Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

หน้า 2 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Aug 29, 2009 11:04 am

Arrow นี่หรือ...คือการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธของพันธมิตร

Arrow การร่วมมือกันของ ๒ กลุ่มคน ในการล้มล้างสถาบัน

ข่าวสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของประเทศไทยนั้น เกิดจากการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มคนเพียง ๒ กลุ่ม

โดยการทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า กลุ่มคน ๒ กลุ่มนี้ มีความขัดแย้งกัน ต่างฝ่ายต่างทำเพื่อผลประโยชน์และพวกพ้องของตน

ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่มากขึ้นทุกขณะ ช่างขัดแย้งกับคำกล่าวของผู้นำแต่ละกลุ่มที่ออกมาประกาศว่า ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง

แต่ในทางตรงกันข้าม กลับพูดยุยง ให้ประชาชนรู้สึก เกลียดชัง และต่อต้านกลุ่มตรงข้าม

อันนำมาสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงเกิดขึ้น ก่อขยายวงจนส่งผลกระทบต่อต่างประเทศ

ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างอ้างการกระทำของตน เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

เราจะพบได้ทั่วไปว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกดึงลงมาเป็นเครื่องมือ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้กล่าวอ้างในการทำลายได้เสมอ

โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดไปทั่วโลกนั่นคือ การที่ราชวงศ์ได้ปรากฎตัวในการไปร่วมงานของหนึ่งใน ๒ กลุ่ม

จากการไปร่วมงานครั้งนี้ ทำให้ทั่วโลกเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ราชวงศ์ได้เป็นผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังกลุ่มคนกลุ่มนี้

ล่าสุดตอกย้ำโดยการที่กลุ่มคนกลุ่มนี้ ได้ออกไปใช้อาวุธปืนไล่ยิงกลุ่มคนอีกกลุ่ม โดยได้ชูภาพพระมหากษัตริย์ไว้ตลอดเวลา

ภาพเหตุการณ์นี้ได้เผยแพร่ไปทั่วโลก "ทำให้ดูเหมือน"
เป็นการตอกย้ำกับสายตาประชาคมโลกอีกครั้งว่า
กลุ่มคนกลุ่มนี้มีผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังเป็นใคร


พันธมิตรยิงปืนใส่Taxiและเผาทำลายรถ

25.11.08 อย่างบ้าคลั่ง ที่ดอนเมือง
Gun shot from PAD




https://www.youtube.com/watch?v=OqWVO7d65PE&feature=player_embedded
เห็น คอมเม้นกันเยอะนึกว่า มีอะไร ด่ากันนี่เอง

แม่รงยิงใส่พวกเดียวกันเอง จรวด2.75 นิ้วทำเอง
ก็เงี้ยะห่วยไม่มีคุณภาพ เก่งแต่ปฎิวัติถุยยย
ไปตีกอลฟเหอะวะ

กองทัพไทยตกต่ำสุดๆ พอหรือยัง

http://www.oknation.net/blog/saedang/2009/02/07/entry-1
เล่าเรือง ฮ.คอบบร้า ยิงจรวด FFAR ขนาด 2.75 นิ้ว ช๊อตใส่พันจู่โจมเจ็บ 19

ทหารม้ารถถังเวลารบร่วมทหารราบบนพื้นดิน เมื่อเข้าตีด้วยกัน ใกล้ที่หมายก็จะหยุดเป็นฐานยิงเวลาทหารราบ
เข้ายึดที่หมาย วันนี้คอบบร้าสมมุติคือทหารม้าอากาศ ก็ทำการยิงสนับสนุนทหารราบจากบนฟ้าแทน พันจู่โจมเล่นเป็น
ทหารราบ มี ฮ.คอบบร้าเป็นทหารม้าอากาศ ยิงข้ามหัว เวลาเข้าตี เหมือนฐานยิงที่พื้นดิน แต่ลูกมันเก่าเก็บ 25 ปี
หมดอายุใช้งาน บ้านเราฝนตกชื้นด้วย วิ่งออกจากลำกล้องหล่นลงหัว ทหารพันจู่โจมโคตรซวยสุดๆ

ลูกจรวดขนาด 2.75 นิ้ว อายุเท่าเครื่องบิน หูตาไม่ค่อยดีแก่เต็มทน ยิงออกก็บุญแล้ว พันจู่โจมเป็นหน่วยขึ้นตรง
ของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หน่วยบัญชาการนี้ใส่หมวกแดงทั้งหน่วยตั้งอยู่ลพบุรี มีค่าปีกโดดร่มทหารทั่วไป
ไม่มี ประกอบด้วยกองพลรบพิเศษ 4 กองพล รับผิดชอบ ลาว เขมร พม่า ปักษ์ใต้ แยกกันไป แต่พันจู่โจมเอาไว้เป็น
หน่วยเคลื่อนที่เร็ว ตั้งมาหลังจากการรบที่ช่องบกเลิก ออกงานแรกไปยิงกรือเซะเสียตายเรียบ
จนใต้รบไม่เลิกทุกวันนี้
ฟิตทั้งกองพัน ได้ จปร.เก่งๆไปอยู่ทั้งนั้น เป็นผู้บังคับกองพัน งานนี้ฟิตวิ่งกันเต็มที่แต่ไม่ได้แหงนมองฟ้า จรวดหล่นใส่หัว
ดีไม่ตาย รบบ้านร่มเกล้าก็แบบนี้ เครื่องเอฟ 5 ทิ้ง ระเบิดนาลม์ลาว ขนาด 500 ปอนด์ ทิ้งผิดลงใส่ทหารกองพัน
ทหารม้าที่ 14 ที่กำลังบุกเข้าตีลาว ตายเรียบ 54 ศพ
และที่ลพบุรีนี่แหละ กรมทหารราบ ที่ 31 พัน 2 ฝึกใช้กับระเบิดกบกระโดด
ครูฝึกพลาดอย่างไรไม่รู้ ลูกศิษย์ตายเรียบพร้อมครู 18 ศพ ไม่มีใครเล่าได้ เพราะตายเรียบทั้งครูนักเรียนโชว์รูป
ฮ.อาปาเช่ หน้าอกเสื้ออาแดง ไอ้กันไปถึงไหนแล้ว ทหารม้าอากาศก็ยังไม่มา

ป๋าหลบพักบ้านไร้กังวล ไม่หวั่นม็อบเสื้อแดง
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 16 ตุลาคม 2552 21:15

เมื่อลงจากรถ พล.อ.เปรม ได้กล่าวทักทายทุกคนที่มาให้การต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
พูดคุยทักทายเป็นกันเอง ก่อนเดินทางเข้าไปพักผ่อนภายในบ้านพักและได้เรียกให้พล.ท.วีร์วลิตฯ , พล.ท.ธวัชชัยฯ ,
พล.ต.ท.กฤษฎาฯ และนายประจักษ์ฯ เข้าหารือเป็นการส่วนตัว 15 นาที จากนั้นได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
กับผู้ที่มาต้อนรับโดยขณะนั่งทานอาหาร 1 ชั่วโมง โดยพล.ท.วีร์วลิตฯ มีสีหน้าเคร่งเครียดและนั่งไม่ติดถึงกับต้องลุกเดิน
ออกจากห้องเพื่อรับสายโทรศัพท์มือถือถึง 3 รอบ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า การเดินทางมาบ้านพักเที่ยวนี้
พล.อ.เปรมฯไม่ได้แจ้งกำหนดการให้ทราบ และไม่ได้ใช้รถตู้โฟล์ค หมายเลขทะเบียน ฮง - 9229 กทม.
แต่ได้ใช้รถตู้โตโยต้า อัลพาสแทนและในช่วงเย็นมีกำหนดจะไปตีกอล์ฟออกรอบที่สนามกอล์ฟภายค่ายสุรนารี
โดยมีการเตรียมกำลังสารวัตรทหารรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=26&PHPSESSID=3b689551733ed474a972d7f5817ffaa0






http://topicstock.pantip.com/rajdumnern/topicstock/2006/08/P4589085/P4589085.html
ความคิดเห็นที่ 8
หมู่บ้านร่มเกล้า เป็นหมู่บ้านหนึ่งในหลายหมู่บ้านในเขตอำเภอชาติตระการ จ.พิษณุโลก ที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ห่าง
ออกไปทางทิศตะวันตกของ อ.ชาติตระการประมาณ 70 กม. (พอกับ กทม.-อยุธยา) และอยู่ห่างจากลาว
ประมาณ 10 กม.

ภูมิประเทศของหมู่บ้านร่มเกล้าเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนและสูงชัน เช่น ภูสอยดาวที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นอุทยานแห่ง
ชาติไปแล้ว ราษฏรที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวม้งประมาณ 100 ครัวเรือนหรือประมาณเกือบ 700 คน
มีถนนเชื่อมต่อ 3 จังหวัด คือ อ.นาแห้ว จ.เลย อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก และ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

ก่อนหน้าที่จะมีการปะทะกับทางลาวนั้น ทหารรัฐบาลเคยมีปัญหากับ ผกค.แถบนี้มาหลายครั้งแล้ว เพราะเป็น
พื้นที่ชายแดนที่ติดกับลาว

ในส่วนของพื้นที่ที่เป็นสมรภูมิ จะเป็นพื้นที่บริเวณภูเมี่ยง ภูสอยดาว ซึ่งเป็นทิวเขาที่กั้นระหว่างไทยกับลาว
สาเหตุที่เรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่าบ้านร่วมเกล้า เพราะในอดีตเป็นฐานที่มั่นแห่งหนึ่งของ พคท.ซึ่งทางการไทยได้ใช้
กำลังเข้าปราบปรามหลายครั้ง จนกระทั่งสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และมีผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทย
อพยพลงมาหลังปี 2525 ที่พคท.แพ้ศึกอย่างเด็ดขาด ทางรัฐบาลจึงได้จัดสรรที่ดินทำกิน และตั้งหมู่บ้านให้โดยให้
ชื่อว่าบ้านร่มเกล้า โดยได้จัดทหารพรานไว้เป็นชุดคุ้มครองหมู่บ้าน 1 กองร้อย

เหตุการณ์บ้านร่มเกล้าเกิดขึ้นในปี 2530 ซึ่งจากการสืบทราบภายหลัง ทราบว่าได้มีการขนย้ายอาวุธปืนอาร์ก้า
จำนวน 50 กระบอก พร้อมกระสุน 50,000 นัด กระสุนอาร์พีจี 1,500 นัด ลูกจรวด 150 ลูก ปตอ.57 จำนวน 2
กระบอก ออกจากคลังอาวุธที่เมืองหลวงพระบางเมื่อวันที่ 11 พ.ค.2530 และเดินทางต่อมายังแขวงไชยบุรีที่ติด
กับไทย ขณะที่ในไทยยังไม่มีการรายงานเหตุการณ์ผิดปกติแต่อยางใด
วันที่ 30 พ.ค.2530 ได้มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายประมาณ 30 คนใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาที่บ้านร่มเกล้า และเผา
ทำลายรถแทรกเตอร์ของบริษัทที่ทำไม้สัมปทาน ทหารพรานที่ทำหน้าที่คุ้มครองหมู่บ้านได้เข้าไปปะทะกับกอง
กำลังนี้ ผลปรากฏว่าได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ชาวบ้านเสียชีวิต 1 นาย พนักงานขับรถแทรกเตอร์เสียชีวิต 1 นาย

วันที่ 1 มิ.ย.30 กองกำลังในเครื่องแบบของทหาร สปป.ลาว ได้เข้มาจับราษฏรไทยในเขตประเทศไทย พร้อมพา
ตัวข้ามเขตไปจำนวน 7 คน ซึ่งสามารถหลบหนีมาได้ 1 คน นำไปขังไว้ที่บ่อแตน และส่งเรื่องมาให้นายอำเภอนา
แห้วให้เข้าไปเจรจาว่ามีราษฏรไทยบุกรุกเข้าไป ซึ่งนายอำเภอไม่ยอมเจรจา เนื่องจากยืนยันได้ว่าเป็นเขตแดน
ไทย
27 ก.ย.2530 ได้เริ่มปะทะกับกองกำลังจำนวนมาก และมีการใช้อาวุธหนักเข้าโจมตี การปะทะยืดเยื้อไปจนถึง 6
ต.ค.และสถานการณ์ได้เงียบสงบลงจนเหมือนกับเหตุการณ์ยุติลงแล้ว

20 ต.ค.30 ทหารไทยเข้าไปเคลียร์พื้นที่ พบร่องรอยการก่อสร้างเพื่อตั้งฐาน และพบว่ายังมีกองกำลังต่างชาติอยู่
ในเขตแดนไทยอีกจำนวนหนึ่งและอยู่ระหว่างการสับเปลี่ยนกำลังและส่งกำลังบำรุง

4 พ.ย.30 กองทัพภาค 3 เสริมกำลังจำนวน 1 กองร้อย ป.155 เข้าสนับสนุนการปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อเตรียมเข้า
ยึดที่หมายที่ 1 และ 2 โดยเคลื่อนกำลังเข้าโจมตีจากแนวด้านตะวันตกไปทางตะวันออก สามารถยึดพื้นที่เป้า
หมายแรกได้ แต่ไม่สามารถขึ้นไปยึดพื้นที่หมายแห่งที่ 2 ได้ (เนิน 1428) เนื่องจากถูกต่อต้านจากจรวดแซมและ
ปืนใหญ่อย่างหนักถึง 5-600 นัด โดยไม่สามารถพิสูจน์ทราบตำแหน่งที่ตั้งปืนใหญ่ข้าศึกได้

6 พ.ย. เปลี่ยนแผนเข้าตีใหม่ โดยเข้าจากทางทิศเหนือ และได้ตรวจพบกองกำลังฝ่ายตรงข้ามจำนวนประมาณ
100 คน ที่ริมน้ำเหือง จึงเข้าโจมตีจนกองกำลังดังกล่าวถอยร่นข้ามเขตแดนไป เสร็จแล้วจึงขึ้นไปตีที่หมายเดิมอีก
ครั้ง แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้

8 พ.ย. เข้าตีใหม่อีกครั้ง ทางด้านทิศใต้ แต่พบว่าเป็นพื้นที่ที่สูงชันกว่าเดิม ไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงต้องกลับมา
ปรับแผนใหม่อีกครั้ง

ในการรบที่บ้านร่วมเกล้านั้น กองทัพอากาศมีส่วนในการรบอย่างมาก โดยมีการนำเอาเครื่องเอฟ 5 เข้าโจมตี
หลายครั้ง ซึ่งเครื่องหนึ่งได้ถูกจรวดแซม 7 (แบบประทับบ่า)ยิงขึ้นมาถึง 3 ลูก แม้ว่าจะหลบไปได้ 2 ลูก แต่อีกลูก
หนึ่งได้ยิงถูกท้ายเครื่องบิน ทำให้เครื่องยนต์หลุดออกมา แม้ว่านักบินจะกระโดดออกมาได้ แต่ก็ต้องเสียเครื่อง
บินไป ซึ่งซากเครื่องบินลำดังกล่าวทางลาวได้นำมาตั้งแสดงไว้ที่เวียงจันจนทุกวันนี้

ในส่วนของกองทัพอากาศที่ได้เข้าปฏิบัติการระหว่าง วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ ถึง วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑
นอกจากเอฟ 5 ซึ่งเป็นเครื่องบินโจมตีหลักแล้ว ยังมีการสนับสนุนด้วยเครื่องโอวี 10 (เครื่องบินที่ผลิตมาเพื่อ
ปราบคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะ) ซึ่งมีวีรกรรมที่น่ายกย่องของเสืออากาศไทย ซึ่งท่านทั้ง 2 ได้รับเหรียญกล้าหาญ
จากสมรภูมินี้ด้วย จึงขอยกมาอ้างถึงในที่นี้เสียด้วยเลย

"ในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ เวลา ๑๒ นาฬิกา ๕๗ นาที นาวาอากาศโท สมนึก เยี่ยมสถาน และ เรืออากาศ
เอก ไพโรจน์ เป้าประยูร นักบินกองบิน ๔๑ ฝูงบิน ๔๑๑ ได้รับมอบภารกิจให้นำเครื่องบินโจมตีแบบ ๕ (OV-10)
ปฏิบัติการบินโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหาร ขณะบินปฏิบัติการเหนือพื้นที่ดังกล่าว เครื่องบินถูกกอง
กำลังภาคพื้นของฝ่ายตรงข้ามยิงด้วยอาวุธต่อสู้อากาศยานชนิดต่าง ๆ อย่างหนัก นาวาอากาศโท สมนึกฯ และ
เรืออากาศเอก ไพโรจน์ฯ ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการบินหลบหลีกการยิงต่อต้านของฝ่ายตรงข้าม โดยมิได้
หวาดหวั่นต่ออันตรายใด ๆ คงทำการบินด้วยความมุ่งมั่นให้ภารกิจที่ได้รับมอบสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จนในที่สุด
เครื่องบินถูกยิงที่บริเวณส่วนหางและเครื่องยนต์ด้านขวา ทำให้เครื่องยนต์ระเบิดกลางอากาศ ได้รับความเสีย
หายอย่างหนักไม่สามารถบังคับเครื่องบินต่อไปได้ จำเป็นต้องสละเครื่องบินเหนือพื้นที่ที่ฝ่ายตรงข้ามครอบครอง
อยู่และได้ถูกควบคุมตัวโดยกำลังฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่งในวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
(พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) ได้รับนักบินทั้งสองนายกลับประเทศไทย และทั้ง 2 นายได้รับเหรียญกล้าหาญจากการ
ปฏิบัติภารกิจนี้ด้วย
เอฟ 5 ลำที่ถูกยิงตกนั้น เป็นหัวหน้าฝูงที่ดิ่งเข้าโจมตีเป็นลำแรก ซึ่งหัวหน้าฝูงเดิมเป็นนักบินอีกคนหนึ่ง ซึ่งก่อนที่
เครื่องบินจะขึ้น มี hot line เข้ามา ห้ามคนนี้ขึ้นบิน (คนนี้เป็นใคร คุณสื่อศิลป คงทราบดีอยู่)

นักบินที่รับตำแหน่งหัวหน้าฝูงแทน ได้รับคำสั่งให้เข้าโจมตีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซี่งแหล่งข่าวแจ้งว่าเป็นที่เก็บอาวุธ
และไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ แต่เจอ "แซม" เข้าเต็มๆ

นักบินและผู้ช่วยนักบิน ดีดตัวออกได้ทัน แต่ด้วยแรง "จี" ทำให้สลบไปทันที มารู้สึกตัวอีกครั้ง ตอนถูกจับขังไว้
แล้ว
แต่จากคำบอกเล่า ทางลาวปฏิบัติต่อเชลยทั้งสองเป็นอย่างดี

นักบินเอฟ 5 คนที่ถูกยิงตกและจับได้นี้ ภายหลังได้ไปเป็นผู้บัญชาการฝูงบินที่เชียงใหม่
ทหารไทยพยายามที่จะหาทางขึ้นเนินเพื่อตีฐานกองกำลังต่างชาติโดยสับเปลี่ยนทิศทาง
ไปเรื่อย เพราะแต่ละจุดล้วนมีลักษณะที่สูงชัน ซึ่ง ภาษาทหารเขาเรียกว่า "สูงข่ม" ทำให้ยากลำบากต่อการเข้าตี
และสูญเสียมากเวลาที่ถูกตอบโต้ ซึ่งหลังจากความพยายามหลายครั้งเข้าก็ได้ข้อสรุปว่าทิศเดียวที่สามารถขึ้น
เนินได้สะดวกที่สุด คือการตีทางทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออก

การโจมตีทางอากาศด้วยการทิ้งระเบิดเกิดขึ้นช่วงนี้แหละครับ โดยมีการทิ้งระเบิด 2 รอบจากเครื่องบินของไทย
ลงหัวทหารไทยด้วยกันเอง สูญเสียหลักร้อยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทหารจากกองพลทหารม้าภูเขา

การเข้าตียังดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงวันที่ 23 ธันวาคมจึงยึดพื้นที่ได้ และทางกองทัพภาค 3 ได้ส่ง
กำลังเพิ่มเติมเข้าไปอีก โดยเฉพาะทหารพรานอีก 2 กองร้อย

23 มกราคม สถานการณ์เริ่มเบาบางลง พล.อ.เปรม เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมหน่วย ฉก.พล.ม.1 ซึ่งมีพล.อ.ชวลิต
ผบ.ทบ.ในขณะนั้นร่วมคณะด้วย และได้มอบนโยบายให้ทหารไทยตีรุกเข้าไปในดินแดนลาว

2. ก.พ.ฝ่ายตรงข้ามรุกกลับอีกครั้ง โดยใช้จรวดแซมยิงเข้ามาในไทย จำนวน 10 นัด กระสุนตกแถว อ.ด่านซ้าย
จ.เลย

16 ก.พ. กองทัพภาค 3 สับเปลี่ยนกำลังพล นำ พล.ร.4 เข้าไปแทน พล.ม.1 เพื่อเตรียมการเข้าโจมตีขั้นเด็ดขาด

17 ก.พ. กองทัพภาค 3 ได้รับคำสั่งจาก T.O.C (Technical Operation Control) ให้ระงับการโจมตีตามแผนที่
กำหนดไว้ และการโจมตีที่หมายอื่น ๆ ต่อกองกำลังต่างชาติทุกระดับ

18 ก.พ.กองกำลังต่างชาติได้ยิงปืนใหญ่ขนาด 105 และ 152 เข้ามายังพื้นที่รวมพลของทหารไทยหลายร้อยนัด
ทำให้ฝ่ายเราสูญเสียอย่างหนักอีกครั้ง เพราะไม่ได้มีการเคลื่อนกำลังเข้าตีตามแผนเดิม

19 ก.พ. พล.อ.ชวลิต ในฐานนะ ผบ.สส.ได้แจ้งให้ทางกองบัญชาการทราบว่าได้ทำการตกลงหยุดยิงกับทางรัฐ
บาลลาวแล้ว และให้แต่ละฝ่ายถอยห่างจากจุดสู้รบฝ่ายละ 1 กม. (บ้านร่มเกล้าห่างจากชายแดนไทยลาว 10
กม.+ 1 กม.เท่ากับเราเสียดินแดนไป 11 กม.


การยุติสงครามครั้งนั้นมีข่าวมาว่า พล.อ.เกรียงศักดิ์ กับอีกท่านหนึ่งจำชื่อไม่ได้ อดีตเคยเป็น รมว.อุตฯในสมัยรัฐ
บาลเกรียงศักดิ์และมีความสนิทคุ้นเคยกับผู้ใหญ่ในลาว ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยเดินทางไปเจรจาสงบศึก

ปัจจุบันท่านผู้นี้เสียชีวิตไปแล้ว ในหนังสือที่ระลึกงานศพ ได้มีการเล่าเรื่องนี้ไว้ด้วย โดยให้ชื่อว่า "ผู้ข้ามโขงยาม
อรุณรุ่ง" แต่ไม่มีรายละเอียดการสู้รบ เป็นเพียงเรื่องของการเจรจาให้สงครามยุติเท่านั้น

ประเด็นที่เป็นข่าวลืออกมามาก เช่น ทำไมจึงสั่งให้ทหารพล.ท.1 ซึ่งเป็นหน่วยทหารม้าภูเขาเข้าตีเนิน 1428 ก่อน
พล.ร.4 ซึ่งเป็นหน่วยทหารราบที่น่าจะส่งเข้าเปิดทางก่อน

ประเด็นการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศที่ลงบนพื้นที่ของกองกำลังพวกเดียวกันถึง 2 ครั้ง ทั้งที่บินไปตามวัน ว.
เวลา น.ที่สั่งไว้ทุกอย่าง โดยมีข่าวลืออกมาว่า การสู้รบของทหารไทยกับกองกำลังต่างชาติในช่วงเวลานั้นดุเดือด
มาก ถึงขั้นประจัญบานในระยะ 100 หลา และอยู่ในสภาพได้เปรียบ แต่ก่อนที่จะมีการทิ้งระเบิด ทหารฝ่ายตรง
ข้ามถอนกำลังถอยไปแล้ว จึงทิ้งระเบิดใส่พวกเดียวกันเอง ซึ่งทำให้ทหารม้าที่ขึ้นไปรบติดพันอยู่ตายและบาดเจ็บ
เป็นจำนวนมาก (ถ้านับตามใบปลิวที่ออกมาภายหลังบอกว่ากว่า 500 คนที่ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการทิ้ง
ระเบิดครั้งนี้

แม้แต่สาเหตุของการสู้รบ ก็มีการกล่าวกันว่าเป็นเพราะตกลงกันในเรื่องสัมปทานป่าไม้ไม่ได้ระหว่างไทยกับลาว
ซึ่งไทยเองก็เป็นภาคเอกชนเท่านั้น

เรื่องเหล่านี้ ยังหาคำตอบที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ สามารถนำไปอ้างอิงได้ ไม่มีสักที (หรือมีแล้ว
ผมไม่รู้ ใครรู้ช่วยสงเคราะห์หน่อย)

เรื่องของการรบที่ร่มเกล้าก็เลยกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่กระจ่างของไทยไปอีก 1 เรื่อง




แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Oct 19, 2009 4:49 pm, ทั้งหมด 10 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Sep 25, 2009 5:16 pm

http://www.thaizhong.org/thaizhong/index.php/foundingthaichina-m/172-cor5.html

ตอนที่ 5 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 การเจรจามีขึ้นในวันที่ 18 - 20 มิถุนายน ภายใต้บรรยากาศที่เป็นมิตร
ประเด็นต่าง ๆ สามารถตกลงกันได้ ฝ่ายจีนจึงแจ้งให้คณะผู้แทนไทยทราบว่า
นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลของจีนขอเชิญนายกรัฐมนตรีไทย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
ให้มาเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

นายอานันท์ ปันยารชุน ได้พูดถึงการเจรจาในครั้งนั้นว่า "หลักใหญ่ ๆ ก็คือ ทั้งสองฝ่ายยอมรับ
หลักห้าประการของการอยู่ร่วมกัน เป็นหลัก 5 ประการที่ประกาศตั้งแต่สมัยปฏิญญาบันดุง
(Bandung Declaration) ซึ่งขณะนั้นกรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
ไทยเรายอมรับแล้วประเด็น คือ การยอมรับหลัก 5 ประการนั้น
ในทางทฤษฎีมันมีมานาม แต่ไม่เชื่อว่าในทางปฏิบัติจะทำจริงหรือเปล่า
ไม่ว่าจะในเรื่องของการเคารพเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไม่แทรกแซงกิจการภายใน...
ทางด้านจีนมีอยู่เรื่องเดียวว่า เราต้องยอมรับว่ามีจีนประเทศเดียว หลักการ
One China ซึ่งก่อนหน้าเราไป ฟิลิปปินส์ก็ยอมรับแล้ว และใคร ๆ
ก็ตามที่ไปเจรจาต้องยอมรับหลักการนี้... อีกอันหนึ่งที่สำคัญก็คือว่า
จีนเขาย้ำว่าเขาไม่ยอมรับสิ่งที่เรียกว่าสองสัญชาติ (Dual Nationality)


อันนี้มีความสำคัญทางจิตใจของเมืองไทยมากเพราะตอนนั้นไทยก็ถูกโจมตีว่าเราซ้าย
เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าคนไทยเชื้อสายจีนที่มีอยู่ในเมืองไทยจะมีความจงรักภักดีกับเมืองไทย...
การที่จีนเขาไม่ยอมรับ 2 สัญชาติเขาพูดอย่างเปิดเผยว่า ขอให้คนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในเมืองไทยนั้น
เป็นคนไทยที่ดีมีความจงรักภักดีกับเมืองไทย...ยังมีการพูดถึงการไม่แทรกแซงกิจการภายในต่าง ๆ

จีนก็ต้องลดบทบาทของตนในการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย...
ต่างคนต่างอยู่ในระยะที่ดูแลจิตใจกันว่ามีความจริงใจในเรื่องเหล่านี้หรือเปล่าต่อมาปรากฏว่าความจริงใจมันเกิดขึ้น..."

ในวันที่ 30 มิถุนายน ฯพณฯ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปถึงกรุงปักกิ่งพร้อมกับ
พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และคณะ และเจรจากับเติ้งเสี่ยวผิง
รองนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นเจ้าภาพ วันรุ่งขึ้น 1 กรกฎาคม ตอนเช้า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับแจ้งว่า
ประธานเหมาเจ๋อตุงพร้อมให้เข้าพบ นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และรัฐมนตรีต่างประเทศ
พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เดินทางไปจงหนานไห่ และเข้าพบประธานเหมาเจ๋อตุงในห้องสมุด
ทั้งสองได้พูดคุยอย่างฉันท์มิตร เหมาเจ๋อตุงเริ่มการทักทายว่า "ท่านนายกมาหาคอมมิวนิสต์อย่างข้าพเจ้า
ไม่รู้สึกกลัวหรือ" ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอบว่า "หามิได้ ข้าพเจ้าเลื่อมใสท่านประธานมานานแล้ว
ข้าพเจ้ามิใช่คอมมิวนิสต์ แต่ข้าพเจ้ามาหาเพื่อน" ทั้งสองสนทนากันเกือบ 1ชั่วโมง เหมาเจ๋อตุงกล่าว
ในตอนท้ายว่า "ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงจะลุกจะนั่งก็ปวด อีกไม่นานก็จะตาย" ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอบว่า
"อย่าพูดเช่นนี้เลย โลกมนุษย์มิอาจขาดผู้ร้ายหมายเลขหนึ่งอย่างท่านได้" ประธานเหมาหัวเราะชอบใจ

นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ลงนามใน "แถลงการณ์ร่วมสถาปนาความสัมพันธ์
ทางการทูตอย่างเป็นทางการ" กับโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน ในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2518
ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 101 ที่รับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นประเทศที่สาม
ในกลุ่มอาเซียนแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทย
กับสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูความสัมพันธ์และการประนีประนอมระหว่างกัน
เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีความแตกต่างด้านอุดมการณ์ระบอบการปกครอง
และเศรษฐกิจก็ตาม แถลงการณ์ร่วมได้ระบุว่า ประเทศทั้งสองได้ยอมรับในหลัก 5 ประการ
ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
และจะต่อต้านการสถาปนาความเป็นใหญ่ของประเทศ
หรือกลุ่มประเทศใด ๆ
ไทยได้รับรองว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลอันชอบด้วยกฎหมายของประเทศจีน
เพียงรัฐบาลเดียว และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนที่แบ่งแยกไม่ได้ ส่วนจีนก็ประกาศไม่ยอมรับ
การถือสองสัญชาติของคนจีนในประเทศไทย

หลังการลงนามในแถลงการณ์ร่วม นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลได้กล่าวกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า
"ในหลายสิบศตวรรษที่ผ่านมาประเทศของเราทั้งสองมีการไปมาหาสู่กัน อยู่ใกล้ชิดกัน
จะติดต่อทางทะเลก็สะดวกมาก ดังนั้น พูดไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นญาติกัน"
หลิวหย่งชิง ล่ามภาษาไทยขณะนั้น (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตจีนประจำลาว)
ได้ย้อนพินิจถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ว่า คณะของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
เป็นคณะสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลลงนามในเอกสารและเป็นการต้อนรับ
แขกต่างประเทศครั้งสุดท้ายเพราะหลังจากนั้นโจวเอินไหลป่วยหนักและถึงแก่กรรม

พล.อ.อ. สิทธิ เศวตศิลา ซึ่งร่วมเดินทางไปกับคณะด้วย ได้เล่าในภายหลังเกี่ยวกับบรรยกาศการเจรจา
ระหว่างเติ้งเสี่ยวผิงซึ่งเป็นเจ้าภาพแทนนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลซึ่งป่วย กับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า
"เติ้งเสี่ยวผิงยืนยันว่า จีนไม่คิดรุกรานหรือคุกคามไทย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอบว่า
ให้จีนเขียนคำดังกล่าวในล็อคเก็ต จะเอาไปให้เด็กไทยห้อยคอ เติ้งเสี่ยวผิงหัวเราะชอบใจ"

รัฐบาลไทยเห็นว่า การเป็นมิตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นจะส่งผลดีต่อไทยมากกว่าผลเสีย
เพราะไทยจะได้รับผลประโยชน์หลายประการทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจทางด้านการเมือง
และความมั่นคงระหว่างประเทศ ไทยคาดหวังว่า จีนซึ่งเป็นประเทศใหญ่และขณะนั้นเป็นมิตร
ที่สนับสนุนเวียดนามในการทำสงครามต่อสหรัฐฯ อาจมีอิทธิพลและบทบาทในการยับยั้งเวียดนาม
ในกรณีที่เวียดนามจะคุกคามความมั่นคงของไทย
ส่วนทางด้านการเมืองและความมั่นคงภายใน
การมีความสัมพันธ์อันดีระดับรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีน อาจส่งผลให้จีนลดการให้ความสนับสนุน
ต่อผู้ก่อการร้ายและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งคงทำให้พรรคคอมมิวนิสต์อ่อนแอลง
เปิดโอกาสให้รัฐบาลปราบปรามได้ง่ายขึ้น ทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยก็หวังจะซื้อน้ำมันดิบ
และน้ำมันเตาจากจีนในราคามิตรภาพเพื่อลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศอันเนื่องมาจาก
การขึ้นราคาน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์เชื้อเพลิงภายในประเทศ
อีกทั้งยังหวังที่จะขายผลิตผลทางการเกษตรบางอย่าง เช่น น้ำตาลดิบ ข้าวและยางพารา ให้กับจีนด้วย

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/world/20090925/78769/%E0%B8%8B%E0%B8%B9-%E0%B8%88%E0%B8%B5-%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2.html

วันที่ 25 กันยายน 2552 12:35
ซู จี ขานรับสหรัฐสานสัมพันธ์พม่า

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



ย่างกุ้ง - ซูจี แสดงความยินดีที่สหรัฐ เตรียมเปลี่ยนการดำเนินนโยบายต่อรัฐบาลทหารพม่า


Code:
ปัญหากรณีเขมร ภาคใต้ ความขัดแย้งทางการเมือง แบงค์ปลอม โจรสลัด เป็นเรื่องเดียวกัน
มีรากเหง้ามาจากการแย่งชิงจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก แหล่งอาหาร แหล่งน้ำมัน และภูมิยุทธศาสตร์
ที่ช่วยลดต้นทุนจากระบบโลจิสติกของมหาอำนาจตะวันตก
ด้วยการอาศัยการสร้างความแตกแยกระหว่างสถาบันหลักซึ่งมีทหารปกป้องดูแลกับกลุ่มนักการเมือง
เพื่อทำการล้มล้างระบบอำนาจแบบเดิมแล้วสร้างระบบอำนาจขึ้นใหม่ที่ทำให้ง่ายต่อตะวันตก
ในการแทรกตัวเข้ามาครอบครองจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ ประเทศไทย แห่งนี้

เพื่อดำเนินการแยกย่อยไม่ให้มหาอำนาจอีกกลุ่มที่ต้องการอยู่อย่างสันติห้าประการ
ในการรวมตัวสร้างความอำนาต่อรองที่เข้มแข็งโดยใช้เงินสกุลเดียวกันเหมือนก๊กอียู
เพราะหากสามารถแยกย่อยเราได้ โดยสนับสนุนนักการเมืองขายชาติเป็นเป้าล่อให้สถาบัน
หวังชนะสงครามในระดับยุทธการ แต่สงครามในระดับยุทธศาสตร์
เขาสามารถทำให้สังคมโลกสนับสนุนเขาเพราะการเข้าไปยุ่งเกี่ยวนั้นกระทบระบอบประชาธิปไตย
เหตุการณ์ในอนาคตจะบานปลายคล้ายๆ กรณีเนปาล ที่ดึงสถาบันมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ในกรณีเขมรหากสร้างความขัดแย้งจนเกิดสงครามยกระดับปัญหาสู่สากล
เมื่อเกิดการตัดสินหลักฐานเราเสียเปรียบเพราะปี ๔๓ เราไปเซ็นยอมรับ
ใช้แผนที่มาตราสองแสนเป็นกรอบในการแบ่งปัน เมื่อตัดสินมีการปักปันในหลักเจ็ดสิบสาม
เราจะสูญเสียดินแดนในทะเลที่อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำมัน รัฐบาลที่มีทหารหนุนหลังก็จะเสียรังวัด

เพราะทำให้ไทยเสียดินแดนและผลประโยชน์ของชาติ

กรณีภาคใต้หากมีเหตุการณ์ในช่องแคบเฮอร์มุช กระแสมุสลิมจะรุนแรง
อันวาผู้นำฝ่ายค้าน จะใช้กระแสดังกล่าวและขุดคดีที่ผู้นำในอนาคตคือนาจิ๊บ
มีส่วนผัวพันธ์คดีฆาตกรรมนางแบบสาวชาวมองโกเลีย จนเป็นรัฐบาลมาเลเซียไทยมาเล
จะคุยปัญหาภาคใต้ไม่รู้เรื่อง อันวาจะสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนไทยอย่างเปิดเผย
โดยอ้างว่าดูแลพี่น้องมุสลิม ตามข้อบังคับ โอไอซี ในขณะที่ไทยบอกว่ามาเลรุกล้ำอธิปไตยไทย
เกิดสงครามระหว่างกันกลุ่มก่อการร้ายสามารถยกระดับปัญหาภายในประเทศไทยเป็นปัญหาระดับสากล
การฆาตกรรมรายวัน เมื่อนานเข้าจำนวนจะมาก จึงเป็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ยูเอ็นเข้าแทรกแซง
ให้ไทย มาเลสงบศึก แล้วให้คนในพื้นที่เลือกที่จะอยู่กับไทย มาเล ท้ายสุดก็จะแยกตัวเป็นอิสระเหมือนติมอร์

การเมืองก็ทำให้สังคมแตกแยกเป็นเหนือ อิสาน ภาคกลางรวมภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง
เหลือแค่ตัวคะตะไล้และเงื่อนเวลาเท่านั้น ไทยจะแตกเป็นสี่ประเทศเป็นอย่างน้อย
ถ้าคนไทยไม่รีบแก้ไขถอดชนวนไม่ให้โรดทูไคซิสนี้เกิดขึ้น ในอนาคตตามข้อตกลง ดับบิวที่โอ
อัตราภาษีจะเป็นศูนย์ การแยกย่อยเราจะทำให้มหาอำนาจอีกขั้วไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้
เพราะสามารถกีดกันทางด้านการค้าที่ไม่ใช่รูปแบบภาษีได้
นั่นก็คือเขาสามารถปิดกั้นโอกาสความเจริญของไทย และกลุ่มเอเชียนั่นเอง

http://www.thaipost.net/news/300909/11533

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล-หลักเขตแดนที่ ๗๓

เปลว สีเงิน
30 กันยายน 2552 - 00:00

มาถึงเรื่อง "ประวัติศาสตร์สาป" บ้าง เมื่อวานนี้สื่อมวลชนไทย ไม่ว่าวิทยุ-โทรทัศน์-หนังสือพิมพ์
อ้างแหล่งข่าว AFP บอกว่า ท่านสมเด็จฮุน เซน นายกฯ กัมพูชา พูดจาคำโตสั่งทหารเอาลูกปืนให้มันกิน
ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือทหารไทย ถ้าล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของไทยรอบๆ
ปราสาทพระวิหาร

ยิงได้ทันที เพราะถือว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นของเขา!

ความจริงผมเห็นข่าวนี้ตั้งแต่คืนวันที่ ๒๘ ก.ย.แล้ว ก็อยากดูเหมือนกันว่า ฝ่ายไทยจะออกอาวุธอะไร
รับแม่ไม้มวยเขมร ปรากฏว่าใช้ลูกปิดป้อง และไม่ออกอาวุธโต้กลับ คือบอกว่า "เป็นเรื่องที่เขาพูดภายใน
กับสื่อที่ไปถาม" ปกติสมเด็จฮุน เซน ท่านก็ชอบพูดทำนองนี้ให้เป็นข่าวประจำอยู่แล้ว

สรุปว่า ไทยซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่า "ไม่ถือสา" นำมาเป็นอารมณ์!

คิดได้งั้นก็ดี สมเด็จฮุน เซน นั้น ผมเห็นตั้งแต่สวมเสื้อพระราชทานตัวเดียวขี้เกลือขึ้นหลัง
มาหาพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งเป็นนายกฯ ในสมัยนั้น นอบน้อมถ่อมตน มือไม้อ่อน
เรียกว่าคนไทยเห็นก็สงสาร และเอ็นดูท่าน ค่าที่ว่ากัมพูชาตอนนั้นเพิ่งฟื้นไข้ ฟื้นสงคราม
หลายๆ อย่างยังต้องพึ่งพาจากไทย

แต่ตอนนี้ชักมีเนื้อ-มีหนัง ประกอบกับมีแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่ "ชาติมหาอำนาจ"
ทางเศรษฐกิจหวังเข้าไปตีสนิทและเคลมเอาขุมทรัพย์นั้น สมเด็จฮุน เซน ท่านก็เลยอ้าขาผวาปีก
ปตามประสา ซึ่งอย่าว่าแต่ท่านเลยครับ

เป็นผม เผลอๆ จะหนักกว่าท่านสมเด็จฮุน เซน เป็นร้อยเท่า ยิ่งรู้ว่าเมื่อวาน ป.ป.ช.จะชี้มูลคดีรัฐบาล
"สมัครนอมินีทักษิณ" เรื่องแถลงการณ์ร่วม มันก็ต้องเล่นบทกร้าวเอาใจเพื่อนกันหน่อย เป็นธรรมดา!

มีแฟกซ์มาให้ผมแผ่น พร้อมก๊อบปี้ต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นมาให้ดูด้วย เขาแปลมาอย่างนี้ครับ

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ NIPPON KEIZAI SIMBUN (NIKEI) ข่าวเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ฉบับลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ค.ศ.๒๐๐๙ ที่ผลประโยชน์สืบเนื่องมาจากกรณีเขาพระวิหาร

หัวข้อข่าว: รัฐบาลญี่ปุ่นปล่อยเงินกู้สกุลเยนให้กับประเทศกัมพูชา เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงท่าเรือ


รัฐบาลญี่ปุ่นปล่อยเงินกู้สกุลเยนแก่ประเทศกัมพูชาเพื่อปรับปรุงท่าเรือสีหนุวิลล์
ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการขนถ่าย
สินค้าที่เพิ่มขึ้น และเรือสินค้าขนาดใหญ่เข้าเทียบท่าได้

ขณะนี้ธุรกิจของญี่ปุ่นกำลังดำเนินการพัฒนาขุดเจาะน้ำมันและแก๊สธรรมชาติกลางทะเลนอกฝั่ง

ท่าเรือสีหนุวิลล์ เป็นท่าเรือขนาดเล็ก ล้าสมัย จึงไม่สามารถรองรับการขนถ่ายสินค้าประเภทโลหะ
ถ่านหิน และสินค้าเกษตรได้อย่างเพียงพอ รัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนในการขยายท่าเรือ
คอนเทนเนอร์เก่า และสร้างท่าเรือคอนเทนเนอร์ใหม่ สำหรับเรือสินค้าขนาด ๕ หมื่นตัน
กำหนดแผนงานแล้วเสร็จในปี ค.ศ.๒๐๑๔ เมื่อถึงปี ค.ศ.๒๐๑๖ ความสามารถในการขนถ่ายสินค้า
จะเพิ่มขึ้นเป็น ๖ เท่าของปี ค.ศ.๒๐๐๗ หรือเท่ากับ ๑๑,๒๐๐ ล้านตัน/ปี

รัฐบาลญี่ปุ่นปล่อยเงินกู้แก่รัฐบาลกัมพูชาเป็นจำนวนเงิน ๗,๑๗๖ ล้านเยน โดยผ่านองค์การ JICA ของญี่ปุ่น
และเงินกู้ครั้งนี้นับเป็นการให้กู้ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ๒ ประเทศนี้ คิดดอกเบี้ย ๐.๐๑% ต่อปี
ชำระคืนในเวลา ๔๐ ปี สัญญาการกู้ได้ลงนามแล้วเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ค.ศ.๒๐๐๙

บริษัท MITSUI PETROCHEMICAL กำลังพัฒนาขุดเจาะน้ำมันและแก๊สธรรมชาติอยู่นอกฝั่งสีหนุวิลล์
คาดว่าท่าเรือนี้จะมีบทบาทมากในการขนถ่ายน้ำมันและแก๊สธรรมชาติไปยังญี่ปุ่นในอนาคตนี้

ด้วยความเคารพ

จาก แฟนไทยโพสต์


ครับ..ข่าวจากหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นก็สอดรับกับข่าวที่รัฐบาลกัมพูชาแถลงเมื่อเร็วๆ นี้ว่า มีบริษัทพลังงาน ๔ ราย
เข้าพบฮุน เซน ขอสิทธิ์ในสัมปทานการสำรวจหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา
เขตที่ ๔ รายแรกที่เข้าพบฮุน เซน คือ กลุ่ม Mitsui Oil Exploration Corp จากญี่ปุ่น


รายที่สองเป็นกลุ่ม Chevron Corp จากสหรัฐ ส่วนกลุ่มที่สาม และที่ ๔
เป็นของญี่ปุ่นทั้งคู่ คือกลุ่ม INPEC Oil and Gas
และกลุ่ม Marubeni Oil and Gas Corp อยู่ระหว่างสมเด็จฮุน เซน จะตัดสินใจเลือกเอากลุ่มไหน

ในเขตสัมปทานการสำรวจ เขตที่ ๔ นี้ นอกจาก ๔ กลุ่มนี้เข้ามะรุมมะตุ้มสมเด็จฮุน เซน แล้ว
กลุ่ม TOTAL จากฝรั่งเศส ดังที่ทราบกันอยู่ กับกลุ่ม China National Offshore Oil Corporation ของจีน
ก็ร่วมวงเข้าชิงสิทธิ์สัมปทานในการเข้าสำรวจด้วย

เนื้อหอมซะไม่มีอย่างนี้ มิตรแท้เก่าๆ อย่างไทยจึงเป็นสนิม สู้มิตรเทียมใหม่ๆ ไม่ได้ หน้าตาจุ๋มจิ๋ม สมเด็จฮุน เซน
จึงสวมบทเจ้าคุณ และยัดเยียดบท "อีเย็น" ให้ไทยเฉยเลย!

เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชานี้ ตามกฎหมายสากลยึดแนวไหล่ทวีปลากออกไป ๒๐๐ ไมล์ทะเล
เขมรประกาศเมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๓ ลากเส้นจากจุดอ้างอิงที่ละติจูด ๑๑ องศา ๓๘.๘๘ ลิปดาเหนือ
ลองจิจูด ๑๐๒ องศา ๕๔.๘๑ ลิปดาตะวันออก ผ่านยอดเขาสูงสุดของเกาะกูด ตราด เลยไปถึงระยะกึ่งกลาง
ระหว่างหลักเขตที่ ๗๓ คลองใหญ่ ตราด

ฝ่ายไทยประกาศเขตไหล่ทวีป เมื่อ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๑๖ กำหนดจุดอ้างอิงที่ ๑ ที่ละติจูด ๑๑ องศา
๓๙ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๒ องศา ๕๕ ลิปดาตะวันออก ที่บ้านหาดเล็ก คลองใหญ่ ตราด
แล้วลากเส้นไปยังเกาะกงของกัมพูชา จากนั้น แบ่งครึ่งมุมระหว่างเส้นฐานตรงออกเป็นมุมภาคทิศ ๒๑๑ องศา
ไปยังตำแหน่งของจุดที่ ๒ ทำให้เกิดพื้นที่เหลื่อมทับซ้อนกันประมาณ ๓.๔ ตารางกิโลเมตร

ทั้งไทย-กัมพูชา เคยจ้างบริษัท Chevron สำรวจและประเมินว่าบริเวณดังกล่าวมีก๊าซธรรมชาติ
มูลค่า ๓.๕ ล้านล้านบาท และน้ำมันดิบมูลค่า ๑.๕ ล้านล้านบาท เดี๋ยวมูลค่าเพิ่มเป็นเท่าไหร่ก็ไม่รู้แล้วนะ!

ไอ้ตรงหลักเขตแดนที่ ๗๓ บนบกนี่แหละ ทุกวันนี้เข้าใจกันสับสนลากโยงลงไปถึงเขตทับซ้อนทางทะเล
"พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ" อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ท่านไขข้อข้องใจไว้ชัดมาก
ผมจะตัดตอนเฉพาะส่วนไทย-กัมพูชามาให้อ่านอีกครั้งดังนี้

-การให้สิทธิสัมปทานในพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชานั้น ไทยได้ให้ไปทั้งหมดแล้วตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๑
โดยแบ่งเป็น ๑๐ แปลง และกัมพูชาก็ให้สิทธิสัมปทานไปทั้งหมด เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐ โดยแบ่งเป็น ๔ แปลง
การให้สัมปทานเช่นว่านี้ ผู้รับสิทธิยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมจนกว่าไทย
และกัมพูชาจะสามารถตกลงกันได้

ความจริง เป็นเพียงการจับจองสิทธิเท่านั้น!

-จากข่าวที่ทราบก็คือ เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐ บริษัทที่รับสิทธิสัมปทานในแปลง ๓ และ ๔ ของกัมพูชายกเลิก
สิทธิสัมปทาน ดังนั้น ก็ปรากฏว่าบริษัทของฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และจีน แสดงความสนใจที่จะเข้ารับสิทธิสัมปทาน
ในแปลง ๓ และ ๔ ของกัมพูชาที่ว่างลง

คงจะเห็นแล้วว่า เรื่องนี้เป็นการดำเนินการทางธุรกิจธรรมดาไม่มีอะไรน่ากังวลใจ
ดูเหมือนว่าวันนี้คนไทยหวั่นไหว และไม่รู้จะเชื่อใครได้ เพราะเราแตกแยก และอ่อนแอ

-อีกประเด็นหนึ่งที่ขอถือโอกาสเรียนให้ทราบคือ เส้นเขตไหล่ทวีปในทะเล เราได้พิจารณาแล้ว
ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๖ ว่าเส้นเขตแดนบนบกมีปัญหา น่าจะต้องใช้เวลาเจรจายาวนาน
เราจึงประกาศเขตไหล่ทวีป โดยเริ่มจาก "จุดที่ ๑" แล้วกำหนดค่าฟิกด์แลต ลองเลย
โดยไม่อ้างอิงหลักเขตแดนที่ ๗๓ บนบกแต่อย่างใด

เอาไว้เมื่อเจรจาหลักเขตแดนบนบกที่ ๗๓ (บ้านหาดเล็ก) เสร็จแล้ว จึงจะเอาเส้นเขตแดนทางทะเล
เข้าบรรจบ จึงขอเรียนว่า "อย่ากังวล" กับปัญหาเรื่องเขตแดนบนบกจะมามีผลกับเส้นเขตแดนในทะเล
เราเว้นช่องว่างโดยทางเทคนิคไว้แล้ว

ครับ...ประเด็นตรงนี้นับว่าสำคัญมาก และยังเข้าใจสับสนจนนำไปสู่ "ความขัดแย้งโดยสุจริต" กันอยู่มาก
น่าที่รัฐบาลจะนำมาอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจมากกว่านี้ "พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ" ท่านทำเรื่องนี้
มากะมือแต่ต้น เชิญท่านมาช่วยอธิบายให้แทนก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรนี่ครับ...ท่านนายกฯ

http://www.oknation.net/blog/saedang/2009/02/05/entry-5
ไปดูหลักเขต ไทย-เขมร ที่ ๗๓ หลักเขตสุดท้ายปลายสุดชายแดนไทยตะวันออก จ.ตราด


หลักเขตที่ ๗๓ อยู่ต่ำเพราะดินทับถมไม่เหมือนหลักเขตที่ ๒๘ ในป่าทึบ บนเทือกเขา
พนมดงรัก มองไปด้านหลังเห็นกำแพงคือเขตแดนเขมร และตรงหูซ้ายอาแดงมองตรง
ไป จะเห็นธงชาติเขมรพรมแดน และเป็นทะเลตรงนั้นต่อแผ่นดินไทยเรียกเกาะกง ที่
จริงไม่ใช่เกาะ คนไทยเอาเงินไปทิ้งที่นั่นทุกวัน...ลืมไปตลอดแนวชายแดนอีสาน
ใต้ ตะวันออกอรัญฯด้วย ดูนานๆ ไม่รู้เขมรหรือไทย เป็นควายถูกดูดเงิน
ตอนรัชกาลที่ ๑ พอเราเกรณ์เขมรขุดคลองคูเมืองเสร็จ ตอบแทนมันโดยเอามาฝังประตูเมือง
แบบทั้งเป็นสร้างวังตามพิธีพรามณ์ วันนี้เขมรขู่ไทยทุกวัน ถอยไป ไม่งั้นจะดำเนินสงครามเต็มรูปแบบ
ไทย...ถอย จำไว้ยุคขันฑีที่สอยนายกไทย นอนตายเรียงกัน ๓ ศพ ทักษิณ - สมัคร - สมชาย
ก่อนหน้า ๒๖ ปี สอยยังเติกส์นอนตายเรียงกัน ๔๒ ศพ ขันฑีผู้ซึ่งไม่เคยแพ้ใครในปัฐพี ยกเว้นรบแพ้เขมรกับลาว
ดีส่งบิ๊กจิ๋วไปกอดกับลาว ก่อนเมื่อปี ๒๕๓๒ ไม่งั้นไม่รู้หมู่หรือจ่า เพราะตอนนั้นรัสเซียยังไม่แตก
เป็น ๑๕ ประเทศ มาแตกปี ๒๕๓๔ เขมร ๓ ฝ่ายจึงเลิกรบไปรวมเป็น ๔ ฝ่าย และลาว
ก็เลิกรบจับมือไทย ...เกือบไปยุคหน้าพระสยามเทวาธิราชที่สร้างโดยรัชกาลที่ ๔ จะแข็ง
ทำประเทศไทยโชคดีแบบนี้อีกหรือเปล่า รอดทุกที


http://www.oknation.net/blog/biggun191/2008/06/25/entry-1
วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน 2551
ตุกติกเขมร!! บิดเบือนแผนที่ไทยในเอกสารมรดกโลก

ภาพถ่ายจากมุมสูงที่ตั้งปราสาทพระวิหารจากปลายหน้าผาบริเวณ "เป้ยตาดี" มองเห็นแผ่นดินไทยลิบๆ อยู่ไกลโพ้น
เส้นสีแดงขีดขึ้นใหม่แสดงให้เห็นแนวสันปันน้ำ ที่ควรจะเป็นเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาตามหลักสากล ส่วนเส้นประสีน้ำเงิน
เป็นแนวเส้นเขตแดนที่ไทยกล่าวอ้างมาตั้งแต่ปี 2505 มิใช่เพิ่งจะยกขึ้นมากล่าวอ้าง "เมื่อเร็วๆ นี้" ตามที่กัมพูชาพยายาม
จะให้ฝ่ายต่างๆ เข้าใจ
รัฐบาล กัมพูชาภายใต้สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน
(Samdach Akkak Moha Sena Pdei Techo Hun Sen) นายกรัฐมนตรี ได้เริ่มเจรจากับไทยเรื่องการจดทะเบียน
ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกมาตั้งแต่ ปี 2543 ซึ่งเป็นรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร


http://mblog.manager.co.th/phakri/2-769/
๑๔. มิ.ย.๔๓
ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย - กัมพูชา ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย – กัมพูชา
ทำการสำรวจและ จัดทำหลักเขตแดนไทย –กัมพูชา การดำเนินการยังอยู่ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี
และต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง กว่าจะถึงพื้นที่ปราสาทพระวิหารดังนั้นทางราชการไทยจึงยังยึดถือ
แนวเขตแดนไทยตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.๒๕๐๕ เป็นหลัก

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_53_%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
คณะรัฐมนตรีคณะที่ 53 ของไทย


คณะรัฐมนตรีคณะที่ 53 (14 พฤศจิกายน 2540 - 9 พฤศจิกายน 2543)
นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงลงพระปรมาภิไธยในประกาศ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000120118
แผนที่ 1 : 200,000 ปีศาจร้ายจากปี 2505 ถึงปี 2552 !
โดย คำนูณ สิทธิสมาน

10 ตุลาคม 2552 15:34 น.

กรณีพฤติกรรมของรัฐบาลที่อาจทำให้ไทยเสียดินแดนให้กัมพูชานั้น มีข้อมูลใหม่ประเด็นใหม่ที่ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์
ได้เปิดมาทาง ASTV รายการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2551 และในนสพ. ASTV
ผู้จัดการรายวันฉบับเช้าวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2551 ที่พาดหัวว่า
“แฉรัฐบาลน้องเขยแม้วสอดไส้แผนที่เขมรผ่านสภา” นั้นคนไทยทุกคนต้องรับรู้ร่วมกัน

เพราะถ้าไม่ร่วมกันแก้ไข เราอาจจะเสียดินแดนให้กัมพูชามากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ตัวปราสาทพระวิหารที่เสียไปแล้ว
เมื่อปี 2505 ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่วันนี้กัมพูชาสร้างวัดสร้างถนนมีชุมชน
และไม่ใช่ทั้งหมดของ 4.6 ตารางกิโลเมตร

แต่อาจจะมากกว่านั้นมหาศาล – ตามแผนที่ฝรั่งเศส 1 : 200,000 ที่เราไม่ยอมรับมาตลอด !

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการรณรงค์ครั้งนี้ ที่ต้องเริ่มต้นให้รัฐสภาลงมติไม่เห็นชอบกับบันทึกการประชุม
คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) รวม 3 ฉบับ ที่จะเข้าสู่การประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ภายในไม่ช้าไม่นานนี้

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 รัฐสภาทำผิดพลาดมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยการอนุมติกรอบการเจรจา
ไทย-กัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 409 ต่อ 7 งดออกเสียง 1 และ 406 ต่อ 8 งดออกเสียง 2

แน่นอนครับ – ผมเป็นเสียงหนึ่งใน 7 และ 8 เสียงที่คัดค้านนั้น !

เพื่อนสมาชิกรัฐสภาท่านอื่นที่คัดค้านล้วนเป็นส.ว.ทั้งสิ้น คือ พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ, พล.ต.ต.เกริก กัลยาณมิตร,
คุณรสนา โตสิตระกูล, คุณวรินทร์ เทียมจรัส, คุณสมชาย แสวงการ, คุณสุรจิต ชิรเวทย์ และท่านอาจารย์มณเฑียร บุญตัน
(เฉพาะกรอบหลัง) โดยท่านที่งดออกเสียงทั้ง 2 กรอบคือท่านประธานวุฒิสภาอาจารย์ประสพสุข บุญเดช
และคุณหมออนุศักดิ์ คงมาลัยงดออกเสียงเฉพาะกรอบหลัง

ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและส.ส.พรรคประชาธิปัตย์โหวต “เห็นด้วย” กับทั้ง 2 กรอบ !!
แต่นั่นก็เป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 ที่สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมด

กรอบทั้ง 2 กรอบที่รัฐสภาอนุมติไปเมื่อเกือบ 1 ปีที่แล้วไม่ดีอะไรหรือ ?

นอกเหนือจากประเด็นถอนทหารทั้ง 2 ฝ่ายออกจากบริเวณวัดแก้วสิขาคีรีสะวาราซึ่งเป็นดินแดนไทย
อันดูเหมือนดี แต่จะเป็นผลให้ไทยต้องถอนทหาร แต่กัมพูชาแม้ถอนทหารก็ยังมีวัด ชุมชนและทหาร คงอยู่แล้ว
ก็คือประเด็นการจัดทำหลักเขตแดนภายใต้สิ่งที่เรียกในกรอบ 1 ว่า “แผนแม่บท...” และในกรอบ 2
ให้เป็นไปตามแนวทางเอกสาร 3 รายการ คือ สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904, สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907
และ....ตรงนี้สำคัญครับ.....

“แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยาม
กับอินโดจีน ที่จัดทำขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่น
ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส”


อย่าลืมขีดเส้นใต้ตรงคำว่า “แผนที่” นะ !

แผนที่ที่ว่านี้ผมเข้าใจว่ามี 11 ระวาง หรือ 11 แผ่น เป็นแผนที่อัตราส่วน 1 : 200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นในปี ค.ศ. 1908
ในระวางหนึ่งที่รู้จักกันต่อมาในชั้นการพิจารณาของศาลโลกระหว่างปี 2502 –2505 ในนาม “ภาคผนวก 1” หรือ
“ANNEX 1” นี่แหละที่มาผนวกเอาปราสาทพระวิหารไปไว้ในดินแดนกัมพูชา อันเป็นผลให้ไทยแพ้คดีเสียปราสาทพระวิหาร
ให้กัมพูชาเพราะหลัก “กฎหมายปิดปาก” เพราะศาลโลกพิจารณาเห็นว่าไทยมีโอกาสที่จะคัดค้านแผนที่ที่ว่านี้ในหลายกรรม
หลายวาระแต่ไม่ได้คัดค้าน

ท่านอาจารย์ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์บอกว่าเรายอมรับแผนที่ ANNEX 1 ที่ทำให้เราเจ็บปวดทั้งประเทศมาแล้วในปี 2505
ก่อนหน้านั้นแล้วในแผนแม่บทและ TOR ปี 2546 (2003) สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นเอกสารประอบหมายเลข 4
เป็นภาษาอังกฤษ แจกจ่ายในวันที่ 28 ตุลาคม 2551 โดยในเอกสารนี้ที่ผมยังเก็บไว้ถึงขนาดมีวงเล็บไว้ด้วยว่าแผนที่นี้คืออะไร
...เขาวงเล็บไว้ในข้อ 1.1.3 ว่า....

“...hereinafter referred to as the Maps of 1 : 200,000”


จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของพ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตรที่ทำขึ้นในปี 2546 และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
(โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ต่างประเทศในขณะนั้น) นำมาเสนอเป็นกรอบเจรจาต่อรัฐสภา
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 หรอกครับ


มันเป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยตั้งแต่ปี 2543 โน่น !


เพราะแผนแม่บทและ TOR ปี 2546 (2003) ที่มีชื่อเต็ม ๆ ว่า “Terms of Reference and Master Plan for
the Joint Survey and Demarcation of Land Boundary between the Kingdom of Thailand and
the Kingdom of Cambodia” ที่มีระบุประโยคเชิงยอมรับ “the Maps of 1 : 200,000”
ไม่ได้ลอยลงมาจากฟากฟ้าหรือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรคิดขึ้นมาเองหรอก


มันมาจากเอกสารชื่อเต็ม “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง
ราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก”
ที่เรียกย่อ ๆ ว่า MOU ปี 2000 ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำกับกัมพูชาในปี 2543 !

เจบีซีเตือนอย่าเอาเขตแดนไทย-กัมพูชาไปเล่นการเมือง
วันที่ 12 ตุลาคม 2552 18:03
เจบีซีเตือนอย่าเอาเขตแดนไปเล่นการเมือง ด้านผู้เชี่ยวชาญเขตแดนทางทะเล
เผยเอกสารสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 2 ฉบับ ยันเกาะกูดเป็นของไทย

...
เพื่อให้ความรู้และชี้แจงต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจ
และจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย- กัมพูชา ปี 2543 จะทำให้ไทยสูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Oct 12, 2009 9:36 pm, ทั้งหมด 8 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Sep 25, 2009 10:23 pm

เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ อยากให้จำเอกสารชิ้นนี้ในนาม MOU 2000 และจำเอกสารปี 2546 ในนาม TOR 2003
เพราะในการต่อสู้กรณีนี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีข้อมูลและมีเหตุมีผล

ใน MOU 2000 ที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรขณะดำรงตำแหน่งรมช.ต่างประเทศลงนามร่วมกับนายวาร์ คิม ฮง
ของกัมพูชาเมื่อปี 2543 นั้นจำไว้ให้แม่นเลยนะครับว่า “ข้อ 1 (ค)” หรือในภาษาอังกฤษก็เป็น “Article 1 (c)”

นั่นแหละที่เป็นปัญหาใหญ่

ข้อความในฉบับภาษาไทยก็เป็นข้อความเดียวกับในข้อ 3 ของกรอบที่ 2 ที่รัฐสภาอนุมติไป
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 เป๊ะ


“แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยาม
กับอินโดจีน ที่จัดทำขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่น
ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส”


มีต่างกันคำเดียวแค่คำว่า “ที่” ที่ใน MOU 2000 ข้อ 1 (ค) ใช้คำว่า “ซึ่ง” เท่านั้น
หันไปดูข้อความในฉบับภาษาอังกฤษ Article 1 (c) ของ MOU 2000 ก็จะพบข้อความที่เหมือนกันเป๊ะกับ TOR 2003
ข้อ 1.1.3 ซึ่งก็เป็นคำแปลมาจากภาษาไทยข้างต้น

แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ตรงที่ใน TOR 2003 ก่อนประโยค “, and other documents relating to the...”
(แปลมาจาก “...กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง...”) ทะลึ่งใส่วงเล็บแทรกไว้ให้ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์จับได้...

“...(hereinafter referred to as the Maps of 1 : 200,000)...”

ถ้าเราเห็นว่าการเขียนข้อตกลงกับกัมพูชาในเชิงยอมรับแผนที่ 1 : 200,000 (หรือ ANNEX 1) นี้ผิด ไม่อาจยอมรับได้

มันก็ไม่ได้ผิดแค่รัฐบาลน้องเขยแม้วที่เสนอ 2 กรอบต่อรัฐสภาเมื่อ 28 ตุลาคม 2551 เท่านั้น

แต่มันต้องผิดมาตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2543 ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ยุคท่านชวน หลีกภัย – โดยม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร – ไปทำ MOU 2000
กับกัมพูชาแล้ว !


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000120120

แผนที่ 1 : 200,000 ปีศาจร้ายจากปี 2505 ถึงปี 2552 ! (ตอนที่ 2)

เพราะมันคือขบวนการ CIA ไทยรบเขมร คิดว่าใครเสียเปรียบ
ไส้ศึกเต็มเมืองไทย!!!
ไทยรบกับเขมรตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรจาก ช่องบก และ ร่มเกล้า
แต่สถานการณ์ต่างกันที่ ชนะจะถูกบังคับให้สูญเสียดินแดนโดยกองกำลังของอเมริกา
ในนาม UN เข้ามาควบคุม ถ้าแพ้กองทัพไทยจะสาบสูญไปจากโลกนี้
รวมถึงสถาบันสำคัญ


http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000123162
40 ส.ว.เล็งจัดสัมมนาปราสาทพระวิหาร เผยมีข้อมูลลับทหารขายชาติ
16 ตุลาคม 2552 14:10 น.
ด้าน นายเทพมนตรีกล่าวว่า เราได้พบเอกสารบางอย่างระหว่างที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมจะไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศสเปน
พบว่ามีการส่งมอบรูปภาพและการวางกำลังของกองทัพไทย
โดยมีนายทหารบางคนของไทยที่แอบส่งข้อมูลและภาพถ่ายฝูงบินเอฟ 16
และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทหารไทยจะนำขึ้นไปตรึงกำลังบนเขาพระวิหารไปให้กัมพูชา

ถือว่าประเทศไทยมีไส้ศึกที่เป็นนายทหารของไทยเองและนายทหารคนนี้ยังรับราชการอยู่


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C

การดำรงตำแหน่งที่สำคัญ
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยดำรงตำแหน่งทางทหาร และตำแหน่งพิเศษอื่นดังนี้

ราชการทหาร


  • รับราชการประจำศูนย์การทหารราบ พ.ศ. 2508
  • ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 1 กรมผสมที่ 31 พ.ศ. 2509
  • ผู้บังคับชุดปฏิบัติการ กองร้อยรพิเศษ กองรบพิเศษ (พลร่ม) ที่2 พ.ศ. 2513
  • ครูโรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ พ.ศ. 2515
  • ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมผสมที่ 23 พ.ศ. 2521
  • ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 1 กองพลรบพิเศษที่ 1 พ.ศ. 2526
  • ผู้บัญชาการกองรบพิเศษที่ 1 พ.ศ. 2532
  • ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ พ.ศ. 2535
  • แม่ทัพภาคที่ 2 พ.ศ. 2537
  • ที่ปรึกษาพิเศษ กองทัพบก พ.ศ. 2540
  • ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก พ.ศ. 2540
  • ผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. 2541 - 2545
  • ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พ.ศ. 2545 -2546

ตำแหน่งพิเศษ


  • ราชองค์รักษ์เวร พ.ศ. 2526
  • นายทหารคนสนิท นายกรัฐมนตรี (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) พ.ศ. 2521-2531
  • นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ พ.ศ. 2531
  • สมาชิกวุฒิสภา ครั้งที่ 1 และ 2 พ.ศ. 2535 และ 2539
  • ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2546
[แก้] เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ภายหลังจากที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร
ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีประชาชนรวมตัวกันชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ
เพื่อขับไล่ พล.อ.สุจินดา ให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลของ
พล.อ.สุจินดา ต้องสลายการชุมนุม โดย พล.อ.สุรยุทธ์
ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี ได้เป็นผู้นำกองกำลังทหาร
เข้าสลายการชุมนุมในบริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตมากที่สุด

www.numtan.com/nineboard/view.php%3Fid%3D1851+%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%8A%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99+%28CheMan,+W.K.%29&cd=3&hl=th&ct=clnk&gl=th&client=firefox-a" target="_blank" rel="nofollow">http://74.125.153.132/search?q=cache:Zqms1GJg3PwJ:www.numtan.com/nineboard/view.php%3Fid%3D1851+%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%8A%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99+(CheMan,+W.K.)&cd=3&hl=th&ct=clnk&gl=th&client=firefox-a

ภารกิจลับของสหรัฐอเมริกา ..!! สร้างความปั่นป่วนตามแนวชายแดนไทย


๏ ๏ ๏
ในรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อวันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม 2547 ที่ผ่านมา สนธิ ลิ้มทองกุล
ได้พูดถึงเรื่อง CTIC - Counter Terrorist Intelligence Center ที่เข้ามาตั้งศูนย์ปฏิบัติการลับในบริเวณ
พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเปรียบเทียบว่าน่าจะใกล้เคียงกับ ฉก. 399 ที่ ชายแดนไทย-พม่า
และได้เอ่ยถึงชื่อเสียงเรียงนามของ อเมริกันชน นายหนึ่ง แบร์รี่ ชาปิโร ที่พอภารกิจในประเทศไทยซาลง
ก็ถูกหน่วยเหนือโยกย้ายไปอยู่ที่ อัฟกานิสถาน นั้นวันนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” ขอทำหน้าที่ เก็บตก มาอรรถาธิบาย
ขยายความตามข้อมูลที่พอรู้มาต่อเนื่องอีกสักวันนะ

๏ ๏ ๏ อันว่า แบร์รี่ ชาปิโร (ภาษาอังกฤษเขียนว่า Barry Shapiro) เป็นนายทหารบกแห่งกองทัพสหรัฐอเมริกา
ยศ พันเอก ตำแหน่งในประเทศไทยเมื่อ ปี 2543 – 2545 คือ หัวหน้าหน่วยจัสแมกไทย เคยมาทำงาน
ในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 3 ครั้ง จึงไม่แปลกที่จะ พูดภาษาไทยได้ดี และแต่งงานกับ ผู้หญิงไทย
แถมจบการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก (หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 66)
เมื่อพ้นจากตำแหน่งแห่งที่ในประเทศไทยแล้วก็ไปประจำการต่อในตำแหน่ง นายทหารติดต่อแห่ง
กองกำลังผสม/ร่วมเฉพาะกิจที่ 180 ใน อัฟกานิสถาน ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าหน่วยจัสแมกไทย
แทนคือ พันเอกเควิน คลาร์ก การโยกย้ายครั้งนั้นที่เกิดขึ้นในช่วง กันยายน 2545
แน่นอนว่าในทางเปิดเผยแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นไป ตามปกติ และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ
ความไม่สงบชายแดนไทย-พม่า ที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ ปี 2543, 2544 และเกือบจะ บานปลาย
ในช่วง เมษายน 2545 แต่หากไล่เรียงลำดับวันเวลา จะพบว่าเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจ โยกย้ายก่อนฤดูกาล เลื่อนชั้นให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ลุกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. ไปเป็น ผบ.สูงสุด
และยังเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ อเมริกา คอลิน พาวเวลล์ เดินทางมาพบรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศของไทย สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่ในทางลึกแล้ว แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิด
บอก “เซี่ยงเส้าหลง” ไว้ว่าหนึ่งใน Dialogue ที่ต้อง ขีดเส้นใต้หลายเส้น คือแจ้งอย่างเป็นทางการว่า

สหรัฐอเมริกาขอปฏิเสธการดำรงอยู่อย่างเป็นทางการของนโยบายใด ๆ ที่อาจสร้างเข้าใจผิดให้กับไทยและพม่า
การโยกย้ายที่เกิดขึ้นกับ พันเอกแบร์รี่ ชาปิโร จึงเสมือน การยุติปฏิบัติการบางประการบริเวณชายแดนไทย-พม่า
แต่จะยุติปฏิบัติการพิเศษบางประการในหน่วย CTIC ที่ขณะนั้นต้องยอมรับว่า เข้ากับสถานการณ์
หลังเหตุการณ์ 9/11 มากกว่า หรือไม่ ไม่มีใครรู้ เพราะขณะนั้นไม่มีใครรู้ถึงการคงอยู่ของ CTIC

แต่ที่แน่ ๆ คือเรื่องราวของ CTIC จะต้องผ่านการรับรู้ของ พันเอกแบร์รี่ ชาปิโร และเจ้าหน้าที่
ใน หน่วยงานความมั่นคงของไทย โดยเฉพาะหน่วยที่ ทำงานประสานกับสหรัฐอเมริกา มาจนเรียกได้ว่า
คุ้นเคย-นานวัน จนเห็นว่าเป็น เรื่องปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,
สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
ที่ทำงานประสานด้านการข่าวและรับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา
ในด้าน ข่าวกรอง มาตั้งแต่ยุคที่ยังเป็น กรมตำรวจ, กรมประมวลข่าวกลาง โน่น

๏ ๏ ๏อันที่จริง เครือข่าย ของ อเมริกันชน ที่เข้ามาฝังตัวในบ้านเราและทำงานบริเวณ
ชายแดนไทย-พม่า นั้นมีมานานแสนนานทั้ง เป็นทางการ และ ไม่เป็นทางการ ในประการหลังนี้
ก็โดยผ่าน องค์กรเอกชนที่บำเพ็ญสาธารณประโยชน์, นักสอนศาสนา กรอบอ้างอิง สิทธิมนุษยชน
เข้าไปสัมพันธ์กับ กะเหรียงคริสต์ และ กองพล 93
ภารกิจเปิดเผยก็คือ ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
รวมทั้งมีส่วนเสนอแนะต่อ UNHCR ในงานด้าน บริหารจัดการศูนย์อพยพ และ คัดเลือกผู้ลี้ภัยไปยัง
สหรัฐอเมริกา ส่วนภารกิจไม่เปิดเผยคือ งานข่าวกรอง บริเวณพื้นที่ยุทธศาสตร์ ด้านทิศใต้
ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
เครือข่ายที่ว่านี้ก่อนหน้าการถือกำเนิดของ ฉก. 399 และบทบาทโดดเด่น
ของ แบร์รี ชาปิโร มีคนที่โด่งดังมาก ๆ ในบริเวณนั้นชื่อ เดวิด ยูแบงก์ เป็นอดีตนายทหารอเมริกันยศ
พันตรี เคยประจำการอยู่ใน หน่วยรบพิเศษ ที่ 1 Fort Lewis, Washington State เข้ามาทำงานด้าน สิทธิมนุษยชน
และให้ความช่วยเหลือต่อ บุคคลผลัดถิ่น (Internal Displaced Persons) คน ๆ นี้มีบิดาเป็น นักสอนศาสนา

ความรู้และความผูกพันบริเวณ ชายแดนไทย-พม่า จึงกล่าวได้ว่า สูงมาก ทั้งยังเชื่อว่าน่าจะได้รับการสนับสนุนจาก
คนใหญ่คนโตในแวดวงการเมืองอเมริกัน อย่าง วินสตัน ลอร์ด ผู้ที่ก็มีความผูกพันกับ ชายแดนไทย-พม่า
อีกคนหนึ่งผ่าน สายใยรัก ของ ผู้หญิงจีน ที่รู้จักกันนาม เบ็ตตี้ บาว ผู้ที่มี เตี่ย เป็นพลพรรคระดับนำของ
กองพล 93 เครือข่ายอเมริกันชนกลุ่มนี้ดำเนินนโยบาย ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ใน ทุกรูปแบบ
โดยไม่ยึดถือเคร่งครัดในหลัก สันติภาพ ไม่พยายามป้องกัน สงครามไทย-พม่า แต่กลับ ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
เพราะ สมช. - สภาความมั่นคงแห่งชาติ ยุค พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ คัดค้านขัดขวางและดำเนินนโยบาย สวนทาง
จนเกือบจะบรรลุวัตถุประสงค์ ชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มตกลงกับรัฐบาลทหารพม่าอย่างสันติ มาติดขัดอยู่ก็ที่
ไทยใหญ่ กับ กะเหรี่ยงคริสต์ ที่มีเครือข่ายสายสัมพันธ์กับ อเมริกันชน กลุ่มที่ว่านี้

๏ ๏ ๏ มีข้อน่าสังเกตในยุครัฐบาล ชวน หลีกภัย ภายใต้การกุมบังเหียนนโยบายต่างประเทศของ
สุรินทร์ พิศสุวรรณ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้เกิดปรากฎการณ์ 3 จุด นักศึกษาพม่ายึดสถานทูต,
กะเหรี่ยงยึดโรงพยาบาลราชบุรี และ กำเนิดฉก. 399 ที่มีโอกาส พลิกสถานการณ์ ก่อให้เกิด สงครามไทย-พม่า ได้


๏ ๏ ๏ จะให้ “เซี่ยงเส้าหลง” สืบสาวเรื่องราวโดยไม่ยกแต่ Conspiracy Theory สถานเดียวได้อย่างไรเล่าในเมื่อ 2
เหตุการณ์แรกเสมือนล้อกัน-แก้กัน เพราะตัวการเปิดเผยในเหตุการณ์แรกถูก วิสามัญฆาตกรรมทุกคน
ในเหตุการณ์ที่ 2 ส่วนเหตุการณ์ที่ 3 นั้นเป็นไปตามนโยบายของ กองทัพไทย ยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ
พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์
นึกไม่ออกเหมือนกันว่าหากไม่เกิด เหตุการณ์ 9/11 ขึ้นมาผนวกกับ
ทิศทางนโยบายต่างประเทศไทยไม่แปรเปลี่ยนจากเดิม (หรือพูดง่าย ๆ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยังคง
กุมบังเหียนประเทศ
) สถานการณ์จะพัฒนาไปสู่ระดับใดแล้ว

๏ ๏ ๏ ก่อนหน้า เหตุการณ์ 9/11 หนึ่งในจุดล่อแหลมที่สหรัฐอเมริกายุคใหม่ The Military Complex ของ
จอร์
จ ดับเบิ้ลยู บุช พุ่งเป้ามา กดดัน ก็คือ ชายแดนไทย-พม่า ภายใต้เหตุผลฟังดูดี ทำสงครามกับยาเสพติด
แต่หลังจากนั้นเป้าหมายหลักเคลื่อนมาที่ อัฟกานิสถาน และตามมาด้วย อิรัก เพราะเหตุผล ทำสงคราม
กับขบวนก่อการร้ายสากล นั้น ขายได้, โดน มากกว่า

๏ ๏ ๏ ในมุมมองนี้ประเทศไทยก็เลยออกจะ โชคดี ที่ในช่วง ต้นปี 2544 ระหว่างรอยต่อ 2 รัฐบาล
สามารถ ยับยั้งพัฒนาการของสถานการณ์ไว้ได้ ด้วยการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จั่ว ไพ่จีน แต่ขณะที่
สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัยโดยพื้นฐานอีกไม่กี่เดือนถัดมาก็เกิด เหตุการณ์ 9/11
ส่งผลดีต่อปฏิบัติการ
ถอนชนวน ในระยะเวลาสั้นคงไม่มีใคร สร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่ สงครามไทย-พม่า ได้ง่าย ๆ อีกต่อไป

๏ ๏ ๏ เกมการเมืองระหว่างประเทศเมื่อ ต้นปี 2544 ที่เรียกว่า จั่วไพ่จีน ครั้งนั้นคงจะจำกันได้ว่า
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เชิญแขกอาวุโสคนสำคัญจากเมืองจีน พลเอกสือโห้วเถียน ผู้ที่ในขณะนั้นนอกจาก
จะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แล้วยังมีตำแหน่งใน พรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นถึง
คณะกรรมการกลาง – รับผิดชอบกิจการด้านพม่า มา เยือนไทย หลังจากนั้น ไม่ถึง 10 วัน เหตุความไม่เข้าใจ
จากฝั่ง พม่า ก็เริ่ม สงบ
และแม้จะเกิดเหตุรุนแรงช่วง ปลายเดือนเมษายน 2545 สถานการณ์โดยรวม
ก็ยังคง สงบ รายละเอียดในเรื่องนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” เขียนไว้เมื่อ วันที่ 18 พฤษภาคม 2547 แล้ว

๏ ๏ ๏ จริง ๆ แล้วในทาง กฎหมาย ไม่มีทางจะโยง พันเอกแบร์รี่ ชาปิโร ให้เข้ากับ ชายแดนไทย-พม่า,
ฉก. 399 รวมทั้ง CTIC ได้เลยแม้แต่น้อย

๏ ๏ ๏ เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบใน การบริหารจัดการศูนย์อพยพ รวมทั้ง การ คัดเลือกผู้ลี้ภัยไปยังสหรัฐอเมริกา
ในทาง กฎหมาย คือ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR – United Nations
High Commissioner for Refugees ซึ่งในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-พม่านั้นมี Field Offices ตั้งอยู่ที่ แม่ฮ่องสอน,
แม่สอด และ สังขละบุรี
และก็ไม่ได้คัดไปเฉพาะ สหรัฐอเมริกา แต่ใช้คำรวม ๆ ว่า ประเทศที่ 3 ต่างหาก

๏ ๏ ๏ แต่ใน ทางปฏิบัติ แล้วยากจะแยกออกจาก บทบาท ของ สหรัฐอเมริกา ในการเฝ้าระวังพื้นที่
แถวนั้นมานานวันในฐานะ ปากประตูด้านใต้ของจีน มีเรื่องราวเล่าขานกันมาจนเป็น ประวัติศาสตร์ และ ตำนาน
มากหลาย


๏ ๏ ๏ ใน เอเชีย-แปซิฟิค ยุทธศาสตร์โลกของ สหรัฐอเมริกา กำหนด หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ไว้ที่ ญี่ปุ่น,
เกาหลีใต้ และ ออสเตรเลีย ประเทศใน อาเซียน อย่างมากก็มีค่าแค่ พันธมิตร แน่นอนว่าประเทศที่จะ
ถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ ในอาเซียนก็คือ มาเลเซีย และ พม่า โปรดสังเกตว่า ประเทศไทย
นอกจากจะ อยู่ตรงกลางระหว่างพม่ากับมาเลเซีย แล้วยังมี ความสลับซับซ้อนของปัญหา
ในบริเวณพื้นที่ ชายแดนไทย-มาเลเซีย และ ชายแดนไทย-พม่า ด้วย

๏ ๏ ๏ในส่วน ชายแดนไทย-พม่า เราต้อง รับผลกระทบจากความไม่สงบภายในพม่า และในส่วน ดินแดน
3 จังหวัดภาคใต้ เรามีพื้นฐานของ ปัญหาชนกลุ่มน้อย แม้ว่า ก่อนปี 2547 จะถือได้ ไม่รุนแรง แต่ก็เป็น ตัวแปร
ที่พัฒนาได้เร็ว อย่างยิ่ง

๏ ๏ ๏ ปัญหาที่ ละเอียดอ่อนมากที่สุด คือระบบการเมืองของประเทศวันนี้ ถึงอย่างไรก็ยังขึ้นอยู่กับ
กระแสความนิยม จริงอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความชำนาญสุดยอดใน การบริหารกระแส
แต่ก็จริงอยู่เช่นกันว่า แนวทางที่ถูกต้อง ในการบริหาร ปัญหาชายแดน, ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยทั่วไปแล้วไม่เป็นที่ ถูกใจ ของ แนวคิดชาตินิยม ที่แม้จะ ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ที่แท้จริง
แต่ก็ถูกฝังรากลึกมาจาก ยุคสร้างชาติ-ยุครัฐนิยม โดยเฉพาะในสมัย จอมพลป. พิบูลสงคราม,
พล.ต.หลวงวิจิตรวาทการ และ ฯลฯ ที่มักจะเป็น กระแสหลัก ในยามเกิดปัญหา

๏ ๏ ๏ จะเพราะการเกิดขึ้นของ CTIC หรือเหตุผลใดอื่นก็ตาม หน่วยสืบราชการลับ ของทั้ง
สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย เข้ามาอยู่ใน ประเทศไทย และ อาเซียน ทั้ง เป็นทางการ, ไม่เป็นทางการ
เต็มไปหมดในนามของ การต่อต้านการก่อการร้าย ตั้งแต่ ภาคใต้ ยัน กัมพูชา
มาแล้วตั้งแต่ช่วงหลัง
เหตุการณ์ 9/11 ไม่ต้องพูดถึง เชื้อความคิด ที่ฝังรากลึกอยู่ในหมู่ ข้าราชการประจำ ที่ถึงอย่างไร
ก็มองอเมริกา, ตะวันตก เป็น มิตร โดยพื้นฐาน


๏ ๏ ๏ ปัญหาหลักของ ข่าวกรองด้านความมั่นคง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ มุสลิม นั้นคือ
ขาดความรู้ความเข้าใจพื้นฐานต่อโลกอิสลาม ยิ่งอาศัย เครือข่ายข่าวกรอง จาก สหรัฐอเมริกา + พันธมิตร
เป็น หลัก ยิ่งเสมือนซ้ำเติมสถานการณ์เลวร้าย


๏ ๏ ๏เป็นต้นว่า....ย่อมเป็นปกติของ โลกอิสลาม ไม่ต่างจาก โลกคริสต์, โลกพุทธ ที่มี การสนับสนุนและช่วยเหลือ
ทางการเงิน จาก ประเทศร่ำรวย ทั้งในฐานภาพ รัฐ, เอกชน ไปยัง ประเทศยากจน และก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน
ที่มีกิจกรรม เผยแพร่ศาสนา, สอนศาสนา กระจายไป ทั่วโลก โดยเฉพาะ ประเทศกำลังพัฒนา, ประเทศยากจน
ทำให้ต้องมี ครูสอนศาสนา, อาสาสมัครสอนศาสนา หากไม่จำแนกระหว่าง องค์กรศาสนาอิสลาม กับ ขบวนก่อการร้าย
ก็จะเกิดลักษณะ เหมารวม, เลือกปฏิบัติ และนำไปสู่ปฏิบัติการ ปิดกั้นกิจกรรมขององค์กรศาสนาอิสลามทั้งหมด

ที่สุดโลกก็จะกลายเป็น สงครามอารยธรรม สมดังสมมติฐานที่ แซมมวล ฮันติงตัน วาดไว้ในงานเรื่อง
The Clash of Civilization (and the Remaking of World Order) ดู กัมพูชา ก็ได้ที่มี องค์กรภาคเอกชน,
องค์กรศาสนา เข้าไปเคลื่อนไหว มากกว่า 100 องค์กร ส่วนใหญ่เป็น คริสต์ศาสนา ทั้งจาก สหรัฐอเมริกา
และโดยเฉพาะ ออสเตรเลียเสีย มากกว่า 80 องค์กร กลับถือเป็น ปกติ, ไม่เป็นข่าว

แต่พอมีการเคลื่อนไหวจาก โลกมุสลิม เข้าไป ไม่กี่องค์กร กลับ เป็นเรื่อง, ถูกจับกุม และกำลังนำไปสู่วิธีการ สุดขั้ว
คือ กีดกันกิจกรรมของศาสนาอิสลามโดยไม่มีการจำแนก ทั้ง ๆ ที่โดยพื้นฐาน หลักธรรมอิสลาม นั้นสอนให้
ประชาชนมุ่งหวัง สันติ, สงบ และ สมถะ และแม้แต่จะพยายาม จำแนก แต่ถ้ารายชื่อ บัญชีดำขบวนก่อการร้าย
ของสหรัฐอเมริกา ขยาย กว้าง กิจกรรมปกติของ องค์กรศาสนา ก็มีโอกาสถูกกวาดเข้าไปอยู่ใน ขบวนก่อการร้าย
มิพักต้องพูดถึง มาตรฐาน, ความถูกต้อง ในการพิพากษาให้องค์กรใดขบวนใดเข้าไปอยู่ใน บัญชีดำ ล้วนเป็นเรื่อง
ของ สหรัฐอเมริกา โดย เอกเทศ อย่างแท้จริง

๏ ๏ ๏ ใน ขอบเขตทั่วโลก สหรัฐอเมริกาให้ข่าวประณาม อัลกออิดะห์ พอมาใน ขอบเขตเอเชียอาคเณย์
พวกเขาให้ข่าวเสริมสร้าง ความไม่ดีไม่งาม ให้กับ เจไอ ที่ก็พอดีสอดคล้องกับ ปัญหาภายใน ของ สิงคโปร์,
อินโดนีเซีย กลายเป็น ขนม(จีน)ผสมน้ำยา พอดี

๏ ๏ ๏ ทางด้าน สิงคโปร์ ความเป็นฐานที่มั่นของ ทุน รวมทั้ง เชื้อชาติของชนชั้นปกครอง ย่อมไม่สบายใจอย่างยิ่ง
ต่อ กระแสสถาปนารัฐอิสลาม ที่เกิดขึ้น ทั่วโลก และประเทศเพื่อนบ้านก็มี มาเลเซีย, อินโดนีเซีย ประชิดติดอยู่
ชนชั้นปกครองอินโดนีเซีย เองนั้นกล่าวได้ว่าเป็น “...อิสลามที่ลอยลงมาจากฟากฟ้า.”, “...โมเดิร์นอิส ลาม.”
มีวัตรปฏิบัติที่ แตกต่างออกไป และคบหาสมาคมใกล้ชิดกับ สหรัฐอเมริกา ย่อมเป็น เป้าหมายแห่งการโค่นล้ม
ของ กระแสสถาปนารัฐอิสลาม สถานการณ์ วิกฤตเศรษฐกิจ, วิกฤตชนกลุ่มน้อย ก็ทำให้ เสถียรภาพสั่นคลอน
ประเทศทั้งสองจึงมี ความจำเป็นทางการเมือง ใน การเดินร่วมทิศทางเข็มมุ่งของสหรัฐอเมริกา ในที่สุด

๏ ๏ ๏ แต่ ประเทศไทย มีสถานการณ์เฉพาะที่ แตกต่าง จาก อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ ถ้าเรา ก้าวผิด เข้าไป
เดินร่วมทางกับสหรัฐอเมริกา เราก็เหมือน ชักศึกเข้าบ้าน โดยแท้


..............................................

โดย เซี่ยงเส้าหลง ....
http://www.manager.co.th/Politics/PoliticsView.asp?NewsID=4779554116129

โดย : น้ำตาล เมื่อ : 26/05/2004 10:46 AM
http://friskodude.blogspot.com/2008/10/king-of-thailand-wikipedia-page-banned.html

จะว่าไป อย่างน้อย เซี่ยงเส้าหลง ก็ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินมากพอควรล่ะนะ

ฮุนเซนสั่งทหารยิงผู้บุกรุกดินแดนพิพาทไทย-เขมร

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2552
คมชัดลึก :
"ฮุน เซน"

ห้าวสั่งทหาร-ตำรวจชายแดนยิงได้ทันทีหากมีใครบุกรุก โต้ไทยอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่
4.6 ตารางกิโลเมตร ขู่จะฟ้องยูเอ็น หากไทยมีพฤติกรรมก้าวร้าว
เมื่อวันที่ 28 กันยายน สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชามีคำสั่งให้ทหารและตำรวจ
หรือกองกำลังติดอาวุธทุกหน่วยที่ประจำการอยู่บริเวณพรมแดนเขาพระวิหาร
ยิงผู้บุกรุกคนใดก็ตามที่รุกล้ำเข้าไปในเขตแดนที่เป็นกรณีพิพาทระหว่างไทย
กับกัมพูชา"หากมีใครรุกล้ำเข้าไปอีก จะต้องถูกยิง

...

"นี่เป็นการอ้างสิทธิแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยมีเป้าหมายเพื่อครอบครองดิน
แดนกัมพูชาหากนายกรัฐมนตรีไทยนำแผนที่ที่เขียนขึ้นแต่เพียงฝ่ายเดียว
ขึ้นมาวางต่อหน้าจะฉีกทิ้งทันที กัมพูชาไม่ต้องการสงคราม
แต่กัมพูชามีสิทธิที่จะทำลายศัตรูบนดินแดนตัวเอง"
นายฮุน เซน
กล่าวก่อนจะขู่ว่าจะรายงานต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
(ยูเอ็น) ทันทีหากไทยมีท่าทีก้าวร้าว



ยูเอ็นเป็นพ่อมันมั๊ง องค์โลกบาลสร้างเงื่อนไขให้ทำสงครามกันเอง
อดีต ฮุนเซน คือส่วนหนึ่งของเขมรแดงซึ่ง อเมริกาเป็นผู้ที่ก่อตั้งและสนับสนุนอาวุธ
ผ่านพ่อค้าอาวุธชาวอิสราเอล แค่ใช้อาวุธที่ผลิตในจีนเท่านั้น
ไม่ใช่จีนก่อตั้งและสนับสนุน


http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7597&user=pracha
วันที่ 23
ตุลาคม
พ.ศ. 2552
เวลา 07:45:12 น.
"จิ้งจอกฮุนเซน"
By pracha

กลางปี 2517 พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (เขมรแดง) ยึดกรุงพนมเปญ ชักธงแดงเหมาอิสต์ขึ้นสู่ยอดเสา
ต่อมา "ไทยเกาะกง" (คนเขมรเชื้อสายไทย) ถูกเขมรแดงไล่ล่าล้างเผ่าพันธุ์

แล้วอัศวินม้าขาวก็มาถึงเกาะกง นั่นคือ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ซึ่งในเวลานั้น เป็นนายทหารปฏิบัติการลับ
"ส่วนโครงการ 315" ขึ้นตรงต่อศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) โดยอยู่ในความรับผิดชอบของ
พล.อ.ชวลิต

นี่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง เตีย บันห์ นักรบไทยเกาะกง กับ "วิชิต 315" !

หากในวันนั้น ทหารไทยหน่วย 315 เข้าไปช่วยเหลือไม่ทัน "ไทยเกาะกง"
คงสูญพันธุ์ด้วยน้ำมือเขมรแดง แต่อีก 3 ปีถัดมาประวัติศาสตร์ดันเล่นตลก

เมื่อพรรคประชาชนกัมพูชา (เขมรเฮงสัมริน) พร้อมด้วยกองทัพเวียดนามยึดพนมเปญ
ขับไล่เขมรแดงออกมาอยู่ตามป่าเขาชายแดนไทย-กัมพูชา

ด้วยความกลัวเวียดนามขึ้นสมอง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกฯ สมัยนั้น จึงส่ง "ทูตลับ" ไปเมืองจีน
และมอบภารกิจดังกล่าวให้ พล.อ.ชวลิต หัวหน้า ศปก.ทบ.ที่รับผิดชอบด้านกัมพูชา
นำคณะไปเจรจากับตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน

เพื่อหาทางช่วยเหลือ "เขมรแดง" พร้อมกับจัดตั้งกองกำลังแนวร่วมเขมร 3 ฝ่าย
(เขมรสีหนุ-เขมรซอนซาน-เขมรแดง) ทำการสู้รบกับเขมรเฮงสัมริน
ซึ่งนักรบเขมรเกาะกงก็เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพรัฐบาลใหม่ใต้ร่มธงเวียดนาม

BUSH AND CHENEY, WHO AVOIDED THE VIETNAM WAR,
ARE PREPARING FOR A NEW U.S. MILITARY PRESENCE IN SOUTHEAST ASIA:
AFTER THE MIDDLE EAST DISASTER, GET READY FOR INDOCHINA WAR II.


Fri, 02 Mar 2007 11:39:00
Wayne Madsen Report

With the U.S. support for the September 19, 2006 military coup
in Thailand that overthrew that nation's democratically-elected government
becoming clear (U.S. ambassador to Thailand Ralph Boyce now sports a yellow tie,
a show of support for the royalist-backed coup -- yellow being the color of the monarchy),

...

The Thais continue to be wary of U.S. intentions in Cambodia.
The Thai-Cambodian border is in dispute and some Khmers make no secret of their
desire to take back historically Khmer territory in eastern Thailand.


Israel double game in Southeast Asia:
Arming terrorists with Khmer Rouge weapons


Sat, 03 Mar 2007 08:07:00
Wayne Madsen Report

As the United States faced imminent defeat in the Indochina War
at the hands of the Vietnamese, Laotian, and Cambodian communist-nationalist forces,
Eisenberg wasted no time in cashing in on America's defeat and the new power alignments
in Southeast Asia. He began selling weapons from his new business partner - China -
to the Cambodian forces of Khmer Rouge leader Pol Pot.
After the defeat of the U.S.
-backed military government of General Lon Nol, installed after
Richard Nixon's
National Security Adviser Henry Kissinger
, a close friend of Eisenberg
,
ordered the CIA to overthrow Cambodian head of state Prince Norodom Sihanouk,
Cambodia fell victim to a bloody civil war between Vietnamese troops backing
Pol Pot's one-time ally Hun Sen
and
the Chinese-backed "Democratic Kampuchea"
government of Khmer Rouge leader Pol Pot.


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=31&PHPSESSID=3630d6be6a5c898ffc4a66f0d062fb12

https://khunnamob.globat.com/backup/thaimisc/www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php-user=mscc2&topic=1116&page=4.htm

http://www.surfbypass.info/

http://nonlaw.com/powdo2.html

http://nonlaw.com/powdo3.html

โรงแรมดุสิตธานีก่อตั้งและเปิดบริการเมื่อปี ๒๕๑๓ ได้ชื่อว่าเป็นโรมแรมสุดหรูและโด่งดังที่สุดแห่งยุคในเวลานั้น
จนกระทั่งหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อันเป็นช่วงที่ประชาธิปไตยเบ่งบานสุดขีด ก็ปรากฎมีชื่อ
นายเทอดภูมิ ใจดี หัวหน้าแผนกทำความสะอาดเครื่องใช้ในการทำอาหารและเครื่องดื่ม (
Steward)

ซึ่งเป็นหัวหน้าสหภาพแรงงานโรงแรมและเป็นนักเคลื่อนไหวชนิดแส่ไปสิบทิศ ที่ไหนมีการประท้วงคุณแส่คนนี้
จะต้องไปร่วมกับเขาทุกงาน


ผมไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุแห่งความวุ่นวายอันเกิดจากพนักงานของโรงแรมที่ชื่อนายเทอดภูมิ ใจดี
คนนี้หรือเปล่าที่ทำให้นายสมพจน์ ปิยะอุย น้องชายท่านผู้หญิงชนัตถ์
ต้องตกกระไดพลอยโจน เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง และนายสมพจน์ก็เลือกที่จะเล่นการเมือง
ด้วยวิธีโตทางลัด โดยเป็นนายทุนสนับสนุนด้านการเงินตลอดจนอาหารเครื่องดื่ม (เรียกว่าเต็มที่เลยทีเดียว)
ในการปฎิวัติเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๒๐
แต่ไม่สำเร็จจึงได้ชื่อว่าเป็นกบฎ นายสมพจน์
ก็เลยต้องดำดินหายหน้าหายตาไปจากวงการ

CIA กับ 14 ตุลาและพฤษภา 35 ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=37&PHPSESSID=7a33771f5a19c1b46e488b16c9986482


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=7a33771f5a19c1b46e488b16c9986482
หลังปฏิวัติ พ.ศ.2475 กลุ่มปฏิวัติมีแนวคิดขัดแย้งกัน จอมพล ป. นิยมเผด็จการทหาร
ปรีดีย์ พนมยงค์ นิยมคอมมิวนิสต์ เกิดขัดแย้งกันเองมีการออกกฏหมายการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ขึ้น

และในที่สุดในยุคจอมพลสฤษดิ์ อเมริกาก็สามารถควบคุมการบริหารประเทศไทยได้มากขึ้นจนสามารถ
ผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ ได้สำเร็จ ผู้นำทางทหารที่เกี่ยวข้องกับ CIA
และขึ้นมามีอำนาจบริหารประเทศก็หลายท่าน
ซึ่งถ้าเพื่อนๆ ท่านใดสนใจก็หาอ่านได้ครับ
จะทำให้รู้ว่าที่คนไทยทะเลาะกันเพราะ CIA สนับสนุนทั้งสองฝ่ายขวา ซ้ายให้ทะลาะกันเอง

https://www.youtube.com/watch?v=tKDyyceOf3Q


ฉบับไหนเบื้องหลังก็กลุ่มเดียวกัน


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Oct 23, 2009 10:57 am, ทั้งหมด 23 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Sep 25, 2009 11:23 pm


Thaksin Bush DC 20030610


http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Thaksin_Bush_DC_20030610.jpg
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000093560

คุกนรกของ CIA ในไทย : เรื่องจริงหรืออิงนิยาย?

โดย สุรพงษ์ ชัยนาม

17 สิงหาคม 2552 18:07 น.

การเสนอข่าวเกี่ยวกับคุกนรกของสหรัฐฯ ที่มีในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก (รวมไทยด้วย)
ถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรกโดยนักข่าวอาวุโสชื่อดังตั้งแต่ พ.ศ. 2512 ด้วยเขาเป็นบุคคลแรกที่เปิดโปง
การสังหารหมู่ชาวบ้านที่หมู่บ้าน My Lai โดยทหารอเมริกันช่วงสงครามเวียดนาม และมีความเชี่ยวชาญสูง
ด้านการสืบสวน (investigative journalism) หาความจริงและข้อเท็จจริง บุคคลดังกล่าวคือ นาย Seymour M. Hersh
ในหนังสือชื่อ “Chain of Command” ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2547 ซึ่ง Hersh ได้ยกตัวอย่างโดยระบุชื่อประเทศไทย สิงคโปร์
และปากีสถานว่าเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งที่ตั้งของคุกนรกของสหรัฐฯ ที่มีอยู่ทั่วโลก เพื่อใช้เป็นสถานที่
ทำการสอบสวนบุคคลที่ฝ่ายสหรัฐฯ สงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย โดยสหรัฐฯ หวังจะได้ข่าวกรองที่มีคุณค่าสูง
ที่จะเป็นประโยชน์ ต่อการป้องกันได้ทันท่วงทีก่อนหน้าที่ฝ่ายก่อการร้ายจะสามารถปฏิบัติการก่อการร้ายได้
และเป็นข่าวกรองที่จะช่วยชี้นำไปสู่การจับกุมผู้ก่อการร้ายระดับแกนนำคนอื่นๆ

ตลอดจนการทำลายเครือข่ายการก่อการร้ายทั่วโลก (ไม่ว่าจะเป็น Al Qaeda หรือ Jemah Islamiyah)
ซึ่งโครงการจัดตั้งคุกนรกเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน พ.ศ. 2544
โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ภายใต้การกำกับดูแลของนาย Donald Rumsfeld รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ในยุคของรัฐบาลประธานาธิบดี George W. Bush ได้จัดตั้งโครงการลับที่สุดภายใต้ชื่อ
special-access program หรือ SAP มีบทบาทโดยตรงปฏิบัติการทางลับเพื่อตามล่า ลักพาตัว
จับกุมและสังหาร (หากจำเป็น)


ผู้ที่ฝ่ายสหรัฐฯ สงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายระดับแกนนำหรือหัวโจก (high-value detainees) โดยนำผู้ต้องสงสัยเหล่านี้
ไปกักขังและทำการสอบสวนด้วยเทคนิคและวิธีการทรมาน (torture) ในรูปแบบต่างๆ (ที่ฝากรอยแผล
ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) เพื่อหวังผลให้ผู้ถูกทรมานสารภาพออกมาตามที่ผู้ทำการทรมาน (หรือผู้ทำการสอบสวน)
ประสงค์ (Chain of Command หน้า 16–20) โดยในระยะแรกเริ่มของการประกาศสงคราม ต่อต้านการก่อการร้าย
(สงครามในอัฟกานิสถาน และต่อมาในอิรัก)

คุกนรกสำคัญ ได้แก่ ฐานทัพอากาศเมืองบากรัมในอัฟกานิสถาน คุกอาบูเกร็บในอิรักและคุกกวันตานาโม
(พื้นที่ส่วนหนึ่งบริเวณอ่าวกวันตานาโมใกล้ประเทศคิวบาที่สหรัฐฯ ถือสิทธิใช้ตลอดกาล อันเป็นผลมาจาก
ชัยชนะของสหรัฐฯ ในสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับสเปนเมื่อ พ.ศ. 2441)

เป็นที่น่าสังเกตได้ว่า หลังจากที่นาย Hersh เปิดโปงเรื่องคุกนรกของสหรัฐฯ ภายใต้การดำเนินการของ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า special-access program (SAP) ซึ่งต่อมาได้ขยายเครือข่ายออกไปทั่วโลก
(รวมทั้งในประเทศไทยสมัยยุคพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล พ.ศ. 2544-2549) ทางหน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ
(ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม หรือองค์การข่าวกรอง ซีไอเอ) แม้จะไม่ยอมรับหรือยืนยันว่าคุกนรกของสหรัฐฯ
ทั่วโลกมีจริง แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง (Jane Mayer “The Dark Side” หน้า 370-371)

หลังจากที่หนังสือของ Seymour Hersh ออกมาแล้ว ได้มีนักข่าวและนักวิชาการอีกหลายคน ที่ได้ทำการค้นคว้า
เพื่อหาความจริงและรายละเอียดเพิ่มเติมล่าสุดที่สำคัญ ได้แก่ หนังสือชื่อ
“A Question of Torture: CIA Interrogation, from the Cold War to the War on Terror”
พิมพ์ พ.ศ. 2506 เขียนโดย Alfred McCoy นักวิชาการชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัย Wisconsin และเป็นที่ยอมรับนับถือ
อย่างกว้างขวางทั่วไป และหนังสือของ Jane Mayer นักข่าวและนักเขียนของนิตยสาร The New Yorker และ
หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal และเป็นนักข่าวหญิงคนแรก ประจำทำเนียบขาวของหนังสือพิมพ์
The Wall Street Journal หนังสือของ Jane Mayer “The Dark Side” พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2551

ทั้ง Alfred McCoy และ Jane Mayer ตอกย้ำให้ผู้อ่านได้เห็นว่า การเค้นให้ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสารภาพ
หรือให้ข้อมูลด้วยวิธีการ ทรมานหลายรูปแบบไม่ใช่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ หรือเป็นเรื่องโดยบังเอิญ
หากแต่เป็นเรื่องที่ทางการสหรัฐฯ ได้ให้ความใส่ใจและสนใจศึกษา เป็นพิเศษมาโดยตลอด

40 กว่าปีของยุคสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน (สหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาเป็นพิเศษด้านเทคนิคการทรมาน
ของระบอบคอมมิวนิสต์โซเวียตยุคของ สตาลินและของเกาหลีเหนือในเรื่องของกระบวนการล้างสมอง
และการควบคุมเปลี่ยน ความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์)
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ Alfred McCoy และ
Jane Mayer ต่างมีความเห็นตรงกันว่าข้อมูลที่สหรัฐฯ ได้จากการทรมานผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเกือบ 100%
หาได้มีคุณค่าสำคัญอะไรมากต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำสงครามกับการก่อการร้ายหรือ
มีคุณค่าเชิงข่าวกรองแต่อย่างใด (เพราะผู้ถูกทรมานส่วนใหญ่มักรีบสารภาพทุกอย่างตามที่
ผู้ทำการสอบสวนประสงค์ เพื่อไม่ต้องถูกทรมานเจ็บปวดถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการ) ตรงกันข้ามที่ผ่านมาสหรัฐฯ
มักจะได้ข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นประโยชน์แท้จริงจากผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายจากวิธีการสอบสวนแบบปกติ
และเป็นวิธีการที่พึ่งการสร้างความรู้สึก ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างผู้สอบสวนกับผู้ถูกสอบสวนมากกว่าการพึ่งวิธีการทรมาน

...

ทั้งหนังสือของ Seymour Hersh และของ Jane Mayer ล้วนมีเนื้อหายืนยันอย่างชัดแจ้งว่า
หากในยุคสงครามเย็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ คือ ลัทธิคอมมิวนิสต์
ในยุคหลังสงครามเย็น (หรือยุคโลกาภิวัตน์) สหรัฐฯ ถือว่าศัตรูหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ
คือ ขบวนการก่อการร้ายทั้งภายในและนอกประเทศ และว่าในยุคสงครามเย็นสหรัฐฯ
จะให้การสนับสนุนรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ (ไม่ว่าเผด็จการทหารหรือพลเรือน) ของประเทศต่างๆ
ตราบใดที่รัฐบาลเผด็จการของประเทศเหล่านี้ร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อต้านประเทศคอมมิวนิสต์

ฉันใดก็ฉันนั้น หากรัฐบาลของประเทศต่างๆ ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับการก่อการร้าย
อย่างปราศจากเงื่อนไขใดๆ สหรัฐฯ ก็จะยกย่องและให้การสนับสนุนโดยไม่สนใจว่ารัฐบาลของประเทศ
ที่ให้ความร่วมมือ กับสหรัฐฯ จะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ (Seymour Hersh, Chain of Command หน้า 287-291
และ Jane Mayer, The Dark Side หน้า 112-118 และหน้า 132)

นอกจากนั้นสำหรับสหรัฐฯ รัฐบาลของประเทศยากจนและกำลังพัฒนาทั้งหลาย หากเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
และสนับสนุนสหรัฐฯ ทำสงครามกับกลุ่มที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นฝ่ายก่อการร้าย สหรัฐฯ ก็ถือว่ารัฐบาลของประเทศ
ที่สนับสนุนสหรัฐฯ เป็นประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่รัฐบาลนั้นโกงการเลือกตั้ง ทำลายระบบการตรวจสอบถ่วงดุล
แทรกแซงองค์กรอิสระ ผูกขาดอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ ขาดธรรมาภิบาล ละเมิดสิทธิมนุษยชน
ทำลายหลักนิติรัฐ/นิติธรรม ลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปัจเจกชน แทรกแซงอำนาจตุลาการ
จำกัดและทำลายเสรีภาพของสื่อมวลชน ตลอดจนลุแก่อำนาจ และผูกขาดอำนาจทุกด้าน

ทั้งนี้ด้วยเหตุผลสำคัญเป็นเพราะสำหรับสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกทั่วไป คำนิยามของคำว่าประชาธิปไตย
ที่ใช้กับประเทศยากจนและกำลังพัฒนาทั้งหลายถูกจำกัดความหมายไว้เพียงแค่ประชาธิปไตยคือ
การมีการเลือกตั้งและการไปใช้สิทธิ หย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจอะไร
ทำไมคุกนรกของสหรัฐฯ จึงมีในประเทศยากจนและกำลังพัฒนาทั้งหลายของทวีปเอเชีย แอฟริกา
ภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง เพราะประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียและแอฟริกาส่วนใหญ่ ประกอบด้วย
รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยแต่ในรูป แบบเท่านั้น (เพราะมาจากการเลือกตั้ง) อีกทั้งยินดีให้สหรัฐฯ มีฐานทัพ
ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 900 แห่ง (โปรดดู Chahmers Johnson “The Sorrow of Empire” และ “Blow Back” ซึ่ง
หนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าวอธิบายให้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับความเป็นมา ของบรรดาฐานทัพของสหรัฐฯ
ในทวีปต่าง ๆ ของโลก) โดยในยุคของรัฐบาลประธานาธิบดี George W. Bush ฐานทัพเหล่านี้ส่วนใหญ่
ถูกใช้เป็นคุกนรกของสหรัฐฯ แต่ปัจจุบัน ประธานาธิบดี Barack Obama ได้ประกาศ ให้มีการปิดคุกนรกของสหรัฐฯ
ที่มีอยู่ทั่วโลกไปแล้ว

ในขณะที่ฝ่ายกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีโครงการที่เรียกว่า special-access program (SAP) เป็นกลไกสำหรับใช้
ดำเนินการสอบสวนผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ฝ่ายพลเรือนคือ องค์การข่าวกรอง CIA ก็มีโครงการพิเศษ
เพื่อการส่งมอบตัว (extraordinary rendition program) เพื่อทำหน้าที่อย่างเดียวกับโครงการ SAP ของฝ่ายทหารสหรัฐฯ
โดยโครงการพิเศษเพื่อการส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายของ องค์การ CIA จะอยู่ภายใต้การควบคุม
ดูแลของศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายขององค์การ CIA (Counterterrist Center) การดำเนินตามโครงการพิเศษ
เพื่อการส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการ ร้าย (extraordinary rendition program) ภายใต้การกำกับดูแลของ
องค์การ CIA นั้น จะเกี่ยวข้องกับการลักพาตัว (ทางลับ) ผู้ต้องสงสัยแล้วนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ของประเทศต่างๆ
ที่ยินดีให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อกักขังและทำการสอบสวนด้วยวิธีการปกติและไม่ปกติ (ทรมานในรูปแบบต่างๆ)
เป็นการดำเนินในทางลับที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นที่รับรู้ของประชาชนของประเทศ ที่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ
ในเรื่องนี้ (outsourcing torture) และในเรื่องของการดำเนินการสอบสวนผู้ต้องสงสัยนั้น

บางกรณีฝ่ายสหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายดำเนินการเอง บางกรณีสหรัฐฯ จะฝากคำถามให้กับเจ้าหน้าที่ (ผู้ชำนาญการ
ด้านการทรมานผู้ต้องสงสัย) ของรัฐบาลประเทศเจ้าภาพที่ตั้งของคุกนรกเพื่อทำการสอบสวนแทนฝ่ายสหรัฐฯ
บางกรณีก็อาจมีการดำเนินการร่วมกัน นอกจากนั้น ในกรณีที่การสอบสวนยังไม่ได้ผลตามที่คาดหวังไว้
ก็จะมีการเคลื่อนย้ายผู้ต้องสงสัยไปส่งมอบตัวให้กับรัฐบาลของประเทศอื่นๆ ที่ยินดีร่วมมือกับสหรัฐฯ
ในเรื่องนี้ ผู้ต้องสงสัยบางรายถูกโยกย้ายไปอยู่ ในคุกนรกของหลายประเทศ ผ่านการทรมานในหลายรูปแบบ
จนเจ้าตัวกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ วิธีการและ เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการทรมาน
(Jane Mayer “The Dark Side” หน้า 102-119)

ในประเด็นเกี่ยวกับเหตุผลทำไมสหรัฐฯ จึงคิดค้นโครงการ special-access program (ของฝ่ายกระทรวงกลาโหม)
และ rendition program (ขององค์การข่าวกรอง CIA) ขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกดำเนินการด้านสอบสวน (ทางลับ)
ด้วยวิธีการทรมานผู้ต้องสงสัยนั้น กล่าวได้ว่ามีเหตุผลสำคัญมาจากข้อจำกัดที่มีในกฎหมายระหว่างประเทศ
เป็นสำคัญ กล่าวคือ ในเมื่อการประกาศทำสงครามกับกลุ่มก่อการร้ายถือได้ว่าเป็นลักษณะของการขัดกันทางอาวุธ
(armed conflict) อย่างหนึ่ง ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกฎหมายมนุษยธรรม
ระหว่างประเทศ ดังปรากฏในอนุสัญญากรุงเจนีวา พ.ศ. 2492 ซึ่งกำหนดห้ามกระทำความรุนแรงต่อชีวิตและ
ร่างกายบุคคล การทรมาน การลักพาตัว การจับตัวประกัน และอื่นๆ สหรัฐฯ เองก็ได้ให้สัตยาบันแก่อนุสัญญา
กรุงเจนีวา พ.ศ. 2492 จึงมีพันธกรณีที่จำต้องปฏิบัติตามและไม่ละเมิดอนุสัญญาดังกล่าว

นอกจากนั้นก็ยังมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายของสหรัฐฯ เอง ที่มีข้อความห้ามในเรื่องของ
การใช้ความรุนแรงต่อชีวิตและร่างกาย การทรมานผู้ต้องสงสัย รวมทั้งมีหลักสากลและเหตุผลด้านมนุษยธรรม
ที่สหรัฐฯ ในฐานะเป็นอารยประเทศพึงให้การเคารพและยึดถือปฏิบัติ ประจวบกับสหรัฐฯ ได้ให้สัตยาบันแก่
อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน พ.ศ. 2537 ซึ่งห้ามมิให้สหรัฐฯ ส่งตัวนักโทษไปยังประเทศอื่นโดยไม่ทำการทบทวน
ศึกษา พิจารณาประวัติและพฤติกรรมของประเทศที่เกี่ยวข้องว่าเป็นประเทศที่มี ประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชน
อย่างกว้างขวางและร้ายแรงมากน้อยเพียงใด ซึ่งอนุสัญญาต่อต้านการทรมานดังกล่าวมีผลใช้บังคับกับบุคคล
ที่อยู่ในความควบคุมของสหรัฐฯ ทั่วโลก มิใช่แค่บุคคลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในสหรัฐฯ เท่านั้น (The Dark Side หน้า 108-109)

ดังนั้นในเมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังกล่าวทั้งหมดข้างต้น ประธานาธิบดี George W. Bush
รองประธานาธิบดี Dick Cheney รัฐมนตรีกลาโหม Donald Rumsfeld และ
ผู้อำนวยการองค์การ CIA นาย George Tenet จึงร่วมกันวางแผนเพื่อหาทางหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย
ทั้งภายในและกฎหมายระหว่าง ประเทศ ไม่ให้กฎหมายมาเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามโครงการ
special-access program (ของกลาโหม) และ rendition program (ของ CIA) ด้วยการว่าจ้างนักกฎหมาย
ระดับแนวหน้าที่พร้อมให้ความร่วมมือ กับฝ่ายบริหาร ให้คำแนะนำเพื่อหาทางเลี่ยงข้อกฎหมาย


ข้อสรุปที่ได้จากนักกฎหมายก็คือ ให้ถือว่าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในการควบคุมของสหรัฐฯ
ล้วนมีสถานะเป็น “พลรบที่ผิดกฎหมาย” (illegal enemy combatants) และการดำเนินการสอบสวนตามโครงการ
special-access program และ rendition program ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการนอกประเทศสหรัฐฯ ดังนั้นกฎหมายภายใน
ของสหรัฐฯ และกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องจึงไม่มีผลใช้บังคับกับการดำเนินการสอบสวน (ทางลับ)
ด้วยวิธีการทรมานผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการดำเนินการที่อยู่เหนือและพ้นจาก
เงื้อมมือของกฎหมาย (Seymour M. Hersh, Chain of Command หน้า 18-19, 46-47 และ 53-55 และ Jane Mayer,
The Dark Side หน้า 7-9 และหน้า 108-115)

สำหรับเรื่องของคุกนรกในไทยโดยเฉพาะนั้น หนังสือ The Dark Side ของ Jane Mayer ได้กล่าวไว้ 2 ตอน
(หน้า 149 และหน้า 225) โดยในหน้า 149 Mayer ได้กล่าวถึงหัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุงของ Al Qaeda ชื่อจัดตั้ง Zubayda
(ชื่อจริง Zayn al-Abidin Muhammed Hussein) เกิดในประเทศซาอุดีอาระเบีย และเคยร่วมในขบวนการมูจาฮีดิน
ทำสงครามขับไล่กองทัพอดีตสหภาพโซเวียตออกจาก อัฟกานิสถานในยุคสงครามเย็น และได้มีโอกาสรู้จัก
ทำความสนิทสนมกับ Osama Bin Laden ณ สมรภูมิในอัฟกานิสถาน จึงทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ เชื่อว่า Zubayda น่าจะรู้ที่ซ่อน
ของ Bin Laden ในอัฟกานิสถาน เป็นผลทำให้นาย Zubayda ถูกทางการสหรัฐฯ จับกุมได้ในเดือนมีนาคม 2545
บริเวณชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ทำให้ Zubayda เป็นผู้ถูกคุมตัวที่มีค่าตัวสูง (high-value detainee)

คนแรกที่สหรัฐฯ สามารถจับกุมได้ในอัฟกานิสถานหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2545
และได้นำไปกักขังไว้ในคุกนรกในประเทศไทย (แต่ไม่ได้ระบุว่า ณ ที่ใดของประเทศไทย)
รัฐบาลไทยในช่วงนั้น (รัฐบาลไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตร)

ได้มีข้อกำหนดไว้ประการเดียว นั่นคือ ต้องไม่ให้เรื่องนี้เป็นที่เปิดเผยแก่สาธารณชนโดยเด็ดขาด
และว่าหากปฏิบัติการและความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในครั้งนี้สามารถปิดได้อย่างมิดชิดตลอดกาล
ทางฝ่ายไทยยินดีให้ CIA ใช้สถานที่ในไทย ซึ่งมีห้องขังใต้ดินอีกด้วย

ส่วนในหน้า 225 Mayer ได้กล่าวถึงนาย Abd al-Rahim al-Nashiri ผู้ถูกคุมตัวที่มีค่าตัวสูงรายที่ 2 ซึ่งถูกย้ายมาจาก
คุกนรกในอัฟกานิสถานมากักขังและทรมานในไทยเมื่อปลาย พ.ศ. 2547 Jane Mayer ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า
นาย Adb al-Rahim al-Nashiri ถูกทรมานด้วยการอัดน้ำ (water boarded) และการทรมานรูปแบบอื่นๆ และว่าทาง CIA
ได้ทำการถ่ายวิดีโอเทปการสอบสวนนาย al-Rahim al-Nashiri เป็นรายสุดท้าย ในส่วนที่เกี่ยวกับนาย Hambali นั้น
Jane Mayer ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมาก นอกจากกล่าวถึงนาย Hambali ว่าได้ถูกจับกุมช่วง พ.ศ. 2546
มีชื่อจริงว่า Riduan Isamuddin และเป็นหัวหน้าขบวนการก่อการร้าย Jemaah Islamiya สาขาของ Al Qaeda
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผู้บงการการวางระเบิดสถานบันเทิงกลางคืนที่เกาะบาหลี
และเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของ Al Qaeda ในการผลิตสารพิษ anthrax (หน้า 269)

เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังกล่าวทั้งหมดข้างต้น คำถามสุดท้ายก็คือ คุกนรกของ CIA ในไทยมีจริงหรือไม่?
เรื่องนี้หากไปถามฝ่ายสหรัฐฯ ก็จะได้รับคำตอบที่เป็นสูตรสำเร็จรูปที่ฝ่ายสหรัฐฯ ใช้ตอบคำถามที่เกี่ยวกับ
เรื่องที่สหรัฐฯ ถือว่าเป็นเรื่อง “ลับที่สุด” นั่นคือ “ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นรื่องจริง พร้อมทั้งไม่สามารถ
ปฏิเสธได้ว่าไม่จริง” (can neither confirm nor deny) ถอดรหัสเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ “ขอไม่พูดดีกว่า”
ถอดรหัสเป็นภาษาการทูตก็คือ “รู้แต่พูดไม่ได้” หรือ “ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด” ทิ้งไว้ให้เป็นปริศนา
แต่สามัญสำนึกบอกเราได้ว่า ถ้าไม่จริงก็ควรได้รับการปฏิเสธตั้งแต่ต้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนชาวไทยก็ไม่ควรไปหลงผิดตื่นเต้นดีใจ ภูมิใจอะไรกับการที่
อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พยายามประโคมข่าวใหญ่โตให้ชาวไทยทั้งประเทศ
มีความปีติยินดีกับการที่รัฐบาล ประธานาธิบดี George W. Bush มอบให้ประเทศไทย
มีฐานะเป็นพันธมิตรหลักนอกนาโต้ (Major Non-Nato Ally) เพราะไทยให้ความร่วมมือกับ
สหรัฐฯ อย่างดี อีกทั้งประชาชนชาวไทยก็ไม่ควรตกใจหรือรู้สึกประหลาดใจว่า
ทำไมสหรัฐฯ จึงมีปฏิกิริยาท่าทีเป็นฟืนเป็นไฟต่อการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549


http://www.scoop.co.nz/stories/HL0602/S00121.htm

http://www.defenselink.mil/photos/newsphoto.aspx?newsphotoid=4504

http://www.mfa.go.th/web/showNews.php?newsid=4700&Qsearch=adulyadej

Joint Statement between the United States of America and the Kingdom of Thailand June 11, 2003.

*************************** 13 June 2003
(คำแปลภาษาไทยอย่างไม่เป็นทางการ)
แถลงการณ์ร่วมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา วันที่ 11 มิถุนายน 2546
ประธานาธิบดีจอร์จ ดับบลิว บุช และนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พบหารือกันเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546
เพื่อยืนยันความเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับราชอาณาจักรไทย
ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและอบอุ่นระหว่างประเทศทั้ง สองเป็นระยะเวลากว่า 170 ปี
เพื่อเป็นการรับรองถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งสอง
ประธานาธิบดีบุชมีความยินดีแจ้งให้นายกรัฐมนตรีของไทยทราบว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินการพิจารณา
อย่างเต็มที่ให้ไทยมีสถานะเป็นพันธมิตรหลักที่มิได้เป็นสมาชิกองค์การสนธิ
สัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (Major Non NATO Ally-MNNA)

************************************ 16 มิถุนายน 2546


[table width="100%"][tr][td class="main"]http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1254126879&grpid=&catid=02
วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:29:43 น.
มติชนออนไลน์

เมื่อ 5 พี่น้อง "หะยีเตะ" ตกเป็นผู้ต้องขัง กับ 24 ชีวิต "คนข้างหลัง" ที่จำต้องรับกรรม

โดยปรัชญา โต๊ะอิแต โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา


http://teenoi.freeforums.org/cia-t659-25.html
ลำพังกำลังทหารลาวฝ่ายขวาที่อเมริกาสนับสนุนอยู่นั้นไม่มีปัญญาที่จะป้องกัน
ประเทศได้อย่างแน่นอนเพราะในสมัยการสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือดรุนแรง
(2512-2516)ประเทศลาวไม่สามารถพึ่งตัวเองได้ทั้งในทางเศรษฐกิจและทางทหาร
จะว่าไปแล้วคนลาวอยู่ได้เพราะข้าวจากองค์การยูเสดส่งไปช่วยเหลือผ่านบริษัท
เออร์เป็งเชียงที่หนองคาย หรือที่รู้จักในนาม ส.ส.ปลาทูเค็ม "กิมก่าย"
ซึ่งต่อมาลูกชายได้เป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
สมัยนั้นที่ท่าเรือบั๊ค อ.เชียงของ และที่ท่าเสด็จ จ.หนองคาย
จะเห็นขบวนรถบรรทุก 10 ล้อขนข้าวสารจากฝั่งไทยไปส่งยังฝั่งลาวไม่เว้นแต่ละวัน
บางส่วนจะเลยไปถึงวังเวียงซึ่งเป็นโกดังใหญ่เก็บข้าวสารของ
ยูเสดเพื่อส่งต่อให้ครอบครัวทหารม้งของนายพลวังเปาซึ่งมีเป็นหมื่นๆครอบครัว
นอกจากนั้นยังมีข้าวของที่บริจากจากประเทศทางแถบยุโรป
อเมริกาและออสเตรเลียผ่านองค์กรต่างๆ
แต่องค์กรใหญ่และมีข้าวของบริจากเข้ามายังลาวมากที่สุดในสมัยนั้นคือ
"World Vision Foundation" หรือมีชื่อเป็นภาษาลาวและไทยว่า
"มูลนิธิศุภนิมิต"
http://www.worldvision.or.th/about_history.html
ซึ่งผมรู้จักผู้อำนวยการของมูลนิธิดีเพราะเป็นมิชชั่นนารีจากคณะ
ซี.เอ็ม.เอ.ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมาในขณะนั้น
อาจารย์ดอน สก็อต เป็นผอ.โดยมีคนไทยที่ชื่อคุณศักดา ผาภูมิ เป็นผู้ช่วย
ข้าวของที่บริจากมาจากประเทศต่างๆทั่วโลกจะถูกส่งมาผ่านทาง "ศุภนิมิต"
เรียกว่ามาแต่ละครั้งๆละหลายคันรถ 10 ล้อซึ่งของบริจากได้แก่เสื้อผ้า
ข้าวสารอาหารกระป๋องชั้นดีจากนอกโดยตรง


http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=8565

เมื่อทายาท กิมก่ายวิ่งหาฐานการเมือง

นิตยสารผู้จัดการ( กันยายน 2529)


“สนธิ” ชำแหละการเมืองไทย ปชป.จับมือ “ยี้” สืบทอดการเมืองเก่า

[size=9]Wed 11/03/2009 14:44 น.

“สนธิ” ฉายภาพการเมืองไทย ยุค ปชป.จับมือ “เพื่อนเนวิน” มีคิงเพาเวอร์
ช่วยจ่ายเงิน ส.ส. “บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก”คุมกองทัพหนุนหลัง เก็บบทเรียนจาก “ทักษิณ”
คิดสูตรใหม่ ต่ออายุการเมืองเก่า นักการเมืองโกงกินอย่างไรก็ได้
ขออย่าจาบจ้วงเบื้องสูง และจัดการกับคนเสื้อแดงให้จริงจัง ขณะพันธมิตรฯ
ถูกถีบหัวส่ง ระบุเป็นหายนะของบ้านเมือง ปล่อยระยะยาวสถาบันหลักของชาติ
จะสั่นคลอน เชื่อภายในสิ้นปีนี้ ปชป.ต้องเลือกยืนข้าง พันธมิตรฯ หรือจะยอมอายอยู่กับอีกฝ่าย


http://www.mof.go.th/leader2002/suchart.htm

สมัยก่อนนั้นการซื้อเสียงขายเสียงนั้นไม่มี การซื้อเสียงขายเสียงนั้นเริ่มครั้งแรก
ด้วยบิดาของคุณสุชาติ เชาว์วิศิษฐและ ส.ส. คนนั้นคือคุณสุจินต์ เชาว์วิศิษฐ
นั่นคือที่เขาเรียกว่า ส.ส.ปลาทูเค็ม คือการเอาปลาทูนั้นไปแจกกับชาวบ้านเพื่อแลก
กับเสียงที่ลงมาหลังจากนั้นก็เป็นเหล้าขาวบ้าง แม่โขงบ้าง เบียร์บ้าง พัฒนาไปเป็น 50 บาท
พัฒนาไปเป็นร้อยบาท สองร้อยบาท สามร้อย ห้าร้อย ในบางเวลาจ่ายกันเสียงละพันก็มี
สองพันก็มี บางครั้งต้องการหมื่นเสียงเพื่อต้องการจะชนะ ก็จ่ายไป 20 ล้าน
พัฒนาการของการเมืองนั้น เป็นพัฒนาการที่สังคมได้เปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีโอกาส
จะมีอำนาจ สมัยก่อนอำนาจในสังคมไทยนั้น รวมศูนย์อยู่เพียงคนไม่กี่กลุ่มเรามี
สถาบันกษัตริย์อยู่ข้างบน แล้วสถาบันกษัตริย์ก็มีอำมาตยาธิปไตย
ซึ่งเป็นผู้ที่รับใช้สถาบันกษัตริย์อยู่ อำมาตยาธิปไตยคือใคร
คือข้าราชการชั้นสูง ปลัดกระทรวง อธิบดี ตำรวจ ทหาร
เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็เป็นสามเศร้า พระมหากษัตริย์ ทหารอยู่ทางซ้าย
ขวามือคือประชาชน และกลุ่มอมาตยาธิปไตยก็อยู่ตรงกลางของสามเหลี่ยม

พอมามีพรรคการเมืองปั๊บ ก็มีวงกลมอีกวงกลมหนึ่งทับซ้อนกับกลุ่มอมาตยาธิปไตย
http://www.oknation.net/blog/naiman/2007/08/29/entry-1/comment

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000118183

“สนธิ” เปิดวิสัยทัศน์ “ก.ม.ม.” ย้ำเป็นเครื่องมือสานต่ออุดมการณ์พันธมิตรฯ
ส่วนกรรมการบริหารพรรคส่วนที่สมาชิกลงคะแนนเลือกตั้ง 12 คน ได้แก่
1.นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก แนวร่วมพันธมิตรฯ 2.พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์
อดีตผู้บังคับการตำรวจ ภาค 4 3.นายเทิดภูมิ ใจดี อดีตผู้นำแรงงาน http://downmerng.blogspot.com/2008/09/blog-post_2912.html
4.พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อดีตผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
อดีตนายทหารราชองครักษ์เวร 5.นางลักขณา ดิษยะศริน ตะเวทิกุล ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติดิอเมริกันสกูลออฟแบงค็อก

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000118245

บอกแล้วไงว่าพวกเดียวกัน

http://topicstock.pantip.com/rajdumnern/topicstock/P3829093/P3829093.html
ด้านแหล่งข่าวจากมูลนิธิคิงเพาเวอร์ เปิดเผยว่าได้นำข้อความเหล่านั้นมาจาก “ในหลวงกับ คึกฤทธิ์”
ของนายสละ ลิขิตกุล ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2546 และยอมรับว่า ไม่ได้มีการขอพระบรมราชานุญาต
จัดทำข้อความเหล่านั้นอย่างเป็น ทางการหากแต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในบริษัทได้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม
ได้มีการตรวจทาน ข้อความต่างๆ ในใบแทรกหลายครั้ง แต่ทุกอย่างที่มูลนิธิฯทำขึ้นนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด

ที่มา http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=57504&PHPSESSID=3e1b5a1223e95b9ddf1dd6c8901ec648



36 แผนที่ชีวิตของพ่อ( พระบรมราโชวาทจากในหลวง)

1. ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ
http://www.newmana.com/yabb/index.php?action=printpage;topic=1698.0
2. อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจาก ปัญญา และความกล้าหาญ
3. เพื่อนใหม่ คือของขวัญที่ให้กับตัวเอง ส่วนเพื่อนเก่า หรือ มิตร คืออัญมณีที่นับวันจะเพิ่มคุณค่า
4. อ่านหนังสือธรรมะปีละเล่ม
5. ปฏิบัติต่อคนอื่น เช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา
6. พูดคำว่า ขอบคุณให้มากๆ
7. รักษา ความลับ ให้เป็น
8. ประเมินคุณค่าของการให้ อภัย ให้สูง
9. ฟังให้มาก แล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี
10. ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิ และรู้แก่ใจว่า เป็นจริง
11.หากล้มลง จงอย่ากลัวกับการลุกขึ้นใหม่
12. เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก คิดเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
13. อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์
14. ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน
15. อย่าหยิ่งหากจะกล่าวว่า ขอโทษ
16. อย่าอายหากจะบอกใครว่า ไม่รู้
17 ระยะทางนับพันกิดลเมตร แน่นอนมันไม่ราบรื่นตลอดทาง
18. เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้ จึงควรทำสิ่งต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป
19 การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย เป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท
20. คนไม่รักเงิน คือคนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต
21. ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อน คือผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี
22. ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด
23. จงใช้จุดแข็ง อย่าเอาชนะจุดอ่อน
24. เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เราพูด
25. เหรีญเดียวมีสองหน้า ความสำเร็จกับล้มเหลว
26. อย่าตามใจตัวเอง เรื่องยุ่งๆเกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น
27. ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน
28. อย่าดึงต้นกล้าให้โตไวๆ ( อย่าใจร้อน)
29. ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้ง ชีวิตจะมีสุข มีอภัย มีให้
30. ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆไปก็ผิดหมด
31. ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันเวลาแล้วเสร็จ
32. จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด
33. ดาวและเดือนที่อยู่สูง อยากได้ต้องปีน บันไดสูง
34. มนุษย์ทุกคนมีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ
35. หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม
36. ระเบียบวินัย คือคุณสมบัติ ที่สำคัญในการดำเนินชีวิต

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ของปลอมครับ

ข้อความ แปลมาจากบทความจากหนังสือต่างประเทศ
ชื่อ Life's Little Instructions ของ H. Jackson Brown Jr.


http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=51936
[size=12]ผู้จัดการรายวัน12 กันยายน 2549
เอื้อคิงเพาเวอร์โกย2หมื่นล.
***ให้สิทธิ์2แบงก์ตอบแทนคุณ**

http://www.suanboard.net/view.php?p=view&kid=56868
หนุ่มเสกเปิดใจเรื่องป๋า โต้ไม่เคยมีอะไรกับป๋า มากสุดป๋าแค่หอมแก้ม

เมื่อพูดคุยกันจบแล้ว
"หนุ่มเสก" ได้ เดินไปส่ง "เจเจ" จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง
คณะกรรมการบริหารสถานทีโทรทัศน์กองทัพบกและรองประธานบริหารกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์


ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Jan 15, 2010 12:34 pm, ทั้งหมด 17 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Sep 26, 2009 11:10 pm

[/size]http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000113614
"กษิต" อ้างสหรัฐฯ ให้เงินพัฒนา ปชต.ถือเป็นน้ำใจ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
28 กันยายน 2552 13:21 น.

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกามอบเงินทุน
จำนวน 680 ล้านบาท ผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ
หรือ ยูเสด USAID ) ให้กับประเทศไทย เพื่อฟื้นฟูพัฒนาประชาธิปไตยของไทยว่า
เรื่องดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือตามปกติ โดยองค์กรยูเสดเป็นศูนย์กลางในการให้ความช่วยเหลือ
ในภูมิภาคด้วยรวมถึงที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ และองค์กรภาคประชาคมของสหรัฐฯ
เคยส่งผู้เชี่ยวชาญด้านประชาธิปไตย ด้านการมีส่วนร่วมและด้านสิทธิมนุษยชนมาบรรยายก่อนหน้านี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองภายในขณะนี้
ซึ่งไม่ใช่เรื่องสลับสับซ้อนแต่อย่างใด เนื่องจาก สหรัฐฯ มีน้ำใจที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนา
ทางด้านการมีส่วนร่วมภาคประชาคมเป็นการหันหน้าเข้าสู่ท้องถิ่น

น้ำใจดีจริงๆ ให้เงินเพื่อเผาบ้านเผาเมืองคนอื่น

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253975145&grpid=00&catid=
วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 21:45:17 น.
มติชนออนไลน์

ทม์ชี้"มาร์ค" แค่ภาพลักษณ์ดี ปลอดโกง แก้วิกฤตไม่ได้ ระบุมะกันวิตกสถานการณ์การเมือง ให้เงินฟื้นปชต.

นิตยสารไทม์แพร่บทความ เปรียบ "มาร์ค" สะพานเชื่อม 2 ขั้วฟื้นฟูความเชื่อมั่นประชาธิปไตย บอกแค่ภาพลักษณ์ดี
ปลอดคอร์รัปชั่นแก้วิกฤตไม่ได้ อ้างสหรัฐเป็นกังวลสถานการณ์ให้เงินฟื้นปชต.ที่ไม่เคยเกิดในรอบ 15 ปี


P { margin: 0px; }
"ไทม์"ระบุ"มาร์ค"พยายามฟื้นฟูปชต.

เมื่อวันที่ 26 กันยายน รายงานข่าวแจ้งว่า นิตยสารไทม์รายสัปดาห์ของสหรัฐอเมริกา
ฉบับตีพิมพ์วันที่ล่วงหน้าวันที่ 5 ตุลาคมเผยแพร่บทความของฮันนาห์ บีช ผู้สื่อข่าวประจำประเทศไทย
ที่เข้าพบสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนหน้าที่จะเดินทางไปร่วมการประชุม
สมัชชาสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา
และร่วมสังเกตการณ์การประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ หรือจี 20
ในฐานะประธานอาเซียน โดยผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า นายกรัฐมนตรีวัย 45 ปีของไทยดูสบายๆ
กับการทำหน้าที่เชิงการทูตระหว่างประเทศมากกว่าการต้องเผชิญหน้ากับหลากหลายประเด็น
ทางการเมืองโดยเฉพาะความขัดแย้งรุนแรงในประเทศ

ฮันนาห์ บีช ระบุว่าความแตกแยกขัดแย้งทางการเมืองในไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวนายกรัฐมนตรี
ตรงกันข้ามนายอภิสิทธิ์กลับพยายามอย่างมากที่จะฟื้นฟูสถาบันประชาธิปไตยที่
เสื่อมถอยลงอย่างมากจากความแตกแยกในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
และอ้างความเห็นของสุนัย ผาสุก ตัวแทนองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์
ประจำประเทศไทยไว้ว่า นายกฯคนนี้เป็นนายกฯจากการเลือกตั้งคนแรกที่ประกาศจะใช้สิทธิมนุษยชนและ
ความยุติธรรมนำหน้าในการบริหารของรัฐบาลเพื่อสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติขึ้น
แต่ไม่มีอำนาจพอที่จะขับเคลื่อนรัฐบาลผสมให้แปรคำพูดเป็นการกระทำจริงๆ ได้ ซึ่งนายกฯปฏิเสธ
โดยระบุว่าทุกอย่างยังคงรุดหน้าเพียงแต่จำเป็นต้องให้แน่ใจว่า คนกลุ่มน้อยที่โน้มเอียงไปในทาง
ใช้ความรุนแรงและก่อเหตุโกลาหลจะไม่สามารถสร้างความยากลำบากให้เกิดขึ้นกับประเทศได้เท่านั้น

ชี้สหรัฐวิตกให้เงินสร้างปชต.ในไทย

ผู้สื่อข่าวไทม์ระบุว่าสถานการณ์ทางการเมืองในไทยยังอยู่ในสภาพน่าวิตก
ความขัดแย้งทางการเมืองมักนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างกลุ่มและฝักฝ่าย
ทำให้การสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศเมื่อไม่นานมานี้มีคนไทยเพียง 1 ใน 3
เท่านั้นที่เห็นว่า ประเทศกำลังเดินไปถูกทาง

"จริงๆ แล้วสหรัฐวิตกกับสภาวการณ์ในเมืองไทยมากถึงขนาดตัดสินใจมอบเงินทุนจำนวนหนึ่งให้
กับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (ยูเสด)
เพื่อดำเนินการสร้างประชาธิปไตย
ขึ้นในไทยซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมายาวนานเกือบ 15 ปีแล้ว"
ข้อเขียนดังกล่าวระบุ

อืมม...ยอมรับแล้วสินะว่าอยู่เบื้องหลัง พฤษภาทมิฬ

http://nonlaw.forumotion.com/forum-f1/topic-t346-30.htm

http://www.usaid.gov/
U.S. Agency for International Development runs overthrowOf Thailand’s government


AFL - CIO lead revolt against Thai government

บทความแปลจาก Executive Intelligence Review ฉบับ May 29,1992 by an EIR Investigative Team

AFL – CIO นำการจลาจลต่อรัฐบาลไทยโดยทีมงานสืบข่าวของ EIR

ภายหลังจากการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมประท้วงและทหารไทย บนท้องถนนของกรุงเทพฯ
เป็นเวลา ๕ วัน ตั้งแต่ ๑๗ ถึง ๒๑ พ.ค.๓๕ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๔๐ คน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าแผ่นดินของไทยทรงเข้าแทรกแซง
ในระบบการเมืองโดยตรงเพื่อให้ประเทศไทยกลับคืนเข้าสู่ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
โดยมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
“ ถ้ากรุงเทพฯ ถูกทำลายก็เท่าประเทศถูกทำลาย ”
พระราชดำรัสนี้ถูกต้อง : วิกฤติการณ์ในประเทศไทย คือ การต่อสู้แลกชีวิตเพื่อชาติไทย
อย่างไรก็ตามจากการสืบของ EIR พบว่า

แทนที่การจลาจลที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑๗ พ.ค.๓๕ นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการ
จังหวัดกรุงเทพมหานครผู้นำของกลุ่มศาสนาพุทธลัทธิใหม่สันติอโศกจะเป็นเพียงข้อขัดแย้ง
ภายในประเทศเท่านั้น

กลับเป็นผลงานจากการวางแผนที่รัดกุมเพื่อก่อการจลาจลต่อรัฐบาลไทยและพระมหากษัตริย์
ควบคุมและสั่งการเต็ม ๑๐๐% โดยองค์กรขององค์การ CIA และ AFL – CIO ของสหรัฐฯ
การปฏิบัติการ
ที่มีพื้นฐานให้เกิด “ มูลเหตุ ” ที่จะจุดชนวนให้มีการปฏิบัติการ ที่นำโดยสหรัฐฯ อย่างเต็มตัว
เพื่อล้มล้าง
สถาบันทหารของไทยเบื้องหลังข้อเรียกร้องเพื่อ “ประชาธิปไตย ”
จากนิสิตนักศึกษาและชนชั้นล่าง
ของไทยบนท้องถนนของกรุงเทพฯ


นั้น คือ การตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ของคณะผู้บริหารงานของประธานาธิบดี BUSH เพื่อ :

๑) วาระเป้าหมาย เพื่อทำลายสถาบันทหารของไทยซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศ
แบบเดียวกับที่เคยทำมาแล้วกับสถาบันทหารของประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกา


๒) ให้การทำลายเสถียรภาพเพื่อทำลายชาติไทย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายหลักที่จำเป็น
ในการจัดระเบียบโลกใหม่ ของ George Bush : และ

๓)ใช้ความพินาศของประเทศไทยเป็นก้าวกระโดดเพื่อทำลายประเทศที่เหลือในกลุ่ม
ประเทศอาเซียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย
เพราะประเทศเหล่านี้
จะต้องต่อต้านต่อการเข้ายึดครองประเทศต่างๆ หรืออาจต่อต้านวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์
ของสหรัฐฯในประเทศไทย
แหล่งข่าวจากสถานทูตสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันที่ ๑๕ พ.ค.๓๕
สองวันก่อนที่จะประชุมประท้วงรัฐบาลจะมีขึ้นว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ
ภายในไม่กี่วันหลังจากนั้นวอชิงตันก็ผลักดันจุดวิกฤติของประชาธิปไตยซึ่งจะจุดชนวน
ให้เกิดการจลาจล

การเลือกตั้งของไทยมีขึ้นใน ๒๒ มี.ค.ตามความประสงค์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
พรรคทหาร, พรรคสามัคคีธรรม ชนะ โดยมีที่นั่งมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร และเสนอ
นายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายในสัปดาห์นั้นเอง นางมากาเร็ด ทัทไวเลอร์
โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ประกาศว่า สหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะออกวีซ่าให้ นายณรงค์ ฯ
ในปี ๒๕๓๔ โดยสงสัยว่าจะเกี่ยวพันกับการค้ายาเสพติด ในสัปดาห์ต่อมา นายณรงค์ฯ
ก็ถอนตัว และพรรคการเมืองนี้ก็เสนอชื่อ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เป็นนายกรัฐมนตรี

https://www.youtube.com/watch?v=6KHCX7znTfc&NR=1




http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=27&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

เอกสารแถลงนโยบายสำหรับสมาชิกสภาฯ ยืนยันว่า “ ไม่มีมาตรา ๗๑ ในนโยบายของรัฐบาล”
การปรับใช้ “ แผนเบ๋าได๋” โค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

ขั้นตอนที่ ๑
ใช้อิทธิพลไม่ให้รัฐบาลพิทักษ์รักษาสถาบันกษัตริย์ไทยอีกต่อไป โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ
( แม้ในปัจจุบัน) บัญญัติบังคับให้รัฐบาลต้องมีหน้าที่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์
และต้องบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาลข้อแรกด้วย ปรากฏใน หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
มีทั้งหมด ๑๘ มาตรา โดยระบุไว้ในมาตรา ๘๘ ว่า “ บทบัญญัติในหมวดนี้มี่ไว้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการตรากฎหมาย
และกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน” โดยเริ่มจากมาตรา ๗๑ ถึง มาตรา ๘๙ ส่วนเกี่ยวกับ
สถาบันพระมหากษัตริย์คือ มาตรา ๗๑ อันเป็นมาตราแรกของการร่างนโยบายของรัฐ มีว่า มาตรา ๗๑
“รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช และบูรณภาพแห่งอาณาเขต”

ผล : นโยบายของรัฐบาล ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ได้ตัดมาตรา ๗๑ ทิ้ง
ปทั้งหมด โดยนโยบายรัฐบาลเริ่มที่ มาตรา ๗๒ ซึ่งหมายถึง รัฐบาลไม่มีหน้าที่จะต้องป้องกัน
พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือรักษาอธิปไตยของชาติด้วยประการใด ๆ ทั้งสิ้น

ประเทศใด ก็สามารถเข้ามายึดครองไทยได้โดยเสรี เพราะรัฐบาลไม่ต้องทำหน้าที่รักษาเอกราชของชนชาติไทย
เพราะอ้างว่ารัฐธรรมนูญระบุไวในมาตรา ๓๐ ชัดว่า “ ห้ามรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์” เพราะการพิทักษ์รักษาไว้
ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นคือ การเลือกปฎิบัติที่แตกต่างด้วยฐานะทางสังคมขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐


ขั้นตอนที่ ๒ สลายฐานมวลชนจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ( Separate & Terminate )
การสลายฐานมวลชนจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ได้เริ่มกระทำมาอย่างเป็นกระบวนการ
นับตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๑๗ ( ช่วงสงครามเวียดนาม ) โดยองค์กร “ วาติกัน” ภายใต้การปฎิบัติการของ
“ องค์กรเครดิตยูเนียน”
ทั้งนี้เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ได้ประสพความสำเร็จในการปลดหนี้
เกษตรกรโดยการจัดตั้ง “ สหกรณ์หุบกะพง” ดังนั้น วาติกันจึงมีคำสั่งให้ส่งนักศึกษาปริญญาโทลงไปในพื้นที่
ทั่วประเทศ ทำรายงานส่งไปยัง “วาติกัน” เป็นภาษาอังกฤษเพื่อวิเคราะห์ และปรับแผนยุทธศาสตร์ใหม่
จึงเป็นครั้งแรกของไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ปรับเปลี่ยนการสอบปริญญาโทจากภาษาไทย
เป็นภาษาอังกฤษ และจัดตั้งองค์การบัณฑิตอาสา โดยอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อันเป็นคำสั่งของ
อธิการบดีธรรมศาสตร์ขณะนั้น พร้อมกับประสานงานเน้นหนักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


ในปี พ.ศ.๒๕๔๐ ภายหลังจากประเทศไทยประสบกับความหายนะทางด้านเศรษฐกิจ
สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ได้คิดค้นวิธีการแก้ปัญหาความยากจน และหนี้สินคนในชาติด้วยโครงการ
“เศรษฐกิจพอเพียง” ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนไทยหลุดพ้นจากหนี้สิน และสามารถพึ่งตัวเองได้โดยยึดอุดมการณ์
“พออยู่พอกิน”


โครงการเศรษฐกิจพอเพียง ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย
เป็นอุปสรรคสำคัญต่อ “นโยบายการค้าเสรี” และ “ นโยบายสร้างหนี้ของ IMF และ BIRD
( ธนาคารโลก) “ ซึ่งมีหลักการข้อปฎิบัติคือ

“ ขยายเครือข่ายแนวปฎิบัติการของเรา ต้องลงให้ถึงระดับรากหญ้า ( Grassroots)
จึงจะสามารถปฎิวัติแนวความคิด ค่านิยม วัฒนธรรมของชนชาตินั้น ๆ ได้อย่างถาวร ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์
แก่เราและสมาชิก คือ


๑. เพื่อประเทศนั้น ๆ มิอาจหลุดพื้นขากการควบคุม ซึ่งเราจะต้องสร้างองค์กรที่ส่งเสริมหนี้ระดับจุลภาค
( Micro Finance ) ให้มากที่สุด
๒. เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวในทุกส่วนของสังคม ให้สามารถลงลึกถึงระดับรากหญ้าได้
๓. เพื่อที่เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคม สถาบัน พฤติกรรม ของสังคมประเทศนั้น ๆ ได้
๔. เพื่อที่เราสามารถสร้างความต้องการของสังคม ให้เอื้อกับระบบการค้าเสรีของเรา


ผล : นโยบายรัฐบาลประกาศนโยบายสร้างหนี้ระดับจุลภาค ให้กับประชาชนทั่วประเทศ
ทั้งนี้เพราะหากประชาชนใช้ระบบเกษตรพอเพียง หรือ อุดมการณ์ “พออยู่พอกิน” ปลดหนี้สินของตนเองได้
ก็จะมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นโครงการที่พระมหากษัตริย์ไทยคิดค้นขึ้น
ย่อมหมายถึงมวลชนของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพิ่มขึ้น ยากแก่การย่อยสลาย
แต่หากประชาชนไทยเป็นหนี้ได้ทุกระดับแล้ว ก็สามารถขับเคลื่อนมวลชนที่เป็นลูกหนี้นี้
โดยอำนาจของ “เจ้าหนี้” ที่ CIA จะถ่ายโอนหนี้ในภาพของการรับซื้อหนี้จากรัฐบาล โดยใช้
วิธีการว่า “เป็นการช่วยเหลือลดภาระรัฐบาลไทย” การเคลื่อนไหวในอนาคต ใช้การปลดหนี้
หรือ พักชำระหนี้เป็นเครื่องมือเคลื่อนไหวมวลชนเหล่านี้ต่อไป


ขั้นตอนที่ ๓
ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยใช้ชาวมุสลิมเป็นแพะรับบาป


การประกาศเข้าร่วมสงครามศาสนา ( สงครามครูเสด) เท่ากับเป็นการประกาศสงครามกับชาวมุสลิม
โดยตรง
จากการศึกษาของฝ่ายวิเคราะห์ของ CIA พบว่า ประชาชนไทยไม่มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของ
กฎหมายอย่างเพียงพอ ส่วนใหญ่จะอาศัยความเข้าใจตามประเพณีและความเชื่อผู้นำเป็นหลัก
ปฎิบัติการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย อาจได้ถูกกำหนดขึ้นหลังจากประชุมเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๔
โดยมียุทธวิธี ดังนี้


๑. ภายหลังจากเข้าตั้งฐานทัพในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ให้เจ้าหน้าที่กองทัพยื่นหนังสือต่อรัฐบาล
ให้เน้นย้ำถึงความสำคัญในข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทย


๒. ในขณะที่สหรัฐอเมริกาโจมตีประเทศ หรือกลุ่มชนที่เป็นมุสลิม ให้ CIA ในประเทศไทย
ดำเนินการสร้างกระแสต่อต้านสหรัฐอเมริกาขึ้น



๓. ตามข้อ ๒. เมื่อดำเนินการได้ระดับหนึ่ง ให้เปลี่ยนประเด็นเป็น
รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ให้เน้นย้ำประโยคนี้ในสื่อมวลชนทุกแขนง
และเพิ่มอัตราความถี่ให้ถึงระดับ CC


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1243946771&grpid=00&catid=01
วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เวลา 10:20:24 น. มติชนออนไลน์
ชี้เหตุการณ์ที่เกิดเหมือนสงคราม

นายนิพนธ์กล่าวว่า ได้ดับเครื่องรถที่จอดหลบอยู่ประมาณ 25 นาที กลุ่มคนเสื้อแดงได้พยายาม
ส่องที่กระจกและตะโกนบอกว่า "นายนิพนธ์อยู่นี่" จากนั้นจึงเรียกผู้ชุมนุมมาสมทบเพิ่มเติม จึงตัดสินใจ
ขับรถพุ่งออกจากกระทรวงมหาดไทย แต่ไปไม่ได้เนื่องจากติดรถแท็กซี่ กลุ่มคนเสื้อแดงได้ใช้อิฐบล็อค
เหล็กแหลม ของแข็งทุบตีรถ ทำให้ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงขั้นซี่โครงหัก จากนั้นมีเสียงประกาศให้หยุดทำร้ายตน
ซึ่งภาพที่เผยแพร่ตามสื่อมวลชน ตอนที่ถูกดึงออกมาไม่ได้เป็นการทำร้าย แต่เป็นความพยายามเข้ามาช่วยเหลือ
ส่งโรงพยาบาลพญาไท 2 แต่ไม่สามารถเล่าให้ฟังได้ว่าใครเข้ามาช่วย เพราะจะเป็นการมิบังควรอย่างยิ่ง
ส่วนคนที่เข้ามาทำร้ายจะเป็นแดงแท้หรือแดงเทียมนั้น ไม่ทราบ


๔. ให้จัดตั้งกระแสว่า “ การตัดสินใจของรัฐบาลนั้นสถาบันกษัตริย์ต้องเห็นชอบด้วยรัฐบาลจึงจะ
ประกาศได้เพราะเป็นเรื่องสงคราม ให้อ้างใช้รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๓ บางส่วน เพื่อแสดงให้เห็นว่า
รัฐบาลตัดสินใจเองไม่ได้และไม่จำเป็นต้องเข้าสภาเพราะเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ และที่
สถาบันกษัตริย์ไทยตัดสินใจเป็นฝ่ายตรงข้ามเพื่อทำสงครามกับชาวมุสลิม เพราะกษัตริย์ไทย
ไม่ได้เป็นมุสลิม แต่เป็นชาวพุทธ”
ให้กระแสกระจายไปในพื้นที่ชาวมุสลิมภาคใต้ เน้นที่หัวหน้าศาสนา


Special Force

๕. ให้จัดตั้งชุดพิเศษปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อบุคคลในสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้เอื้อกัน
กับสถานการณ์ที่ได้สร้างไว้ จัดชุดบุคคลสร้างกระแสความไม่ปลอดภัยของสถาบันกษัตริย์
และความโหดร้ายของชาวมุสลิม ทั้งนี้ให้ประสานพร้อมกับปฎิบัติการของกองทัพขณะที่เข้าปฎิบัติการ
ในประเทศมุสลิม


๖. ให้สื่อทั้งหมดนำเสนอข่าว ความไม่ปลอดภัยของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอย่างต่อเนื่อง
ให้นักวิชาการในสังกัดดำเนินการอภิปราย เสนอความเห็น ให้ปรับอัตราเร่งและความถี่ ทั้งนี้ให้สายงานใน
รัฐสภาเสนอญัตติด่วนเพื่อนำเสนอแนะให้ บุคคลในสถาบันพระมหากษัตริย์ เสด็จไปอยู่ในที่ปลอดภัย
หรือประเทศที่ไม่มีอันตราย ภายใต้อารักขาของกองทัพสหรัฐอเมริกา

( ยุทธวิธีดังกล่าวนี้ จะสามารถใช้ได้ผลจากการวิเคราะห์ของ CIA คือ อาศัยความไม่รู้ข้อกฎหมายของประชาชนไทย
มาตรา ๒๒๓ ที่ถูกอ้างถึงในแผนยุทธวิธีดังกล่าวนั้น มีข้อความเต็มดังนี้คือ “มาตรา ๒๒๓ พระมหากษัตริย์ทรงไว้
ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงคราม เมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา มติความเห็นชอบของสภา
ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ทั้งสองสภา”


ความหมายที่แท้จริงในมาตรา ๒๒๓ นี้ก็คือ “พระมหากษัตริย์ทรงไม่สามารถที่จะประกาศสงครามได้
โดยลำพังพระองค์เอง หรือทรงมีพระราชโองการให้รัฐบาลประกาศสงครามกับประเทศใด ๆ ได้ทั้งสิ้น “

เนื่องจากได้กำหนดไว้ในกฎหมายชัดเจนว่า การประกาศสงครามต้องเป็นมติของสภาทั้งสองเท่านั้น
( ประชาชนไทยควรเข้าใจในความจริงของข้อกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ตกไปเป็นเหยื่อ ของกระแสที่
จะถูกสร้างขึ้นโดย CIA ซึ่งมีจุดมุ่งประสงค์ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำลายชนมุสลิมออกไป
จากสังคมโลก
ไม่มีเหตุผลอื่นที่ฟังได้ หรือมี ...)


สถานการณ์ ภายหลังเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวข้างต้น ชาวพุทธซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่
ก็จะกลับกลายเป็นศัตรูของชาวมุสลิม และเป็นการง่ายที่ CIA จะสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเกลียดชัง
อาฆาตแค้นขึ้นทั้งสองฝ่าย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในติมอร์ตะวันออก
ผู้ที่รับผลประโยชน์ก็คือ “วาติกัน
กลุ่มโรมันคาทอลิกจะทำเป็นพ่อพระผู้ประสานประโยชน์ และนักสิทธิมนุษยชนโดยจะปรากฏตัวขึ้น
ในช่วงของความขัดแย้ง และความรุนแรงดังกล่าว



กษัตริย์ราชวงศ์ “พิเรนทรา” ถูกสังหารสิ้นพระชนม์ทั้งหมดเมื่อ มิ.ย. ๒๕๔๔

การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เกิดขึ้นโดย CIA ล่าสุดคือในประเทศเนปาล เส้นทางขึ้นสู่ธิเบต

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&forum=6&No=630&picfolder=mXT0HkNN&PHPSESSID=017f974f830075724d6db3b76a7e7760#top

<TABLE width="100%">

<TR>
<td class=main align=left>http://www.monthlyreview.org/0902madsen.htm
Comparisons Between Recent U.S.-Backed Coups: Caracas and Kathmandu
by Wayne Madsen
</TD></TR></TABLE>
According to unblemished sources in Kathmandu, the king and his family were quickly dispatched
by a Nepali army commando unit trained at the time by U.S. Special Operations forces sent by
U.S. Pacific Commander in Chief Adm. Dennis Blair
(he's the same guy who propped up Gen. Wiranto
with special training while the good general was committing genocide in East Timor
).


http://query.nytimes.com/gst/fullpage.html?res=990CEED6143AF930A15750C0A963958260&sec=&spon/size]
C.I.A. Nominee Backed U.S. Arms in East Timor

Published: March 23, 1995
To the Editor:
The nomination of Deputy Defense Secretary John M. Deutch as Director of Central Intelligence
is not consistent with promoting human rights and democracy in the world.


http://www.angelfire.com/ca3/jphuck/Book16Ch.2.html
A SUMMARY OF CIA INCURSIONS

EAST TIMOR - 1974 - After the Dutch departed East Timor, Sukarno invaded the island country.
The CIA supported Indonesia's invasion, supplying weapons. Approximately 200,000 were killed.


http://news.sanook.com/education/education_241022.php

ติมอร์ตะวันออก(1): ซานานา กุสเมา

โดย ข่าวสด วัน จันทร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2551 10:48 น.
30 สิงหาคม 2542 อินโดนีเซียยอมให้มีการลงประชามติ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสหประชาชาติ
เป็นผู้ควบคุมการลงประชามติ ผลปรากฏว่าร้อยละ 78.5 ของชาวติมอร์ตะวันออกต้องการเป็นเอกราช
แต่หลังจากนั้นฝ่าย militias ที่ได้รับการติดอาวุธจากทหารอินโดนีเซีย ออกมาเข่นฆ่าชาวติมอร์ตะวันออก
ล้มตายจำนวนมาก เผาบ้านเรือนหมดสิ้น ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยไปอยู่ติมอร์ตะวันตกถึงกว่า 200,000 คน
ช่วงเวลานั้นซานานาได้รับการปล่อยตัว เขาลี้ภัยการเมืองไปออสเตรเลีย


15 กันยายน 2542 กองทหารสหประชาชาติเข้ารักษาความสงบในติมอร์ตะวันออก
กวาดล้างพวก militias พร้อมกับที่ซานานาได้กลับติมอร์ ร่วมสร้างชาติที่ยับเยินขึ้นใหม่
และในการเลือกตั้งทั่วไป 14 เมษายน 2545 เขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนแรก


<TABLE width="100%">

<TR>
<td class=main align=left>
http://www.nhrc.or.th/news.php?news_id=677〈=EN
</TD></TR>
<TR></TR>
<TR>
<td class=txt vAlign=top align=left>
</TD></TR></TABLE>
<TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=1 width="100%">

<TR>
<td vAlign=top align=left>
สายสัมพันธ์ของอินโดนิเซียและออสเตรเลียในปัจจุบัน
</TD></TR></TABLE>
ขอบฟ้ากว้าง: สายสัมพันธ์อันเปราะบางของ 'อิเหนา-ออสซี' Source - โพสต์ ทูเดย์ (Th)

Monday, March 27, 2006 13:00

กรุงเทพฯ-27 มี.ค.--โพสต์ทูเดย์

โดย — จันทร์สินี แก่นแก้ว
อินโดนีเซียและออสเตรเลีย ถือเป็น 2 ประเทศยักษ์ใหญ่แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีความสัมพันธ์ทางด้านการเมือง
เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเกี่ยวเนื่องกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโดยบ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองสิงห์
แห่งภูมิภาคในอดีต จะกลายมาเป็นที่มาแห่งท่าทีและการดำเนินนโยบายของอินโดนีเซียและออสเตรเลีย ในปัจจุบัน
ชนวนที่สร้างรอยร้าวในสายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเริ่มขึ้น เมื่อติมอร์ตะวันออกประกาศเอกราช
ถือเป็นเสมือนกับมีดกรีดกลางใจชาวอินโดนีเซียทั้งหลาย เพราะเป็นที่รู้กันว่า รัฐบาลอินโดนีเซียนั้นหมายมั่นปั้นมือ
มาตั้งแต่อดีตแล้ว ที่จะทำให้ติมอร์ตะวันออกแห่งนี้เป็นจังหวัดที่ 27 ของตนให้ได้ ท่าทีของรัฐบาลอิเหนาได้ปรากฏให้เห็น
ได้ชัดเจนเมื่อโปรตุเกสถอนทหารออกไปจาก ติมอร์ตะวันออกในปี 2518 รัฐบาลอินโดนีเซีย ก็รีบฉวยโอกาสนี้เข้าไป
ยึดครองแทน โดยอ้างว่าเข้าไปเพื่อปราบปรามกลุ่มคอมมิวนิสต์ในติมอร์ตะวันออก ซึ่งอาจส่งผลกระทบ
ต่อความมั่นคงของอินโดนีเซียได้ทว่า
สถานการณ์ของติมอร์ตะวันออกภายใต้การปกครองของอินโดนีเซียนั้น
กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายและการนองเลือดของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้าน เนื่องจากความไม่พอใจ
ต่อการปกครองของอินโดนีเซีย และความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรมและศาสนา

(ติมอร์นับถือคริสต์คาทอลิก)



- การข่าวของไทยตกอยู่ภายใต้การข่าวสารของ CIA งานข่าวด้านความมั่นคงของไทย
ทุกส่วนด้านงานข่าวส่วนใหญ่จะรับจากหน่วยงานของ CIA ประจำประเทศไทย ซึ่งถือว่าสหรัฐฯ
มีเครื่องมือด้านการข่าวที่ทันสมัยแต่เมื่อเกิดปัญหาระหว่างสหรัฐอเมริกากับชาวมุสลิม
ผลกระทบที่จะติดตามมาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือชาวไทยมุสลิม ซึ่งกลายเป็นกลุ่มชนที่ถูกเพ่งเล็ง
จากทางการสหรัฐอเมริกาว่า “สนับสนุนขบวนการก่อการร้าย
เป็นกลุ่มชนที่จะต้องจับตาเป็นพิเศษ
ดังนั้นพวกเขาจะไม่มีอิสระในการใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ย่อมต้องถูกติดตามและตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
ด้วยความหวาดระแวงของสหรัฐฯ หากเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้
เขตจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีชาวสหรัฐอเมริกาทำธุรกิจจำนวนมาก
ชาวไทยมุสลิมจะถูกชี้ให้เป็น “บุคคลอันตราย
และเชื่อมั่นได้อย่างไร้ข้อสงสัยว่า ข้อมูลข่าวสารทางลบเกี่ยวกับชาวไทยมุสลิม ทางการไทยจะได้รับรายงาน
จาก CIA
ซึ่งได้เข้ามาเตรียมการในประเทศไทยเป็นการล่วงหน้า โดยความเห็นชอบของรัฐบาลให้ CIA ควบคุม
ระบบการข่าวความมั่นคงของไทย
ต่อความลับนี้รั่วไหลจึงได้รีบการคัดค้านจากสื่อมวลชนไทย จนเป็นข่าวต่อสาธารณชน



แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Oct 07, 2009 1:15 pm, ทั้งหมด 8 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Sep 27, 2009 10:02 pm

]http://www.komchadluek.net/detail/20090624/18237/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89.html

มะกันแนะ"ต้องถอนทหาร"ดับไฟใต้
วันที่ 24 มิถุนายน 2552

คมชัดลึก :อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกหนังสือมะกันเปรียบ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ชี้ “ควรถอนทหาร”
เลิกวิธีคิดดับไฟ ด้วยความรุนแรง "แม่ทัพภาค 4ควง พญ.คุณหญิงพรทิพย์พบญาติผู้เสียชีวิตที่ถูกยิงกราดในมัสยิด
ทหารร่วมชาวบ้าน300ละหมาดฮายัดหลังคนร้ายยิงอาคารโรงงานฮาลาลปัตตานี


(24 มิ.ย.) ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการจัดงานเปิดตัวหนังสือ “รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า”
เขียนโดย ศ.เกล็น ดี.เพจ นักวิชาการชาวสหรัฐอเมริกา โดยนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ
เป็นผู้แปล นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลไว้ว่า
มี 20 ประเทศทั่วโลกที่ไม่มีกองกำลังทหาร หรือกองทัพ
ซึ่งอาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์ในประเทศไทยบางคนและคนไทยทั่วไปอาจไม่รู้

อย่างไรก็ตามการปราศจากกองกำลังทหารมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ
ไม่มีกองทัพเลย หรือการมีสนธิสัญญาป้องกันไว้
ทั้งนี้ที่ผ่านมาเราไม่เคยตั้งคำถามว่า
ประเทศไทยจะไม่มีกองทัพได้หรือไม่ ประเทศอื่นเขาทำมาแล้ว
ถ้าเราเอาสถาบันโครงสร้างบางอย่างออกไปจากสังคม ทรัพยากรที่มีในระบบที่เคยถูกนำไปใช้ในกองทัพ เช่น
งบประมาณ ซึ่งแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็จะสามารถถูกนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็น
ในเรื่องสุขภาพอนามัย หรือการแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ขอตั้งคำถามว่าจะนำไปสู่การถอนกำลังทหารของจากพื้นที่ 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ได้ หรือไม่ แต่ตนไม่ได้หมายถึงให้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ทั้งหมดในเวลานี้
ซึ่งสถานการณ์ยังมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก แต่โจทย์ใหญ่คือในอนาคตจะคิดวิธีการอื่นในการจัดการปัญหานี้
ได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาการมีกำลังทหารและการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ก็ไม่สามารถแก้ ปัญหาให้จบลงได้
ทั้งนี้สำหรับความรุนแรงที่เกิดขึ้นอีกในระลอกนี้ ตนคิดว่าเป็นเพราะในพื้นที่มีการซ่องสุมอาวุธไว้มาก
โดยมีอาวุธปืนเป็นแสนกระบอกในมือของผู้คนมากมาย ไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ซึ่งแต่ละฝ่าย
ล้วนขาดวินัยในการใช้กำลังและอาวุธ

ด้านนายศิโรตม์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มี การใช้งบประมาณ
และกำลังทหารทุ่มลงไปมาก แต่ไม่ก็ไม่เกิดผลใดๆ ตนคิดว่าใช้ความรุนแรงตลอดไปก็ไม่ได้ผล
ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าเกิดความสงบขึ้นในพื้นที่ ในช่วงที่เราใช้มาตรการทางการเมืองนำการทหาร
ดังนั้นเห็นว่ารัฐควรจะทบทวนเรื่องนี้หรือไม่


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=24&PHPSESSID=fbf7a716b6baca36686ad757b77c7c8f

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=fbf7a716b6baca36686ad757b77c7c8f



http://www.oknation.net/blog/print.php?id=372974

จากชวน ถึง..เขยพอกะเทิน.. อภิสิทธิ์


........................................................................
ตอนที่ 1
........................................................................คน
ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนใหญ่พูดน่าฟัง และมั่นใจในคำพูดของตนเอง ไม่ว่านายชวน หลีกภัย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
นายสมัคร สุนทรเวช และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่ก็มีการพูดไม่จริง ที่คนตามไม่ทันและทันอยู่มาก เช่น "ตายคนเดียว"
"ผมเป็นคนทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่น ทำให้ประเทศเจริญ" เป็นต้นพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พูดชวนหลับ
สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พูดปากปราศรัย ใจเชือดคอ นักการเมืองบางครั้งก็ไม่ทราบว่าตนเองพูดอะไร เพราะไม่เข้าใจเหตุการณ์
ที่ผ่านมา พูดเพียงให้ประทับใจคนได้ยินเท่านั้น คนพูดอาจจะคิดว่าพูดตนเองพูดประทับใจ แต่คนได้ยินไม่ประทับใจ
นายกชวน หลีกภัย ผู้สื่อข่าวให้ฉายาการพูดของท่านไว้หลายแบบ "เจ้าหลักการ" 'ชวน เชื่องช้า" "ชวน แช่มช้อย"
"ใบมีดโกน อาบน้ำผึ้ง" การบริหารประเทศผิดทิศทางตลอดเวลา ซ้ำเติมปัญหาของประเทศให้เลวร้ายลงตลอดเวลา
ชาร์ต 1 ระยะเวลารัฐบาลบริหารประเทศระหว่างปี 2535 - 2549


ชื่อนายกรัฐมนตรี

ช่วงระยะเวลาเป็นรัฐบาล

อานันท์ ปันยารชุน 2)

10 มิถุนายน 1992 - 22 กันยายน 1992

ชวน หลีกภัย 1)

23 กันยายน 1992 – 12 กรกฎาคม 1995

บรรหาร ศิลปอาชา

13 กรกฎาคม 1995 - 24 พฤศจิกายน 1996

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

25 พฤศจิกายน 1996 – 8 พฤศจิกายน 1997

ชวน หลีกภัย 2)

9 พฤศจิกายน 1997 17 พฤศจิกายน 2000

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร1)

18 พฤศจิกายน 2000 – 11 มีนาคม 2005

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร2)

12 มีนาคม 2005 – 19 กันยายน 2006




นายกชวน มีโอกาสเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ 2 สมัย (ตามชาร์ตที่ 1)
ชาร์ต 2[/size] SET Index 2535 -2549 (1992 - 2006)
ต้นเหตุวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศไทยอยู่ในปี 2535 - 2543(1992-2000) ตรงกับรัฐบาลชวน 1 คน
ทั่วไปเข้าใจว่าวิกฤติเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นในปี 2540 (1997) ซึ่งไม่ตรงจริง
จุดเริ่มต้นวิกฤติประเทศไทย เกิดขึ้นในปี 2536 - 2537 (1993 - 1994)
ตรงกับรัฐบาลชวน 1 และมีการแก้ปัญหาแบบผิดทิศทาง และผิดวิธีการ
ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ กระทั่งต้องลอยค่าเงินบาทกลางปี 2540


ปี 2540 จึงเป็นปีที่วิกฤติคลี่คลาย ไม่ใช่ปีที่เกิดวิกฤติ การ
ที่วิกฤติเศรษฐกิจคลี่คลายในปี 2540ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยแก้ปัญหาได้ถูกต้อง แล้ววิกฤติคลี่คลาย
แต่เป็นเพียงหมดเงินหน้าตักในการปกป้องค่าเงินบาท ไม่รู้จะทำอย่างไรหรือทำสิ่งใดต่อไม่ได้ ได้ซมซาน
ไปหาความช่วยเหลือ "Stand by loan" จากไอเอ็มเอฟ มาเป็นทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ
แล้วก็ลอยค่าเงินบาทเดือนที่ลอยค่าเงินบาท ประเทศไทยเหลือทุนสำรองฯเพียง 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากที่ปี 2537 - 2538ประเทศไทยมีทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ 38,000 ล้านเหรียนสหรัฐ

ประเทศไทยตายยิ่งกว่าเขียด


เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญในรัฐบาลชวน 11) เปิดเสรีทางการเงิน ..และ
2) ตั้งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.)กลต.
นำ Maintenance margin & forced sell มาใช้ในตลาดหุ้น ระบบดังกล่าวคือให้มีการกู้ยืมเงินมาซื้อขายหุ้น
และถ้าหุ้นตกหนัก ให้มีการเรียกหลักประกันนักลงทุนเพิ่มถ้าไม่สามารถนำหลักประกันมาเพิ่มได้ ก็จะถูกบังคับขายหุ้น
การเปิดเสรีทางการเงิน ไม่ใช่ต้นเหตุให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจของชาติตลาดหุ้น เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ของประเทศมา 2 ครั้งแล้ว
........................................................................

ตอนที่ 2
........................................................................ประเทศไทยมีจุดอ่อนในตลาดทุน และตลาดเงิน หลายด้าน
1) SET Index เบี่ยงเบนสูงเป็นลำดับที่ 7 ของโลก
การมีตลาดหุ้นอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว SET Index ที่อ่อนแอสูง จึงอ่อนแอสูง
ง่ายแก่การโจมตี หรือถูกปั่นได้ง่าย(ปัญหาตลาดทุน)

2) มีการนำระบบ Maintenance margin & forced sell
มาใช้ ในต้นเดือนตุลาคม 2536 (1993) เป็นจุดเชื้อเชิญให้ Hedge Fund ตัดสินใจเข้าโจมตีตลาดหุ้นไทย วิธีการโจมตี
คือการไล่ซื้อให้ราคาหุ้นสูงขึ้นเต็มที่ แล้วถล่มทุบขายลงมาภายหลัง(ปัญหาตลาดทุน)

3) กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ถูกตั้งขึ้นหลังเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจของไทยระหว่างปี 2520 - 2525 ตอนนั้นทำให้ประเทศไทยเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ
เป็นครั้งแรกโดยเชื่อว่างานของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจะช่วยอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันการเงินในช่วงที่มีปัญหา
จะทำให้สถาบันการเงินมั่นคง และไม่ล้มลง(ปัญหาตลาดเงิน)

4) มีการผูกค่าเงินบาทไว้คงที่
(ปัญหาตลาดเงิน) เมื่อตลาดหุ้นพังทลายอย่างรุนแรงจากต้นปี 2537 - 2539 (1994 - 1996)
ระบบ Maintenance margin & forced sell ทำให้มีการบังคับขายหุ้นของนักลงทุนอย่างบ้าคลั่ง
ซ้ำเติมให้หุ้นตกหนักลงไปอีก สภาพคล่องทางการเงินเสียหายหนัก
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เข้าไปอัดฉีดสภาพคล่องเต็มที่ ถมเท่าใดก็ไม่เต็ม
ต้องยอมแพ้ ยุติการอัดฉีด แล้วเปลี่ยนไปปิดชั่วคราวและปิดจริงสถาบบันการเงิน แล้วก็ควบกิจการ(ยึด)
เอาสินทรัพย์สถาบันการเงินมาใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯหุ้นหรือสินทรัพย์ที่เป็นของคนไทย
ก็คือทรัพย์สินของชาติ การบังคับขายหุ้นของนักลงทุน ก็คือการบังคับขายทรัพย์สินของชาติ คือการขายชาติ
ส่งผลเศรษฐกิจของชาติซวนเซมาจนถึงทุกวันนี้ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เมื่อก่อนนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ธนาคารทหารไทย
แต่ทุกวันนี้กองทัพบกมีแค่ 1.44 เปอร์เซนต์ แต่ดันมีชื่อเป็น "ทหารไทย" มัน
ถูกขายให้ต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ และขายไม่ได้ราคาอีกต่างหาก
มีอีกหลายธนาคารที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ
และกระทรวงการคลังไปยึดจากเอกชนมาอยากจะขาย แต่ขายไม่ออก ตลาดหุ้นพังทลาย ทำให้ค่าเงินบาทพังทลาย
แต่การผูกค่าเงินไว้ตายตัว ทำให้ค่าเงินบาทแข็งเกินจริง จึงมีการขายบาทออก หันไปถือเงินสกุลที่แนวโน้มแข็งขึ้นแทน
(เงินไหลออก) ทางการได้เข้าไปทำการปกป้องค่าเงินบาท แต่ขาดความเข้าใจความเป็นไปของค่าเงิน จึงปกป้องไว้ไม่ได้
ต้องลอยค่าเงินบาทในที่สุดกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯนอกจาก

(1)ไม่สามารถฟื้นฟูสถาบันการเงินตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้แล้ว
(2)ยังทำให้สถาบันการเงินล้มทั้งระบบ และ
(3)ก่อหนี้สาธารณะไว้กว่า 1.44 ล้านล้านบาท

คนทั่วไปเข้าใจว่าประเทศไทยพ่ายแพ้ต่อการปกป้อง ค่าเงินบาทอย่างเดียว แท้จริงประเทศไทยพ่ายแพ้ทั้ง 2 ด้าน
"พ่ายแพ้ต่อการปกป้องค่าเงินบาท" และ "พ่ายแพ้ต่อการปกป้องสถาบันการเงิน" สถาบันการเงินและภาคการผลิตจริง
ล้มลงทั้งระบบ อัตราดอกเบี้ยผันผวนหนักเงินเฟ้อสูงเป็นประวัติการณ์ คนตกงานเป็นเบือความเสียหายเกิดขึ้นทุก
ด้าน ตลาดทุนเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหายมูลค่าสินทรัพย์ตกต่ำมากเป็นประวัติการณ์ ภาคการผลิตขนาดใหญ่เสียหาย
ผู้ประกอบการรายกลางรายย่อยเสียหายทั่วประเทศ คนฝากเงินก็เสียหายมีรายได้จากเงินฝากลดลง
ประชาชนทั่วประเทศ 63 ล้านคนต้องมารับกรรมในวิสัยทัศน์ปรัชญาที่เบี่ยงเบนของการบริหารประเทศ
รับกรรมที่ค่าเงินเฟ้อสูงขึ้นและต้องมาร่วมชดใช้หนี้สาธารณะที่ผู้บริหารประเทศสร้างไว้กว่า 1.44 ล้านล้านบาท
วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ (ต้นเหตุในรัฐบาลชวน 1) ก่อความเสียหายแก่ระบบประมาณ 9.50 ล้านล้านบาท

(วิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรก ต้นเหตุเกิดในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์) หลังรัฐบาลชวน 1 ก็มาเป็น
รัฐบาลนายบรรหาร รัฐบาลพล.อ.ชวลิต รัฐบาล ชวน 2 และรัฐบาลพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ 1 และ 2 (ชาร์ต 1)
ทั้ง 4-5 รัฐบาลที่ตามมา ต่างมารับกรรม ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลชวน 1 แล้วซ้ำเติม ด้วยการบริหารประเทศ
ที่ผิดทิศทางเหมือนเคยรัฐบาลบรรหาร มีคนพยายามฆ่าตัวตายที่ตลาดหุ้น รัฐบาลชวลิต รับเคราะห์
พาประเทศเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ และลอยค่าเงินบาท การเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ
แสดงถึงการหมดสภาพทางเศรษฐกิจรัฐบาลชวน 2 ก็ต้องมารับกรรม ที่ตนเองก่อไว้ในรัฐบาลชวน 1
ต้องมาประกาศปิดและเข้าควบกิจการสถาบันการเงิน 54 แห่งโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา
ระบบสถาบันการเงิน แล้วตั้งปรส.มาขายทรัพย์สินสถาบันที่ไปควบกิจการมา(ยึดมา)ทุกวันนี้
สถาบันการเงินถูกปิดกิจการไปแล้วกว่า 70 แห่ง รัฐบาลทักษิณ 1 ตั้งบสท.เข้ายึดทรัพย์ภาคการผลิตจริง
ที่ล้มลง นำมาขายทอดตลาด




เอกชน ประชาชน คือองค์ประกอบของประเทศชาติ เมื่อเอกชน ประชาชนเสียหาย
ก็คือประเทศชาติเสียหาย
นายกชวน เป็นเจ้าของสถิติ "ที่สุดทางเศรษฐกิจ" ที่ยังไม่มีนายกท่านใด
ทำลายลงได้ ที่สุดของ SET Index ค่าเงินบาท อัตราเงินเฟ้อ การล้มละลายของเอกชน และคนตกงาน
ของรัฐบาลชวน
1) SET Index (รัฐบาลชวน 1) สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1,750 จุด (ชาร์ต 1)

2) SET Index (รัฐบาลชวน 2) ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 207 จุด รวมแล้วตกลงแรงถึง 88 เปอร์เซนต์ (ชาร์ต 1)

3) ค่าเงิน Baht (รัฐบาลชวน 2) ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 56 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (ชาร์ต 3)

4) ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ
เสียหาย เงินทุนไหลออกเกลี้ยง กระทั่งต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ เป็นครั้งที่ 2 เหตุเกิดมาจากรัฐบาลชวน 1
แต่ต้องมาลอยค่าเงินบาทและเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ


5) อัตราเงินเฟ้อ

(รัฐบาลชวน 2) สูงเป็นประวัติการณ์ การพังทลายของค่าเงินบาท เงินบาทมีค่าน้อยลง ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
กองนโยบายและวางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง
รายงาน "อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 เดือน (มกราคม-ตุลาคม) 2541 อยู่ในระดับร้อยละ 8.9 เมื่อเทียบกับ
ช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเคลื่อนที่ถอยหลัง 12 เดือน ณ สิ้นเดือนตุลาคม
2541 อยู่ที่ร้อยละ 8.6"


6) สถาบันการเงิน และภาคการผลิตจริง
(รัฐบาลชวน 2) ล้มมากเป็นประวัติการณ์ ล้มลงทั้งประเทศ


7) คนตกงาน
(รัฐบาลชวน 2) จากเหตุการณ์ 6 ข้อที่กล่าว ที่ทำให้คนตกงานมากเป็นประวัติการณ์

มูลค่าหุ้น
(Market capitalization) จากชวน 1 ถึง ชวน 2 มูลค่าตลาดหุ้นเสียหาย 3.27 ล้านล้านบาท

ความเสียหายและความเดือดร้อนของคนในชาติ เกิดจากการบริหาร
และปกครอง..คนระดับบน การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เกิดจากวิสัยทัศน์ปรัชญา
คุณธรรมและจริยธรรม ของของศักดินาเสนาอำมาตย์ (คนระดับบน)ในยุคนั้น อ่อนแอ
มักง่าย เห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้องและเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน

การเสียกรุงครั้งนั้นเพียง 6 เดือน พระเจ้าตากสินมหาราช ก็สามารถกอบกูเอกราชกลับคืนมาได้

การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ยังดี ยังรู้ว่าเสียกรุง พระเจ้าตากสินมหาราชใช้เวลา 6 เดือนกอบกู้คืนกลับมาได้
ทุกวันนี้เราเสียประเทศแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าเสียประเทศ
แล้วก็ยังคงพากันชำเราชาติต่อเนื่อง
เดินหน้าขายสินทรัพย์ให้ต่างชาติ
และให้ต่างชาติเช่าชาติระยะยาว


BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Oct 20, 2009 10:31 pm, ทั้งหมด 5 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Sep 27, 2009 10:26 pm

........................................................................
ตอนที่ 3
........................................................................ประโยคแรก ของการเข้ารับตำแหน่งในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
ไม่ว่ารัฐบาลใด เป็นเรื่องน่าสนใจ ประโยคแรกของรัฐบาลชวน 2 เมื่อได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 บอก "คนไทยต้องยอมรับความเจ็บปวด" คนไทยทั่วไปขาดข้อมูล
และตามไม่ทันมิจฉาวาจานักการเมือง อาจจะไม่รู้สึกกับประโยคที่ว่า "คนไทยต้องยอมรับความเจ็บปวด"
แต่หากดูตามข้อมูลที่นำเสนอช่วงต้น ผู้เขียนเจ็บปวด เพิ่มขึ้น จากวาทะดังกล่าวของนายกชวน ไม่พูดยังจะดีกว่า
แทนที่นายกชวน "จะไปเอาเรื่องกับคนที่ทำให้ประเทศไทยเสียหายและทำให้คนไทยเจ็บปวด"
ซึ่งนายกชวนมีส่วนด้วย แต่นายกชวนกลับมาบอกให้คนไทยยอมรับความเจ็บปวดเสียเอง
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะหลังก็เบี่ยงเบน และล้มเหลวต่อเนื่อง กระทั่งถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ
ค่าเงินเป็นตัวสะท้อนความมั่งคั่งของประเทศ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ค่าเงินบาทอยู่ที่ 20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
วิกฤติครั้งแรก ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งแรกมีการลดค่าเงินบาท 3 ครั้ง ทำให้เงินบาทตกลงมา
อยู่ที่ 26 - 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ วิกฤติเศรษฐกิจจากรัฐบาลชวน 1 ทำให้ค่าเงินตกไปแรงสุดที่ 56 บาท
ต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงรัฐบาลพล.อ.ชวลิต " ค่าเงินบาทได้เสียหายตั้งแต่ปี 2537 - 2538 แล้ว
ตามการพังทลายของตลาดหุ้นเพียงแต่มีการผูกค่าเงินไว้ จึงไม่เห็นว่าค่าเงินบาทตกลง"
เมื่อลอยค่าเงินกลางปี 2540 จึงพบว่าค่าเงินบาทเสียหายจริง


ชาร์ต 3 Baht : (Baht / USD) 2535 - 2549 (1992 - 2006)


วิสัยทัศน์ปรัชญาการบริหารจัดการประเทศ แท้จริงมาจากข้าราชการประจำ
จะเห็นว่ารัฐบาลใดมา ก็ไม่แตกต่างกัน มีรูปแบบที่คล้ายกัน(Patterns)ยกตัวอย่าง ..รัฐบาลชวน 2 ตั้งปรส.
มาจัดการหนี้ที่มีปัญหาของสถาบันการเงิน
รัฐบาลทักษิณ 1 ตั้งบสท.มาจัดการหนี้ที่มีปัญหาของ
ภาคการผลิตจริง
ผู้บริหาร ทำให้เอกชนเสียหายในช่วงต้น แล้วก็ตามมายึดทรัพย์ของเอกชน
ขายทอดตลาดช่วงถัดมา ตามมาตืบซ้ำ"ใบมีดโกน อาบน้ำผึ้ง" แท้จริงแล้ว
"ใบมีดโกน เชือดคอ ประเทศไทย"........................................................................
ตอนที่ 4
........................................................................

"หล่อใหญ่" คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีผู้ที่ 27 นอกจากจะมีรูปงามนามเพราะ บุคลิกดี
ยังเป็นเป็นนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งที่พูดจาน่าฟัง เป็นนักพูดระดับนักพูดแนวหน้าต้องเรียกปู่ ชาติวุฒิ
และคุณวุฒิ ชีวิตครอบครัว สมบูรณ์ ไม่มีที่ติ คุณอภิสิทธิ์ เริ่มชีวิตการเมืองประมาณปี 2535
พร้อมกับการเกิดขึ้นของกลต. หรือปีที่นายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก หรือ รัฐบาลชวน 1
เขาอยู่ในเส้นทางการเมืองมา ประมาณ 16 ปี จึงได้รับตำแหน่งผู้นำประเทศในปี 2551รัฐบาล ชวน 2
มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคู่ใจนายกชวน ด้วยฝีปากดี
ทำให้ชีวิตการเมืองรุ่งโรจน์ตั้งแต่เยาวัย บางตอน จากวาทะที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี1) "หน้าที่เบื้องต้นของผม คือ การยุติการเมืองที่ล้มเหลว
การเมืองที่ล้มเหลวคือต้นเหตุของความขัดแย้ง การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งภาค แบ่งสี ที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศ
ของเราในขณะนี้ ผมจะขจัดการเมืองที่ล้มเหลวออกไปและจะนำความสมัครสมานสามัคคีกลับคืนมา
โดยอาศัยความยุติธรรมเป็นกระบวนการนำหน้า รัฐบาลภายใต้การนำของผมจะยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ
จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และจะเคารพในกระบวนการและเจตนารมณ์ของการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตย วันนี้ประเทศของเราต้องมีความสามัคคี ผมขอยืนยันว่า
ผมจะทำงานให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเลือกผมหรือไม่เลือกผม ไม่ว่าจะสนับสนุนผมหรือแม้แต่ต่อต้านผม
ท่านจะเป็นใครก็ตาม หากท่านไม่คิดร้ายต่อบ้านเมือง ท่านไม่ใช่ศัตรูของผม และท่านเป็นอีกคนหนึ่งที่ผมต้องรับใช้
อย่างเต็มความสามารถ"..โดยอาศัยความยุติธรรมเป็นกระบวนการนำหน้า เป็นวาทะที่ใช้ได้ ที่สำคัญกว่าการพูด
คือการกระทำให้เป็นจริง


2) "ผมมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ครับ ที่จะดูแลให้พี่น้องเกษตรกรของเราไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะ
ราคาพืชผลที่ตกต่ำอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยาง ปาล์ม ผมจะดูแลให้พี่น้องประชาชน
ที่อยู่นอกภาคเกษตร ยังมีงานทำ มีรายได้มีโอกาส และผมจะทำทุกวิถีทางที่ลดภาระค่าครองชีพของ
พี่น้องประชาชนตามแนวทางวาระประชาชนและแผนปฏิบัติการเร่งด่วน ซึ่งผมเคยนำเสนอต่อพี่น้องประชาชน
มาก่อนหน้านี้"วาทะนี้ ..เป็นการพูดแบบขอไปที พูดเพียงขอให้ผ่านไปก่อน ที่ผ่านพบมา เช่นรัฐบาลชวน 1 และ 2
และรัฐบาลอื่น จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลใดมา ก็ไม่แตกต่างกัน ไม่มีอะไรพิเศษ ใช้เงินประกัน
ราคาสินค้าเกษตร
หากทราบและตามทันกลไกการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าเกษตร สามารถนำมากำหนดเป็น
นโยบายเพิ่ม-ลดการผลิตสินค้าเกษตรจะช่วยให้เกิดความเสียหายน้อยลง
รัฐบาลแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น
ทำให้ราคาพลังงานสูงเกินจริงการโฆษณาประชาสัมพันธ์นำสังคมไปแต่ในทางเสื่อม ราคาน้ำมันแพง ราคาปุ๋ย
ยาในอุตสาหกรรมเกษตรแพง ค่าขนส่งแพง ค่าเดินทางแพง ค่าความเป็นอยู่แพงขึ้น
กลับบ้านเปิดทีวี มีข่าว
และรายการ โน้มนำให้ คุณภาพชีวิตต่ำทรามลงอีก
ตอนหลังมาเจอผลผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมตกต่ำลงอีก
สินค้าเกษตรปี 2008 เบี่ยงเบนสูงมาก ราคาข้าวโพดช่วงที่ผ่านมา 8 - 9 บาท แต่ช่วงนี้เหลือ 4 - 5 บาทต่อ ก.ก.
ราคายางพาราช่วงที่ผ่านมา 80 - 100 บาทช่วงนี้เหลือ 20 -
30 บาทต่อ ก.ก.

3) "งานด้านการศึกษายังเป็นงานที่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ และผมจะดำเนินการให้การเรียนฟรี
มีคุณภาพเกิดขึ้น" ทิศทางการเรียน ดูเหมือนเรียนมาเพื่อที่จะมาเป็นเจ้าคนนายคน เรียนเพื่อมาเอารัดเอาเปรียบ
คนอื่นมากกว่า
การศึกษาระดับสูง เป็นมิจฉาทิฏฐิ และเฟ้อ ระดับปริญญาตรี ทุกวันนี้ไม่พอต้องระดับปริญญาโท-เอก
รัฐบาลทักษิณยกฐานะสถาบันราชภัฏทั่วประเทศเป็นมหาวิทยาลัย
กำหนดว่า ผู้กำกับ ผู้อำนวยการโรงเรียน ฯลฯ
ต้องจบปริญญาโท ค่าเล่าเรียนเป็นแสน คนไม่มีเงิน ไม่มีโอกาสได้เรียนปริญญาโท-เอก ไม่มีโอกาสเป็นผู้กำกับ
ไม่มีโอกาสได้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน เรียนปริญญาเอกต่างประเทศใช้เงิน 3 ล้านบาท เรียนในไทยใช้ 1 ล้านบาท
ต่างมุ่งแต่หน้าไปเรียน
ใครว่าการศึกษาของประเทศไทยไม่เจริญ การศึกษาไทยเจริญสุดขีดต่างหาก..
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และสถาบันพระปกเกล้าตั้งมาเป็นสถาบันการศึกษาคนระดับสูงขึ้นไปอีก
ให้เฉพาะคนระดับสูงไปเรียนกัน มีสภา สส. และ สว.แล้ว แล้วยังมีสภาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติอีก อยากตั้งอะไร
ก็ตั้งขึ้นมา ตั้งและตั้ง ตั้ง
แต่ชีวิตของคนในชาติ เลวลง ประเทศไทยเบี่ยงเบนมากคนในชาติต้องทำมาหากิน
เลือกคนให้ไปบริหารประเทศแล้ว ยังไว้ใจไม่ได้ ยังมีเลือกตั้งองค์กรอิสระมาคอยดูแลผู้บริหารอีก
ประเทศไทยผิดปกติไหม ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ละต่อไปก็ต้องเลือกตั้งองค์กรอิสระ มาควบคุมองค์กรอิสระก่อนหน้านี้
อีก
ตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น ไทยกลายเป็นประเทศที่หัวโตขึ้น และตัวเล็กลง หมายถึงกำลังคนด้านราชการ
โตมากขึ้น งบประมาณถูกนำไปเลี้ยงส่วนหัวมากขึ้นหรือแต่อย่างเดียว
งบประมาณถูกใช้อย่างสำส่อน..
สส.สว.จะออกกฎหมายให้บำเหน็จ บำนาญแก่ตนเองอีก คิดทำแต่ประโยชน์แก่ตน
มากกว่าประเทศชาติประชาชน
การเรียนระดับประถม ถึงมัธยมปลาย โรงเรียนกวดวิชาร่ำรวยไปตามๆกัน
สถาบันการเรียนระดับปริญญาโท เอก ก็ร่ำรวยไปตามๆกัน แข่งขันกันเรียนไปเป็นเจ้านายคนอื่น ไปเอารัดเอาเปรียบคนอื่น
สถาบันการศึกษามั่งคั่งขึ้นเท่าใด การศึกษาของประเทศจะเสื่อม และคุณภาพจะต่ำลงเท่านั้น
น่าจะมีโรงเรียนกวดวิชาทำไร่ ไถ่นา มีโรงเรียนกวดวิชาให้ไปเสียสละและให้ไปรับใช้คนอื่น เช่นยิ่งเรียนสูงเท่าใด
ยิ่งต้องเสียสละเท่านั้นเช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรรัฐกรรมการองค์กรรัฐ ทำงานฟรี
ไม่เอาเงินเดือนและค่าตอบแทนไม่ให้สะสมทรัพย์สมบัติเป็นของส่วนตนแล้วรัฐเลี้ยงดูผู้บริหารระดับสูงนี้อย่างดี ไปจนตาย


4) "ผมต้องการเห็นประเทศไทยเป็นต้นแบบของการพัฒนา ตามวิถีทางประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ที่มีความยั่งยืน"..
ถ้าท้องหิว คนก็ไม่สนใจ อะไรคือประชาธิปไตย อะไรไม่ใช่ประชาธิปไตย คำว่าประชาธิปไตย เป็นเรื่องของคนระดับสูง
นำมาอ้าง แย่งอำนาจแย่งผลประโยชน์ระหว่างกัน ชาวบ้านมีแต่เดือดร้อน

5) นอกเหนือจากการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในประเทศแล้วในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมกำลังจะดำรงตำแหน่ง
ประธานของอาเซียนด้วยผมตั้งใจที่จะให้เพื่อนสมาชิกในอาเซียนมีความมั่นใจในการนำของเราในฐานะเจ้าภาพ
การประชุมสุดยอดที่จะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดต่อไป ..อาเซียนมีมานานแล้ว พบว่าภูมิภาคอาเซียนไม่ได้มั่นคงแต่อย่างใด
รวมทั้งประเทศไทย แล้วอะไรคือปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยและของภูมิภาคอาเซียน ดูเหมือนทำเพื่อการท่องเที่ยว
มากกว่าหรือการท่องเที่ยวได้ประโยชน์แต่อย่างเดียว

6) สิ่งที่พี่น้องประชาชนชาวใต้ ..ใฝ่ฝันที่จะเห็นที่สุด ก็คือ"เรื่องของความเป็นธรรม" และแน่นอนสำหรับพี่น้อง
ใน 3 จังหวัดผมไม่ลืมครับว่า ความใฝ่ฝันสูงสุดของท่าน ก็คือ ความสันติสุขและความสงบสุข ที่ท่านรอคอยที่จะ
ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ของท่าน ..วลี "ความเป็นธรรม" นี้ใช้ได้ โฆษณาชวนเชื่อให้รักสามัคคีชาติแบบผิดข้อเท็จจริง
หรือไม่ดูข้อเท็จจริงเป็นความมักง่ายของ "ศักดินาชาติ" หลงยุค ..ดั่งเพลง .."รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย ฯลฯ "
โฆษณามาหลายสิบปีแล้ว ร้องให้คอแตก ความรักความรักความสามัคคีก็ไม่เกิดขึ้น สิ้นเปลืองงบโฆษณา
พบว่าผู้คนแตกแยก แตกความสามัคคีมากขึ้น
การโฆษณาที่ถูกทิศทาง ต้องเปลี่ยนเนื้อร้องใหม่ ..
"ยุติธรรมไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย ฯลฯ"
"ไม่มีความเป็นธรรม" ความรักความสามัคคีจะเกิดขึ้นไม่ได้
"มีความเป็นธรรม" ความรักความสามัคคี จึงจะเกิดขึ้นได้
เรื่องเลวร้าย "ของจักรภพ" คือตัวอย่างความเลวของตำรวจ
คนคนหนึ่งว่าเลวแล้วตำรวจยังเลวกว่า เรื่องของจักรภพเป็นเรื่องของคนคนเดียว แต่เรื่องตำรวจเป็นเรื่องของระบบ .
"หากไม่มีการ "เปลี่ยนขั้ว" ทางการเมือง แล้วจะมีการ "เปลี่ยนข้าง" ในการทำงานของ "ตำรวจ" หรือไม่? ฤาประเทศนี้
"กฎหมาย" จะให้คุณแก่ "ผู้มีอำนาจ"
เพียงอย่างเดียว" " ตำรวจ" "อัยการ" ต้นเหตุหลักความแตกแยกของคน
ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ผ่านมาปรับโครงสร้างตำรวจ เป็นเพียงเปลี่ยนต้นสังกัด จากกระทรวงมหาดไทย
มาสำนักนายกฯ ยิ่งปรับยิ่งใหญ่โตขึ้นยังไม่เห็นมีการปรับโครงสร้างที่จะเป็นผลดีแก่ระบบ

7)..ผมไม่ลืมพี่น้องชาวเหนือ ..ในการหาเสียงครั้งที่ผ่านมา ในภาคเหนือมีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง วิ่งตามรถแห่หาเสียง
และตะโกนกับผม ว่าอยากฝากบ้านเมืองไว้กับผม..ประโยคข้างต้นไม่สมควรนำเสนอ ทำให้ไปพ้องกับเ
หตุการณ์เบื้องสูง..เหตุการณ์ที่ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เพื่อทรงศึกษาวิชาการเพิ่มเติม เมื่อกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ.2489 ระหว่างประทับรถพระที่นั่งไปสู่
สนามบินดอนเมือง พระองค์ทรงได้ยินราษฎรคนหนึ่ง ตะโกนลั่นว่า"ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน"
พระองค์ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า
แล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร"


..สำหรับพี่น้องชาวอีสาน ..ที่ผมอดที่จะเอ่ยถึงไม่ได้ คือ คุณยายเนียม ที่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี
ที่ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ไปรณรงค์หาเสียงนั้น ท่านมอบแหวนวงนี้ให้กับผม และบอกผมว่า ยายหมั้นคุณอภิสิทธิ์
ให้กับคนอีสานแล้ว การพูดถึงยายเนียน ก็คล้ายๆนายกทักษิณ พูดถึงคนจน เป็นห่วงคนจน เป็นคำพูดหาเสียง
แต่บริหารงานจริงทำไม่ได้
ที่จริงแล้วมีคนจำนวนมากมอบของให้นายกอภิสิทธิ์ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
เช่นปัญหาต่างๆ มีอีเมล์จำนวนมากบอกกับผู้เขียน ว่ามอบให้คุณอภิสิทธิ์ คุณอภิสิทธิ์เอาแต่ที่ของยายเนียนให้
แต่ที่คนอื่นให้ คุณอภิสิทธิ์ไม่เอามาด้วย ไม่นำพามาพูดถึง
แต่ละรัฐบาลไม่เคยจำรัฐบาลใดเข้ามาบริหารประเทศ
รัฐบาลนั้นต่างก็ทำความเดือดร้อนให้ประชาชน
ไม่ได้แก้ปัญหาให้ประชาชน ถูกประชาชนขับไล่ทุกรัฐบาลไป
รัฐบาลชวน 1 ล้มเหลว เป็นที่มาของรัฐบาลบรรหาร รัฐบาลบรรหาร ล้มเหลวของ เป็นที่มาของรัฐบาลชวลิต
รัฐบาลชวลิตล้มเหลว ทำให้เกิดรัฐบาลชวน 2
รัฐบาลชวน 2 ล้มเหลว จึงเป็นที่มาของรัฐบาลทักษิณ
(ขอข้ามรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย)รัฐบาลทักษิณ ล้มเหลว จึงเป็นที่มาของรัฐบาลอภิสิทธิ์
รัฐบาลอภิสิทธิ์ .. ก็คงล้มเหลวเหมือนทุกรัฐบาลที่ผ่านมา

แล้วต่อไป.. ใครจะมา

........................................................................
ตอนที่ 5
........................................................................
เหตุการณ์ดี - ร้ายทุกวันนี้ เกิดจากวิสัยทัศน์ปรัชญา เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว
หรือเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว หรือเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว

เศรษฐกิจ การเมือง สังคม มีปัญหาทั้งหมด ก็พากันแก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว
ประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้ว 2 ครั้ง เพราะการเตรียมการป้องกันหลังการเกิดปัญหาครั้งแรกผิดพลาด
ผิดทิศทางจึงทำให้เกิดวิกฤติครั้งที่ 2เหมือนไฟไหม้บ้าน หรือไหม้ประเทศ ทุก 10 - 20 ปี แต่ละครั้ง ทำลายภาคการเงิน
และภาคการผลิตจริงทั้งหมดของประเทศ แบบไม่เหลือ ที่เหลือก็ตกไปเป็นของต่างชาติ ประเทศจะอยู่ได้อย่างไร
นับวันประเทศก็มีแต่จะจนลง มีการเอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้น คนจนก็ยิ่งจนลง คนเอารัดเอาเปรียบมั่งคั่งขึ้น
ช่องว่างระหว่างคนรวย และคนจนถ่างห่างมากขึ้น...คนไทยลืมง่าย...
คนไทยอึดอัดกับการบริหารงานของรัฐบาลชวน 2 ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เสียงก่นด่า วิจารณ์นายกชวนเกิดทั่วหัวระแหง ตั้งแต่ท้ายซอยถึงต้นซอย ตั้งแต่มัคทายก มัคทายิกา ถึงคนขับแทกซี่
มีคนวาดรูปหน้านายกชวนไว้ที่ถนนข้ามทางม้าลาย ที่คนเดินข้ามไปมา นายกชวน ออกอุบายลดความผิดหวัง
และทุกข์ระทมชาวบ้าน โดยบอกว่า "จะอยู่ไม่ครบเทอม" ซึ่งนายกชวนก็ทำจริง ก่อนครบวาระรัฐบาลชวน 2
ไม่กี่สัปดาห์ รัฐบาลชวน 2 ประการลาออก และอยู่เป็นรัฐบาลรักษาการณ์ กระทั่งมีการเลือกตั้งเสร็จ
เป็นที่มาของรัฐบาลทักษิณ
... แสดงถึงความล้มเหลวรัฐบาลชวน 2 ชาวบ้านแทบกราบเท้า
ฝากความหวังไว้อย่างเต็มที่ กับรัฐบาลที่มาใหม่ ..รัฐบาลทักษิณ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
จากชุมชนอโศก หลวงตามหาบัว แห่งวัดบ้านตาด อุดรธานี ช่วยกันล่าชื่อประชาชน ได้มานับล้านชื่อ
มาสนับสนุน "อัศวินควายดำ" ของหมอเสม ที่โดนคดีซุกหุ้นขอให้เมตตาประเทศชาติด้วย ขอให้ทักษิณ
อยู่บริหารประเทศให้ได้ด้วยเถิด..เจ้าประคู้น..


ตอนหลัง ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ชุมชนชนอโศก หลวงตามหาบัว ผิดหวังกับ
การบริหารประเทศของนายกทักษิณ นอกจากบริหารประเทศไมาเจริญแล้ว พวกเขาโกงกันทั้งโคตร
คนสนับสนุนพากันยูเทิร์น เปลี่ยนมาเป็นขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท. ดร.ทักษิณแทน แต่รัฐบาลก็ "ด้านทนทายาท"
ไล่อย่างไร ก็ไม่ยอมออกพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ยี่ระ ใช้ลมปากทุกเช้าวันเสาร์ และกลไกการโฆษณาผ่านสื่อ
ได้คนกลุ่มใหม่มาสนับสนุน ได้ วัดธรรมกาย วัดสวนแก้ว และคนเสื้อแดงมาแทน พาความแตกแยกมาสู่คนในชาติ
อย่างน่าเศร้า.. อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ประเทศไทยหวังคนระดับสูงที่บริหารประเทศได้ยากไม่ว่า

"
ข้าราชการ นักวิชาการ ระดับสูง สื่อมวลชน และนักการเมือง"
คนทั้ง 4 กลุ่มนี้ (ขอเรียกคำรวมว่า "ศักดินา 4")
เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย ต่างมุ่งหวังแต่ประโยชน์ส่วนตน มีประเทศชาติ
ประชาชนคนไทยและพ่อหลวง เป็นเหยื่อ

คนระดับสูง สมัยกรุงศรีอยุธยา และ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ..ไม่ได้แตกต่างกัน

ซ้ำรอยอีกแล้ว..การล้มเหลวของรัฐบาลทักษิณ เป็นที่มาของรัฐบาลอภิสิทธิ์
การเป็นนายกก็ยากตอนก่อนที่จะได้เป็นนายก แต่เมื่อเป็นนายกแล้วจะสบายกว่า
คนพากันสอพลอแทบไม่มีเวลาว่าง ทุกฝ่ายแย่งตัว เหมือนแย่งลูกรักบี้ทุกวันนายกอภิสิทธิ์ ไม่เคยพกปัญหาใดไว้กับตัว
พกแต่แหวนทองเหลืองวงเดียวไว้ติดตัว ผู้สื่อข่าวไทยก็เหลือเกิน ไม่มีสาระพอกัน ถามหาแหวนยายเนียนทีไร
นายกอภิสิทธิ์ควักมาให้ดูทันที
คนหนุ่มหน้าตาดี พูดดี ไปเยี่ยมเยียนคนมีอายุ ก็ดูน่ารักดี
คนแก่เห็นก็เมตตา เอ็นดู รักใคร่
ไม่เพียง "ยายเนียน" เท่านั้นที่สวมแหวนหมั้นคุณอภิสิทธิ์ ..เป็นเขยอีสาน
ผู้เฒ่า ผู้แก่ ทางอีสาน บางท่านก็เหน็บแนม ด้วยความรัก "โอ้ย น๊อ เขยพอกะเทิน" คำว่า "พอกะเทิน" เป็นวลีไทยอีสาน
ให้ความหมายว่า งั้นๆแหละ คือดูไม่สมจริง
"เขยพอกะเทิน" หมายความว่า เป็นเขยที่ไม่เนียน เป็นเขยงั้นๆแหละ เป็นเขยได้ไม่จริง

ประเทศไทยเคราะห์ร้ายอีก...ดูการจับไม้กวาด กวาดบริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล ดูเก้ๆกังๆ
ดูท่าว่าใช้ไม้กวาดไม่เป็น "พอกะเทิน"ดูเป็นผู้ดีตีนแดง ตะแคงตีนเดิน ไม้กวาดยังใช้ไม่เป็น แล้วจะไปทำอย่างอื่นอะไรเป็น..
อ้อ พูดเป็นอีกอย่างการปฏิบัติตัวของคนที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ พอจะบอกได้ว่า เขาจะนำพาประเทศชาติเจริญก้าวหน้าหรือไม่ ?"ประชาชนต้องมาก่อน" ..เป็นคำขวัญของนายอภิสิทธิ์ ก่อนที่จะได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีการหาเสียงเลือกตั้งครั้งล่าสุด
คณะของประชาธิปัตย์ ได้ไปเยี่ยมหน่วยงานราชการต่างๆ ใน "ศักดินา 4"
สอบถามถึงปัญหา ข้อมูล และนโยบาย
ที่ควรจะเป็น แล้วให้ข่าวว่า "นโยบายตรงกัน" (กับหน่วยงานทางการ)นายอภิสิทธิ์เดินทางไปพบ "กลุ่มคนที่สร้างปัญหาให้ประเทศชาติ" แล้วจะแก้ปัญหาของชาติได้อย่างไร เขาก็ปกปิดสิ่งที่เขาทำไม่ถูกต้องไว้ แล้วก็แนะนำอวิชชาอย่างใหม่นักการเมืองรับไปตัดสินใจ แท้จริงแล้ว ศักดินา 4 ต่างหาก ที่มาก่อนประชาชน มี "นายทุน" วิ่งอยู่ทางคู่ขนาน กับศักดินา 4 และรัฐบาล"ประชาชนต้องมาก่อน" จึงเป็นเรื่องที่ไม่จริง ประชาชน ประเทศชาติ ต้องต่อท้ายแถวเหมือนเดิมไม่เห็นว่าจะเป็นการเมืองใหม่ตรงไหน เก่า คร่ำครึ สนิมเขรอะ ยิ่งกว่าเดิมรัฐมนตรีคนหนึ่ง ไม่ทราบตั้งที่ปรึกษาไปทำอะไรมากมายถึง 33 คนไหนว่าตั้งคนดีมีฝีมือมาบริหารประเทศ เก่งจริง มีฝีมือจริง ทำไมจึงตั้งที่ปรึกษาจึงมากเช่นนั้น
บริหารน้ำเน่า บนซากปรักหักพังของประเทศ

วันที่ 22 ธันวาคม 2551
นายกฯ
และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ และเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด
ประเทศอังกฤษเดินทางไปเยี่ยมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตลาดฯ ทราบข่าวแต่เช้านายกจะไปเยี่ยม
ตลาดหลักทรัพย์ หุ้นตกทันทีตั้งแต่เปิดตลาดภาคเช้า แล้วดิ่งลงตลอดทั้งวัน และปิดที่ต่ำสุดของวัน -12.93 จุด........................................................................

ตอนที่ 6
........................................................................ประเทศไทย ไม่มีตัวเลือก ไม่มีตัวเลือกที่พอจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทย
ไม่ต้องระวังหมาจนตรอกทักษิณ ประเทศไทยต้องระวัง "เขยพอกะเทิน" ไว้ให้ดี อภิสิทธิ์ ไม่ใช่ไม่เคยผ่านงาน
เขาเคยผ่านงานมาแล้ว ในรัฐบาลชวน 2 ช่วยนายกชวนบริหารประเทศ ..จนได้ "รัฐบาลทักษิณ" เป็นสิ่งตอบแทน
มาแล้ว
ทักษิณ หากไม่ติดคุก รักษาเนื้อ รักษาตัวไว้ให้ดี ไม่ต้องไปใช้บริการ 3 เกลอหัวขวด ให้เสียเวลา เสียเงิน เสียทอง
เสียความรู้สึก แต่อย่างใดนายกฯ อภิสิทธิ์ จะทำให้ดร.ทักษิณกลับมาเป็นนายกฯ ใหม่ได้..............................................................เขียนนำเสนอ ตามข้อมูลที่ได้รู้ได้เห็นมา เช่นนั้นจริง เป็นเช่นนี้มาทุกรัฐบาล
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Sep 30, 2009 3:24 pm

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01300952&sectionid=0130&day=2009-09-30

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11526 มติชนรายวัน

ทหาร การเมือง คอร์รัปชั่น

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ

โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร


พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน คร่ำหวอดกับการศึกษาเรื่อง
บทบาทของกองทัพกับการเมืองไทยมาเป็นเวลานาน งานเขียนของเขาชิ้นล่าสุด
ซึ่งเสนอในการสัมมนาที่จุฬาฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ความยาวประมาณ 100 หน้า
เป็นบทความสำคัญที่ผู้สนใจการเมืองไทยทุกคนควรอ่าน

ในงานชิ้นนี้พอลแสดงให้เห็นว่า หลังการรัฐประหารปี 2549
ฝ่ายกองทัพได้หวนกลับคืนสู่ศูนย์กลางของอำนาจการเมืองไทยอีกครั้ง
หลังจากที่เสียความน่าเชื่อถือไปภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535

โดยขณะนี้ ทหารมีบทบาทนำเหนือรัฐบาลพลเรือน (จนกล่าวได้ว่าเป็นอิสระจากรัฐบาลพลเรือน)
ในหลายด้านด้วยกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพมีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังการเป็นรัฐบาลของพรรคประชา
ธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลและยังเป็นกำลังสำคัญในการดูแลความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน
และกิจกรรมสำคัญของรัฐบาลในภาวะซึ่งรัฐบาลไม่สามารถกุมบังเหียนกำกับด้านความมั่นคงภายในได้เต็มที่

พอลเห็นด้วยกับนักวิเคราะห์ไทยท่านหนึ่งที่สรุปว่า
"ทหารแต่งตั้งตัวเอง เป็นผู้พิทักษ์และปกป้องการเมืองไทยในอนาคต"

โดยเขาขยายความต่อไปว่า "กองทัพเป็นผู้ปกป้องอนาคตจริงๆ
ในเรื่องการพิทักษ์ชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่กองทัพก็แสดงให้เห็นว่า
สนใจที่จะปกปักษ์ประชาธิปไตยและรัฐบาลพลเรือนน้อยลงทุกที"

และเขายังสรุปอย่างตรงไปตรงมาอีกว่า "เมืองไทยวันนี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของทหาร
เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ประชาธิปไตยกำลังอยู่ในช่วงขาลง อาจกล่าวได้เลยว่า เมืองไทยได้ลดฐานะลงไป
เป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์หรือประชาธิปไตยปีกหักไปแล้ว"

อีกนัยหนึ่งพอลกำลังบอกว่า รัฐบาลขณะนี้เป็น "นอมินี" ของกองทัพนั่นเอง

พอลชี้ว่าฝ่ายกองทัพซึ่งเป็นฝ่ายนำอยู่ในขณะนี้ (พันธมิตรสามขาระหว่าง
พลเอกอนุพงษ์ พลเอกประวิตร และพลเอกเปรม) ได้ตระหนักภายหลังความล้มเหลวของอดีต คมช.ว่า
ตั้งรัฐบาลนอมินีที่พอจะควบคุมได้ดีกว่าทำรัฐประหารแล้วพยายามเป็นรัฐบาลเสียเอง
เมื่อรัฐบาลนอมินีล้มเหลวก็ไม่ถูกว่า ลอยตัวไป แล้วยังมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลนอมินีอื่นๆ แทนได้อีก

บทวิเคราะห์นี้จึงนำไปสู่คำถาม "เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จำเป็นต้องมีทหารหนุนหลังจึงจะอยู่ได้
แต่ทหารจำเป็นต้องมีหรือต้องการให้รัฐบาลประชาธิปัตย์อยู่ในอำนาจต่อไปหรือเปล่า"

คำถามนี้แสดงความเปราะบางทางการเมืองปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือรัฐบาลปัจจุบัน
ต้องพึ่งพากองทัพเป็นอย่างมาก

แต่ใช่ว่าสถานะภาพของทหารจะแน่นปึ๊กอย่างที่คาดหวัง เนื่องจากขณะนี้ทั้งกลุ่มคนเสื้อเหลือง
และกลุ่มคนเสื้อแดงล้วนไม่พอใจและแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายกองทัพอย่างโจ่งแจ้ง

มากขึ้นเรื่อยๆ และเนื่องจากแต่ละกลุ่มสีเสื้อต่างก็มีพรรคการเมืองและพลังมวลชนหนุนหลัง
อยู่เป็นจำนวนมาก แผ่กระจายไปหลายภาคของประเทศ

สถานภาพของกองทัพจึงไม่มั่นคง และอาจจะนำไปสู่สภาวะการสูญเสียความน่าเชื่อถือ
หรือความชอบธรรมได้อีกในทำนองเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นสมัยหลัง 14 ตุลาคม
2516 และพฤษภาทมิฬ 2535 ตามมาด้วยผลพวงต่างๆ ที่เป็นภาพลบ
รวมทั้งการถูกตัดงบประมาณทหารได้อีก

ถ้าฐานะของทหารไม่มั่นคงความพยายามที่จะเป็น King maker อยู่เบื้องหลังรัฐบาล "นอมินี"
ดังที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ อาจจะไปได้ไม่กี่น้ำ

ดังนั้นทหารจึงยังจะต้องวางแผนอื่นๆ เพื่อเป็นหลักประกันว่าบทบาทของตนจะยังอยู่
ในศูนย์กลางของการเมืองไทยภายใต้กรอบของ "ประชาธิปไตยแบบกำกับได้"

ในบทความชิ้นนี้ พอลจึงพูดถึงความเป็นไปได้ที่ทหารจะต้องการก่อตั้งพรรคการเมือง
ที่จะเป็นตัวแทนปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตน ดังที่เคยพยายามทำในอดีต (พรรคสามัคคีธรรม)

ซึ่งในขณะนี้ก็มีข่าวคราวแล้วว่าในอนาคต พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หรือพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ
อาจจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่หรืออาจจะเข้าร่วมมือกับพรรค เช่น ภูมิใจไทย
ซึ่งพลเอกประวิตรมีความโยงใยอยู่กับเนวิน ชิดชอบ

ข้อเสนอของพอลมีความเป็นไปได้สูง กองทัพอาจเลือกทำทั้ง 2 อย่าง คือ ทั้งตั้งพรรคใหม่
และทั้งเข้าไปร่วมมือกับพรรคปัจจุบันบางพรรค

การตั้งพรรคใหม่มีภาษีตรงที่น่าจะเป็นตัวแทนของฝ่ายกองทัพได้ดีกว่า
กรณีที่จะไปร่วมมือกับพรรคเดิมซึ่งมีกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ กำกับอยู่แล้ว

ในการตั้งพรรคใหม่ ฝ่ายทหารก็ต้องพึ่งนักการเมืองหน้าเก่าๆ อยู่ดี
เพราะลำพังฝ่ายทหารคงไม่มีฐานเสียงในระดับพื้นที่
ด้านพลังมวลชนที่แน่นหนาแต่อย่างใด หรือมีบ้างก็คงไม่มากพอ

ในประเด็นนี้ ก็มีนักการเมืองหน้าเก่าที่ยังมีฐานเสียง มีกระสุนและมีชนักปัญหาต่างๆ
เป็นแรงจูงใจให้ต้องการหวนคืนสู่อำนาจให้ความร่วมมือด้วย (วัฒนากำนันเป๊าะ ฯลฯ )
เราจึงอาจจะเห็นพัฒนาการหลายรูปแบบรวมทั้งการร่วมมือกันระหว่างทหารกับนักการเมือง
ประเภทเจ้าพ่อหน้าเดิมๆ

โดยสรุป เป็นที่ชัดเจนจากงานศึกษาของพอล แชมเบอรส์และจากการติดตามสถานการณ์ความเป็นจริง
ที่มองเห็นอยู่ว่าทหารได้หวนคืนสู่ศูนย์กลางอำนาจการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง
และคงจะพยายามดำรงสถานะนี้อยู่เป็นเวลานานด้วยภาวะของการแตกสลายของฟากพรรคการเมือง
และด้วยความร่วมมือของพรรคการเมืองบางส่วนเอง

พอลแสดงความวิตกกังวลกับอนาคตของประชาธิปไตยไทยว่าปีกหัก
เขาเกรงว่าประชาธิปไตยจะอยู่ในกำกับของทหารต่อไปในอนาคต
ซึ่งจะทำให้การเมืองไทยเกิดภาวะไร้เสถียรภาพและแนวโน้มที่จะเกิดรัฐประหารก็เป็นไปได้อีก
โดยฝ่ายกองทัพสามารถอ้างสภาวะความมั่นคงภายในถูกคุกคามจากความไร้เสถียรภาพ
ทางการเมืองเป็นเหตุผล

นัยของการหวนคืนสู่ศูนย์กลางอำนาจของฝ่ายทหาร
ปรากฏให้เห็นแล้ว จากการที่งบประมาณทหารได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.2
ของงบประมาณประจำปี 2548 เป็นร้อยละ 8.5 ในปี 2551 ส่งผลให้เห็นเงินงบประมาณที่จะนำไปใช้
ในด้านการสังคมการศึกษาและอื่นๆ ต้องลดลงไป

นอกจากนี้ยังมีนัยต่อประเด็นเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่น
ในการศึกษาของผู้เขียนและคณะร่วมวิจัยที่จุฬาฯ จากผลงานหลายชิ้น
เรามีข้อค้นพบว่า สมัยทหารเป็นใหญ่ (สฤษดิ์ ถนอม ประภาส)
การคอร์รัปชั่นอาจจะสูงกว่าสมัยประชาธิปไตย และสมัยทหารเป็นใหญ่
การตรวจสอบทำได้ยากกว่า ส.ต.ง.ไม่อาจตรวจสอบงบฯทหารได้ และสื่อถูกปิดปาก
ทำให้ไม่อาจเปิดโปงปัญหาการคอร์รัปชั่นได้
จะมารู้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลทหารดังกล่าวล่มสลายไปแล้ว

อดีตผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ส.ต.ง.)ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับคณะวิจัย
โดยกล่าวว่ารัฐบาลทหารเป็นใหญ่"...มีโอกาสคอร์รั่ปชันสูงสุด เพราะการกระจุกตัวของอำนาจมีสูง
และไม่ต้องแบ่งกับใคร ยุคประชาธิปไตยอัตราการคอร์รัปชั่นน่าจะต่ำกว่าเพราะทำได้ยากขึ้น..."

อนึ่งกรณีการคอร์รัปชั่นโดยนักการเมืองที่ถูกฟ้องร้องถึงชั้นศาลจนมีนักการเมือง
ระดับ ร.ม.ต.และผู้มีอิทธิพลถูกลงโทษรายสำคัญๆ (รักเกียรติ กำนันเป๊าะวัฒนา ฯลฯ)
ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในสมัยประชาธิปไตยทั้งสิ้น

ขณะนี้เราพูดถึงการร่วมมือกันระหว่างข้าราชการ นักธุรกิจและนักการเมืองในการคอร์รัปชั่น
ว่าร้ายแรงและแก้ยากพยายามหาทางแก้ไขอยู่แต่ที่ร้ายแรงกว่าและจะแก้ยากกว่าจะเป็นการร่วมมือกัน
ระหว่างทหารและนักการเมือง


หน้า 6

สุดท้ายกองทัพไทยจะเหลือเพียงแค่อดีต
หมายเหตุ: ปัจจุบันก็แทบจะไม่เหลือความเป็นกองทัพแห่งชาติไทยอยู่แล้ว
กลายเป็นกองกำลังส่วนตัวของใครต่อใครบ้างก็ไม่รู้
เปรอะไปหมด


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1254467217&grpid=03&catid=
วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2552 เวลา 14:06:37 น.
มติชนออนไลน์

อดีตผช.ประธานกมธ.ทหารจี้นายกฯทบทวนอนุมัติซื้อ"ฮ.ซีฮอร์ค"

P { margin: 0px; }
ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 2 ต.ค. นายสุระภูมิ จิตอารีรัตน์ผู้ช่วยพล.อ.หาญ ลีนานนท์
อดีต ส.ว.สตูลและอดีตประธานคณะกรรมาธิการการทหารวุฒิสภา
เปิดเผยภายหลังยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ยับยั้งหรือทบทวน
โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ แบบซีฮอร์ค
ตามมติครม.เมื่อวันที่ 22 กันยายน 52 ว่า โครงการซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบซีฮอร์คด้วยวิธีพิเศษนั้น
จะทำให้กองเรือยุทธการซึ่งเป็นเรือรบหลวงที่ประจำการอยู่ได้รับความเสียหาย
สูญเสียศักยภาพและประสิทธิภาพในการภารกิจทางยุทธการอย่างรุนแรง
สมัยที่ พล.อ.หาญ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารฯ และได้ศึกษาโครงการนี้
และมีมติไม่เห็นด้วยกับโครงการเพราะถือว่าเป็นการขออนุมัติซื้อเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้กับเรือรบ
ของกองทัพเรือไม่ได้ เพราะเฮลิคอปเตอร์แบบซีฮอร์ค สามารถใช้กับภารกิจบนบกเท่านั้น
เนื่องจากเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่มีลำตัวใหญ่มีน้ำหนักมากและไม่มีอยู่ในแผนยุทธการของกองเรือฟริเกต
ของกองทัพเรือจึงไม่สามรถจะปฏิบัติภารกิจร่วมกับเรือได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้ไม่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ
ในการปฏิบัติภารกิจปราบเรือดำน้ำ

นายสุระภูมิ กล่าวว่า ตนและพรรคพวกในขณะนั้นจึงได้รวมตัวกันถวายฎีกาเพื่อคัดค้านโครงการนี้
ตั้งแต่ปี 2544 สมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาก็มีมติยับยั้งโครงการดังกล่าว
แต่มาบัดนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะมีความผิด
เพราะสร้างความเสียหายต่อราชการ ต่อประเทศทำให้ประสิทธิภาพของกองทัพเรือเสื่อมถอยไร้ประสิทธิภาพ
ทั้งนี้จะให้เวลานายกรัฐมนตรีทบทวนเรื่องดังกล่าวเป็นเวลา 15 วันก่อนจะยื่นร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ
เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป


สงสัยซื้อมาใช้กับเรือลำเดียว

http://www.navy.mi.th/cvh911/911update16.html

S-70B Sea Hawk เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ
้โดย นายทหารสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ร.ล.จักรีนฤเบศร


เฮลิคอปเตอร์ Sea Hawk หรือ Navy Hawk ตามนามเรียกขานของราชนาวี
เป็นเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำที่ใช้ปฏิบัติการร่วมกับเรือ
เรียกได้ว่าเป็นพระเอกตัวจริง ด้วยสมรรถนะและขีดความสามารถที่หลากหลาย
เพราะไม่เพียงแค่ปราบเรือดำน้ำเท่านั้น ยังมีภารกิจสนับสนุนกำลังทางเรือ
กำลังนาวิกโยธิน ตลอดจนค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลอีกด้วย Sea
Hawk (S-70) หรือในภาษาราชการเราเรียกว่า เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบที่
1 (ฮ.ปด.1) เป็นอากาศยานประจำเรือ ในสังกัด ฝูงบิน 2 หน่วยบิน
ร.ล.จักรีนฤเบศร ปัจจุบันมีประจำการทั้งหมด 6 ลำ
เฮลิคอปเตอร์แบบ S-70 เป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง ผลิตโดยบริษัท
Sikorsky เพื่อตอบสนองภารกิจของกองทัพสหรัฐอเมริกา แทนเฮลิคอปเตอร์แบบเดิม
UH-1 Iroquois หรือ Huey เฮลิคอปเตอร์ Bell
ที่เรารู้จักกันเมื่อครั้งสงครามเวียดนาม S-70 ได้รับการพัฒนาจาก YUH-60A
เครื่องต้นแบบ ที่ประจำการในกองทัพสหรัฐ ในชื่อ UH-60A Black Hawk
ตั้งแต่ปี 1979 จากนั้น YUH-60A ถูก upgrade เป็น UH-60L
ในปีต่อมาซึ่งมีกำลังมากกว่า โดยใช้เครื่องยนต์ GE-701C
และเชื่อว่าอีกไม่นานจะนำเอา YUH-60A และ UH-60L มาพัฒนารวมกัน
ให้มีขีดความสามารถมากขึ้นทั้งด้านสมรรถนะ (กำลังยก)
ติดตั้งเครื่องมือ/อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาระบบควบคุมการบิน
รวมไปถึงระบบนำร่องเป็นแน่แท้ สมรรถนะของ S-70
ที่เป็นเลิศจึงถูกกล่าวขวัญกันมากในขณะนั้น
ด้วยความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศ ซึ่งสามารถบรรทุกหมู่ทหารได้มากถึง
11คน พร้อมอุปกรณ์หรือปืน M102 howitzer ขนาด 105mm รวมกระสุน 30 ชุด
และเจ้าหน้าที่อีก 6 คน รวมแล้วบรรทุกน้ำหนักได้ 2,600 ปอนด์ (1,170 กก.)
หรือใช้ sling load ได้ 9,000 ปอนด์ (4,050 กก.)
จึงไม่แปลกเลยที่กองทัพเรือสหรัฐจะมีไว้ประจำการ โดยเป็นรุ่น SH-60/MH-60
Seahawk (หรือ Sea Hawk) หนึ่งในตระกูล S-70 ตั้งแต่ปี 1983 และรุ่น
SH-60F Ocean Hawk ในปี 1988


S-70 Sea Hawk ได้รับการผลิตออกมาหลายต่อหลายรุ่น
ซึ่งเรียกตามเวอร์ชั่นนั้นๆ อาทิ กองทัพสหรัฐ จะได้ชื่อว่า YSH-60(X),
SH-60(X), NSH-60(X) ส่วนกองทัพต่างๆทั่วโลกจัดอยู่ในเวอร์ชั่นผลิตจำหน่าย
โดยผลิตตามสเปคว่าต้องการแบบใด ภารกิจอะไร สนับสนุนอะไร ขนาดเท่าไร
งบประมาณเท่าใดฯ แต่โดยส่วนใหญ่และจะได้ชื่อว่า S-70 Sea Hawk
รวมทั้งราชนาวีไทยด้วย เช่น
S-70B-1 Seahawk ของกองทัพเรือสเปน เป็นเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ประกอบ LAMPS (Light Airborne Multipurpose System)
S-70B-2 Seahawk ของกองทัพเรือออสเตเลีย เป็นเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ซึ่งเหมือนกับ SH-60B Seahawk กองทัพเรือสหรัฐ
S-70B-3 Seahawk หรือ SH-60J ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น เป็นเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ
S-70B-6 Aegean Hawk: เป็นเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพกรีก ซึ่งมีการผสมระหว่างเฮลิคอปเตอร์แบบ SH-60B และ F models.
S-70B-6 Seahawk เป็นเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำของราชนาวีไทย
S-70A (N) Naval Hawk: เป็นเครื่องที่มีการผสมระหว่าง S-70A Black Hawk และ S-70B Seahawk


คุณลักษณะโดยทั่วไปของ S-70B (ฮ.ปด.1)
ประเภท เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ
ภารกิจ ปฏิบัติการร่วมกับเรือ (หลัก) และ ค้นหาและ
ช่วยเหลือผู้ประสบภัย (รอง)
เครื่องยนต์ T700-GE-401C จำนวน 2 เครื่อง
เครื่องละ 1,662 HSP.
ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางวงโรเตอร์หลัก 16.36 เมตร
ความยาวลำตัว 15.26 เมตร (พับหาง 12.48)
สมรรถนะ - สูง 5.18 เมตร
-ความเร็วสูงสุด 180 นอต
-ความเร็วเดินทาง 130 นอต
-ระยะปฏิบัติการไกลสุด 480 ไมล์ทะเล
(เมื่อติด Left Aux. Tank)
-รัศมีปฏิบัติการ 200 ไมล์ทะเล
(เมื่อติด Left Aux. Tank)
-บินนาน 4.3 ชั่วโมง (เมื่อติด Left Aux. Tank)
-เพดานบิน 13,000 ฟุต
-อัตราไต่ 2,000 ฟุต/นาที
-ความจุน้ำมันเชื้อเพลิง 3,953 ปอนด์ และเมื่อติด Left Aux. Tank รวม 4,757 ปอนด์
- น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 21,884 ปอนด์
-Rescue Hoist ยาว 200 ฟุต รับน้ำหนักได้
600 ปอนด์
-Cargo Hook รับน้ำหนักได้ 6,000 ปอนด์


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=28&PHPSESSID=4da36aa771e31794b4d0808c3a9f2573

http://www.nokkrob.org/index.php?&obj=forum.view(cat_id=nkbd-1,id=63
หลังจากสงครามยาเสพติดและการฆ่าตัดตอนที่คร่าชิวิตชาวไทยไป 2274 คน
เจ้าหน้าที่จาก The US White House Office on National Drug control Policy
ได้กล่าวชมเชยรัฐบาลทักษิณว่า ดําเนินการได้เยี่ยมมาก และสัญญาว่า
จะให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติม

"The US White House Office on National Drug control Policy administrator Mr. Crane in
January
promised Thailand more funds for doing a great job. The killing was started
in February. Once again,
American Trained personel including Task Force 399 of Mae Rim Chiang Mai

." (http://sf.indymedia.org/news/2003/05/1614635.php)

พอถึงปลายปี 2546 ประธานาธิิบดี จอร์จ บุช ของสหรัฐอเมริกา เดินทางมาแสดงความยินดีกับนาย ทักษิณ
ชินวัตร โดยตรง และแต่งตั้งให้ประเทศไทยเป็น
"ชาติพันธมิตรหลัก นอกกลุ่มนาโต" (Major Non-NATO Ally)


แต่ประชาชนชาวไทยจํานวนมากก็ได้เริ่มตั้งคําถามแล้วว่าสิทธิ์ "พิเศษ" นี้ว่าด้วยอะไรบ้าง และ ได้มาด้วยเหตุใด

ข้อมูลที่เด่นชัดที่สุดนั้นไม่ได้มาจากรัฐบาลไทย แต่กลับถูกเปิดเผยโดยเอกสารของสถานทูตสหรัฐเสียเอง

ในวันที่ 29 มิถุนายน 2547 นาย Darryl N. Johnson เอกอัครราชทูตสหรัฐกล่าวขอบคุณรัฐบาลทักษิณ

ที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ ในการอุดหนุนอุตสหกรรมการผลิตอาวุธของสหรัฐ



"For that, I would like to say: thank you."

"We know you will make good use of these UH-1s, as you have the Black Hawks you have purchased
[during] the past several years, and which we hope will be the long-term future of army aviation in Thailand
,"

"Last week, the U.S. Commander of Pacific Forces, Admiral Fargo, and I met with Prime Minister Thaksin.
The prime minister mentioned the difficulty the Royal Thai Army (RTA) faces, in having been trained
and equipped to fight communists in the jungle, or counter an invasion from outside the country
"

"
Now the challenges are different, particularly in countering the unrest in the south,
as well as in countering drug traffickers
," (

http://bangkok.usembassy.gov/news/press/2004/nrot044.htm )

Darryl N. Johnson เอกอัครราชทูตสหรัฐ ยังกล่าวอีกว่าเขาหวังว่าอาวุธที่สั่งซื้อไปนั้น
จะได้นําไปใช้ใน สงครามยาเสพติด และการปราบปรามชาวมุสลิมในภาคใต้

นายเทพ รู้สึกหดหู่ใจ เพราะตนก็เคยรับราชการทหารมาก่อน

แต่ก็ไม่คิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะขายเกียรติยศของทหารไทยเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าเพียงง่ายๆ

"ก็อย่างว่าละครับ ผมเองก็ไม่รู้อะไรมาก เราจะไปว่ารัฐบาลก็คงไม่ได้ ทางรัฐบาลเขาก็ทําดีที่สุดแล้วละครับ"

แต่สิ่งที่ยังทําใจไม่ได้ก็คือเรื่องแฟนสาวของตนกับทหารจีไอ นายเทพยังไม่เข้าใจว่าทําไมจึงมี
ทหารอเมริกันมาประจําการอยู่ที่ขอนแก่นได้ ทั้งๆที่บริเวณนี้เป็นเขตที่รัฐกําลัง จัดให้เป็นฐานทัพของ

ประเทศสิงค์โปร
เท่านั้น


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=26&PHPSESSID=4da36aa771e31794b4d0808c3a9f2573

http://thestar.com.my/news/story.asp?file=/2004/6/29/latest/17808UShandso&sec=latest
Tuesday, June 29, 2004
US hands over 30 refurbished helicopters to Thai army

BANGKOK, Thailand: The United States on Tuesday handed 30 refurbished
helicopters to the Thai army as part of a US$30 million deal signed
three years ago, a U.S. Embassy statement said. U.S.Ambassador Darryl N. Johnson
formally presented the UH-1 Huey helicopters at a Thai air base in central Lopburi province,
about 115 kilometers (70 miles) north of Bangkok, the statement said. The Thai army agreed
to buy the helicopters from the U.S. government in late 2001. The cost of the aircraft,
spare parts and pilot training programs totaled about US$30 million, the statement said.
The helicopters were used by the U.S. army from 1967 to 1990, most notably in the Vietnam War.
They are generally used for transporting troops and light equipment. Last year,
Thailand slashed an order for U.S.-made Black Hawk helicopters due to budget constraints.
It had planned to obtain 32 Black Hawks by 2012, but scaled back the number to nine.
Each attack helicopter costs an estimated US$12 million. Thailand's military has been
under severe budgetary constraints since the 1997 financial crisis drained the Thai treasury
of much of its reserves. Connecticut-based Sikorsky, which makes the Black Hawk,
has sold the aircraft to the militaries of at least 22 nations. - AP

http://www.scoop.co.nz/stories/HL0406/S00277.htm
US Black Hawks Asist Thai War On Drugs/Militants

Wednesday, 30 June 2004, 9:50 am
Opinion: Richard S. Ehrlich

BANGKOK, Thailand -- Washington has delivered 30 helicopters to Bangkok
to help it crush Muslim militants in the south and guard against illegal drug trafficking
in the north. "We know you will make good use of these UH-1s, as you have the Black Hawks
you have purchased [during] the past several years, and which we hope will be the long-term
future of army aviation in Thailand,"

U.S. Ambassador Darryl N. Johnson told military officers.



"Last week, the U.S. Commander of Pacific Forces, Admiral Fargo, and I met with Prime Minister Thaksin.
The prime minister mentioned the difficulty the Royal Thai Army (RTA) faces, in having been trained
and equipped to fight communists in the jungle, or counter an invasion from outside the country,
" the ambassador said, referring to dangers Thailand and America perceived during the past three decades."
Now the challenges are different, particularly in countering the unrest in the south, as well as in countering
drug traffickers," he said."Mobility is essential, as is the need to be able to deploy forces rapidly.
RTA helicopters can and will play a crucial role in these missions," Ambassador Johnson said.
The envoy announced the delivery of 30 "refurbished" UH-1 helicopters to the Royal Thai Army
at the RTA Aviation Center in Lopburi province, the U.S. Embassy said on Tuesday (June 29).
The helicopters, plus spare parts and training, totaled about 30 million U.S. dollars, the embassy said.
"UH-1s are normally used for day-to-day operations, generally transporting troops and light equipment.
These UH-1s were used by the U.S. Army from 1967 to 1990," the embassy added.In May,
Ambassador Johnson said in a speech: "Whether the security threat is domestic,
as in the case in southern Thailand, or transnational terrorism, as in the case of the September 11 attacks
in the U.S. and the 2002 Bali attack in Indonesia, like-minded countries in the international community
must come together and protect ourselves, our societies, and our citizens from the menace of militants
and terrorists who seek to destroy the fabric of our free societies.

"Thailand's Muslim militants have been blamed for virtually daily attacks against Thai security forces,
Buddhist clergy, businessmen, plantation workers, teachers and civilians in the south.
Bangkok has poured hundreds of extra troops into the area to guard Buddhist temples and schools
and to beef up patrols, but militants have continued their attacks using machetes, assault rifles,
home-made bombs and rocket-propelled grenades.The worst one-day of violence in
Thailand's recent history occurred on April 28 when Thai security forces,

backed by armored personnel carriers and helicopters, killed 38 suspected Islamic militants
inside the Krue Se mosque in the southern city of Pattani,

plus about 70 other Muslim fighters in scattered clashes.Five Thai security forces also died,
bringing the day's total death toll to 112.About 95 percent of Thailand's population are Buddhist,
but Muslims form a majority in the southern provinces of Pattani, Yala, Narathiwat, Satun and Songkhla
-- much of which is currently under martial law.Shortly after the April 28 bloodshed,
the Thai government described the violence as an "internal" problem caused by Thai Muslim "militants"
and not linked to foreign terrorists.International and Thai human rights groups, however,
criticized Bangkok for appearing to use excessive force when hunting down Muslim suspects.
They also criticized Thailand for its "war on drugs" which resulted in more than 2,000 deaths last year.
Most of the deaths were described by officials as smugglers killing each other.
But critics point to a lack of arrests and convictions for the large number of murders.
Thailand's biggest drug problem involves production and consumption of methamphetamines,
which have spread from construction workers and truck drivers to include students
and high society personalities.Bangkok successfully suppressed much of its earlier opium
and heroin production, but still suffers from smugglers who bring those narcotics from
Burma into northern Thailand for domestic use and international syndicates.

*** ####*** Richard S. Ehrlich, a freelance journalist who has reported news from Asia
for the past 25 years, is co-author of the non-fiction book, "HELLO MY BIG BIG HONEY!"
-- Love Letters to Bangkok Bar Girls and Their Revealing Interviews. His web page is
http://www.geocities.com/glossograph/


http://teenoi.freeforums.org/5-t562.html
รู้สึกว่าวันนี้ ครบรอบ 5 ปี เหตุการณ์ ที่กรือเซะครับ อยากรบกวนท่านผู้รู้ ช่วยเล่าเรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลัง
เป็นวิทยาทานหน่อยครับเพราะขนาดเหตุการณ์นี้ก็ไม่นับว่านานมาก ผมก็จำได้แค่ทหารโดยการนำของ
พัลลภ ไปบุกยิงพี่น้องขาวมุสลิมที่อยู่ในมัสยิดรู้สึก ว่าส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน ที่มารวมตัวเพราะประท้วงเจ้าหน้าที่รัฐ
ด้วยเรื่องอะไรสักอย่างนี่แหละแล้วถูกกล่าวหาว่ามีอาวุธสงคราม เลยโดนเก็บเรียบและเป็นสาเหตุหนึ่ง
ของการที่ 3 จังหวัดชายแดน ไม่สงบมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็อยากรู้ว่า เสธ.ตัวนั้นเกี่ยวข้องด้วยไหมครับ
ขอบคุณครับ
http://www.sae-dang.com/board/ReadTopic.php?no=32019
ปริศนา กรือเซะ ที่พวกเราไม่รู้
ผมเล่าต่อเลยนะครับ ผมได้พูดคุยกับคนขับรถที่ไปส่่งผมไปเบตง ก็คุยกันทุกเรื่อง
และก็คุยกันแบบถูกคอที่เดียว ทุกครั้งที่เขาพูดไม่ว่าเรื่องอะไรผมก็จะแสดงความเห็นอกเห็นใจเขาเสมอ
จนทำให้เขามีความรู้สึกที่จะไว้ใจที่จะพูดกับผมได้ ผมถามว่าทำไมรถของพวกเขาถึงปลอดภัย
เขาตอบว่าเขาต้องเสียค่่าส่่วยทั้งตำรวจ ทหาร และแนวร่วม (เขาใช้คำว่าผู้ก่อการร้ายว่าแนวร่วม)
ทำให้รถของพวกเขา ปลอดภัย ไม่เคยมีปัญหา ย้อนมาเรื่อง กรือเซะก่อนแล้วกัน

การที่ชาวบ้านชาวมุสลิมถูกยิง หรือฆ่าตาย ในมัสยิดในขณะที่ำกำลังประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
หรือที่เราเรียกว่าละหมาดครั้งนี้นั้นมีวัตถุประสงค์เพียงแค่จะ ล้มทักษิณ เท่านั้น และก็ได้ผลซะด้วย
ทำให้พวกประชาชนชาวมุสลิมมีความโกรธแค้นและเกลียดรัฐบาลโดยเฉพาะ นายกทักษิณ
ซึ่งเขาเคยชอบ(เพาะทำให้ราคายางแพง) ชาวมุสิมโกรธมากทำให้มีผู้ที่ต้องเข้าป่าอีกจำนวนมาก
ทำให้เข้าแผนของพวกแนวร่วม และก็เข้าแผนพวกที่ต้องการล้มทักษิณ และทำให้พวกทหาร
ที่ต้องการงบประมาณเพิ่มก็ชอบใจ ที่รัฐบาลจะต้องกลับมาเหลียวแลอีกครั้งหนึ่ง หลังจากถูกตัด
งบประมาณออกไปแทบไม่เหลือ การที่ฆ่าชาวไทยมุสลิมครั้งนี้ เป็นบ่อเกิดแห่งความวุ่นวายมาจนถึงทุกวันนี้

แต่ความจริงก็คือความจริง และเวลาก็คือตัวที่ทำให้ความจริงปรากฏเด่นชัดขึ้นมา วันนี้ชาวมุสลิมภาคใต้
รู้แล้วว่าใครเป็นคนสั่งยิงพี่น้องของเขา และวันนี้คนที่เขาเคยบูชาว่าเป็นคนดี และเป็นศรีของชาวใต้ของพวกเขา
ไม่ต่างไปจากฆาตกรคนหนึ่งที่ฆ่าคนเพื่อที่จะทำลายคนๆเดียวถึงกับต้องฆ่าคนมากมาย วีันนี้ความลับอยู่ในมือของ
พลเอกพัลลพ ปิ่นมณี รอที่นายพัลลพพูดความจริงออกมา แต่ถึงไม่พูดชาวภาคใต้เขาก็รู้แล้วว่า คนที่สั่งฆ่า
ไม่ใช่นายกทักษิณ แต่เป็นพวกทหารที่รับใช้่ไอ้ทรราชย์ ชาวใต้ฉลาดแล้วและก็มีความรู้สึกเห็นใจ
นายกทักษิณมาก นี่คื่อคำบอกเล่าของคนขับรถทีขับรถตู้ให้ผม ไมื่ใช่ผมอุปโลกมาเอง
ส.จ.จันท์
http://yanchang30.board.ob.tc/-View.php?N=434
http://tnews.teenee.com/politic/37475.html
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1254467510&grpid=00&catid=
วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2552 เวลา 14:15:56 น.
มติชนออนไลน์


"บิ๊กจิ๋ว"สลายโซ่ข้อกลาง โดดร่วม"เพื่อไทย" อ้างหนทางสร้างสมานฉันท์ใหม่ เอาตัวเองไปอยู่ในความขัดแย้ง

P { margin: 0px; }

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 2 ตุลาคม ที่พรรคเพื่อไทย ผู้บริหาร คณะกรรมการบริหาร ส.ส. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย
กว่า 100 คน นำโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์
หัวหน้าพรรค นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค พล.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง
นายวีระ มุสิกพงษ์ ประธานกลุ่ม นปช.(แนวนร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ)-แดงทั้งแผ่นดิน
รวมทั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย อดีตสมาชิกพรรคความหวังใหม่จำนวนหนึ่ง และคณะนายทหารที่นำโดย
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แกนนำพรรคเพื่อไทย รวมตัวกันเพื่อรอต้อนรับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี
และคณะที่จะเดินทางมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยพร้อมกับแถลงข่าวเปิดใจในเวลา 09.00 น.

โดยคณะของพล.อ.ชวลิต ประกอบด้วย พล.ท.พิรัชช์ สวามิภักดิ์ นายทหารคนสนิทพล.อ.ชวลิต
พล.อ.วัฒนา สรรพานิช อดีต ส.ว.กาญจนบุรี พ.อ.สมคิด ศรีสังคม อดีต ส.ว.อุดรธานี
พล.อ.อรพันธุ์ วัฒนวิบูลย์ นายทหารคนสนิทของพล.อ.ชวลิต และนายประภัสร์ จงสงวน
อดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. พรรคพลังประชาชน รวมทั้ง นางอัมพาพันธ์ คงสมพงษ์ คนสนิท
พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ.ที่เดินทางมาสมทบ


พบแล้วเจ้าของรถคาร์บอมสุไหงโก-ลก
พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร (ผบ.พตท.) เปิดเผยว่า เหตุที่เกิดในพื้นที่อำเภอสุไหง โกลกนั้น
แรกเริ่มได้รับการแจ้งจากชาวบ้านแล้วว่ามีรถต้องสงสัยได้เข้ามาจอดอยู่ เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าไปทำการตรวจสอบชั้นต้น
โดยใช้เครื่องจีที 200 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้อยู่ เครื่องไม่ชี้ ว่าเป็นสารระเบิด แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ
ได้ประสานไปยังชุดทำลายวัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง แต่ชุดตรวจสอบวัตถุระเบิดไม่ได้เข้าไป
จึงได้เกิดระเบิดขึ้นก่อน ซึ่งขณะนี้กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร ตรวจสอบอยู่ว่า
เครื่องตรวจจีที 200 ทำไมไม่ทำงาน โดยเบื้องต้นตั้งข้อสันนิษฐานว่า อาจเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้
หรือ ของเครื่องมือ ซึ่งขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบอยู่

เครื่องจีที 200 ที่นำมาใช้ในพื้นที่เป็นเครื่องที่ทำงานขึ้นอยู่กับไฟฟ้าในตัวคน
ฉะนั้นมีโอกาสที่ว่าบางครั้งคนที่ใช้ร่างกายอ่อนแอ ฉะนั้นไฟฟ้าในร่างกายน้อยลง
ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้เครื่องน้อยลงซึ่งได้มีการสั่งการให้ทุกหน่วยจัดเจ้าหน้าที่
อย่างน้อย 2 คนประจำเครื่อง"

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=246636
http://www.indianexpress.com/news/remote-explosive-detection-system-demonstrat/456525/

http://electronick9.com/av_slides/php/gt200-case_event01.php

http://suppliers.jimtrade.com/141/140935/40916.htm

Product category : Detectors

The device is body worn, weighs a mere 450g and is triggered by static
generated by the user`s body, requiring no additional power source.

Furthermore, there is no known way to jam the device.



http://www.krobkruakao.com/kkn/?a=news&s=detail&news_id=9685

16:02 น. วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นราธิวาส-คาร์บอมบ์พ่นพิษนราฯกลายเป็นเมืองร้าง





เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาหลายอำเภอใน จ.นราธิวาส กลายเป็นเมืองร้าง
ชาวบ้านและผู้ประกอบการผวาปิดกิจการขณะที่นักท่องเที่ยวเมินหาความสำราญ
กองกำลังต้องตรึงพื้นที่ทุกซอกมุมตรวจเข้มหวั่นโจรใต้วางระเบิดซ้ำ


หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามอาก้ายิงถล่มใส่ร้านอาหาร 3 จุด
และก่อนหลบหนีได้ใช้ระเบิดขว้างใส่ซ้ำ จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชาวบ้าน
และเด็กเสียชีวิต 3 คน ได้รับบาดเจ็บ 13 คนและยังได้เกิดคาร์บอมบ์หน้าร้านขายเครื่องสำอาง
ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงแรมเมอลิน ห่างจาก สภ.สุไหงโก-ลก ประมาณ 100 เมตร
ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 26 คน เมื่อเวลา 14 .00 น.วันที่ 6 ต.ค. 52
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Oct 09, 2009 11:37 am

http://www.thaipost.net/news/091009/11987

ท่านขุนน้อย
9 ตุลาคม 2552 - 00:00

เมื่อวันสองวันที่ผ่านมา...หน้าต่างประเทศ ไทยโพสต์ ได้ตีพิมพ์รายงานข่าวชิ้นหนึ่ง
ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งต้องถือว่าเป็นข่าวที่น่าสนใจเอามากๆ
เพราะถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามรายงานข่าวที่ว่านั้นจริงๆ
คงต้องเรียกว่า...ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายระดับโลกเอาเลยทีเดียว...

-----------------------------------

โดยสรุปคร่าวๆ ประมาณว่า...เรื่องราวดังกล่าว มีที่มา-ที่ไป จากผู้สื่อข่าวรายหนึ่งของหนังสือพิมพ์
ดิ อินดิเพนเดนต์ ประเทศอังกฤษ ชื่อว่า นายโรเบิร์ต ฟิสค์ ซึ่งประจำอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
อ้างว่า ตัวเองได้รับข่าวมาจาก แหล่งข่าว ที่ไม่เปิดเผยชื่อ ทั้งในตะวันออกกลาง และธนาคารจีนในฮ่องกง
ระบุว่า...บรรดาชาติผู้ส่งออกน้ำมันในอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอาจจะรวมไปถึง
คูเวต และบาห์เรน กำลังสุมหัวรวมตัวกับผู้ว่าการธนาคารกลาง และรัฐมนตรีคลัง ของประเทศรัสเซีย จีน ญี่ปุ่น
บราซิล และแม้แต่ฝรั่งเศสอย่างลับๆ เพื่อที่จะร่วมมือวางแผนระยะยาว ในช่วงเวลาประมาณ 9 ปีนับจากนี้
หาทางที่จะทำให้การกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ต้องผูกติดกับเงินตราสกุล ดอลลาร์ เหมือนแต่ก่อน
แต่ให้หันมาใช้ระบบ ตะกร้าเงิน กันแทนที่ อันประกอบไปด้วยเงินตราหลายสกุล เช่น หยวน เยน ยูโร ทองคำ
รวมไปถึงสกุลเงินใหม่ ที่ประเทศกลุ่มความร่วมมือในอ่าวเปอร์เซีย หรือจีจีซี อย่างซาอุฯ ยูเออี คูเวต
และบาห์เรนกำลังจะจัดตั้งขึ้นมาใหม่...

------------------------------------

ข่าวที่ว่านี้...จะจริงหรือไม่จริงก็ยังไม่รู้?
และแม้นว่ากว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามข่าว ก็ต้องใช้เวลากันอีกถึง 9 ปี แต่ถึงกระนั้นก็แล้วแต่...ว่ากันว่า
ข่าวที่ว่านี้มันก็มีฤทธิ์เดชเอาเรื่องพอสมควร หรือมีส่วนที่ทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งกระฉูดกันในระดับ
อุจจาระแตก อุจจาระแตน จากที่เคยซื้อๆ กันในระดับ 1,016 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พุ่งขึ้นมาพรวดเดียวเป็น
1,039 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรืออาจจะเป็น 1,045 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแล้วเมื่อวานนี้ คือพุ่งขึ้นมาถึงออนซ์ละกว่า
20 ดอลลาร์ ถือเป็นการทุบสถิติแบบระเบิดเถิดเทิงกันอีกครั้ง อันทำให้ราคาทองคำในบ้านเรา จากที่เคยซื้อๆ
กันในระดับบาทละ 16,008.96 บาท พรวดเดียวเพิ่มขึ้นมาเป็นบาทละ 16,350 บาท หรือ 16,450 บาท
ฟันกำไรกันเหนาะๆ ไปถึง 300-400 บาทเฉยเลย...

----------------------------------------

พูดง่ายๆ ก็คือว่า...อันเนื่องมาจากความหวั่นวิตกต่อความเสื่อมของค่าเงินดอลลาร์ อันเป็นเงินตรา
สกุลที่ไม่ได้นำเอาทองคำสำรองมาค้ำยันมูลค่าเอาไว้เลยแม้แต่นิด แต่อาศัย อุปสงค์-อุปทาน
เป็นตัวกำหนด หรือที่เรียกๆ กันว่า fiat money นั่นเอง
ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มานับตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 ในช่วงยุครัฐบาล
ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน หรือช่วงหลังจากที่สงครามเวียดนามได้ผลาญเงินดอลลาร์อเมริกันไปไม่ต่ำกว่า
500,000 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย การหันมาใช้ อุปสงค์-อุปทาน เป็นตัวกำหนดค่าเงินดอลลาร์ แทนการค้ำยัน
มูลค่าด้วยทองคำสำรอง โดยการแก้กฎหมายเปลี่ยนระบบเงินตราจากระบบที่เรียกว่าระบบ promisary notes
มาเป็นระบบ fiat money ก็จึงเริ่มเป็นมาตั้งแต่บัดนั้น...

----------------------------------------

และปัจจัยสำคัญเอามากๆ ที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง มั่นคงอยู่ได้ยาวนานมาไม่รู้
กี่สิบต่อกี่สิบปี ก็น่าจะเป็นเพราะได้มีการเกลี้ยกล่อม หรือกดดัน บังคับ ก็แล้วแต่ ให้บรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมัน
ระดับยักษ์ๆ ทั้งหลาย ทำการซื้อ-ขายน้ำมันในตลาดโลก ด้วยเงินตราสกุลดอลลาร์เท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับราคาน้ำมัน ก็จึงผูกติด เกี่ยวข้องกันและกันมาโดยตลอด จนกลายเป็นเงินตราที่ประเทศ
แต่ละประเทศทั้งหลายในโลกนี้ ซึ่งจำเป็นจะต้องบริโภคน้ำมันด้วยกันทั้งสิ้น ถึงกับนำเอาเงินตราสกุลดอลลาร์
ของสหรัฐมาใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศกันอย่างเป็นมาตรฐาน จนกระทั่งเมื่อค่าเงินดอลลาร์ชักจะเป๋
ชักจะแกว่งหนักขึ้นเรื่อยๆ การผูกติดกับเงินดอลลาร์ของสหรัฐก็ค่อยๆ เจือจางลงไป ไม่ว่าใครก็ใครต่างหันมา
กระจายความเสี่ยงด้วยระบบ ตะกร้าเงิน หรือถือครองเงินตราหลายๆ สกุลกันไปเป็นแถบๆ...

------------------------------------------


แต่ถึงกระนั้นก็ตาม...การใช้เงินตราสกุลดอลลาร์เป็นตัวกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก ก็ยังคงมีความสำคัญ
ในระดับชี้เป็นชี้ตาย ต่อปัจจุบันและอนาคตของเงินดอลลาร์ และอนาคตของประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ
อย่างฉกาจฉกรรจ์เอาเลยทีเดียว พูดง่ายๆ ว่า...ถ้าหากคนเกิดทิ้งเงินดอลลาร์สหรัฐกันเยอะๆ หันมาใช้เงินสกุลอื่นๆ
กันแทนที่ โลกทั้งโลกที่เคยท่วมท้นเจิ่งนองไปด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐมาโดยตลอด อาจต้องวุ่นวายโกลาหลในระดับ
ช็อก กันไปทั้งโลกได้ไม่ยาก เอาง่ายๆ แค่ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอย่าง
รองผู้อำนวยการธนาคารกลางจีน และรองประธานสภาประชาชนจีน ได้ออกมาประสานเสียงกันว่า
เงินดอลลาร์สหรัฐได้สูญเสียสถานะการเป็นเงินตราสกุลโลกไปแล้ว และ เรากำลังพิจารณาที่จะหันไปให้
ความสำคัญกับสกุลเงินตราที่แข็งกว่าแทนสกุลเงินตราที่อ่อนแอกว่า เพียงเท่านั้นก็ทำให้นักธุรกิจการเงินทั่วทั้งโลก
ตาเหลือกตาลานกันไปเป็นแถบๆ เครก อาร์ สมิธ ซีอีโอแห่งบริษัท สวิส อเมริกา เทรดดิ้ง คอเปอร์เรชั่น เคยกล่าวกับ
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว WND ในช่วงนั้น (ค.ศ.2007) เอาไว้ว่า...ถ้าหากเมื่อไหร่ที่จีนและบรรดาประเทศคู่ค้ารายสำคัญของสหรัฐ
ตัดสินใจทิ้งเงินดอลลาร์ไปจริงๆ เกมการซื้อ-ขายต่างๆ ในโลกนี้จะต้องหยุดหมด และเราจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจ
ตกต่ำครั้งใหญ่ ที่จะทำให้วิกฤตการณ์ปี 1929 กลายเป็นของเด็กเล่นไปทันที...

-------------------------------------------

อันที่จริงแล้ว...การผลักดันภายในประเทศผู้ผลิตน้ำมันให้หันมาใช้ระบบเงินสกุลอื่นแทนสกุลดอลลาร์สหรัฐ
ในการซื้อ-ขายน้ำมัน ก็มีความพยายามมานานแล้ว โดยบรรดาประเทศศัตรูคู่แค้นของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน
เวเนซุเอลา จีน และรัสเซีย แต่ก็ด้วยการยืนหยัดคัดค้านของประเทศพันธมิตรรายสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย
คูเวต และบาห์เรน เป็นต้น ความพยายามเหล่านี้ก็ไม่ได้ถึงกับมีน้ำหนักอะไรมากมายนัก
ด้วยเหตุนี้...ถ้าหากรายงานข่าวของ ดิ อินดิเพนเดนต์ เกิดเป็นจริงขึ้นมา ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหม่และเรื่องใหญ่
ในระดับโลกเอาเลยทีเดียว และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เนื้อข่าวในช่วงหนึ่งที่ระบุเอาไว้ว่า...อย่างไรก็ดี
อินดิเพนเดนต์บอกว่า วอชิงตันรู้เรื่องนี้ดี เพียงแต่ไม่ทราบรายละเอียด และเป็นที่แน่ชัดว่า...สหรัฐจะต้องขัดขวาง
แผนการดังกล่าวอย่างเต็มที่...นั่นก็หมายถึงว่า...ไม่เพียงแต่แนวโน้มแห่งความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจระลอก
ใหม่อาจปรากฏให้เห็นในอีกไม่นานไม่ช้าเท่านั้น แต่โอกาสที่ความปั่นป่วนเหล่านี้...จะบานปลายกลายไปเป็น
ความปั่นป่วนทางการเมือง หรือการทหารก็ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่น้อยเช่นกัน...

-------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก ยูยีน วิคเตอร์ เด็บซ์ ผู้นำแรงงานชาวอเมริกัน (อีกครั้ง)...ไม่เร็วก็ช้า...ที่สงครามการค้า
ในทุกๆ ครั้ง จะต้องกลายเป็นสงครามเลือด...


-------------------------------------------------
http://video.yahoo.com/watch/411826/2394165

http://www.geocities.com/rebornempowered/mandrake/mandrake.htm#Anchor-flowchart

HOME - THE FINAL GENERATION



VIEW THE ACCOMPANYING FLOWCHART BELOW BY CLICKING HERE










Each numbered point on the Federal Open Market System
flowchart
, such as , correspond with the numbers in the Narrative below.
The phrase "Mandrake Mechanism" for the deception of the Federal Reserve banking system was coined by
G. Edward Griffin in his landmark book "The Creature From Jekyll Island: A Second Look at the Federal Reserve".
It refers to a comic strip character from the 1940s called Mandrake the Magician, whose specialty was creating things
out of nothing, then making them disappear back into nothing.



  1. The federal government decides it need some money, so it adds ink to a piece of paper and creates designs on the paper.
  2. The federal government calls the paper a Treasury Bond or Treasury
    Note
    . These are IOU's to
    The Federal Reserve ("the Fed").
  3. To convert the IOU's into paper bills, the bond or note is given by the federal government to the Fed where it is classified as a Securities Asset.
  4. To the federal government (in other words, you and me), the Treasury Note is debt. To the Fed, the Treasury Note is an asset because it is assumedthe government will repay its debt. This assumption is based on the government's ability to fleece income tax payers. This Securities Asset can now be used to offset a liability, which the Fed accomplishes by turning on their printing press, putting ink and designs on another piece of paper, and calling it a Federal Reserve Check.

    • There is NO MONEY in ANY ACCOUNT to cover this Federal Reserve Check. The Fed shareholders and governors avoid prison because Congress wants the money and this is the easiest way to create it.
</li>

















  1. The Federal Reserve Check is given by the Fed to the federal government.
  2. The federal government endorses the Federal Reserve Check.
  3. The federal government deposits the Federal Reserve Check into their bank account at one of the 12 Federal Reserve Banks where it becomes a Government Deposit.
  4. The Government Deposit is used to pay federal government expenses.
  5. The federal government expenses are paid to many different recipients,
    such as businesses, entrepreneurs, etc, accomplished by writing Government Checks.

  6. These Government Checks are deposited by the various recipients
    into their individual Commercial Bank accounts.

  7. These deposits are called Commercial Bank Deposits, and are treated
    as assets by the thousands of commercial banks.
  8. The Commercial Bank Deposits are reclassified by the commercial banks as Reserves. These Reserves are liabilities offset by the Commercial Bank Deposits on their accounting books.
  9. Dependent on the "reserve ratio" determined by the Fed (for the flowchart, a 10%
    reserve ratio is used), the
    commercial banks are required to keep only 10% of their Commercial Bank Deposits on hand in case of withdrawal by account holders. The other 90% is considered "available for lending'.
  10. The Reserves that are available for lending are termed Excess Reserves. They generate a myriad of different Loans, which GREATLY EXPAND the money supply.
  11. When the recipients of the loans deposit the loan proceeds into their bank accounts, the deposits are treated like new Commercial Bank Deposits, and the entire process repeats over and over and over again. The total fiat money generated by this mechanism is approximately 10 times the size of the original debt created by the federal government due to the 90% excess reserves. This is what the international bankers and economists call the beauty of their operation, but in reality it what our founding fathers warned would be our downfall.

    Will we ever get a president and representatives
    into our government who will realize this, or will we meet our fate as a nation?
    Only time will tell. . .

https://www.youtube.com/watch?v=K4S5o6F66cw&feature=player_embedded