เป็นเสรีภาพที่มากเกินไปหรือไม่
มาก ไปหรือไม่ต้องพิจารณาว่า เขาถูกกดมานาน โดยเฉพาะเรื่องเบื้องสูง ถ้าเขาออกมาแสดงได้โดยจับตัวเขา
ไม่ได้เขาก็ต้องออกมาแสดง ต้องเห็นใจเขา แต่ถ้าถามผม ผมมองว่าไม่ใช่ของดี แต่เราน่าจะต้องเปิดโอกาสให้
เขาเติบโต เหมือนคุณเป็นครูสอนลูกศิษย์ในชั้นเรียน ถ้าเขาเถียงคุณไม่ได้ เขาก็ไปด่าคุณลับหลัง
ถ้าคุณเป็นครูที่ดี ต้องให้เขาเถียงคุณได้ ด่าคุณต่อหน้าได้ สังคมจึงจะเจริญงอกงาม
เพราะสังคมที่เจริญงอกงามคือสังคมที่มนุษย์สามารถสื่อกันได้ เถียงกันได้ ถกกันได้
ไม่เห็นด้วยกันแต่เคารพอีกฝ่ายหนึ่ง ผมว่าสังคมไทยมีโอกาสเป็นไปอย่างนี้ได้ และจะเติบโตมากขึ้น


วารสาร ฟ้าเดียวกันก็มีข้อบกพร่อง แต่ที่ทำออกมาก็เป็นนิมิตรหมายที่ดี แม้กระทั่งพันธมิตรฯ
ก็ช่วยสังคมเยอะนะ แม้ผมไม่เห็นด้วยหลายอย่างเลย แต่ก็ต้องปล่อยให้เขาเติบโต อย่างน้อยพันธมิตรฯ
ปลุกให้คนตื่นขึ้น อย่างน้อยเห็นว่าละครน้ำเน่าที่บ้านไม่ได้เรื่องก็มาน้ำเน่าที่พันธมิตรฯ ดีกว่าและหวังว่า
จะเป็นน้ำดีกว่าเน่าขึ้นเรื่อยๆ และเขาทำได้มากกว่าทีวีกระแสหลักที่ต้องพึ่งธุรกิจโฆษณา
ถ้าเรามองในแง่บวกสังคมไทยก็จะเป็นไปในทางบวกมากขึ้น


...

ไม่ ใช่เฉพาะคดีผม แต่คดีอื่นด้วย ถ้าสามารถยอมรับความจริงได้ จะเป็นทางออกของเมืองไทย
เราเริ่มฟังความจริงมากขึ้น รับฟังความเห็นที่แตกต่างมากขึ้นอันนี้จะทำให้คนเติบโต สังคมไทยไม่ทำให้
คนเติบโต สำหรับผมกรณีของจักรภพ เพ็ญแข กรณีของเด็กสองคนที่ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญ
น่าจะพูดได้ เพราะว่าไม่ได้ทำอะไรเลวร้าย หรือกรณีประธานสหภาพที่เป็นผู้หญิงก็ตาม
ผมว่าเราต้องสนับสนุนคนพวกนี้
ไม่ได้แปลว่าเราจะแก้ปัญหาให้เขาได้ แต่จะเป็นพลังขยับไปเรื่อยๆ
อย่าไปหวังแก้ปัญหาทันที ต้องแก้ปัญหาในระยะยาว



http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&month=05-2007&date=13&group=2&gblog=25

เบื้องหลังไชยวัฒน์/อานันท์-สนธิ/จับตาพัลลภ/จับตา๑๕พ.ค./บิ๊กบัง/สพรั่ง

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า กลุ่มทหารเก่า กลุ่มผลประโยชน์ ที่"พล.อ.สุรยุทธ์"กล่าวถึงในรายการเปิดบ้านพิษณุโลก
(๑๒พ.ค.๕๐)ว่าอยู่เบื้องหลังการ"ขับไล่เขา"หลังจากที่เขาได้ถามกลับ
"พล.อ.สนธิ"กลางวงประชุม(๙พ.ค.)ว่า
จะปลดเขาไปแล้ว ก็คือ"ตัวละคร"ข้างต้น ที่ยังมีองค์ประกอบจากปีกของ
"ทุนอนุรักษ์"
ซึ่งนำโดย
"อานันท์ ปันยารชุน"เข้าร่วมด้วย ที่"อรวรรณ กลิ่มวิรัตนกุล"
ประธานสหภาพ
พนักงาน อส.มท.กล่าวถึงในรายการของเธอ ว่า
"พวกทุนอนุรักษ์ใช้จังหวะนี้เข้ายึดกุมสภาพ อส.มท."โดย"หน่วยข่าวลับ"
ได้เคยรายงานไปแล้วว่า มีการเชื่อมต่อภาพนี้ผ่าน"วสันต์ ภัยหลีกลี้"อดีตผู้บริหารข่าววิทยุผู้จัดการ
ที่หลายฝ่ายเข้าใจว่ามีความขัดแย้งกับ"จิตนาถ ลิ้มทองกุล"ลูกของ"สนธิ"แต่กับ"พ่อ"นั้นยังดีกันอยู่


@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า ๒๐๐ สถานีวิทยุชุมชนที่จะมาต่อเชื่อมกับวิทยุของ"ประชัย"(ก่อนหน้านี้ตามแผน
ปฏิบัติการของ
"พล.ท.ประยุทธ์"และตามแพลนของ"ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร"น้องชายของ"พล.อ.สพรั่ง"ต้องการให้มี
การลิงก์สัญญานรายการของ"สนธิ"ผ่านรายการของกองทัพที่ถ่ายทอดผ่านสถานีวิทยุทั่วประเทศเวลา ๑๘.๐๐น.ด้วย) นั้น
อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ Zip ซึ่งเป็นทุนที่ไหลผ่านมาจากต่างประเทศ
ผ่าน"อานันท์"ไปยัง เอ็นจีโอ.ต่างๆ ที่แต่เดิมมีการบริหารจัดการผ่าน"สภากระจก"
หรือ"สภาที่ปรึกษาฯ"ยุคแรกที่"อานันท์"เป็นประธานฯ
โดยสามารถยึดฐาน"มวลชน"
ที่ขึ้นอยู่กับแกนนำ NGO กลุ่มต่างๆในประเทศไทยไว้ได้หมด

แต่เพราะเกิดปัญหาภายใน
"สมาชิก สสร."ยุคนั้น ทำให้ไม่ปรากฎผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

@@"หน่วยข่าวลับ"ยังขอให้จับตาการประชุม OIC ที่จะมีขึ้น ๑๕-๑๖ พ.ค.
ซึ่งมีรายงานว่าอาจจะมีการเสนอของบางฝ่ายให้ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเป็น
"เขตปกครองพิเศษ"ก่อนจะแยกตัวเป็นอิสระ
ซึ่งรายงานข่าวนี้มาจากนาทหารชั้นผู้ใหญ่
และในวันดังกล่าว มีรายงานว่าสถานการณ์"ส่วนกลาง"ก็อาจมีการผันแปรโดย"พล.อ.สนธิ"ด้วย โดย
มีรายงานว่าเขาตั้งใจจะให้มีการดุลสภาพต่อไปอีก ๒ ปี เพื่อไม่ให้กลุ่มอำนาจเก่ากลับมาเล่นงานได้
ซึ่งกรณีนี้"วีระ มุกสิกพงษ์"มีการวิเคราะห์กับหลายส่วนว่า ในห้วงเวลาดังกล่าว"พล.อ.สนธิ"อาจทำรัฐประหารตัวเอง

๑ ใน ๕ เริ่มแล้ว...รัฐปัตตานี

Create Date : 13 พฤษภาคม 2550
Last Update : 13 พฤษภาคม 2550 23:34:52 น.
สุลักษณ์ ฯ เป็นบุคลากรหลักสำหรับการปฏิบัติงานขององค์การ Non-Government Organizations
(NGOS)
ทั้งมวลในประเทศไทยโครงสร้างการบังคับบัญชาการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย
ที่เกี่ยวพันกับผู้นำเหล่านี้
มีการจัดทำ สั่งการและปฏิบัติการจากภายนอกประเทศ
หน่วยควบคุมสูงสุดของแผนการณ์คื
AFL – CIO
International Department , มูลนิธิฟอร์ด,
มูลนิธิเอเซีย ที่อ้างอยู่ที่วอชิงตัน(เป็นหน่วยงานด้านเอกสารของ CIA) และ Carnegia Endowment for Peace
(ศูนย์รับบริจาคเพื่อสันติภาพคาร์เนกี)
ซึ่งทำงานโดยใกล้ชิดกับ Langley ผู้รับผิดชอบการปฏิบัติในประเทศไทย
คือ
Catherine Dalpino
ผู้ตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติการเอเชียแปซิฟิกของมูลนิธิเอเชีย

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์รับบริจาคคาร์เนกี


http://www.tdri.or.th/ye_06/ye06_announce_t.htm
กำหนดการสัมมนาวิชาการประจำปี 2549
เรื่อง
“สู่หนึ่งทศวรรษหลังวิกฤตเศรษฐกิจ :
ได้เรียนรู้และปรับปรุงอะไรบ้าง?”

(Toward a Decade after the
Economic Crisis: Lessons and Reforms)

วันเสาร์และอาทิตย์ที่ 9-10
ธันวาคม 2549
โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2549
17:00-22:00ลงทะเบียน (บริเวณ lobby ตึก Ocean Wing)
วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2549
06:30-09:00รับประทานอาหารเช้า (ห้องแกรนด์จอมเทียน)
09:00-09:15การเปิดการสัมมนา (ห้องประชุมอีสเทิร์น คอนเวนชั่น เอ บี)
โดย
นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
09:15-11:00การร่วมอภิปรายโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อ
“สู่หนึ่งทศวรรษหลังวิกฤตเศรษฐกิจ : ได้เรียนรู้และปรับปรุงอะไรบ้าง?”
ประธาน:ดร. อำพน กิตติอำพน
เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ผู้ร่วมอภิปราย:1. ดร. ธาริษา วัฒนเกส
ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย
2. ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี
ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
3. ดร. โคทม อารียา
ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

4. นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
11:00-11:15พักรับประทานอาหารว่างชา/กาแฟ
11:15-12:15 การสรุปผลการวิจัยประกอบการสัมมนา
โดยคณะวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ประธาน:ดร. ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์
ประธานสถาบัน
ผู้ร่วมอภิปราย:1. ดร. สมชัย จิตสุชน
ผู้อำนวยการวิจัย (การพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้)
2. ดร. อัมมาร สยามวาลา
นักวิชาการเกียรติคุณ
3. ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
ผู้อำนวยการวิจัย (เศรษฐกิจยุคสารสนเทศ)
4. ดร. ยงยุทธ แฉล้มวงษ์
ผู้อำนวยการวิจัย (การพัฒนาแรงงาน)
12:15-13:30พักรับประทานอาหารกลางวัน
(ห้องแกรนด์จอมเทียน)
13:30-17:00การประชุมกลุ่มย่อย
การประชุมกลุ่มย่อยเพื่อร่วมระดมความคิด โดยแยกเป็น 4 กลุ่มย่อย
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 04, 2009 5:13 pm

เอกยุทธแฉ'จ'ฟาด 5พันล้านปล่อยข่าวปั่นหุ้น

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 15:52

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

“เอกยุทธ” แฉ “จ.” เครือข่ายอำนาจ ฟาด 5 พันล.หลังมีข่าวอัปมงคล จี้ “กรณ์” สอบกองทุนรัฐ
สงสัยมีเอี่ยว หุ้นขึ้นอยู่ดีๆ กลับเทขายล็อตใหญ่


นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานเครือโอเรียลเต็ลมาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ
กล่าวถึงการดำเนินการกับผู้ปล่อยข่าวอัปมงคลทุบตลาดหุ้น ว่า
เห็นด้วยที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เร่งดำเนินการพยายามแก้ไขกฎระเบียบการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
แต่ก่อนอื่นอยากให้นายกรณ์ ไปตรวจสอบดูว่าก่อนที่จะมีข่าวอัปมงคล ออกมาในวันที่ 14 ต.ค. กองทุนที่รัฐดูแล
อย่าง กองทุนประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว มีการเทขายหรือไม่
หากมีการขายหุ้นจริง ขอถามว่าขายเพราะอะไรทั้งที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังดีดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ได้รับรู้ข่าววงในว่ารัฐบาลจะออกมาปฎิเสธข่าวในวันถัดมาหรือไม่ นายเอกยุทธ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังไล่จับแพะ 2
คนซึ่งเป็นเพียงผู้ที่ได้รับข่าวแล้วมาโพสต์ต่ออีกทอดหนึ่งตามวิสัยของนักเล่นหุ้นเท่านั้น
การตรวจสอบในเรื่องนี้ไม่ยากเพียงแต่ตรวจสอบให้พบว่ากลุ่มใดเทขายหุ้นจำนวนมากก่อนหน้าที่จะมีข่าว
และเข้ามาช้อนซื้อในช่วงที่หุ้นตกอย่างหนัก ถ้าเป็นกลุ่มเดียวกันก็ให้สันนิษฐานเลยว่าเป็นต้นตอการปล่อยข่าว
ทุบตลาดหุ้น เชื่อว่านายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ซึ่งคลุกคลีอยู่ในตลาดหุ้นมานานย่อมรู้ว่าจะจัดการอย่างไร
แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะกล้าทำหรือไม่ “ข้อมูลที่ผมมีก็คือในวันที่สอง หลังจากที่มีข่าวอัปมงคลออกมา
เครือญาติของผู้มีอำนาจชื่อย่อ จ. ที่บริหารกองทุนอยู่ในตลาดต่างประเทศ ได้เข้าช้อนซื้อหุ้นจำนวนมาก
อย่างผิดสังเกต ทั้งที่โดยปกติเมื่อมีข่าวใหญ่กระทบตลาดนักลงทุนทั่วไปจะไม่กล้าเข้าไปเสี่ยง
ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่ากลุ่มนี้รู้ว่าอีกวันรัฐบาลจะออกมาปฎิเสธข่าวจึงกล้าซื้อหุ้นเก็บไว้ ซึ่งในที่สุดก็ออกมา
ปฏิเสธจริง การกระทำเช่นนี้จึงเข้าข่ายอินไซเดอร์ หรือรู้ข้อมูลวงในหาประโยชน์จากตลาดหุ้นซึ่งผิดกฎหมาย
และงานนี้ หลังจากที่ จ. ซื้อหุ้นไปแล้ว วันถัดมาเมื่อรัฐบาลออกมาปฏิเสธข่าวมูลค่าหุ้นก็เด้งกลับขึ้นมามหาศาล
คาดว่าจะได้กำไรอย่างน้อย 5 พันล้านบาท” นายเอกยุทธ กล่าว

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000132414

ตร.เร่งสาวต้นตอตัวการใหญ่สั่งโพสต์มิบังควรทุบหุ้น จ่อจับเพิ่ม!

4 พฤศจิกายน 2552 15:06 น.

ตำรวจเค้นสอบมือโพสต์ข้อความมิบังควรทุบหุ้นไม่พบความเชื่อมโยงรู้จักกันเป็นการส่วนตัว
กับผู้ต้องหา 2 รายที่ถูกจับก่อนหน้านี้ เร่งสาวถึงต้นตอเพราะข้อความถูกปล่อยจากหลายจุด
ก่อนถูกโพสต์ในเว็บไซต์ “ประชาไท” เตรียมออกหมายจับเพิ่มเพื่อนร่วมขบวนการชั่ว


วันนี้ (4 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)
เข้าร่วมสอบปากคำ นายสมเจตน์ อิทธิวรกุล อายุ 38 ปี เจ้าของโต๊ะสนุกเกอร์ ใน จ.ชลบุรี
ผู้ต้องหาโพสต์ข้อความไม่เป็นมงคลลงในเว็บไซต์ประชาไท เป็นสาเหตุทำให้หุ้นตก
ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)

พล.ต.ท.ไถง กล่าวว่า ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ โดยยอมรับบางส่วนและปฏิเสธบางส่วน
แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่สามารถนำไปขยายผลต่อได้
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของผู้ต้องหามาตรวจสอบว่า
ข้อความดังกล่าวถูกส่งไปที่ใดบ้าง ซึ่งจาการถอดข้อความยังไม่สามารถบอกได้ว่า
ข้อความที่ถูกโพสต์ลงในเว็บไซต์ประชาไท เป็นสาเหตุทำให้หุ้นตกซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทราบว่า
ข้อความถูกปล่อยมาจากหลายจุดก่อนถูกนำไปโพสต์ในเว็บไซต์ประชาไท

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ไม่พบความเชื่อมโยงว่านายสมเจตน์กับผู้ต้องหา
ที่ถูกจับกุมได้ 2 คนก่อนหน้านี้
รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่อาจรู้จักกันผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว
ซึ่งการออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่ม เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการภายใน 1-2 วันนี้ ส่วนจะเป็นใคร
จำนวนเท่าใด ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ ทั้งนี้ ผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้อง
ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และอยู่ระหว่างญาติยื่นขอประกันตัว
ด้วยหลักทรัพย์ 100,000 บาท


แปลกดีที่ทั้ง
เว็บไซต์ประชาไทและฟ้าเดียวกัน ไม่มีใครกล้าปิด
http://www.sameskybooks.org/
http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=199&Itemid=25
เพื่อนบ้าน





สงสัยเอาไว้เป็นที่กระจายข่าวของใครหรือเปล่า
ระวังแพะจะหมดเมืองไทย เดี๋ยวไม่มีแพะให้บูชายัญอีก


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01jud30080352&sectionid=0117&day=2009-03-08
วันที่ 08 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11320 มติชนรายวัน

ก้นบึ่ง "ไถง ปราศจากศัตรู" เจ้าพ่อสอบสวนกลางคนใหม่ เขาหาว่าผมเป็นผู้มีอิทธิพล

โดย จันทรพร กุลโชติ

"ตอนเป็นผู้กำกับการที่ จ.อุตรดิตถ์ เป็นนายตำรวจมนุษย์สัมพันธ์ดีเด่นของประเทศไทย
มารับโล่ที่กรมตำรวจ เขาเชิดชูว่าเป็นตำรวจที่ดีมากประชาชนรักใคร่ รับโล่ให้สัมภาษณ์ใหญ่โต
พอปีถัดมาภรรยาลงผู้แทนฯเท่านั้นแหละ ผมเป็นผู้มีอิทธิพลถูกตั้งกรรมการเลย"

การแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ชื่อที่หวือหวาและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด

เห็นจะหนีไม่พ้น "พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู" ที่ลุกจากเก้าอี้ จเรตำรวจ (สบ Coolมานั่งเก้าอี้
"ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) " มีอำนาจสืบสวนจับกุมทั่วประเทศ

เหตุที่หวือหวาอาจเป็นเพราะ "พล.ต.ท.ไถง" ถูกพ่วงท้ายคุณสมบัติเด่นว่าเป็น "สามีแม่เลี้ยงติ๊ก"
นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เลขานุการรัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข
มีเพาเวอร์สูงคนหนึ่งในพรรคประชาธิปัตย์


จึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยหนุนให้ "พล.ต.ท.ไถง" ได้ครองเก้าอี้สำคัญ..?!

"มติชน" สัมภาษณ์พิเศษ "พล.ต.ท.ไถง" ถึงกระแสเสียงที่เกิดขึ้นตลอดจนแนวทางการบริหาร
บช.ก.หน่วยปฏิบัติการสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีสาระสำคัญดังนี้

มีแนวนโยบายบริหารอย่างไร

-ที่มอบไป บช.ก.ต้องเป็นหน่วยสนับสนุน นครบาลและภูธร อย่างแท้จริง ไม่ใช่หน่วยที่เป็นภาระแก่เขา
เพราะฉะนั้นการใดเรื่องใดที่เกินความสามารถของหน่วยพื้นที่ เช่น คนร้ายข้ามชาติ
ข้ามจังหวัด เพราะเรามีเวลามากกว่า เครื่องไม้เครื่องมือมากกว่า จึงเป็นหน่วยสนับสนุนตำรวจท้องที่
เพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดตามนโยบายของ ตร.

ส่วนวิธีทำงานให้ยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด ใช้หลักนิติธรรมพูดง่ายๆ ว่าต้องทำงานภายใต้
กรอบรัฐธรรมนูญ ปัญหาที่ผ่านมา ตำรวจทำงานโดยหวังผลมากเกินไป ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพ
ขั้นพื้นฐานของประชาชน บางครั้งอาจไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เป็นภาระกับท้องที่หมายความว่าอย่างไร

-ผมสัมผัสจากที่อยู่ในภูธรมานาน จะลักษณะแย่งกันทำงาน บางครั้งขีดความสามารถภูธรทำได้
แต่ บช.ก. เข้าไปทำงานล้ำหน้าเขาแทนที่จะไปสนับสนุน ดันไปแข่งกันทำงาน ลักษณะอย่างนี้
ผมจึงอยากดึงให้มาทำงานใหญ่พวกคนร้ายข้ามชาติ เอาเด็กเขมรมาค้ามนุษย์
ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ต้องไม่ก้าวก่ายกัน วางกรอบไว้ชัด

อยากทำอะไรมากที่สุดในตำแหน่ง ผบช.ก.

-(หัวเราะ) บช.ก. นี่ผมเคยอยู่มาก่อนนะ ตอนเป็น ร.ต.อ.เคยเป็นรองสารวัตรกองปราบฯ
แล้วออกไปเพราะคิดว่าหน่วยงานนี้ต้องอาศัยกลุ่มบุคคล ต้องมีเครือข่ายพอสมควร
แต่ผมไม่มีเครือข่าย ไม่มีเส้น (หัวเราะ) เวลาทำงานมันไม่เวิร์กคนอื่นเขามีกลุ่ม เราคนนอกกลุ่ม
เพราะเราแบบตรงๆ เป็นคนที่ทำงานแล้วต้องยึดหลักกฎหมาย ต้องเคร่งครัด เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว
รู้สึกว่ากองปราบฯเป็นดินแดนที่ไม่น่าอยู่ แต่พอเติบโตขึ้นมาถึงรู้ว่า กองปราบฯ บช.ก. เป็นหน่วยงาน
คานอำนาจ ถ้าตัวคานมันเอียงจะเกิดปัญหาหลายเรื่อง ตรงนี้แหละคือฝันของผม
ที่จะจัดตรงนี้ให้เป็นตัวคานอำนาจ ตัวเราต้องตรง ต้องเป็นหลัก ให้กับหน่วยปฏิบัติ ทำแล้วให้คนเชื่อถือ
สิ่งหนึ่งที่ฝังใจมากในช่วง 7-8 ปีของผมคือ ตำรวจทำอะไรแล้วคนไม่เชื่อ พิสูจน์ศพเขาก็ไม่เชื่อ
ตัดสินใจทุกเรื่องสั่งฟ้อง คนก็ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรที่จะทำให้องค์กรของเราเชื่อถือได้
นี่คือความฝันของผม วิธีที่จะทำให้เชื่อถือได้ คือต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำตามกฎหมาย
โดยเคร่งครัดไม่พลิกแพลง ผมตั้งใจไว้เลยต้องตรงๆ ตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมา

มีวิธีการอย่างไรจะเดินสู่เป้าหมายนั้น

-ต้องทำงานให้หนัก ลงไปดูอย่างใกล้ชิด ใช้ประสบการณ์ที่อยู่โรงพักอยู่ภูธรมาก่อน ลงไปกวดขัน
อย่างเข้มงวด ถ้าอยู่ข้างบนแล้วไม่ลงไป ข้างล่างทำอะไรไม่รู้ หลายเรื่องที่ทำให้องค์กรตำรวจ
ทั้งองค์กรเสียหาย เพราะสารวัตรคนเดียว ที่ตัดสินใจเพราะขาดประสบการณ์
จนเกิดเรื่องไม่เป็นเรื่องเ พราะไปแข่งกันทำงาน ผมต้องมาจัดระดับกันว่าเรื่องไหน ใครทำอะไรได้

ผู้บังคับการใน บช.ก.ต่างคนต่างมีพลังเยอะ จะบังคับบัญชาแบบไหน

-ผมแค่หนึ่งเซลล์ ไม่ใช่เจ้าขององค์กร ที่นี่เป็นส่วนรวมทุกคนต้องทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด
ผมจะพยายามให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในกรอบกฎหมาย ทุกคนไม่อยากทำเลวหรอก
ผมคิดว่าด้วยสิ่งต่างๆ ด้วยสิ่งแวดล้อมของผม คงจะสามารถเป็นหลักประกันให้เขาได้ว่า
ควรทำตัวอย่างไรปฏิบัติอย่างไรกับประชาชน

ผมรับราชการมาหลายหน่วย จะใช้คนในหน่วยนั่นแหละทำงาน จะเกิดผลดีหรือไม่ดีก็เป็นผลส่วนรวม
ผมเป็นเพียงหนึ่งเซลล์ที่มานั่งบริหาร ไม่เปลี่ยนใคร ไว้ใจทุกคนในสภาพอย่างนี้ เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่ง
ในองค์กรพวกเขาอยู่มาก่อนผมอีก

มอบนโยบายอะไรให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติ

-ผมมาแบบนอกวาระ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.ก. คนเก่าให้นโยบายไปหมดแล้ว
ที่ท่านให้ไว้ดีมากเลย ผมเพิ่มเล็กน้อย คือเรื่องทำงานภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ เพราะแต่ก่อน
ไม่ค่อยพูดเรื่องนี้ พูดแต่ประสิทธิภาพการจับกุม ซึ่งอันนั้นทำอยู่แล้ว แต่ผมมองว่า ณ วันนี้
ต้องถอยกลับมาพัฒนามุมมองเรื่องสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ผมจะไม่เก่งฉกาจเป็นผู้วิเศษที่ทำได้ทุก เรื่องโดยใช้วิธีพิเศษพิสดาร การปราบปรามจับกุม
ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและเด็ดขาด เพื่อประชาชนจะได้อุ่นใจว่า บช.ก.มีแนวทางอย่างนี้
เราไปทำงานเขาจะได้มั่นใจ ไม่ใช่กองปราบฯไปจับมาหน้าเละมาเลย เขาก็ไม่เชื่อ พอถึงอัยการ
ศาล ต่อสู้เมื่อไหร่ก็แพ้ แต่เดี๋ยวนี้ยอมรับว่าศักยภาพของหน่วยสูง มีเครื่องมือเทคโนโลยีเยอะมาก

ศักยภาพพร้อมรับอาชญากรรมใหญ่ๆ

-มีรอง ผบช.ก.มือดีหลายคน ผบก.รอง ผบก.ในกองปราบฯ เก่งๆทั้งนั้น ตอนนี้ผมขอตัว
พล.ต.ต.วินัย ทองสอง รอง ผบช.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. อดีตผู้การกองปราบปราม มาช่วยอีกคน

ไม่กลัวถูกมองว่าเอาคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาใช้หรือ

-นั่นคนอื่นมอง ผมต้องบอกว่า ผมโปรโมตทุกคนดีหมด เอาคนเก่งๆ มาใช้งานเพราะเสียดาย
ผมเคยมีประสบการณ์กับตัวเอง ในวันที่ผมคิดว่าผมมีความสามารถแต่ผมไม่มีโอกาสแสดงออก 10 ปี
ที่ผมเติบโตแบบไม่มีโอกาส เพราะไม่มีคนยื่นให้ อีก 2-3 ปี เกษียณแล้ว พวกเขาคือคนใหม่
ต้องให้โอกาสคนทำงานที่มีฝีมือ

แต่ผมไม่เป็นคนทะเยอ ทะยานในเรื่องอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าไม่มีอะไร เป็นผู้ตรวจ เป็น รองจเรตำรวจก็เป็น
(หัวเราะ) ทำงานให้ดีที่สุด วันหนึ่งผู้บังคับบัญชาก็เห็น ถ้าตามประวัติจะเห็นว่าผมไม่เคยถูกแป้กนะ
ผมเลื่อนตำแหน่งไปเรื่อย สมัยท่านทักษิณก็เลื่อน ท่านสมัคร (นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี)
ก็เลื่อนตำแหน่ง แม้เป็นหน่วยที่ไม่มีบทบาทนั่นเพราะจังหวะ

บช.ก.มีอำนาจจับกุมทั่วประเทศ หวั่นหรือไม่ระหว่างเลือกตั้งจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ

-อยู่ที่วิธีการใช้คนคือวิธีคิดผม การเลือกตั้งใช้อำนาจไม่ได้หรอก หมดสมัยแล้ว คนที่อำนาจมากที่สุด
ยังหาที่ยืนไม่ได้ ไม่ใช่หรือ แต่คนก็ยังไม่หมดไปกับภาพนี้ ตำรวจทุกคนทราบดีอยู่แล้ว
ว่าหากข้างบนไม่สั่งการทุกคนก็รักษาหน้าที่ปกติ แต่ที่ผิดเพี้ยนไปเพราะมีการสั่งการที่ไม่ชอบเกิดขึ้น
ไม่ใช่ตำรวจไปทำ ไม่มีใครอยากทำหรอก แค่อยากรักษาสภาพ รักษาความสงบเรียบร้อยไว้อย่างนี้
ให้นักการเมืองแข่งขันกันไม่ดีกว่าหรือ ได้รัฐบาลมาคนก็เชื่อถือด้วย เอาอำนาจไปกดดันเลือกตั้ง
ได้มาคนก็ไม่เชื่อถือก็ขับไล่อยู่ดี

เพราะฉะนั้นตำรวจทุกคนรู้อยู่แล้วว่าควรวางตัวอย่างไร เว้นเสียแต่วันหนึ่งเราได้ผู้ปกครองที่ไม่เป็นธรรม
มาสั่งถ้าอย่างนั้นตำรวจลำบาก แต่ตำรวจที่อารยะขัดขืนคงมี แต่ยังไม่แสดงตัว พวกที่เห็นด้วยช่วยกัน
ไปหลงไปบ้างก็คงมี แล้ววันหนึ่งก็โดนเอง

มานั่งตำแหน่งนี้ เพราะได้รับแรงสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์และภรรยา

-อธิบายยากมากเลย ถ้าดูประวัติ ผมเติบโตเหมือนคนอื่นจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 27
เป็นหัวหน้าตอน หัวหน้าชั้น จบปริญญาโทสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มานาน
เป็นสารวัตรใหญ่คนแรกของรุ่น อยู่ภูธรก็เติบโตมาตลอด ผมเป็นคนตั้งใจทำงาน

เคยรับโล่ด้วย แต่เป็นเรื่องที่ขำมากตอนเป็นผู้กำกับการที่ จ.อุตรดิตถ์ เป็นนายตำรวจมนุษย์สัมพันธ์ดีเด่น
ของประเทศไทย มารับโล่ที่กรมตำรวจ เขาเชิดชูว่าเป็นตำรวจที่ดีมากประชาชนรักใคร่ รับโล่ให้สัมภาษณ์ใหญ่โต
พอปีถัดมาภรรยาลงผู้แทนฯเท่านั้นแหละ ผมเป็นผู้มีอิทธิพลถูกตั้งกรรมการ (หัวเราะ)

พอภรรยาเล่นการเมืองส่งผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่เลยหรือ

-ผมไม่ได้ยึดติด ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้ทะเยอทะยานอะไรขนาดนั้น
ทำงานไป ไม่มีผิดหวัง ไม่ท้อแท้ ไม่คิดอย่างนั้น

พอมาวันนี้ว่าผมมาเพราะมีคนสนับสนุน วันที่ไม่มีใครสนับสนุนก็มีระหว่างที่ไม่มีใครสนับสนุน
ก็ทำงานมาโดยตลอดเพียงแต่ไม่ได้อยู่ในจังหวะที่ดีเท่านั้นแหละ แต่ผมไม่เคยถูกประจำนะ
เป็นจเร เป็นผู้ตรวจ เป็นครูบาอาจารย์

หลักง่ายๆ เหมือนกับว่าวันหนึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง ต้องใช้คนที่เรารู้ฝีมือ ถ้าคำตอบว่าตอนเลือกตั้งเป็นอย่างไร
ถามผมเป็นยังไง ผมเป็นคนอย่างนี้ (ยกมือไว้ตรงกลางอก) ทุกคนสบายใจไหม ผมเป็นคนอย่างนี้
(ยังยกมือตั้งตรงไว้ตรงกลางอก) ผมไม่มีอะไร แต่ผมอาจไปเยี่ยมภรรยาบ้างก็ต้องให้อภัย
ก็ภรรยานี่นะต้องให้กำลังใจกันบ้าง

ถ้าการเมืองเปลี่ยนต้องถูกย้ายอีก อาจเป็นจเรตำรวจอีกครั้ง

-ผมพร้อมจะทำงานตามที่ผู้บังคับบัญชามอบให้ ผมไม่มีหวั่นไหวอยู่แล้วเป็นรูปแบบราชการทั่วไป
ผมเคยเป็น ผบก.ภ.จว.น่าน พอเปลี่ยนรัฐบาลอยู่ได้ 7-8 เดือน ถูกย้ายเป็น ผบก.อำนวยการก็ทำงานไป
ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นการย้ายเชิงสัญลักษณ์ เอาเสียหน่อย เดี๋ยวพรรคพวกจะว่าเอาได้

แต่ถ้ามองในแง่ดี หลายคนไม่ได้ถูกย้ายเพราะการเมืองหรอก มีเหตุผลแต่เราไม่รู้
พอย้ายปุ๊บก็โยงการเมืองทุกที ของผมเพราะภรรยาเล่นการเมืองต้องมองอย่างนั้นอยู่แล้ว
ถ้าภรรยาเป็นเจ้ามือหวยค่อยน่ารังเกียจหน่อย นี่นักการเมือง
ทำงานให้บ้านเมืองเหมือนกันไม่ได้เป็นเจ้ามือหวย ไม่น่าจะรังเกียจเรานะ

ช่วงโยกย้ายถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก ภรรยาว่าอย่างไร

-(หัวเราะ) ชิน จริงๆโชคดีนะที่ไม่มีใครว่าเรื่องอะไรผมเลย ทุกคนพูดประโยคเดียว
ผมเป็นสามีแม่เลี้ยงติ๊ก ไม่มีหรอกจะว่าประวัติเลวร้ายไม่ได้เรื่อง

เจอมาบ่อยจนชินแล้วและเป็นคนที่ไม่โกรธใครอยู่แล้ว..!!


หน้า 12

อืมมม.....


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Nov 05, 2009 12:43 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 04, 2009 10:43 pm

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=28&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.visitsurin.com/?mo=3&art=131340
สถานการณ์โลก
ก่อนเข้าสู่รอบพันปีที่สาม
และผลกระทบต่อประเทศไทย



บทนำ

แรงบันดาลใจที่เขียนหนังสือเล่มนี้สืบเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่เป็นบทเรียน
ที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ประเทศไทย มันเป็นปรากฎการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ในขณะที่ผู้คนกำลังหลงระเริงกับเม็ดเงินที่ไหลทะลักเข้ามา อย่างขาดไร้วิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ทำให้
เกิดความงุนงงและไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่ประจันหน้าอยู่ ผู้บริหารประเทศ
,นักวิชาการ,สื่อมวลชน,นักธุรกิจ,
ต่างไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยความตื่นตระหนกและยากที่จะเข้าใจในสถานการณ์ทางสากล
จึงขาดวิสัยทัศน์ในการที่จะกำหนดท่าทีและวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น
ด้วยการตัดตอนประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดช่องว่างสำหรับนักฉวยโอกาสที่จะกอบโกยผลประโยชน์
ในขณะที่ประเทศชาติกำลังจะล่มจมล้มละลายขณะที่ประเทศ มาเลเชีย การประกาศมาตรการป้องกัน
การโจมตีค่าเงินริงกิตของมหาเธร์ นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย ด้วยวิธีง่ายๆเพียงเมื่อมีการพยายามโจมตีค่าเงิน
ก็นำมาตรการควบคุมการซื้อ
-ขาย แลกเปลี่ยนเงิน และระงับการเปิดเสรีทางการเงินชั่วคราว
เท่านั้นเอง นักเก็งกำไรก็หมดภูมิปัญญาที่จะโจมตีค่าเงิน ผู้เขียนยังจำได้ติดหูติดตา มหาเธร์
ถูกผู้นำไทยเย้ยหยันว่าเป็นเด็กดื้อที่ไม่ยอมเข้าร่วมโครงการของ IMF
ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจของมาเลเซีย ภายใน ๔ เดือน
เพราะต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่น ขณะที่ผู้บริหารไทยได้ภาพว่าเป็นเด็กดีของ IMF
และเดินมาถูกทางแล้ว

มาตรการแก้ปัญหาของมาเลเซียผ่านระยะเวลาเพียงไม่ถึง ๑๘ เดือน ในต้นเดือนกันยายน ๒๕๔๒
รัฐบาลมาเลเซียก็สามารถประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมทางการเงิน อย่างสง่าผ่าเผย ขณะที่เด็กดีของ IMF
ระยะเวลา ๒ ปี ของการเดินตามก้นของ IMF กำลังจะนำไปสู่การขายประเทศในราคาถูกๆให้ต่างชาติ
พร้อมแถมพรีประชากรไทยอีก๖๐ ล้านคน

ผู้เขียนหวังเพียงว่า การเข้าใจในกระแสโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ที่สังคมโลกจะก้าวสู่รอบพันปีที่ ๓
ของประชาชนไทยเท่านั้นที่จะผลักดันให้ผู้นำประเทศ เกิดวิสัยทัศน์ในการนำสังคมไทยให้รอดพ้นจากวิกฤษติเศรษฐกิจ
และ จุดยุทธศาสตร์สงครามของโลกได้
ปรีชา วรเศรษฐสิน
๑๑ / ๙ / ๒๕๔๒


กระแสโลก
การสิ้นสุดของระบอบทุนนิยม

วิวัฒนาการของระบบทุนนิยมโลก ที่พัฒนามานานราว ๕๐๐ ปี กำลังจะผ่านสู่ช่วงวัยชราภาพ
หรือการพัฒนาการสูงสุดของระบบทุนนิยม โดยมีอภิมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังก้าวไปสู่ความเป็น
อภิมหาจักรวรรดินิยมลัทธิครองความเป็นจ้าวโลกอย่างสมบูรณ์แบบ


บทที่ ๑
วิกฤติเศรษฐกิจโลก จุดจบของระบอบทุนนิยม
การผลิตล้นโลก(ตลาด) ภายใต้ระบบทุนนิยม ที่มีปัจจัยการผลิตที่เป็น ทุน – เครื่องจักรอุตสาหกรรม -
แรงงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อการแสวงหากำไรสูงสุด จากส่วนต่างระหว่างต้นทุนการผลิต กับ ราคาขาย
อุดมการณ์สูงสุดภายใต้การผลิตของระบบทุนนิยมก็คือการผลิตเพื่อสนองตอบต่อ ความต้องการของตลาด
และพัฒนาไปสู่จักรวรรดินิยม


อย่างไรก็ตามการผลิตในยุคทุนนิยม ได้ปฏิวัติระบบการผลิตแบบกสิกรรมไร่นาที่ล้าสมัย
ไม่สามารถสนองตอบต่อการเพิ่มขึ้นของประชากร เครื่องจักรอุตสาหกรรมป่องควันไฟได้เข้ามาแทนที่
การผลิตแบบกสิกรรมไร่นา และพัฒนาไปสู่เครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ทันสมัยพร้อมๆกับการพัฒนา
ของระบบทุนนิยมในยุคอุตสาหกรรมปล่องควันไฟ เมื่ออังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน ฮอลันดา สามารถประดิษฐ์คิดค้น
เครื่องจักรกลได้ จากเรือไวกิ้ง ที่เดินทางในระยะสั้นๆ ก็ได้พัฒนาเป็นเรือกลไฟที่มีเครื่องจักรไอน้ำเป็นตัว
ขับเคลื่อนแทนแรงงานคน ทำให้สามารถแล่นเรือผ่านจากมหาสมุทรหนึ่งไปยังอีกมหาสมุทรหนึ่ง


การล่าเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจในยุคต้นจึงได้แก่งแย่งแข่งขันกันแผ่ขยายอาณานิคม
ออกไปทั่วโลก เช่นอังกฤษ ที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นประเทศที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน
และเป็นประเทศผู้นำมหาอำนาจจักรวรรด์นิยมในยุคอุตสาหกรรมปล่องควันไฟ
หลังปี ๑๙๘๐
ระบบทุนนิยม ได้พัฒนาสู่ความสมบูรณ์แบบ ของการล่าเมืองขึ้นยุคใหม่ด้วยรูปแบบ ทุน
–เครื่องจักร -ตลาด – กำไร
จากปัจจัยการผลิตที่เป็นเครื่องจักรอุตสาหกรรม ที่ทำการผลิตเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของ
ตลาดภายในประเทศอย่างเหลือล้นและด้วยเงื่อนไขของระบบทุนนิยม ประเทศมหาอำนาจอุตสาหกรรมหรือกลุ่ม G7
ที่นำโดยจักรวรรดินิยม อเมริกา ทุน – เครื่องจักรอุตสาหกรรม เริ่มเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศ เพื่อแสวงหา
ตลาด – กำไร กระจายไปยังประเทศต่างๆที่เรียกว่าประเทศกำลังพัฒนา และประเทศด้อยพัฒนา


เนื่องด้วยประสิทธิภาพการผลิตโดยเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วซึ่งเทคโนโลยี สามารถทำการผลิต
ได้อย่างล้นเหลือ จึงไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์การผลิตของระบบทุนนิยมที่การผลิตเพื่อสนองตอบต่อ
ความต้องการของตลาด
– กำไร เมื่อกำไรเป็นตัวดูดกลืนโภคทรัพย์จากสังคม (ตลาด) โครงสร้างสามเหลี่ยมปิรามิด
ของสังคม เริ่มขอดกลาง ยอดปิรามิดมั่งคั่งด้วยทุน ขณะที่ ฐานล่างของปิรามิดขยายกว้าง เต็มไปด้วยความอดอยากยากจน


ดังผลงานวิจัยของนาย ริชาร์ด จอนลี นักวิจัยจาก โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ [ UNDB ] ที่เผยแพร่
ผลวิจัยในเดือน กรกฎาคม ๒๕๔๒ จากผลการวิจัยพบว่า ความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยแตกต่างกัน
ราว ฟ้ากับดิน เช่น


ทรัพย์สินของนาย บิล เกตต์ นายวอร์เรน บัดเฟ่ต์ นายพอล อัลเลน แห่ง บริษัท ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ไมโครซอฟต์
เมื่อนำทรัพย์สินของมหาเศรษฐีทั้ง ๓ คนมารวมกันมีมหาศาลถึง ๑๕๖
,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ สรอ.
( หรือ ๕,๗๗๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท ) มากกว่ารายได้ประชาชน ๖๐๐ ล้านคน (รายได้ประชาชาติ GDP)
ที่อาศัยอยู่ในประเทศยากจนที่สุดทางตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา ในทวีปแอฟริกา
และ ทรัพย์สินของเศรษฐี ๒๐๐ คน
ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก นับถึง สิ้นปี ๒๕๔๑ ยังเพิ่มพูนมากกว่า ๔ ปีที่ แล้ว ถึง ๒ เท่า หรือคิดเป็นรายได้ ๔๑
%
ของประชากรโลกทั้งหมด (ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านคน )


ความแตกต่างรายได้ของประเทศร่ำรวย กับ ประเทศยากจน เช่นชาวบังคลาเทศต้องออมเงินถึง ๘ ปี จึงสามารถ
ซื้อเครื่อง คอมพิวเตอร์ได้ ๑ เครื่อง ขณะที่ ชาวอเมริกา ทำงานเพียง ๑ เดือนก็ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ได้แล้ว


ด้วยโครงสร้างดังกล่าวทำให้กำลังซื้อในตลาดหายไป ขณะที่ประสิทธิภาพการผลิตด้วยเครื่องจักรอุตสาหกรรม
สามารถทำการผลิตอย่างล้นเหลือ ต่อความต้องการของตลาด
(แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของสังคม )


ระบบการผลิตในระบบทุนนิยม กำลังมาถึงยุคสุดท้ายแล้ว เมื่อกลไกการผลิตภายใต้ระบบทุนนิยม
ฟันเฟืองของระบบทุนนิยมได้สะดุดลง ปัญหาที่จะต้องค้นหากันต่อไปว่า หลังการสิ้นสุดของยุคทุนนิยม
จะมีระบบเศรษฐกิจรูปแบบใดเข้ามาแทนที่ระบบทุนนิยม ที่ได้พัฒนามาถึงจุดสูงสุดของระบบแล้ว
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 04, 2009 10:57 pm

การเติบโตสูงสุดของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
สหรัฐอเมริกา อภิมหาจักรวรรดินิยม
หลังจากการยกพลขึ้นบกของฝ่ายพันธมิตรที่ นอร์มังดี ตอนเหนือของฝรั่งเศส
เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ค
.ศ. ๑๙๙๔ และเยอรมันยอมแพ้สงคราม ในวันที่ ๗ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๕
สงครามในยุโรปสิ้นสุดลง
ต่อมาในวันที่ ๖ และ วันที่ ๙ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๕ สหรัฐอเมริกา
ได้หย่อนระเบิด ปรมาณู ๒ ลูก ลงที่ เมืองฮิโรชิมา และ นางาซากิ ของญี่ปุ่น ทำให้
องค์จักรพรรดิญี่ปุ่น ต้องประกาศยอมแพ้ยุติสงครามรุกรานโดยทันที


สหรัฐอเมริกาฐานะที่เป็นผู้นำของฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะสงคราม ได้ก้าวขี้นสู่การเป็นผู้นำโลกแทนที่
จักรวรรดินิยมเก่าที่เสื่อมอำนาจลง ขณะที่ร่างเงาของจักรวรรดินิยมใหม่ ปรากฏร่างขึ้น ของโลกทุนนิยม
อีกซีกโลกหนึ่งที่เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ระบบทุนนิยมคือ ระบบสังคมนิยมที่นำโดย
สหภาพโซเวียต
– จีน จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เวทีการเมืองโลกได้ถูกแบ่งออกเป็นสองค่าย
และนำไปสู่ยุคสงครามเย็น


สหรัฐอเมริกา ได้รีบเร่งจัดส่ง CIA เข้าไปยังประเทศต่างๆ
เพื่อแทรกแซงและจัดตั้งรัฐบาลหุ่นของตนขึ้น

ในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก เพื่อควบคุมพื้นที่ ( ตลาด ) แสวงหากำไร ( การดูดกลืนโภคทรัพย์ รูปแบบใหม่ของ
การล่าเมืองขึ้น
) จากทางการค้า เทคโนโลยี อุตสาหกรรม วิเทศธนกิจ ตลอดจนการค้าอาวุธสงคราม
จากภาวะสงครามเย็นในแต่ละภูมิภาค และแผ่ขยายออกไปในทุกภูมิภาคทั่วโลก สร้างความมั่งคั่ง
ให้กับสังคมอเมริกัน


การเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาช่วงหลังปี ค.ศ. ๑๙๘๐ เป็นต้นมา ได้พัฒนาสู่การเป็นจักรวรรดินิยม
ลัทธิครองความเป็นจ้าวอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่ออีกค่ายหนึ่งที่เชื่อในระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
ที่บริหารประเทศโดยพรรคคอมมิวนิตส์ ได้พังทลายลง เป็นอันสิ้นสุดยุคสงครามเย็น อเมริกากำลังจะก้าวสู่
ความเป็นจักรวรรดินิยมจ้าวโลก


เศรษฐกิจทุนนิยมกำลังเติบโตอย่างเต็มที่ ดังรายงานการเติบโตทางเศรษฐกิจ ของกลุ่มประเทศทุนนิยม ต่อไปนี้
ปี ๑๙๙๐ ระบบทุนของอเมริกา ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด

- เครื่องจักรอุตสาหกรรม สามารถผลิตสินค้าได้เป็น ๒๕ % ของโลก หรือ ๑ ใน ๔ ของโลก
- บริษัทของอเมริกาในญี่ปุ่น สามารถผลิตสินค้าขายในญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่า ๘,๑๐๐ ล้านดอลลาร์ สรอ.
- บริษัทสาขาในต่างประเทศของทุนอเมริกา ขายสินค้า และ บริการ ๗๒๐,๐๐๐ ล้าน ดอลลาร์ สรอ.
- การพัฒนาตลาดทุนของอเมริกาที่พัฒนามากว่า ๑๐๐ ปี ตั้งแต่ปี ๑๘๘๕ ถึง ปี๑๙๘๖ ดรรชนี ตลาดหุ่นดาวน์โจน
โตไม่ถึง ๒๐๐๐ จุด และ ๔๐๐๐ จุด ในปี๑๙๙๕ เพียงระยะเวลา ๓ ปี ถึง ปัจจุบัน ตลาดหุ้นดาวน์โจนทะยานขึ้นทะลุ
กว่า ๑๐,๐๐๐ จุด

-๑๕ สิงหาคม ๑๙๗๑ ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ประกาศยกเลิกมาตรฐานการพิมพ์พันธบัตร
ที่ สำรองด้วยทองคำ ๑๐๐%
แต่เงินสกุลดอลลาร์ สรอ. ก็ยังได้รับการยอมรับในตลาดโลกอย่างแข็งแรง
แม้เงินสกุลดอลลาร์ สรอ. จะมีคุณค่าเพียงกระดาษเปื้อนหมึกก็ตาม ทั้งนี้เนื่องมาจากเงินทุนสำรองหลัก
ของแต่ละประเทศทั่วโลก ล้วนถือเงินสกุลดอลลาร์สรอ.ทั้งสิ้น


เขตเศรษฐกิจยุโรป(EEC = European Economic Area )
อดีตของกลุ่มประเทศใน EEC ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มประเทศจักรวรรดินิยมเก่า เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน
สเปน ปอร์ตุเกต ฮอลันดา เป็นต้น มีประชากร ๓๗๒ ล้านคน มีการค้าระหว่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ ๔๓.๒
ของการค้าโลก EECได้พยายามที่จะ รักษาตลาดเดิมของตนไว้อย่างเต็มที่ ด้วยการรวมกลุ่มเขตเศรษฐกิจขึ้น
เพื่อป้องกันตลาดภายในกลุ่มของตน และการรักษาตลาดเดิมเพื่อให้รอดพ้นจากการถูกดูดกลืนตลาดจาก
อภิมหาจักรวรรดินิยมอเมริกา


ด้วยการพยายามที่จะผนวกยุโรปตะวันออก เข้าสู่เขตเศรษฐกิจยุโรปทำข้อตกลงทางการค้ากับ ประเทศต่างๆ
ในแอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลาง อันได้แก่ มอร๊อคโค ตูนีเซีย อัลจีเรีย ลิเบีย อียิปต์ จอร์แดน ซีเรีย
เลบานอล อิสราเอล กลุ่ม
MERCOSER ( Common Market of the south )ในละตินอเมริกา และ APEC
( The Asia Pacific Economic cooperation ) กลุ่มประเทศในย่านเอเซียแปซิฟิก


ไต้หวัน ตั้งอยู่บนเกาะ มีพื้นที่ ๓๕,๙๖๑ ตารางกิโลเมตร มีประชากร ประมาณ ๒๐,๓๐๐,๐๐๐ คน มีรายได้เฉลี่ย
คนละไม่ต่ำกว่า ๖,๐๐๐ ดอลลาร์(๒๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท)ต่อปียอดมูลค่าการค้ากับต่างประเทศ(ทั้งนำเข้าและส่งออก)
มีมากกว่า ๑๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ในปี ๑๙๘๘ มากเป็นอันดับสิบสองของโลก ได้เปรียบในด้านการค้ากับต่างประเทศ
คิดเป็นมูลค่าถึง ๑๐,๙๐๐ ล้านดอลลาร์ ในปี ค.ศ.๑๙๘๘ ทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศมากถึง ๗๔,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ สรอ.
มากเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น(๘๗,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ สรอ.) ไต้หวันมีประชากร หนึ่งใน หกของญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. ๑๙๘๗
ไต้หวันมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม ถึง ๓๑๖,๗๑๒ แห่ง


เกาหลีใต้ มีพื้นที่ ๙๘,๔๘๔ ตารางกิโลเมตร มีประชากร ๔๓,๖๖๓,๐๐๐ คนปี ค.ศ. ๑๙๘๘ ยอดการส่งออกสินค้า
ของเกาหลีใต้พุ่งสูงถึง ๕๙,๗๐๐ ล้านดอลลาร์ สินค้าส่งออกมีทั้งรถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และกล้องถ่าย วีดีโอ
ร้อยละ ๔๐ ของสินค้าส่งออก ทะลักเข้าสู่ตลาดของสหรัฐ นับตั้งแต่ปี ๑๙๖๕ จนถึงปัจจุบัน การผลิตอุตสาหกรรม
ของเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นถึง ๕๐ เท่า ยอดการส่งออกเพิ่มถึง ๑๐๐ เท่า เฉพาะระหว่างปี ๑๙๘๖ และปี ๑๙๘๗ ยอดการส่งออก
ได้เพิ่มขึ้นถึง ๓๐% ในปี ๑๙๘๗ เกาหลีใต้ผลิตรถยนต์ ได้ ๘๐๐,๐๐๐ คัน หรือ ๘ เท่าของปี ๑๙๘๒ ปี ๑๙๘๗
ยอดผลิตเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้มีมากถึง ๑๗,๔๐๐ ล้านดอลลาร์ มากกว่าปี ๑๙๘๖ ถึง ๔๔ %
และมียอดส่งออกถึง ๑๑,๒๐๐ ล้านดอลลาร์ ทำให้เศรษฐกิจของเกาหลีใต้เติบโตเฉลี่ยปีละ ๑๐ %


สิงคโปร์ มีพื้นที่ ๕๘๑ ตารางกิโลเมตร มีประชากร ๒,๘๑๒,๐๐๐ คน เศรษฐกิจสิงคโปร์เติบโตอย่างรวดเร็ว
( ๑๐ % ในปี ๑๙๘๘ ) ไม่มีเงินเฟ้อ ไม่มีคนตกงาน มีอัตราเงินออมที่สูงที่สุดในโลก ( ๔๒ % ในปี ๑๙๘๘)
คนสิงคโปร์ มีรายได้สูง อัตราค่า จีเอ็นพี ต่อหัวในช่วง ๑๐ ปี เพิ่มจาก ๒,๘๑๐ ดอลลาร์ เป็น ๗,๕๐๐ ดอลลาร์
และเพิ่มเป็น ๘,๗๗๒ ดอลลาร์ ในปี ค.ศ. ๑๙๘๘


จีน มีพื้นที่ ๙,๕๙๕,๙๖๑ ตารางกิโลเมตร มีประชากร ๑,๑๘๗,๙๙๗,๐๐๐ คน ในปี ๑๙๗๙ เติ้ง เซี่ยวผิง
ประกาศนำระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่การเป็นหนึ่งประเทศสองระบบ และได้นำนำเอาเศรษฐกิจ
แบบการตลาดมาใช้ในจีน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน (จีเอ็นพี)
ในบางปีสูงถึง ๑๐ % มูลค่าการส่งออกของจีนในปี ๑๙๘๘ สูงถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์


ในปี ๑๙๘๘ คณะวิจัยแห่งหนึ่งของสหรัฐ ทำนายว่า ภายเวลาเพียง ๒ ทศวรรษ เศรษฐกิจจีนจะเป็นรอง
ก็เพียงสหรัฐเท่านั้น การเติบโตของรายได้ประชาชาติ
(จีเอ็นพี) ระหว่างปี ๑๙๘๖ – ๑๙๙๑ โตถึง ๖๒๑.๗๙ %
เมื่อเปรียบเทียบกับอังกฤษ (จีดีพี) ๑๔.๖๖ % สหรัฐ (จีเอ็นพี) ๑๔.๒๔ % ปริมาณการค้าของจีน ในปี ๑๙๙๑
สูงถึง ๔๖๗,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ ดอลลาร์ สรอ. นับเป็นอันดับ ๔ ของโลก รองจาก สหรัฐ , เยอรมนี , และญี่ปุ่น
และมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ มากถึง ๑๕๙ พันดอลลาร์ สรอ. ขณะที่ญี่ปุ่นมี ๗๒ พันล้านดอลลาร์
สหรัฐ ๖๗ พันล้านดอลลาร์ สรอ. เยอรมนี ๖๓ พันล้านดอลลาร์ สรอ.
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 04, 2009 11:11 pm

การเมืองระหว่างประเทศ
จากการที่ประเทศต่างๆในค่าย สังคมนิยม ได้ปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจของตนเป็นระบบเศรษฐกิจ
แบบการตลาด และจากการเคลื่อนย้ายทุนในเขตประเทศในย่านแปซิฟิกกริมที่นำโดยญี่ปุ่น เกาหลี ใต้หวัน
สิงค์โปร์ เข้าไปในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ ทำให้การพัฒนาทุนของประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย
และไทย กำลังจะกลายเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออก สินค้าอุตสาหกรรม ทำให้พื้นที่ทางการตลาดของ
ประเทศมหาอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตกได้ หดแคบลงไปอีก


การรวมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ดูเหมือนว่าการแข่งในตลาดโลกเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อประเทศผู้ซื้อ
ในเขตเศรษฐกิจต่างๆในแต่ละภูมิภาค ต่างพยายามเบนเข็มมุ่งสู่การเป็นประเทศผู้ผลิตอุตสาหกรรมใหม่
(NICs)
และหรืออย่างน้อยก็ทำการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า เมื่อสภาพทางการตลาดแคบลงและเต็มไปด้วยการแข่งขัน
การเกิดขึ้นของกลุ่มความร่วมมือทางการค้าในแต่ละภูมิภาค จึงเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก เช่น กลุ่ม AFTA ,EU, EEC,
NAFTA, MERCOSER, เป็นต้น การปรากฎขึ้นของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆดังกล่าว
ก็คือ กระแสภาคีนิยม หรือการเริ่มต้นของลัทธิกีดกันทางการค้า โดยอาศัยเวทีการเมืองโลก
องค์การสหประชาชาติ (UNCTAD) ผลักดันให้เกิด องค์การค้าโลก เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๘
( WTO = World Trade Organization ) การต่อสู้ระหว่างประเทศยากจน,ประเทศกำลังพัฒนา,
และประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ บนเวทีการค้าโลก จึงดุเดือดแหลมคม


ยุทธศาสตร์ – ยุทธวิธี ทางการทหาร หลัง ปี ๒๐๐๐

ประวัติศาสตร์ บ่งชี้ชัดว่าการเข้าควบคุมปัจจัยการผลิต-วัตถุดิบสังคมใดก็ตาม
ล้วนต้องอาศัยปัจจัยสงครามเพื่อเข้าความคุมพื้นที่ทั้งสิ้น แม้ว่าในปัจจุบัน การเข้าควบคุม
ปัจจัยการผลิตในยุคทุนนิยมจะเปลี่ยนไป ด้วยรูปแบบการหลอกลวงที่ดูสลับซับซ้อนมากขึ้น
ทุน-เครื่องจักร-ตลาด-กำไร ดูเหมือนว่าจะเป็นม่านควันอันทรงฤิทธิ์ที่สังคมโลกไม่อาจมองผ่าน
ทะลุม่านควันการดูดกลืนโภคทรัพย์ ทำให้ดูคล้ายเป็นความชอบธรรม ของประเทศมหาอำนาจ
ทางเศรษฐกิจ หลังจากที่อเมริกาสามารถควบคุม ด้านทุน ธุรกิจการเงิน การสื่อสาร ฮาร์ดแวร์
ซอพแวร์ องค์กรทางสากล ทางด้านการทหารย่อมเป็นสิ่งที่หลีกไม่พ้นที่อเมริกาจำต้องดำเนินการ
เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาที่กำลังจะก้าวสู่ลัทธิครองความเป็นจ้าว

สงครามในยุคกสิกรรมไร่นา มนุษย์ เพียงอาศัยการพึ่งพาธรรมชาติในการดำรงชีวิต
ปัจจัยการผลิตในยุคกสิกรรมไร่นา ได้แก่ ที่ดิน จอบเสียม มีด วัว ควาย ม้า เป็นต้น ดังนั้น
กรอบของยุทธศาสตร์
-ยุทธวิธี ในการทำสงคราม อันได้แก่ มีด ดาบ ธนู หอก การเคลื่อนพล
เคลื่อนทัพทางบกก็อาศัย ช้าง ม้า วัว ควาย การเคลื่อนทัพทางเรืออาศัย เรือพาย เรือใบ
การสื่อสารทำได้ก็เพียง นกพิราบ ม้าเร็ว การเคลื่อนทัพเข้าตีศัตรู ทำได้ก็เพียงปะทะกันในแนวหน้า
เช่น เมื่อขงเบ้งยกทัพไปปราบ ก๊กวุย ถึง ๒ ครั้ง โจโฉเพียงส่งสุมาอี้ เคลื่อนทัพมายันชายแดน
ที่ยุทธการเขาจิสาน ขงเบ้ง ปราชญ์ผู้มากด้วยกลยุทธ์ ก็ถึงกับสิ้นบุญแตกทัพ


สงครามในยุคอุตสาหกรรม เมื่อมนุษย์ค้นพบพลังงานจากไอน้ำ ประดิษฐ์เครื่องจักรกลได้
ทำให้การผลิตก้าวหน้ากว่ายุคกสิกรรมไร่นา แบบปฏิวัติระบบการผลิต ทำให้วิวัฒนาการสังคม
เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง
-การทหาร และวัฒนะธรรม
ทางการทหาร ในยุคอุตสาหกรรม มนุษย์ได้นำเอาเครื่องจักรประดิษฐ์รถยนต์ รถถัง เครื่องบิน
เรือกลไฟ เพื่อใช้เป็นยุทธปัจจัยในการทำสงคราม จักรวรรดินิยมยุคต้น อาศัยเครื่องจักรกล
สร้างเรือกลไฟ ออกล่าเมืองขึ้นไปในภูมิภาคต่างทั่วโลก เช่น


เมื่อบริษัท อีสต์อินเดีย จำกัด (British East india company)ที่ ได้รับสัมปทานผูกขาดการค้า
ในย่านตะวันออกไกล จากรัฐบาลอังกฤษ โดยรัฐบาลอังกฤษยึดเอาประเทศอินเดียเป็นศูนย์กลาง
ได้นำเอาฝิ่นจากอินเดียเข้าไปจำหน่ายในจีน ในปี ค
.ศ.๑๘๓๔ ในรัชกาล เต้ากวง (ค.ศ.๑๘๒๐-๑๘๕๐ )
และเมื่อทางการจีน และประชาชนผู้รักชาติจีนได้มองเห็นภัยวิบัติอันร้ายแรงของฝิ่นจึงเกิดกระแส
การต่อต้านฝิ่น จนเกิดขบวนการ กบฎนักมวย ขยายตัวออกไปเป็นสงครามฝิ่นและกดดันรัชกาลเต้ากวง
ประกาศห้ามนำเข้าฝิ่นของอังกฤษ ทำให้รัฐบาลบริตีสเป็นโกรธเป็นแค้นจีนอย่างรุนแรง


รัฐบาลบริติส กล่าวหาจีนว่า ไม่เปิดเสรีทางการค้า โดยมิได้คำนึงถึงสินค้าของตนขัดต่อหลัก
จริยธรรมในสังคมหรือไม่ และอาศัยเป็นข้ออ้าง ส่งกองเรือ เข้าปิดล้อม หนิงปอ ยึดติ๋งไห่ นอกฝั่งทะเลเจ๋อเจียง
ทำให้เรือจีนไม่สามารถเข้าออกบริเวณสามเหลี่ยมแม่น้ำ ฉางเจียง กองเรือบริตีสออกแล่นไปยัง
ปากแม่น้ำเหอเป่ย แล้วยึดโจวซาน ในเดือนมิถุนายนปี ๑๘๔๒ เข้ายึด เซี่ยงไฮ้ ๕ สิงหาคม ๑๘๔๒ และ
บุกตะลุยเข้ายึดนานกิง ทำให้องค์จักรพรรดิ เต้ากวง ประกาศยอมแพ้สงคราม ยอมเจรจาสงบศึกทันที

และจีนต้องยอมเซ็นสัญญาชดใช้ค่าเสียหายแก่อังกฤษ ๑๒ มาตรา หนึ่งในนั้นก็คือ การยกเกาะฮ่องกง
ให้แก่ สมเด็จพระราชินีวิคตอเรียและกษัตริย์หรือราชินีผู้สืบต่อจากพระนางตลอดไป


จะเห็นได้ว่าเมื่ออังกฤษนำเอายุทธศาสตร์ยุทธปัจจัยของสงครามในยุคอุตสาหกรรม เข้าทำสงครามกับจีน
ที่อยู่ในยุคกสิกรรมไร่นา แม้ว่าจีนจะอุดมไปด้วยตำราพิชัยสงครามที่ขึ้นชื่อ กระเดื่องนามมากมายก็ตาม
อังกฤษอาศัยกำลังพลเพียงน้อยนิดก็สามารถพิชิตจีนที่มีประชากรเป็น ๑๐๐ ล้านคนได้อย่างง่ายดาย
การที่อังกฤษนำเอารูปแบบยุทธ์ศาสตร์
-ยุทธ์วิธีการสงครามในยุคอุตสาหกรรม ทำสงครามฝิ่นกับจีน
ทำให้สิ้นสุดยุคสามก๊ก เรือไวกิ้ง และกลายเป็นตำนานตลอดไป


สงครามในยุค IT
(Information technology) อภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจักรวรรดินิยมอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำโลกทางด้านเศรษฐกิจ
การเมือง การทหาร และเทคโนโลยี จากการค้นคว้าเทคโนโลยีด้านอวกาศ ทำให้อเมริกาสามารถ
ควบคุมการสื่อสารผ่านดาวเทียมอย่างสมบูรณ์


หลังสงครามโลกครั้งที่สอ
อเมริกาได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นอภิมหาอำนาจทางการทหาร แต่ที่สุดต้องมาพ่ายแพ้ในสงครามเวียตนาม
สร้างความอัปยศอดสูอับอาย แก่อเมริกาเป็นอย่างยิ่ง ปี ค
.ศ.๑๙๗๐ ดอน สตาลี่ และดอน เมอเรลลี
สองนายทหารอเมริกาผู้เคยผ่านสมรภูมิรบในเวียตนาม เกาหลี ได้พยายาม ลำดับเหตุการณ์ ศึกษาและวิเคราะห์
จากประสบการณ์ในสมรภูมิ เวียตนาม เกาหลี ตลอดจนการเดินทางสู่ เทลอาวิฟ เพื่อศึกษาสงคราม อียิปต์-อิสราเอล
ในสงคราม ๖ วัน


หลังจากที่ ดอล สตารี่ ได้ค้นพบรูปแบบของสงคราม IT แล้ว เขาได้พยายามเสนอ ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี
ทฤษฎีใหม่ชื่อ “การตั้งรับอย่างมีเขี้ยวเล็บ” ทฤษฎีนี้เสนอให้ “เจาะลึกเข้าไป “ ในสนามรบโจมตีแนวหน้าของข้าศึก
ใช้อาวุธไฮเทคที่มีวิถียิงไกลเข้าทำลายแนวกองหนุนที่ ๑ – ๒ - ๓ ลึกเข้าไปกระทั่งถึงกองบัญชาการรบของศัตรู
ในเวลาเดียวกัน เข้าสู่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา กระทั่งปี ๑๙๗๗ สตารีได้ถูกส่งเข้าไปเป็นผู้บัญชาการ
TRADOC [ The Training and Doctrine Command ] แนวความคิด ของ ดอน สตารี ก็เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น
ในกองทัพของสหรัฐอเมริกา รถถัง M-1Abrams ,เฮลิคอปเตอร์อปาเช่, ยานรบแบรดลีย์,และขีปนาวุธแพตริออท
จรวดโทมาฮอคที่นำทางด้วยแสงเลเซอร์ ฯลฯ ถูกออกแบบและสร้างอย่างลับสุดยอด


ทศวรรษที่ ๑๙๙๐ โลกต้องตลึงกับภาพบนจอโทรทัศน์ เมื่อกองทัพกระจ้อยร่อย ใช้กำลังทหารปฏิบัติ
เพียง ๒๐๐๐ นาย พร้อมอาวุธไฮเทคตาม ยุทธศาสตร์
-ยุทธวิธี การรบรูปแบบของ ดอน สตารี่ เปิดฉาก
สงครามอ่าวกับอิรัก แสงไฟจากระเบิดของสหรัฐ พุ่งเข้าทำลายที่มั่นทางการทหารตลอดจนศูนย์บัญชาการรบของอิรัก
วูบวาบยามราตรี สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้ชมทั่วโลก สงครามอ่าวสิ้นสุดลงด้วยเวลาเพียง ๔๒ วัน
สร้างความปราชัยอย่างยับเยินแก่ อิรัก


secrets_of_war_steel_rain