Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

หน้า 7 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 13, 2009 9:59 pm

http://dek-d.com/board/view.php?id=1305317



สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ และไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองระหว่างพรรค (Partisan politics)
แต่ต้องการสื่อสาระที่มีความสำคัญบางอย่างต่อสังคมไทย ผมมีโอกาสเห็นการทำงานของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ในคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติในการยกร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

และความพยายามที่จะผลักดันกฎหมายนี้ออกมาให้สำเร็จ ในการจัดตั้งสำนักงานกองทุนส่งเสริมสุขภาพ

ในการจัดตั้งคณะกรรมการ ปฏิรูประบบสุขภาพ รวมถึงการได้อ่านได้ฟังการอภิปราย การแสดงความเห็น
ตลอดจนปฏิกิริยาต่อเรื่องต่างๆ ในเวทีการเมืองและเวทีสาธารณะต่างๆทำให้ผมสรุปว่า
คุณอภิสิทธิ์ เป็นนักการเมืองพันธุ์ใหม่และเป็นพันธุ์ที่สังคมไทยต้องการ นักการเมืองพันธุ์ใหม่ที่สังคมไทยต้องการ
จะต้องมีทั้ง I.Q., E.Q. และ M.Q. I.Q. (Intelligence Quotient) = มีพลังทางปัญญา E.Q. (Emotional Quotient)
= มีพลัง หรือ วุฒิสภาวะทางอารมณ์ M.Q.(Moral Quotient) = มีพลังทางศีลธรรม

สังคมปัจจุบันมีความเชื่อมโยง และสลับซับซ้อนมาก คนที่จะทำงานการเมืองจะต้องมีปัญญาเข้าใจความซับซ้อนเหล่านี้
และต้องสามารถ เรียนรู้ตลอดเวลาจึงจะทำงานได้ผล ผู้ใดจะมีปัญญาเท่าใดๆ แต่ถ้าขาดวุฒิสภาวะทางอารมณ์ เช่น
ความอดกลั้น ขันติธรรม ก็จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน ในปัจจุบันมีความเข้าใจถึงความสำคัญ
ของ E.Q. กันมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่ปราศจากศีลธรรม (M.Q.) ย่อมนำไปสู่ความล้มละลายทั้งส่วนตัวและส่วนรวมที่ตนเกี่ยวข้อง

นักการเมืองพันธุ์ใหม่ที่สังคมไทยต้องการจึงควรจะมีทั้ง I.Q., E.Q. และ M.Q.
การเมืองไทยได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว โดยสาธารณะจะเข้ามาตรวจสอบนักการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ และสังคมมีเครื่องมือ
ที่ทรงพลังคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อการปฏิรูปการเมือง อันบัญญัติองค์กรอิสระและกระบวนการ

อันเป็นเครื่องมือของประชาชนในการตรวจสอบ นักการเมืองไว้นักการเมืองใดที่ไม่มีความไวต่อสถานการณ์ใหม่
จะประสบความล้มละลายในทางชื่อเสียง และศักดิ์ศรีของความเป็นคน มนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวได้จากการเรียนรู้

ผมขอใช้ข้อเขียนนี้ สื่อสารมายังนักการเมืองทุกท่าน ไม่ว่าจะอยู่ในพรรคใด ว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะมีนักการเมืองพันธุ์ใหม่
ที่มีทั้ง I.Q. E.Q. และ M.Q. การเป็นผู้มีปัญญา มีวุฒิสภาวะทางอารมณ์ และมีพลังทางศีลธรรม จะเป็นทั้งศักดิ์ศรี และศักยภาพ
ที่จะสร้างสิ่งที่ดีงามทั้งแก่ตัวเอง และแก่บ้านเมือง ขอให้คนไทยทุกคน พัฒนาพลังทางปัญญา วุฒิสภาวะทางอารมณ์
และ พลังทางศีลธรรม เพื่อให้บ้านเมืองของเราพ้นวิกฤต สร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม ที่ลูกหลานของเราจะอยู่อย่างมีความสุข
และมีเกียรติ

ที่มา: หนังสือ ๒ ปีกับรัฐมนตรี...อภิสิทธิ์
ที่มา: www.abhisit.org

http://www.abhisit.org/smf/index.php?topic=33022.0
หัวข้อ: ท่านนายกเชิญ อ.ประเวศ วะสี มาเป็นที่ปรึกษา

ขอเสนอให้ท่านนายกเชิญ อ.ประเวศ วะสี มาเป็นที่ปรึกษาด้านสังคมและส่งเสริมจริยธรรมเพื่อสังคม
เพื่อแก้ปัญหาความแตกแยกในปัจจุบันค่ะ
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 15, 2009 5:48 pm

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000151958

"เหวียนมิงเจี๊ยต" พบโป๊ปในวาติกันความสัมพันธ์ไปโลด

15 ธันวาคม 2552 12:36 น.


นายเหวียนมิงห์เจี๊ยตถวายของที่ระลึกให้กับองค์พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ระหว่างการเยือนนครรัฐวาติกัน
อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีจากเวียดนาม เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์
ทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เอเอฟพี - ประธานาธิบดีแห่งเวียดนาม เหวียนมิงห์เจี๊ยต ลั่นวาจาที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์กับนครรัฐวาติกันมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้เป็นรายงานของสื่อทางการเวียดนามเมื่อวันเสาร์ (12 ธ.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากการพบกันระหว่างผู้นำประเทศ
คอมมิวนิสต์กับองค์พระสันตะปาปาเบเนดิคต์ ที่ 16 ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก


ทั้งสองฝ่ายได้ระงับความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เริ่มกลับมา
สานสัมพันธ์ทางการทูตกันอีกครั้ง

"เวียดนามพร้อมที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับทางวาติกันบนพื้นฐานของความเคารพในหลักการของกฎหมายนานาชาติ
ในเรื่องของสันติภาพ ความร่วมมือและการพัฒนาร่วมกัน" สื่อเวียดนามอ้างคำกล่าวของนายเจี๊ยต

นครรัฐวาติกันได้เรียกการพบกันระหว่างนายเจี๊ยตและผู้นำศาสนาคริสต์ โรมันคาทอลิกในครั้งนี้ว่าเป็น "ขั้นที่สำคัญ"
ในความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย และรู้สึกยินดีในการเดินทางมาเยือนครั้งนี้ของนายเจี๊ยต

รัฐบาลเวียดนามและคาทอลิกมีปัญหาความขัดแย้งมาอย่างยาวนานในประเด็น เรื่องทรัพย์สินของทางโบสถ์ในเวียดนาม
ซึ่งทรัพย์สินหลายอย่างของฝ่ายคาทอลิกต้องเสียไปในช่วงเวลาหลังจากที่เวียดนามสิ้นสุดการตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส
ในปี 2497 และเรื่อยมาจนถึงการรวมประเทศ หลังยุติสงครามเวียดนามในปี 2518 ในเดือนธ.ค. 2550
คริสตศาสนิกชนคาทอลิกได้เริ่มทำการประท้วงขึ้นหลายครั้งโดยมีศูนย์กลางการประท้วงที่อาคารสถานทูตวาติกันเดิม
ในกรุงฮานอยและกระจายไปทั่วทุกแห่งในประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ทางการคืนทรัพย์สินของโบสถ์

การประท้วงเรียกร้องบางครั้งนำไปสู่การปะทะกับตำรวจด้วย จนคุณพ่อเหวียนวันหลี (Nguyen Van Ly)
ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 8 ปี ฐานโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐ

กรณีตัดสินความผิดจำคุกนี้กลายเป็นประเด็นทางการทูตและการละเมิดสิทธิมุษยชนในเวียดนาม
ทำให้ในต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภา 37 คนของสหรัฐได้มีหนังสือถึงประธานาธิบดีเจี๊ยต
ให้ปล่อยตัวสาธุคุณเหวียนวันหลี


เวียดนามมีชุมชมชาวคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้รองจากฟิลิปปินส์

โดยมีผู้นับถือศานาคริสต์ประมาณ 6 ล้านคนจากประชาชนในประเทศทั้งหมด 86 ล้านคน

นายกรัฐมนตรีเหวียนเติ๋นยวุ๋ง ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ในการเดินทางไปเยือนวาติกันในปี 2550
นับตั้งแต่คณะผู้แทนจากวาติกันหลายคณะเดินทางมายังเวียดนามเพื่อสร้างความ สัมพันธ์ตั้งแต่ปี 2512
และเมื่อต้นปี 2552 ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของนครรัฐวาติกันได้เดินทางมาเยือนอย่างเป็น ทางการกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนาม
ในกรุงฮานอยเพื่อพูดคุยถึงความสัมพันธ์ทางการทูต แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนายังคงอยู่
ภายใต้การควบคุมดูแลจาก รัฐบาลเช่นเดิม.
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 5:14 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261043477&grpid=&catid=06


ความขัดแย้งในเขตทะเลจีนใต้


วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:50:13 น.
มติชนออนไลน์

เวียดนามสั่งซื้อเรือดำน้ำ-เครื่องบินรบมูลค่าพันล้านเหรียญจากรัสเซีย


สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า รัฐบาลเวียดนามได้ทำสัญญาซื้อเรือดำน้ำและเครื่องบินรบมูลค่านับพันล้าน
เหรียญสหรัฐจากประเทศรัสเซีย จากการเปิดเผยของนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เหงียน ตัน ดุง
โดยสัญญาดังกล่าวจะส่งผลเวียดนามกลายเป็นหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญของ อุตสาหกรรมผลิตอาวุธรัสเซีย

ทั้งนี้การซื้ออาวุธดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การโต้เถียงกันเรื่องอำนาจ อธิปไตยระหว่างประเทศต่าง ๆ
ในเขตทะเลจีนใต้ มีมากขึ้น เพราะเวียดนาม จีน รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในเขตนี้ ต่างพากันกล่าวอ้างว่าตนเอง
เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนหมู่เกาะที่ อาจมีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซ่อนแฝงอยู่

สำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์ของรัสเซียอ้างอิงแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า เรือดำน้ำที่รัฐบาลเวียดนามซื้อ
จากรัสเซียนั้นมีมูลค่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 66,000 ล้านบาท) ขณะเดียวกันสำนักข่าวดังกล่าว
ยังอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวอีกรายหนึ่งว่า รัสเซียจะจัดส่งเครื่องบินรบจำนวน 8 ลำไปให้เวียดนามในปี พ.ศ.2553
และรัฐบาลเวียดนามกำลังตัดสินใจที่จะสั่งซื้อเครื่องบินรบรัสเซียเพิ่มอีก 12 ลำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงวิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนาม มีความวิตกกังวล
อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งเรือดำน้ำ น่าจะส่งผลให้เวียดนามมีอำนาจการต่อรองในทางทะเลสูงขึ้น


http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000154229

เวียดนามเซ็นซื้อเครื่องบิน-เรือดำน้ำรัสเซียรับมือจีน

17 ธันวาคม 2552 14:55 น.


ภาพจากเว็บที่ไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่ถ่าย มีข้อมูลแต่เพียงว่าเป็นเรือดำน้ำโจมตีชั้นคิโล (แบบ 636) ยุคที่ 2 ของกองทัพเรือรัสเซีย
ปรากฏตัวในเขตทะเลดำ ปัจจุบันเรือดำน้ำในชั้นนี้ พัฒนาขึ้นมาถึงยุคที่ 3 ที่มีความยาวมากขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้น และ ติดอาวุธ
ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น สำนักข่าวในรัสเซียรายงานอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมกลาโหมว่า นายกรัฐมนตรีเวียดนมกับรัสเซัย
ได้เซ็นความตกลงกันเพื่อซื้อเรือดำนน้ำชั้นนี้จำนวน 6 ลำ

ไซ่ง่อนหยายฟง/ASTVผู้จัดการรายวัน--เวียดนามและรัสเซียได้ลงนามในสัญญาซื้อขายอาวุธ
และข้อตกลงในด้านพลังงาน นิวเคลียร์ในวันอังคาร (15 ธ.ค.) ที่ผ่านมาในระหว่างการเยือนรัสเซีย
อย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน (14-15 ธ.ค.) ของนายกฯเหวียนเติ๋นยวุ๋ง ซึ่งนับเป็นสัญญาณ
ในการฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างรัสซียกับเวียดนามฮานอย ที่เป็นพันธมิตรกันมาตั้งแต่ครั้งรัสเซีย
ยังคงเป็นสหภาพโซเวียต


การเซ็นความตกลงดังกล่าวยังมีขึ้นในขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมเวียดนาม พลโทอาวุโสฟุงกวางแทง (Phung Quang Thanh)
กำลังตระเวนเยือนสหรัฐฯ และ ฝรั่งเศส เพื่อขยายความร่วมมือด้านกลาโหมกับกลุ่มประเทศตะวันตก
ขณะที่เวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันจากจีนมากขึ้นเรื่อยๆ ในกรณีพิพาทเหนือหมู่เกาะทะเลจีนใต้

นายกรัฐมนตรีรัสเซีย นายวลาดิเมียร์ ปูตินและนายกฯเวียดนาม นายเหวียนเติ๋นยวุ๋ง ได้ร่วมกันลงนาม
ในความตกลงหลายด้าน รวมทั้งฝ่ายเวียดนามได้ตกลงซื้อ เรือดำน้ำและเครื่องบินที่ผลิตโดยรัสเซีย
สื่อของทางการกล่าว

"เวียดนามได้ลงนามในสัญญาซื้อเรือดำน้ำ เครื่องบิน และอุปกรณ์ทางทหาร ในความร่วมมืออันดีกับรัสเซีย"
นายกฯเวียดนามกล่าวระหว่างแถลงข่าวในกรุงมอสโก โดยจะมีการตกลงในรายละเอียดที่เกี่ยวกับการซื้อขาย
ระหว่างกระทรวงกลาโหมของ เวียดนาม กับบริษัทโรโซโบรอนเอ็กซ์พอร์ต ( Rosoboronexport)
ซึ่งเป็นบริษัทผู้ส่งออกอาวุธ ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลแต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอื่นใดอีก


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีตลอดจนสถานที่ถ่าย แสดงให้เห็นเครื่องบินรบซูคอย 35 (Sukoi 35)
ของกองทัพอากาศรัสเซีย ปัจจุบันกำลังพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นนี้เข้าสู่อีกยุคหนึ่ง สำนักข่าวในรัสเซียกล่าวว่า
รัฐบาลเวียดนามได้สังซื้อไปแล้วจำนวน 2 ฝูง รวมทั้งรุ่นล่าสุดที่ยังเป็นเพียงเครื่อบินต้นแบบในขณะนี้

อย่างไรก็ตามสำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์ (Interfax) ได้อ้างแหล่งข่าวผู้ไม่ประสงค์จะออกนามจากอุตสาหกรรมอาวุธว่า
เวียดนามได้ตกลงที่จะซื้อเรือดำน้ำชั้น "คิโล" (Kilo Class) จำนวน 6 ลำ ในราคารวมมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์
โดยบริษัทอุตสาหกรรมกลาโหมในรัสเซียจะสร้างเรือดำน้ำที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ให้แก่กองทัพเรือของเวียดนาม ปีละ 1 ลำ

ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ เรือดำน้ำชั้นคีโล ถูกนำเข้าใชการครั้งแรกในทศวรรษที่ 1980 ในยุคสหภาพโซเวียตเป็นเรือดำน้ำโจมตี
ที่ใช้ในสงครามปราบเรือดำน้ำและจู่โจมเรือรบของข้าศึกบนพื้นผิวน้ำ ปัจจุบันได้พัฒนามาจนถึงยุคที่ 3 มีขนาดใหญ่ขึ้น
จากที่มีท่อยิงตอร์ปิโดเพียง 4 ท่อ ได้พัฒนามาติดขีปนาวุธและอาวุธทันสมัยต่างๆ ที่ผลิตในรัสเซีย

นอกเหนือจากมีประจำการในกองทัพเรือของอินเดียแล้ว ปี 2550 กองทัพเรืออินโดนีเซียได้สั่งซื้อเรือดำน้ำชั้นนี้
จากรัสเซียจำนวน 2 ลำ กองทัพเรือเวเนซูเอลา สั่งซื้อีกจำนวนหนึ่ง

สำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์รายงานก่อนหน้านี้ ในปี 2550 และ 2551 เวียดนามยังได้ตกลงซื้อเครื่องรบแบบ SU35
จากรัสเซียรวมเป็น 2 ฝูง ในนั้น 1 ฝูงเป็น SU35 รุ่นล่าสุดที่ยังเป็นเพียงเครื่องบินต้นแบบ แต่ยังไม่มีการเปิดเผย
เกี่ยวกับราคาค่างวด หรือรายละเอียดอื่นใดอีกนับตั้งแต่นั้น


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีตลอดจนสถานที่ถ่าย แสดงให้เห็นเครื่องบินรบซูคอย 35 (Sukoi 35)
ของกองทัพอากาศรัสเซียอีกลำหนึ่ง ปัจจุบันรัสเซียกำลังพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นนี้เข้าสู่อีกยุคหนึ่ง
สำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์กล่าวว่า รัฐบาลเวียดนามได้สังซื้อไปแล้วจำนวน 2 ฝูง รวมทั้งรุ่นล่าสุดที่ยังเป็นเพียง
เครื่อบินต้นแบบในขณะนี้ แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องบินรบที่สั่งซื้อในสัปดาห์นี้

ในการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีสองประเทศในสัปดาห์นี้ รัสเซียกับเวียดนามยังได้ทำการเซ็นความตกลง
ในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งแรกของเวียดนามด้วย โดยเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา สภาเวียดนาม
ได้อนุมัติโครงการดังกล่าว และรัฐบาลเวียดนามกำลังมองหานักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพเพื่อเข้าร่วมทุน

เวียดนามกำลังหาทุนจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากนิวเคลียร์ที่ ประกอบด้วยเครื่องปั่นไฟจำนวน 2 หน่วย
กำลังปั่นไฟหน่วยละ 1,000 เมะวัตต์ ซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า เวียดนามจะเลือกใช้เทคโนโลยีของญี่ปุ่น

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกถูกกำหนดขึ้นใน จ.บิ่งทวน (Binh Thuan) ทางภาคใต้ตอนบนของประเทศ
ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก 2 โรงในอนาคต

ข้อตกลงที่ลงนามในรัสเซียครั้งนี้เป็นข้อตกลงในความร่วมมือกันระหว่างบริษัทการไฟฟ้าของเวียดนาม หรือ
EVN (Electricity of Vietnam) กับบริษัทพลังงานรอสอะตอม (Rosatom) ซึ่งดำเนินการโดยรัฐของรัสเซีย
โดยบริษัทของรัฐแห่งนี้ได้เซ็นความตกลงร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์กับฝ่าย เวียดนามในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

"เวียดนามได้เชื้อเชิญรัสเซียอย่างเป็นทางการในการร่วมมือสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศ
ภายใต้เงื่อนไขที่จำเป็นต่างๆ" นายกฯ เวียดนามกล่าว แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมแต่อย่างใด


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีตลอดจนสถานที่ถ่าย แต่เชื่อกันว่าเป็นเขตทะเลดำ แสดงให้เห็นเครื่องเรือดำน้ำ
ชั้นคีโลของรัสเซีย จอดนิ่งที่ท่าแห่งหนึ่ง ปัจจุบันพัฒนาถึงยุคที่ 3 นอกจากติดตอร์ปีโดแล้ว ยังติดท่อยิงขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ
(SAM) แบสเตรลา-3 (Strela-3) หรือ "อิกลา" (Igla) จำนวน 8 ท่อ ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเวียดนาม เซ็นสัญญาซื้อคีโลยุคใด

นอกจากนั้น เวียดนามกับรัสเซียได้ตกลงในหลักการจัดตั้งกองทุนจำนวน 500 ล้านดอลลาร์
เพื่อใช้ในการลงทุนในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา อดีต "สามชาติอินโดจีน" ที่เคยมีสหภาพโซเวียต
ให้การสนับสนุนในยุคสงครามเย็น
ไซ่ง่อนหยายฟงกล่าวในวันพุธที่ผ่านมา

ข้อตกลงระหว่างธนาคารเพื่อการลงทุนและพัฒนาแห่งเวียดนามและธนาคารวีเอ็นเอสทอร์ก (Vneshtorgbank)
หรือ VTB ของรัสเซีย จะร่างสัญญาเพื่อลงนามในการเจรจาครั้งต่อไป ด้วยเงินทุนอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์
ในขั้นเริ่มต้นสำหรับปี 2553 เงินทุนดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในด้านการท่องเที่ยวอสังหาริมทรัพย์
และโครงการด้านพลังงาน

อย่างไรก็ตามในรายงานฉบับเดิมไม่ได้ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีการเซ็นสัญญาเมื่อไหร่ แต่ระบุว่า
การจัดตั้งเงินทุนดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะให้รัสเซียเข้าลงทุนในภูมิภาคนี้


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีเป็นของกองทัพเรืออินเดีย แสดงให้เห็นเรือดำน้ำชั้นคีโล
ที่อู่ต่อในนครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัสเซีย ซึ่งแล้วเสร็จและเตรียมจะนำเข้าประจำการแล้ว เวียดนามได้เซ็นสัญญา
ซื้อเรือดำนน้ำชั้นนี้จำนวน 6 ลำ รวมมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยฝ่ายรัสเซียจะส่งมอบปีละ 1 ลำ


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีตลอดจนสถานที่ถ่าย แต่เชื่อกันว่าเป็นเขตทะเลดำ แสดงให้เห็นเครื่องเรือดำน้ำ
ชั้นคีโลของรัสเซีย กับลูกเรือขณะลอยลำ ปัจจุบันพัฒนาถึงยุคที่ 3 นอกจากติดตอร์ปีโดแล้ว ยังติดท่อยิงขีปนาวุธ
พื้นสู่อากาศ (SAM) แบสเตรลา-3 (Strela-3) หรือ "อิกลา" (Igla) จำนวน 8 ท่อ ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเวียดนาม
เซ็นสัญญาซื้อคีโลยุคใด


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีเป็นเรือดำน้ำชั้นคีโลยุคที่ 3 เข้าใจกันว่าจอดที่ท่าในวลาดิวอสต็อก
ทางภาคตะวันออกไกลของรัสเซียในมหาสมุทรแปซิฟิกสัปดาห์นี้ผู้นำเวียดนามได้เซ็นสัญญาซื้อเรือดำน้ำรุ่นนี้
จำนวน 6 ลำ จากรัสเซีย

วันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมารัฐมนตรีกลาโหมเวียดนาม ได้พบหารือกับนายโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ
รวมทั้งพบหารือกับวุฒิสมาชิกสำคัญอีกหลายคน รวมทั้งนายจอห์น แม็คเคน อดีตทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม
ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการกลาโหม กับวุฒิสมาชิกจิม เว็บบ์ แห่งพรรคเดโมแคร็ต

ฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างเวียดนามกับสหรัฐฯ นั้นมีความสำคัญมาก
สองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความร่วมมือระดับกลาโหมต่อกลาโหมกันต่อไป


อย่างไรก็ตามสัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมเวียดนามได้ออกหนังสือปกขาวแสดงจุดยืนต่อปัญหาความขัดแย้ง
ในทะเลจีนใต้ โดยระบุว่าเวียดนามจะใช้สันติวิธีและการเจรจาในการแก้ไขทุกปัญหา

หนังสือปกขาวกล่าวด้วยว่า เวียดนามจะขอให้สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เวียดนามเป็นสมาชิกอยู่ด้วย
กับประชาคมระหว่างประเทศเข้าร่วมในขบวนการแก้ปัญหาและความขัดแย้งดังกล่าว.


ภาพเอเอฟพีวันที่ 15 ธ.ค.2552 นายกฯ เวียดนาม นายเหวียนเติ๋นยวุ๋งและนายกฯรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน
จับมือหลังลงนามในเอกสารข้อตกลงก่อตั้งกองทุนจำนวน 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าลงทุนในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา
ผู้นำเวียดนามและรัสเซียยังได้เจรจาความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยมีการเซ็นสัญญาข้อตกลง
การซื้อขายอาวุธและการร่วมมือพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ด้วย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พี่ไทยไปอยู่ไหนหว่า หรือกำลังกัดกันเอง แล้วก็ทำแต่เรื่องโง่ๆ หาเรื่องใส่ตัว
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 18, 2009 10:12 am

http://www.thaipost.net/news/181209/15149

ไทยแลนด์สู้ๆ!!!

ท่านขุนน้อย

18 ธันวาคม 2552 - 00:00

เผลอแว้บเดียว...กองทัพนักกีฬาเวียดนาม ก็กวาดเหรียญทองไปแล้ว 68 เหรียญ พุ่งแรงแซงโค้งเบียดกองทัพนักกีฬาไทย
ไปถึง 6 เหรียญทอง ขณะที่เขียนต้นฉบับชิ้นนี้ก็เหลือเวลาแค่อีกไม่กี่วัน ไม่กี่ชั่วโมง...คงต้องมาลุ้นกันตัวโก่งว่าระหว่าง
ไทยแลนด์สู้ๆ...ไทยแลนด์สู้ตาย กับเวียดนามดึ๋งๆ เวียดนามด่าวๆ...ใครจะผงาดขึ้นเป็น จ้าวซีเกมส์ กันแน่???

--------------------------------------------------

แต่ที่แน่ๆ...ชนิดที่ไม่ต้องเสียเวลาลุ้นใดๆ ให้เมื่อย นั่นก็คือ กองทัพเวียดนาม ที่พุ่งแรงแซงโค้งทิ้งห่าง กองทัพไทย
ออกไปทุกที ไม่ใช่แต่ในแง่ปริมาณอัตรากำลังพล ซึ่งเฉพาะกองทัพบกเวียดนามเพียงกองทัพเดียว ก็ปาเข้าไป
ถึง 500,000 นาย ทิ้งห่างกำลังพลของกองทัพไทยทั้งหมดไปเกือบ 200,000 คน ยังต้องบวกกองทัพเรืออีก 30,000
กองทัพอากาศอีก 15,000 นาย ยิ่งถ้าหากนับรวมไปถึงกำลังพลสำรองด้วยแล้ว ก็ต้องบวกเข้าไปอีก 3 ล้าน-4 ล้านคน

จนได้ชื่อว่าเป็นกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานแล้ว...แต่ในแง่ของศักยภาพด้านอาวุธ
จากที่เคยได้ใช้แต่รถถังโทรมๆ เครื่องบินรบเก่าๆ ที่ตกทอดมาแต่ยุคสงครามเย็น มาบัดนี้เมื่อเวียดนามตัดสินใจ
เดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจทุนนิยมแบบเต็มสูบ คนป่า ก็ใช่ แต่จะ มีปืน เท่านั้น...แต่กำลังจะลาก เรือดำน้ำ
รุ่นล่าสุดเอามามุดๆ โผล่ๆ ลาดตระเวณรอบๆ อ่าวตังเกี๋ยกันในอีกไม่ช้าไม่นาน...

-------------------------------------------------

ตามข่าวที่หน้าต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ฉบับวันวานได้รายงานเอาไว้ ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า...
ในการเดินทางไปเยือนรัสเซียครั้งล่าสุด ของนาย เหวียน เติ๋น ยวุ๋ง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ช่วงวันที่ 14-15 ธันวาคม
ที่ผ่านมานี้ นอกจากจะมีการร่วมลงนามข้อตกลงในเรื่องการจัดสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในเวียดนาม
เรื่องการจัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุนใน 3 ชาติอินโดจีน มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ กระทรวงกลาโหมเวียดนาม
ยังได้ลงนามในสัญญาซื้อขายเรือดำน้ำและเครื่องบินรบ กับบริษัทค้าอาวุธโรโซโบรอนเอ็กซ์ ของรัฐบาลรัสเซีย
อันจะทำให้ในอีกไม่นานนัก ประเทศเวียดนามจะกลายเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งมีเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพต่อจากประเทศอินโดนีเซีย พี่เบิ้ม รายใหญ่แห่งอาเซียน...

-----------------------------------------------

ส่วนประเทศไทยแลนด์แดนสยามของเรา ซึ่งเคยยักเข้า ยักออก คิดจะมีเรือดำน้ำเข้าประจำการมาตั้งแต่สมัย
พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ยังคงใส่กางเกงหูรูดนั้น อย่างที่ทราบๆ กันไปแล้วว่า...ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงเป็นไปในแบบ
ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก มาโดยตลอด แนวความคิดที่จะจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพไทย
พร้อมๆ ไปกับการสร้างท่าเรือน้ำลึกในฝั่งทะเลด้านอันดามัน ตัดถนนแลนด์บริดจ์เชื่อมสองฟากฝั่งทะเล
แทนการตัดขุดคอคอดกระ รวมไปถึงการจัดหาที่ดินเพื่อตั้งฐานทัพเรือแห่งใหม่ ฯลฯ
ล้วนแล้วแต่เละเทะ เลอะเทอะ เหลวเป๋ว ไปด้วยกันทั้งสิ้น ขนาดที่ดินซึ่งเล็งเอาไว้สร้างฐานทัพเรือแท้ๆ
ยังถูกนายทุนกว้านซื้อเอาไปเก็งกำไร ออกดอกออกผลกันในฐานะ ผลประโยชน์ส่วนตัว

ขณะที่ ผลประโยชน์แห่งชาติ นั้น...คงต้องรอเอาไว้ตอนบ่ายๆ ชาติหน้าถึงจะพอมีโอกาสได้เห็นๆ กันมั่ง...

-------------------------------------------------

อย่างไรก็ตาม...การที่เวียดนามคิดจะจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพอีก ไม่นานนับจากนี้
ก็คงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับประเทศไทยซักเท่าไหร่ แม้นว่าต่างฝ่ายต่างจะวิ่งหายใจรดต้นคอกันในแทบทุกเรื่อง
ทุกกรณีก็ตาม แต่สิ่งที่น่าจะเป็นแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ ให้เวียดนามอยากจะลงไปผลุบๆ โผล่ๆ ในก้นทะเลกับเขาบ้าง...
น่าจะแยกไม่ออกไปจากประเทศพี่เบิ้มรายใหญ่ ไม่ว่าทั้งในระดับเอเชียและในระดับโลก อย่างประเทศจีนนั่นแล
แม้นว่าเวียดนามจะเป็นแค่ประเทศเล็กๆ ระดับซีเกมส์ แต่ด้วยเหตุที่ที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ดันไปติดกับจีนมา
ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นความเป็นประเทศก็ว่าได้ ปัญหาการกระทบกระทั่ง ไล่ฟัด ไล่งับ ระหว่างจีนกับเวียดนาม
จึงมีมาโดยตลอด กระทั่งในยุคที่ต่างฝ่ายต่างก็เป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกันทั้งคู่ ยังหนีไม่พ้นที่จะต้องทำ สงครามสั่งสอน
ชนิดเลือดตกยางออกกันมาแล้ว และแม้นว่าต่างฝ่ายต่างจะหันไปเป็นทุนนิยมด้วยกันทั้งคู่...แต่ผลประโยชน์
ในน่านน้ำทะเลจีนใต้ การอ้างกรรมสิทธิ์ในหมู่เกาะต่างๆ ล้วนแล้วแต่ทำให้เวียดนามจำเป็นจะต้องมีเขี้ยวเล็บ
เอาไว้ข่วน ไว้ขูด ประเทศยักษ์ๆ ให้พอเจ็บ พอคัน ได้บ้างก็ยังดี...

--------------------------------------------------

พูดง่ายๆ ว่า...การซื้อเรือดำน้ำของเวียดนามในคราวนี้ คงไม่ได้เกี่ยวกับการคิดจะเป็น จ้าวซีเกมส์ แต่อย่างใด
และก็ไม่จำเป็นที่ประเทศไหนๆ จะต้องไปเสียเวลาแข่งกับเวียดนามในเรื่องราวเหล่านี้ โดยเฉพาะประเทศไทย
ที่แม้นจะต้องลุ้นเหรียญทองกับเวียดนามชนิดเหงื่อไหล ไคลย้อย แต่ก็ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศ
ซึ่งพระสยามเทวาธิราชท่านได้ประทานไว้ให้ตั้งแต่เริ่มแรก ต้องถือว่าเป็นโชคดีเอามากๆ ที่
อาณาบริเวณพรมแดนของประเทศไทย ไม่ต้องประชิดติดพันอยู่กับประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ใดๆ
เอาเลยแม้แต่นิด อย่างมาก...ก็แค่กระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ แบบลิ้นกับฟัน พอหอมปากหอมคอ
กับเพื่อนบ้านที่มีกำลังพอฟัดพอเหวี่ยง ไม่ว่าจะเป็นลาวเป็นพม่า หรือมาเลเซีย...แม้นจะต้องปวดหัว เวียนเฮด
เปรี้ยวมือ เปรี้ยวเท้าสุดๆ กับมิสเตอร์ ฮวยเซ็ง แห่งกัมพูชาอยู่ในทุกวันนี้ก็ตามที...

-----------------------------------------------------


ต่างไปจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือพม่า...ซึ่งก็เป็นอีกรายหนึ่งที่ต้องรบกับจีนมาตั้งแต่ยุคกุบไลข่านโน่นแหละ
ถึงแม้นปัจจุบันนี้จะซี้แหงย่ำปึ่กกันเพียงไรก็ตาม แต่เมื่อเจอกับพวกว้า พวกโกกั้ง พวกไทยใหญ่ โดดข้ามไป-ข้ามมา
ระหว่างพรมแดนที่ประชิดติดพันกัน ก็เล่นเอาทั้งจีน ทั้งพม่า แทบมองหน้ากันไม่ติดในช่วงหลังๆ ยิ่งมีมหาอำนาจสูงสุด
อย่างอเมริกา โดดเข้ามาแทรกกลาง แถมลากเอาอินตระเดียเข้ามาร่วมแจมอีกด้วยต่างหาก ย่อมเป็นอะไรที่น่าปวดหัว
ยิ่งกว่ามิสเตอร์ ฮวยเซ็ง รายเดียวไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า กระทั่งพี่เบิ้มใหญ่อย่างอินโดนีเซียก็ตาม เขตพรมแดนน่านน้ำ
ที่ประชิดติดพันกับประเทศน้องๆ ยักษ์ อย่างออสเตรเลีย...ก็ทำเอาถึงขั้นต้องยอมปล่อยมือจากติมอร์ตะวันออก
ไปเรียบร้อยแล้ว...

----------------------------------------------------------

ด้วยเหตุนี้...ปัญหาที่น่าหนักอกหนักใจของประเทศไทยในวันนี้ คงไม่ใช่เรื่องกองทัพนักกีฬาไทย
ถูกกองทัพนักกีฬาเวียดนามคว้าเหรียญทองแซงหน้า หรือกองทัพเวียดนามซื้อเรือดำน้ำตัดหน้าแต่อย่างใด
ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ที่สุดแสนจะโชคดีเอามากๆ เราคงไม่ถึงกับต้องไปดิ้นรน ทะเยอทะยาน อะไรกันมากมาย...
เพียงแต่สิ่งที่สำคัญเอามากๆ ก็คือว่า ทำอย่างไรที่เราจะไม่หันมา กัดกันเอง จนทุกสิ่งทุกอย่างต้องฉิบหาย
วายวอด ไปเพราะอุปนิสัย สันดานดั้งเดิมของตัวเราเอง ความสุขสบาย ไม่เดือดร้อนลำเค็ญ ไม่ต้องถูกแรงกดดัน
คุกคาม เหมือนบ้านอื่น เมืองอื่น อันกลายเป็นเหตุปัจจัย ที่ทำให้คนไทยมักจะหันมากัดกันเองซะจนเคย
ยิ่งในระยะหลังๆ...ต้องเรียกว่ากัดไม่ปล่อย ไม่ไล่ไม่เลิก แถมยังไปลากคนอื่นเข้ามากัดคนในชาติเดียวกัน
ซะอีกต่างหาก...ลองถ้าหากเป็น เช่นนี้ ถึงแม้นบอลไทยจะได้ไปบอลโลก หรือถึงแม้นกองทัพไทย
จะสั่งซื้อจรวดนิวเคลียร์เข้ามาประจำการก็ตาม...แต่สุดท้าย...คงหนีไม่พ้นที่จะต้องสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน
ไม่วันใดก็วันหนึ่งนั่นแหละ....


----------------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก พลเอก แมทธิว บี. ริดจ์เวย์ แห่งกองทัพบกสหรัฐ..."ยังมีอาวุธที่สมบูรณ์ยิ่งอยู่อย่างหนึ่ง...
อาวุธนั้น ก็คือคนนั่นเอง....".
-------------------------------------------------------

เชียร์ จนเบื่อที่จะเชียร์แล้วล่ะ ท่านขุน เพราะมันเชียร์ไม่ค่อยขึ้นจริงๆ
ระวัง เราเคยไปทำอะไรกับเขาที่เวียดนาม เขาจะมาเอาคืนอ่ะนะ


http://www.thaipost.net/news/211209/15289

ในยุทธการข่าว"เผาบ้าน-เผาเมือง"

เปลว สีเงิน

21 ธันวาคม 2552 - 00:00

แล้วทักษิณเขาก็ค่อยๆ เร่เข้ามาใกล้เมืองไทย พูดกันแบบลูกผู้ชายก็คือ เข้ามายึดเขมรตั้งเป็น
"กองบัญชาการหลัก" เพื่อทำสงครามชิงอำนาจครองประเทศ เป็นการ "เล่นไพ่ใบสุดท้าย"
ของทักษิณและคณะสหาย ถ้าชนะ-ได้ครองเมือง แต่ถ้าแพ้-กบฏแผ่นดิน ทักษิณจะต้องเผด็จศึก
ให้ได้ก่อนเดือนพฤษภา ๕๓ ถ้าพ้นจากนั้นไปมีแต่ "ตายกับคุก" เหตุที่ทักษิณจำต้องเสี่ยงหัว-ก้อย
ระหว่างคำว่า "ชนะเป็นจ้าว-แพ้เป็นโจร" ในช่วงเวลานี้ ก็ด้วยเงื่อนไขในสถานการณ์

๑.เหลือพื้นที่ในไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ยินดีให้ที่ซุกหัว แม้กระทั่งที่ดูไบ

๒.คดียึดทรัพย์ ๗๖,๐๐๐ ล้าน ประเมินแล้วไม่เป็นคุณ ต้องสร้างสถานการณ์มวลชนบีบเหมือนคดีซุกหุ้น

๓.เงื่อนไขเอื้ออำนวย เพราะ "อำนาจรัฐ" ไม่เด็ดขาด รัฐบาลอภิสิทธิ์อ่อนแอประสิทธิภาพลงทุกขณะ

๔.ทหาร-ข้าราชการ-ตำรวจ ไร้เอกภาพ และเสื่อม รอจ้องแต่จังหวะ "ใครชนะร่วมด้วย"

๕.ขวัญ-กำลังใจของกองทัพส่วนหน้าทักษิณ "เพื่อไทย-นปช." ถูกปลุกได้ที่แล้ว และประเมินสถานการณ์
ลงตัวว่า รบแพ้ก็เสมอตัว แต่ถ้าชนะเท่ากับแจ็กพอตแตก ทักษิณเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทั้งสิ้น...สบายทุกคน

๖.ไม่มีที่ไหนในศตวรรษนี้ ที่มีผู้นำประเทศหนึ่งยอมสมคบกับอาชญากรแผ่นดินของอีกประเทศถึงขนาด
"ยกประเทศให้" เป็นฐานบัญชาการชิงเมือง จึงเป็นเรื่องที่เขื่องโขทางจิตวิทยา

๗.โหรฟันธงแล้วว่า ครานี้...ชนะแน่ และ

๘.จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องกลับไทย เพราะต้องใกล้แพทย์เฉพาะทางด่วน!?

ครับ..หลักๆ ก็มีอย่างนี้ ช่วงนี้ผมเห็น "สงครามข่าว" หรือสงครามน้ำลายท่วมบ้าน-ท่วมเมือง
ผมก็เกรงว่าจะมีบางท่านจมน้ำลายจน ป.ส.ด.ไปซะก่อน ก็อยากจะคุยถึงเรื่องที่รุมเมืองอยู่ขณะนี้
เผื่อจะได้ช่วยบรรเทาความสับสน-ว้าวุ่นกันได้บ้าง

เรื่อง "การเมือง" กับเรื่อง "บ้านเมือง" ท่านต้องแยกแยะให้ดีนะครับ เหมือนรับประทานปลาช่อน
ปลาหมอ มันอร่อย แต่ต้องระวังก้าง อย่ากล้อมแกล้มแล้วกลืนเลย บรรยากาศข่าวสารบ้านเมืองช่วงนี้
ก็ทำนองนั้น ท่านจะอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ หรือดูข่าวตามหน้าจอโทรทัศน์

ต้องดูด้วยสติ-สัมปชัญญะ และแยกแยะเรื่องราวด้วยปัญญาตามรู้ ไม่ใช่แยกแยะด้วยการวางตัวเองว่า
อยู่พวกไหน แล้วสรุปว่าใช่-ไม่ใช่ ตามพวก ตามหมู่ ถ้าขืนดูและฟังแบบนี้ เขาเรียกว่าบริโภคข่าวสารแบบ
"บี้-บอด-ใบ้"

บ้านเมืองอันเป็น "ส่วนรวม" อันตรายจากข่าวลวง และข่าวบิดเบือน!

ประเทศชาติของเราช่วงนี้ "น่าสงสาร" ครับ ความจริงน่าสงสารมา ๒-๓ ปีแล้ว ถ้าจะพูดไป
ประเทศก็เหมือนคนคนหนึ่ง ย่อมมีห้วงเวลาของ สุข-ทุกข์, ผิดหวัง-สมหวัง, เฟื่องฟู-ร่วงโรย
หมุนเวียนเปลี่ยนสลับไปตามกาลเวลา

ถามว่า "ประเทศมีกรรมหรือ"?

จะว่าใช่ หรือไม่ใช่ก็ถูกทั้งนั้น แต่ต้องไม่ลืมว่า "ประเทศ" เป็นนามธรรม ไม่สุข-ไม่ทุกข์อะไรหรอกครับ
แต่มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในประเทศนั่นตะหากที่รู้สุข-รู้ทุกข์ นั่นก็คือ

"กรรมของประเทศ เกิดจากกรรมของคน"!

ที่ประเทศชาติเราเป็นอย่างนี้ ก็เพราะการกระทำของคนในชาติ ฉะนั้น ถ้าจะแก้กรรมของแผ่นดิน
แก้ได้....คือต้องแก้ที่การกระทำของคนอันเป็นประชาชนพลเมืองไทยนั่นแหละ

แต่ที่เป็นทุกวันนี้ "กรรมของประเทศ" ไม่ได้เกิดจากการกระทำที่ไม่รู้-ไม่ตั้งใจของประชาชน หากแต่
"ส่วนหนึ่ง" เกิดจากความจงใจ ความต้องการ คือ "มีเจตนา" ทำให้เป็นอย่างนี้ และพอดีกับ "สื่อ" ทุกวันนี้
เหมือน "กระดาษซับ" คือซับทุกอย่าง ซับทั้งขี้ ทั้งเยี่ยว ทั้งสารพิษ ทั้งสารคุณภาพ
แล้วก็บอกว่า "สื่อ-ต้องเป็นกลาง" และกลางในความเข้าใจของเขาคือ

"ซับ" อะไรมาก็ "ซัด" ใส่จอ ใส่หน้ากระดาษ ใส่คลื่น แบบดิบๆ อย่างนั้นทั้งหมด โดยไม่มีการสังเคราะห์!?

นี่คือการทำหน้าที่ "สื่อเป็นกลาง" ที่เสนอสองด้าน หรือทุกด้านของวงการสื่อ ดังนั้น สภาพโลกข่าวสารทุกวันนี้
ผู้บริโภคจึงตกอยู่ในลักษณะ "สำลักข่าวสารเจือพิษ" จนสติ สัมปชัญญะ หรือที่เรียกรวมๆ ว่า
"สมองเบลอ error" ไปหมด!

ไม่ต้องดูอะไร ดูอย่างเรื่องเขมรจับคนไทยหาว่าจารกรรมข้อมูลตารางการบินพาณิชย์ที่ทักษิณ
เช่ามาลงพนมเปญ ถามว่า "ผิดกฎหมายไหม" ถ้าใครจะไปสอบถามเวลาการเข้า-การออกของเครื่องบินพาณิชย์

คำตอบคือ "ไม่ผิด"!

นั่นคือ การที่นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอก ณ สถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ
จะโทร.ไปสอบถามที่วิทยุการบิน ไม่ว่าจะถามกับนายศิวรักษ์ หรือนายไหนก็ตาม เป็นเรื่องปกติที่
"คนทั้งโลก" ทำได้ และทำอยู่แล้ว

แต่เมื่อเขมรฮุน เซน จับนายศิวรักษ์ และศาลเขมรบอกว่าผิด สุดท้ายก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ
สิ่งที่ชาวโลกรับรู้ได้ด้วยสามัญสำนึกก็คือ ความไม่ผิดที่ต้องผิดของนายศิวรักษ์ คือสะพานที่หวังจะโยงไปถึง
"นายคำรบ" ซึ่งเป็นเลขานุการเอกฯ พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องการผูกเรื่องไปถึงกระทรวงการต่างประเทศ
อันมี "นายกษิต ภิรมย์" เป็นเป้าเท่านั้น

แทนที่คนไทยจะเข้าใจ และให้ความเห็นใจทั้งนายศิวรักษ์และนายคำรบที่ถูกทักษิณ-ฮุน เซน ใช้เป็นเหยื่อ
ในสถานการณ์ และช่วยกันปกป้อง-พิทักษ์รักษาศักดิ์ศรีคนของเรา และผลประโยชน์ของประเทศชาติ

แต่คนไทยจากพรรคเพื่อไทย กลับพูดแบบตัดตอนสาระมาบิดเบือนประเด็น จากที่ว่านายคำรบโทรศัพท์ไป
สอบถามจริงซึ่งไม่ผิด ก็พยายามยัดเยียดให้เข้าใจว่า...นั่นไง..นั่นไง..คนสถานทูตไทยโทร.ไปใช้ให้
นายศิวรักษ์ไปจารกรรมตารางการบินเขาจริงๆ!?

นี่ไง..การเมืองที่ "ขายบ้าน-ขายเมือง" เอาเรื่องที่ไม่ผิดมาตัดตอนชี้ประเด็นให้คนเข้าใจว่าผิด
ผมจึงบอกให้ท่านใช้สติในการบริโภคข่าวสาร เพราะพรรคเพื่อไทย เขาทำเพื่อเขมรและทักษิณ
จนกลายเป็นว่า นายคำรบที่ทำทั้งงาน ทำทั้งการข่าวเป็นหูเป็นตาให้ประเทศที่ควรต้องชมเชย
กลายเป็นจำเลยสังคม หาว่าไปจารกรรมข้อมูลลับเสียนี่!?

เรื่องจับเครื่องบินบรรทุกอาวุธสงครามเหมือนกัน จะยูเอ็นประสานงานมา หรือจะเราจับเองก็ช่าง
ประเด็นสำคัญที่ควรตั้งสติเพื่อเข้าใจก็คือว่า ใครก็ตาม เมื่อเข้ามาในเขตแว่นแคว้นแดนสยามของเราแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น น่านฟ้า-น่านน้ำ-น่านดิน จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย และเมื่อทราบ กระบวนการรัฐไทย
ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายจับกุม ดำเนินคดี

แต่พิลึก คนไทยจากพรรคเพื่อไทย กลับด่าว่ากล่าวรัฐบาลไทยว่า "ชักน้ำเข้าลึก-ชักศึกเข้าบ้าน" พูดง่ายๆ คือ
ไม่ต้องการให้ไทยไปจับ-ไปยึดอาวุธที่ชาวต่างชาติบรรทุกเครื่องบิน บินเข้ามาในเขตน่านฟ้าไทย

คนขนอาวุธร้ายเข้าประเทศ กลับไปปกป้อง แต่กับความปลอดภัยประเทศตัวเอง ไม่ปกป้อง
นี่น่ะเรอะ...การเมืองเพื่อชาติบ้านเมืองของพรรคเพื่อไทย?

อะไรที่ขบวนการทักษิณเสียประโยชน์ ก็หาว่ารัฐบาลไทย "ใช้ ๒ มาตรฐาน" แล้วทีอย่างนี้ รัฐบาลไทยใช้
"มาตรฐานเดียว" ในการจับกุมคนขนอาวุธร้ายเข้าประเทศ กลับด่าว่า ทำไมไม่ใช้มาตรฐานที่ ๒!?

หรืออย่างเรื่องที่สนุกปากกันอยู่ นายจตุพรนำ "เอกสารลับ" ทางราชการมาเผยแพร่
เพื่อการโจมตีรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงว่า กรอบทำงานที่เสนอขึ้นไป
ตามเอกสารนั้นผิดหรือถูกแต่มันอยู่ตรงว่า ความลับของชาติอันเป็นกรอบทำงานเพื่อ
พิทักษ์รักษาประเทศชาติบ้านเมือง แล้วเราซึ่งเป็นคนไทย

ควรช่วยกันรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติตัวเอง หรือว่าควรเอา "ความลับของชาติ" ไปขาย
เพื่อแลกกับมือเขมรลูบหัวแล้วชมว่า

"เป็นหมาพันธุ์ที่ชาติเลี้ยงไม่เชื่องดีจริงๆ!?"

ช่วงนี้ "ดาวพุธ" เป็นประ ดังนั้น ข่าวสารลวง การพูดจาใส่ร้ายป้ายสี คำพูดที่หาความจริง
หาความน่าเชื่อถือไม่ได้ จะท่วมบ้าน-ท่วมเมือง ต้องมีสติและยึดมั่นกันนะครับ คือยึดมั่นในความเป็น
ชาติบ้านเมือง ยึดมั่นในคุณธรรมความดี ว่าสิ่งนี้ต้องอยู่เหนือความระยำอัปรีย์ทั้งมวล

และก็อยากบอกท่านว่า ที่เขาโฆษณา มกราจะทำสงครามชิงประเทศ บวกกับที่บรรดาโหราออกมา
ประสานเสียง "ต้นปีหน้าเลือดทาแผ่นดิน" นั้น ผมจะปักทวนทับธงไปเลยว่า "ถ้าจะทา เลือดนั้นคือเลือดกบฏ"
อยู่กันให้สบายใจเถอะครับ อย่างเก่งก็ทนกันถึงแค่พฤษภาปี ๕๓ ปีนี้-จะเป็นปีที่ประเทศไทยจะได้โชคลาภใหญ่
จากต่างชาติ-ต่างภาษา และมีมาให้ฮือฮากันแบบฟลุกๆ ชนิดปุบปับฉับพลัน สำคัญแต่ว่าถึง
"กลางปีหน้า" ไม่รู้ใคร...

อาจต้อง "เคาะฝาโลง" เรียกให้กินข้าว!?

http://www.thaipost.net/news/211209/15285

ฝนตกขี้หมูไหล

ท่านขุนน้อย

21 ธันวาคม 2552 - 00:00

แม้นว่าในช่วงประมาณครึ่งเดือนที่ผ่านมา จะมีตัวเลขผลสำรวจวิจัยของสำนักวิจัยหลายต่อหลายสำนัก
ซึ่งให้ภาพสะท้อนออกไปในทิศทางเดียวกันว่า ถือเป็นช่วงเวลาที่คนไทยมีความสุขที่สุด
อันเนื่องมาจากบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองในวาระมหามิ่งมงคลของปวงชนชาวไทย
...แต่ก็อย่างว่า ภายใต้ความสุขเหล่านั้น อาจยังมีความทุกข์เจือปนผสมผสานอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ด้วยเหตุที่สถานการณ์การเมืองไม่ว่าในประเทศหรือระหว่างประเทศก็แล้วแต่
...ต่างก็ยังคงสร้างความเปรี้ยว ความคัน ให้กับผู้คนในสังคมกันเป็นระยะๆ โดยไม่คิดที่จะเลิกราเอาง่ายๆ...

---------------------------------------

การผนึกกำลังกันระหว่างชาวเขมรบางคน กับชาวไทยใจเขมรบางกลุ่ม บางราย มีส่วนทำให้การเมืองในประเทศ
กับการเมืองระหว่างประเทศ กลายเป็น คนละเรื่องเดียวกัน จนได้ ขณะที่ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งมีพรมแดนใกล้ชิดติดกัน อย่างสมเด็จ ฮวยเซ็ง พยายามสาดแข้ง ออกอาวุธใส่ประเทศไทยไม่เว้นแต่ละวัน
โดยไม่คิดที่จะลดราวาศอกเอาเลยแม้แต่น้อย นักการเมืองแห่งพรรคเพื่อไทย (หรือ เพื่อเขมร ก็มิอาจสรุปได้)
ก็ถือเป็นจังหวะที่จะหันมารุมกระทืบรัฐบาลไทย หรือคนไทยด้วยกัน ชนิดมึงมั่ง-กูมั่ง จนยากที่จะแยกแยะ
รสชาติฝ่าตีน ว่าอันไหนเป็นส้นตีนคนไทย หรือส้นตีนคนเขมรกันแน่!!!

----------------------------------------

ล่าสุด...ตามรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ รัศมีกัมพูชา หรือ เรียะซะเมียกัมปุเจีย นอกจากจะระบุถึง
คำแก้ตัว ของสมเด็จ ฮวยเซ็ง กรณีการดักฟังโทรศัพท์สถานทูตไทยในกัมพูชา ด้วยการหยิบยกเอา
ตารางการโทรศัพท์ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามาใช้เป็นเอกสารอ้างอิง ไม่ต่างอะไรไปจาก
ตารางการบิน แล้ว ผู้นำกัมพูชารายนี้ยังได้ถือโอกาสหักศอกใส่หน้า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรีไทย ด้วยการท้าทายให้ไปลาก น้องปราง มาลองติดคุกเขมรกันดู เพื่อที่จะพิสูจน์ว่า งานนี้....
เป็นการ จัดฉาก แสดงละครหรือไม่???

------------------------------------------

ขณะที่ผู้นำกัมพูชากำลังฟาดงวง ฟาดงา ใส่นายกรัฐมนตรีไทยอย่างเมามันซ์ซ์เช่นนี้
นักการเมืองไทยใจเขมรอย่างนาย จตุเพลี๊ยะ ก็ได้ถือโอกาสหันมาโดดถีบกระทรวงต่างประเทศไทยเอาดื้อๆ
ด้วยการจับแพะ ชนแกะ นำเอาเอกสารการวิเคราะห์ หรือรายงานการประเมินสถานการณ์ธรรมดาๆ
มาใส่สี ตีไข่ ทั้งยุ ทั้งแยง ทั้งตะแคง รั่วๆ มั่วๆ ไปตามขนาดของมันสมอง ซึ่งอาจพอๆ กับเมล็ดถั่ว
เมล็ดงา หรือเมล็ดก๋วยจี๊ก็ตามแต่ สรุปความว่าประเทศไทยกำลังคิดจะปฏิวัติรัฐบาลกัมพูชา
ไปจนถึงกำลังคิดจะวางแผนลอบสังหาร นาย ทักเคี๊ยะ ชินาเวียเตรี๊ยะ ที่ปรึกเซี๊ยะรัฐบาลกัมปุเจี๊ยะไปโน่น...
เรียกว่าเล่นเอา แมงโม้ บินว่อน ฟุ้งกระจาย ไปตลอดทั่วแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเอาเลยถึงขั้นนั้น...

--------------------------------------------

การร่วมมือ ร่วมตีน แยกกันเดิน รวมกันตีน หรือแยกอาณาเขตแดน แต่หันมารวมตัวกันรุมกระทืบประเทศไทย
รัฐบาลไทย ระบบยุติธรรมไทย กองทัพไทย หรือแม้กระทั่งการสร้างข้อเปรียบเทียบระหว่างสถาบันบางสถาบัน ฯลฯ
เช่นนี้ ไปๆ-มาๆ แล้ว...ชักจะดูเป็นกิจการ และเป็นกระบวนการชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที ยิ่งในช่วงหน้าข้าว-หน้าเหล้า
หรือช่วงใกล้จะมีข่าวการยึดทรัพย์ในอีกไม่นานไม่ช้า กระบวนการที่ว่า...ก็ดูจะยิ่งกระเหี้ยนกระหือรือยิ่งขึ้นเท่านั้น
ดังมีรายงานข่าวในเว็บไซต์ มติชน ช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า "แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคเพื่อไทย (พท.)
อ้างว่า มีแนวโน้มสูงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะย้ายฐานบัญชาการจากเมืองดูไบ
ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ มาปักหลักอยู่ที่ประเทศกัมพูชา ไปจนถึงช่วงการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง
ในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า เพื่อให้การติดต่อ สื่อสาร ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับคนเสื้อแดง และ
ส.ส.พท.สะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันนายยงยุทธ ติยะไพรัช และนายจักรภพ เพ็ญแข
ก็ได้พำนักอยู่ในกัมพูชาด้วย...โดยนายยงยุทธจะทำหน้าที่ประสานงานกับฝ่าย
ต่างๆ ขณะที่นายจักรภพทำหน้าที่ประสานงานกับสื่อต่างประเทศ..."

----------------------------------------------------

นี่...เรียกว่าอะไรจะไหลมารวมตัวกันอย่างเป็นระบบ เป็นกิจการเช่นนี้ ย่อมไม่มีอีกแล้ว
แต่ก็เอาเถอะ...ถึงแม้นจะเป็นหน้าหนาว ไม่ใช่หน้าฝน แต่การที่อุจจาระสุกรในแต่ละก้อน
จะซึมซับน้ำในแหล่งใดๆ ก็แล้วแต่ จนก่อให้เกิดความเหลวในระดับสามารถไหลมารวมตัวกันได้เช่นนี้
ก็ใช่ว่าจะก่อให้เกิดผลสรุปออกมาในทางที่ดี หรือในทางที่สร้างสรรค์ก็หาไม่
แม้แต่ตัวของอุจจาระเองก็เถอะ!!!...โอกาสที่จะเผชิญกับความวิบัติ
ความจังไร จนต้องฉิบหาย วายวอด ลงไปทั้งเล้าสุกร...ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...

------------------------------------------------------

ไล่มาตั้งแต่ตัวของสมเด็จ ฮวยเซ็ง ในทุกวันนี้ ก็ใช่ว่าจะอยู่ดี กินดี เกิดความสุขกายสบายใจ
อันเนื่องมาจากการได้สำเร็จความใคร่ทางปาก หรือการได้ด่าทอผู้นำประเทศเพื่อนบ้านในแต่ละครั้ง
ถ้าหากฟังจากนักการเมืองชาวกัมพูชาด้วยกันเอง ที่แม้นจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้นำรายนี้มาโดยตลอด
แต่ก็เป็นผู้ซึ่งแสดงออกถึงความมีเหตุมีผล มีวัฒนธรรมทางการเมือง อันเป็นที่ยอมรับจากทั้งระดับภายในประเทศ
และระดับระหว่างประเทศ ตรงตามธรรมเนียมมาตรฐานสากล นั่นก็คือ นาย สม รังสี ที่ได้ให้สัมภาษณ์
หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ฉบับสุดสัปดาห์ อธิบายถึงสถานะของผู้นำกัมพูชา และประเทศกัมพูชาขณะนี้เอาไว้ว่า...
"กัมพูชากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่รุนแรงมาก วิกฤตการณ์ที่ว่านี้กำลังนำไปสู่ภาวะวิกฤติ
ทั้งในด้านการเงิน สังคม และวิกฤตการณ์ทางการเมืองในที่สุด ความรู้สึกไม่พอใจของชาวกัมพูชา
กำลังเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวกัมพูชาที่ไม่พอใจต่อระบอบการปกครองแบบเผด็จการของฮุน เซน
กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน" และ "ชาวกัมพูชาส่วนใหญ่รับไม่ไหวกับพฤติกรรมของฮุน เซน
ซึ่งครองอำนาจมาเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี ฮุน เซน เคยเป็นสมาชิกของกลุ่มเขมรแดง
และเขากำลังนำเอาวิธีการบางอย่างของพวกเขมรแดงมาใช้ในการปกครองประเทศ..."

------------------------------------------------------

แน่ล่ะว่า...ก็ไม่ใช่แต่เฉพาะนักการเมืองฝ่ายค้านอย่าง สม รังสี รายเดียวเท่านั้น ที่จะเกิดความรู้สึกทำนองนี้
ถ้าลองมองลึกลงไปถึงความรู้สึกของผู้คนในกองทัพกัมพูชา นับตั้งแต่ได้มีการปลดผู้บัญชาการระดับสูงไปเมื่อเร็วๆ นี้
จนตัวนายกรัฐมนตรีต้องซุกหัวซุกหางอยู่ในค่ายทหารอยู่จนบัดนี้ หรือแม้แต่ความรู้สึกของอดีตผู้นำเขมรแดง
ที่เคยร่วมยืนหยัด เคียงบ่า เคียงไหล่ นำเอากองทัพเวียดนามบุกเข้ายึดประเทศกัมพูชามาด้วยกัน อย่าง
เฮง สัม ริน หรือ เจีย ซิม ก็ตาม ไปจนกระทั่งถึงผู้มีอำนาจในประเทศเวียดนามด้วยซ้ำ!!!
ความพยายามที่จะดึงเวียดนามให้เข้ามามีบทบาทแทนที่ประเทศไทยในทางเศรษฐกิจ เอาไป-เอามาแล้ว...
ก็ใช่ว่าจะเป็นไปโดยสะดวกโยธินก็หาไม่ ยิ่งเวียดนามขณะนี้ กำลังเจอเข้ากับวิกฤติแหนมเนืองแบบเต็มๆ
ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาค่าเงินดอง แถมวิกฤติดูไบยังพัวพันลุกลามมาติดๆ
จนโรงแรม 6 ดาวสร้างยังไงก็สร้างไม่เสร็จ ภายใต้สภาพเช่นนี้...ใช่ว่าจะทำให้บทบาทของผู้นำกัมพูชา
ที่ต่ำกว่ามาตรฐานโลกอยู่แล้ว จะเป็นที่โปรดปราน ยอมรับของเวียดนามไปโดยตลอด...

----------------------------------------------------------

ส่วนอุจจาระสุกรไทย ที่ดันไหลไปรวมกับอุจจาระสุกรเขมรนั้น คงแทบไม่ต้องเสียเวลา

พูดถึง...ไม่ว่าฮุน เซน จะอยู่หรือไป ยังไงๆ ตัวเอง...ก็เลยพ้น จุดยูเทิร์น มานานแล้ว...
คือไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มีมาโดยตลอด โอกาสจะใช้เขมรเป็นหลังพิงดำเนินสงครามประชาชน
ก่อการจลาจลแยกเมือง แยกประเทศ...เพียงแค่จุดเริ่มต้น ก็มองไม่เห็น เงื่อนไข ใดๆ
ที่จะหยิบยกมาอ้างอิงเพื่อให้เกิดความสมเหตุสมผล หรือเพื่อให้เกิด ความชอบธรรม เอาเลยแม้แต่น้อย
และในเมื่อปราศจากความชอบธรรมซะอย่าง ตามทฤษฎีมาร์กซ-เลนิน วงเล็บเหมาเจ๋อตง
ได้สรุปเอาไว้ชัดเจนว่า..."จากที่ใหญ่...ย่อมไปสู่เล็ก...จากที่มี...ย่อมไป สู่ความไม่มีในท้ายที่สุด" นั่นแล....

-------------------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก พิชัยสงครามซุนหวู่..."ประมุขแห่งประเทศย่อมไม่ก่อสงครามด้วยความโกรธแค้น
และผู้เป็นขุนพลย่อมไม่รุกรบด้วยความขึ้งเคียด แต่จะลงมือปฏิบัติการต่อเมื่อเห็นผลประโยชน์ชัดเจนแล้ว
และพึงระงับเสียเมื่อเห็นทีจะเสียผล...".


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Dec 21, 2009 5:09 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 18, 2009 4:05 pm

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=13445:2009-11-23-04-25-43&catid=90:2009-02-08-11-24-34&Itemid=425

เวียดนาม-กัมพูชา-ลาวชื่นมื่น

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2009 เวลา 11:24 น.



กัมพูชาหันเพิ่มความร่วมมือการค้า-การลงทุนกับเวียดนาม-ลาว ผ่านกรอบ 3 ประสาน "สามเหลี่ยมการพัฒนา"
นักวิเคราะห์ในกรุงพนมเปญเผยการค้าเวียดนาม-กัมพูชาแนวโน้มทะยานในปีหน้า เชื่อเวียดนามแซงหน้าไทย
เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของกัมพูชาไม่เกินปี 2553


จากเวทีการประชุมร่วม 3 ฝ่ายภายใต้กรอบ "3 เหลี่ยมการพัฒนาเวียดนาม-ลาว-กัมพูชา" ครั้งที่ 4
ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดักลัค ซึ่งตั้งอยู่ในที่ราบสูงทางตอนกลางของประเทศเวียดนามเมื่อเร็วๆ นี้
นายเหวียน วัน ตรุง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวางแผนและการลงทุนของเวียดนาม
ในฐานะเจ้าภาพได้ประกาศชัดเจนว่า เวียดนามให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งกับนโยบายกระชับความร่วมมือ
กับประเทศ ลาวและกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นในด้านการท่องเที่ยว การลงทุน หรือการค้า จากการที่ทั้ง 3 ประเทศ
มีความสัมพันธ์กันมายาวนานในช่วงที่เรียกว่า "ช่วงเวลาแห่งการสร้างและป้องกัน" ประเทศ เวียดนาม ลาว
และกัมพูชาได้เพิ่มขอบเขตความร่วมมือระหว่างกันขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ทั้ง 3 ฝ่ายได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการ
ประสานงานร่วมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ที่ เรียกว่า 3 เหลี่ยมแห่งการพัฒนา หรือ Development Triangle
เพื่อทำหน้าที่จัดทำโครงการความร่วมมือระหว่างกันเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลของแต่ละประเทศ
"นอกเหนือจากการมีโครงการร่วมลงทุนระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นแล้ว เชื่อว่าเราจะมีกิจกรรมร่วมทางด้านการค้า
และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมทั้งนโยบายร่วมซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันในระดับรัฐบาลของทั้ง 3 ประเทศ"
รัฐมนตรีช่วยกระทรวงวางแผนและการลงทุนของเวียดนามกล่าว จากสถิติล่าสุดของทางการเวียดนามพบว่า
ปัจจุบันเวียดนามเป็นผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งในประเทศลาว โดยมีเม็ดเงินทุนจดทะเบียน
รวมทั้งสิ้น 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งยังเป็นผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ชั้นแนวหน้าในกัมพูชา
โดยมีตัวเลขมูลค่าโครงการลงทุนรวมประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในทางกลับกัน เวียดนามเป็นแหล่งต้อนรับ
การลงทุนจากลาวจำนวนรวม 8 โครงการในปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ส่วนการลงทุนจากกัมพูชามีจำนวนทั้งสิ้น 7 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 6.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ปีที่ผ่านมา (2551) เมื่อพิจารณาในแง่การค้าเวียดนามนับเป็นคู่ค้ารายสำคัญของกัมพูชา โดยฝ่ายเวียดนามเป็น
ผู้ส่งออกสินค้ามายังกัมพูชามากเป็นอันดับสอง (รองจากไทย)
ส่วนใหญ่สินค้าที่กัมพูชานำเข้าจากเวียดนาม
เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เหล็กและเหล็กกล้า ปุ๋ย สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และอาหาร มูลค่าการค้าสองฝ่าย
(เวียดนาม-กัมพูชา) เพิ่มขึ้นถึง 37% เป็นมูลค่ารวมถึง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่แล้ว และเป็นที่คาดหมายว่า
จะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีหน้า (2553) นักวิเคราะห์ในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา
ระบุผ่านเว็บไซต์ข่าวธุรกิจ VNBusinessNews.com ว่า ปี 2553 จะเป็นปีที่มูลค่าการค้าระหว่างเวียดนามและกัมพูชา
ทะยานสูงขึ้นมาก และเชื่อว่าเวียดนามจะวิ่งแซงหน้าไทยกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของกัมพูชา
"แม้ปีนี้การค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายจะลดลงมาก เพราะวิกฤติการเงินโลก แต่เมื่อเศรษฐกิจกัมพูชาฟื้นตัวในปีหน้า
เชื่อว่ามูลค่าการค้าระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะขยับขึ้นถึงระดับ 2,000 ล้านดอลลาร์" ทั้งนี้สถิติของหอการค้าและ
อุตสาหกรรมเวียดนาม ชี้ว่า 8 เดือนแรกของปีนี้ การค้าสองฝ่าย ลดลง 29.2% มาอยู่ที่ 848 ล้านดอลลาร์
และเป็นการส่งออกจากเวียดนามสู่กัมพูชา 726 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันทั้ง 2 ประเทศ มีด่านชายแดนเป็น
ประตูการค้า-การลงทุนระหว่างกัน 9 แห่ง ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมองในแง่การลงทุน ปีที่แล้วเวียดนาม
มีโครงการลงทุนใหม่ในกัมพูชามากเป็นอันดับ 3 คือ 52 โครงการ รองจากจีน (82 โครงการ)
และมาเลเซีย (56 โครงการ)
แต่ใน 9 เดือนแรกของปีนี้ เวียดนามแซงหน้าทุกประเทศโดยมีโครงการลงทุนใหม่
ในกัมพูชาถึง 40 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,481 22 พ.ย. - 25 พ.ย. 2552
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 18, 2009 5:08 pm

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000154742

“เรือเหาะบอลลูน” อาวุธตัวใหม่ของกองทัพเพื่อแก้ปัญหาชายแดนใต้

18 ธันวาคม 2552 13:04 น.

ปัตตานี –ผู้บัญชาการทหารบกติดตามความคืบหน้าการสร้าง เรือเหาะตรวจการณ์
ซึ่งทางรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 350 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อ “เรือเหาะ” หรือบอลลูนขนาดยักษ์
ติดกล้องอินฟาเรดเพื่อใช้ในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้


วันนี้ (18 ธ.ค.) ที่หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะติดตามความคืบหน้าการสร้าง เรือเหาะตรวจการณ์
ซึ่งทางรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 350 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อ “เรือเหาะ” หรือบอลลูนขนาดยักษ์ติดกล้องอินฟาเรด
เพื่อใช้ในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ตามการเสนอของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งถือเป็นอาวุธใหม่ล่าสุด
ที่กองทัพได้รับเพื่อนำมาช่วยในการแก้ปัญหาการก่อการร้ายภาคใต้ โดยการนำกล้องอินฟาเรด
ติดตั้งมากับตัวเรือเหาะ กล้องตัวนี้มีการอวดอ้างสรรพคุณว่า สามารถจับภาพด้วยแสงอินฟราเรดได้
ในเวลากลางวันและกลางคืนเพื่อลดจุดอับที่ เกิดขึ้นจากการตรวจการณ์ภาคพื้นดิน


สำหรับระบบเรือเหาะดังกล่าวนี้ จะเป็น “เรือบอลลูน” ขนาดใหญ่ ใช้สำหรับตรวจการณ์บนอากาศ
โดยจัดซื้อจากบริษัทแอร์เรียอินเตอร์เนชันแนล ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 1 ลำ เฉพาะตัวเรือบอลลูน
มีราคา 260 ล้านบาท กล้องส่องกลางวันและกลางคืนรวม 2 ตัว ราคา 70 ล้านบาท ส่วนอีก 20 ล้านบาท
ใช้สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์สื่อสารภาคพื้น ซึ่งทั้งหมดจะรวมเป็นระบบเรือเหาะ 1 ชุด

โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการประกอบ อุปกรณ์ให้ครบถ้วน คาดว่าสามารถประกอบเสร็จสิ้นและสามารถใช้ปฏิบัติการได้
ในราวกลางเดือนมกราคม 2553 จากนั้นได้เรียกประชุมหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจที่รับผิดชอบดูแลความสงบ
ในพื้นที่ 3 จังหวัดชาดแดนภาคใต้เพื่อรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน จากหน่วยเฉพาะกิจ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง
เพื่อรับฟังบรรยาย โดยเน้นย้ำมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่
เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ใช้ความระมัดระวัง ในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และ เข้าตรวจค้นพื้นที่ อีกด้วย







http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2009/08/19/AR2009081903712.html

High-Tech Balloon to Help Forces Keep Watch

By Walter Pincus

Washington Post Staff Writer

Thursday, August 20, 2009


http://www.thaiarmedforce.com/forum/viewtopic.php?f=5&t=393

Thailand Contracts Aria for Blimps, Communications

04-May-2009 15:49 EDT

Related Stories: Americas - USA, Asia - Other, Blimps & LTA Craft, C4ISR,
Contracts - Awards, Domestic Security, Issues - International, Security
Contractor, Signals Radio & Wireless, Warfare - Lessons

Aria International, Inc. recently announced a contract from the Royal Thai
Army to provide in-country surveillance and communications solutions
and services, for an aggregate purchase price of $9.7 million. The RTA
surveillance system consists of a manned airship with military-grade
imaging and communications systems, a state-of-the-art Mobile Command
and Control Vehicle, and upgrades to existing communications and
facilities to receive real-time surveillance data.

Thailand has the questionable distinction of being saddled with the bloodiest
Islamist insurgency most people have never heard of…

The Thai government recently began to alter its approach, but this does not
remove the need for military operations – or for the long-endurance
surveillance that must accompany holding operations in contested zones.
Major General Chawalit Srisilpanandana, Director General-Directorate of
the Royal Thai Army’s Logistics Department, says that:

“The deployment of these new systems and services by Aria International
Incorporated will make a significant impact on the capabilities of our
deployed forces in the South of Thailand.”

Under this contract, Aria is responsible for integrating all system components and
delivering a complete turn-key solution, conducting initial operations
and continuing maintenance tasks as well as providing the training to
the RTA personnel on the equipment. A condition of the contract
requires the Company to configure equipment in the U.S. and integrate
and deliver the hardware in Thailand within 120-days of contract award.


Aria will also provide the RTA with certain ancillary services
including installation, training and the construction of an airship
hangar. Aria International release.

http://www.defenseindustrydaily.com/Tha ... ons-05401/

Aria International Incorporated Awarded $9.7 Million Contract from the Royal Thai Army

Released: 04/30/09 08:00 AM EDTAria International Incorporated, the wholly-owned
subsidiary of Aria International Holdings, Inc. (OTC BB:ARAHE, “Aria”),
a company focused on providing specialized surveillance and
communications solutions to a global customer base is pleased to
announce today that it has been awarded a contract from the Kingdom of
Thailand, Royal Thai Army (“RTA”) to provide in-country surveillance
and communications solutions and services. The RTA agreed to purchase certain intelligence
and surveillance equipment from Aria for an aggregate purchase price of $9.7 million.
Aria will also provide the RTA with certain ancillary services including
installation, training and the construction of an airship hangar. A
condition of the contract requires the Company to configure equipment
in the U.S. and integrate and deliver the hardware in Thailand and the
terms of the contract require delivery within 120-days of contract award.

The Royal Thai Army selected Aria International Incorporated after a number
of real-time demonstrations of the system that were conducted in the
United States. The RTA system is composed of select airborne assets, imagery capability from
high-definition cameras and down linked communication facilities to a
mobile command platform that are targeted to meet the requirements for
this special procurement
. Under this contract, Aria is
responsible for integrating all system components and delivering a
complete turn-key solution, conducting initial operations and
continuing maintenance tasks as well as providing the training to the
RTA personnel on the equipment.

The RTA surveillance system consists of a manned airship with special
state-of-the-art imaging and communications systems, a state-of-the-art
Mobile Command and Control Vehicle, and upgrades to existing
communications and facilities to receive real-time surveillance data.

Aria staff will train Royal Thai Army personnel to pilot, effectively
utilize and maintain the deployed surveillance and communications
systems. In addition to the cameras on the airship, Aria will also install and integrate high-definition
day/night camera systems on select Royal Thai Army helicopters.

President of Aria International, Mr. Mike “Bing” Crosby, stated: “the
employment of a manned airship and upgraded helicopters equipped with
state-of-the-art surveillance and communications systems, provides the
Royal Thai Army another system with the necessary capabilities it
requires to counter the increased activity and threats of crime, drug
trafficking and terrorism.”

“The deployment of these new systems and services by Aria International Incorporated will make a
significant impact on the capabilities of our deployed forces in the
South of Thailand,” Major General Chawalit Srisilpanandana, Director
General-Directorate of Logistics Department stated. “The RTA is
contracting with Aria for these services because of their unique
experience and ability to integrate into the mission of our forces; we
look forward to a very long and successful relationship.”

About Aria International Incorporated

Aria International Incorporated is a wholly-owned subsidiary of Aria
International Holdings, Inc. (“Aria”). Aria is focused on providing
specialized surveillance and communications solutions to a global
customer base. Aria operates as a solutions provider, systems
integrator, and operator of surveillance and communications systems.
Working closely with our clients in a flexible and responsive manner,
we are able to provide highly effective solutions that respond well to
our customers' defense and security requirements. For more information,
visit http://www.aria-int.com.

http://studio-5.financialcontent.com/ir ... ID=8705235

ระบบดังกล่าวที่กองทัพบกจะจัดหาเป็นของบริษัท ARIA ครับซึ่งก็มีทั้งระบบที่เป็น UAV และแบบมีคนบังคับ
ก็ไม่ทราบเหตุผลครับว่าทำไมกองทัพบกเลือกแบบมีคนบังคับ

ภาพตัวเรือเหาะที่จัดหามาน่าจะอยู่ใน Banner หน้าแรกของ Website ของ ARIA เองครับ
http://www.aria-int.com/

เอาฟังคนมาเลเซียพูดถึงเจ้าเรือเหาะมหัศจรรย์นี้ของไทยครับ

Thai Army Buying Blimp Surveillance System


KUALA LUMPUR: Its looking obvious that although Malaysian big arms purchases have grind to a halt,
our neighbours seemed to continue with their buying spree. The latest is the Royal Thai Army contract
with Aria International Inc of the US to provide in-country surveillance and communications solutions
and services, for an aggregate purchase price of $9.7 million.


The RTA surveillance system consists of a manned airship with military-grade imaging and
communications systems, a state-of-the-art Mobile Command and Control Vehicle,
and upgrades to existing communications and facilities to receive real-time surveillance data.

Major General Chawalit Srisilpanandana, Director General-Directorate of the Royal Thai Army’s
Logistics Department, says that:

“The deployment of these new systems and services by Aria International Incorporated will make
a significant impact on the capabilities of our deployed forces in the South of Thailand.”

Under this contract, Aria is responsible for integrating all system components and delivering
a complete turn-key solution, conducting initial operations and continuing maintenance tasks
as well as providing the training to the RTA personnel on the equipment. A condition of the contract
requires the Company to configure equipment in the U.S. and integrate and deliver the hardware
in Thailand within 120-days of contract award.

Aria will also provide the RTA with certain ancillary services including
installation, training and the construction of an airship hangar.

It appears with the surveillance system, the Thais will be able to see whats going on our side of the border
although Malaysian Defence could not determined the range of the system. Its highly probable that
if the airship is based near Narathiwat, the system coverage may well even be able to monitor
the Gong Kedak Air Base where our Sukhois are based.


This development does not augur well for us as we lacked “looking over the hill” capabilities
which are now both owned by the Singaporeans with their G550 AEW aircraft (range of more than 370km)
and the Thais. Next year, the Thai air force will take delivery of a Saab 340 AEW aircraft as part of their purchase
of six Gripens and another 340 which was signed in 2007.

Malaysian Defence is not suggesting that we rushed out and buy our own AEW aircraft to counter the threat
( I still believe its still cheaper to buy S400 SAM system than maintaining a fleet of aircraft)
but just pointing out the scenario which is happening today.

–Malaysian Defence

http://www.malaysiandefence.com/?p=587

<blockquote>NoteTasurahings wrote:พึ่งมาเห็น
สนใจอันนี้นะครับ "การควบคุมบอลลูนจากภาคพื้นดินยิ่งยากมากขึ้น เพราะ UAV[Unmanned Aerial Vehicle]
หรืออากาศยานไร้คนขับ ที่เคยใช้งานในภาคใต้ก็ไม่ได้ผล" UAV นี่ใช้ไม่ได้ผลหรือครับ

ข้อนี้ผมไม่ทราบมาก่อนเลย ผม ไม่เห็นด้วยกับการใช้พวกเครื่องอุลตร้าไลท์กับร่มบินนะครับ
ความสูงที่พวกนี้บินได้ก็ไม่ได้มากนัก อีกอย่างไม่มีอะไรป้องกันผู้บังคับเลยด้วย
การตรวจการณ์ก็น่าจะได้แค่ด้วยสายตาอย่างเดียว
</blockquote>

ได้ข่าวบางอย่างว่า ลาเวร บางตัวตกไปแล้วครับ เนื่องจากภูมิประเทศเป็นป่าภูเขาสูงซับซ้อน
ทำให้ Lost Communication จนตกครับ

แต่ที่แปลกคือ ตาม Spec หาก Lost Communication ต้องบินกลับได้เอง อืมมม
ยิวลืมแถมอะไรมาให้เราหรือเปล่าเนี้ย



หรือว่าเราลืมซื้อ

<blockquote>Wingboy wrote:อย่างที่เคยให้ความเห็นไว้ครับว่า เรือเหาะนั้นดีในบ้างแง่ แต่ถ้าถามว่าเหมาะสม
กับการนำมาใช้จริงกับทั้ง พท.นั้น ผมว่าไม่ค่อยเหมาะครับ การสอดแนม สังเกตุการทางอากาศนั้น
ใช้ได้ดีกับ พท.เมือง ทางถนนหนทาง แต่ในพท.สามชต.ส่วนใหญ่เป็นพท.ป่าเข้าซึ่งยากต่อการ
สังเกตุการทางอากาศครับ

อีกทั้งการเคลื่อนที่เข้าสู่เป้าหมายของบอลลูนนั้นช้า กว่าการใช้ ฮ. หรือ uav มาก ในกรณีที่ต้องการ
เข้าสังเกตุการที่เกิดเหตุ แต่ ด้วยความทีสามารถลอยนิ่ง และเงียบ ก็ทำให้ในบางกรณีก็มีประโยชน์
เช่นสอดแนมในเวลากลางคืนในพท.เป้าหมายที่ระบุไว้แล้ว สังเกตุการพท.เมือง
ในความเห็นส่วนตัวผมยังคิดว่า การมีฮ.พร้อมบินในแต่ละ กลุ่ม อำเภอ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์มากกว่า
ในการเข้าสู่พท.ทั้งสังเกตุการ ติดตาม สอดแนม ส่งกำลังเข้าช่วยเหลือ นำคนเจ็บออกจากพท.
แต่แน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันมากครับ

ป๋าครับ เจ้าราเวนนี้เค้าออกแบบให้ตอนลงต้องตกและแยกร่างนี่ครับ แต่ที่ป๋าบอกนั้นหมายความว่า
ตกหายไปเลยใช้มั้ยครับ
</blockquote>


จากการรีดข่าวจากทหารหนีทัำพได้ความว่า ไอ้ ลาเวร ไปแสคงความสามารถในการแยกธาตุในป่า ครับ

แต่ตามคำโบราณว่า ของหลวงตกน้ำไม่ไหม้ ตกไฟไม่ไหล ( เมพขิง ยิ่งกว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้อีกน่ะเนี้ย )
ทำให้ผู้ดแลระบบชุดนี้ ต้องเปลี่ยนจากทหาร UAV เป็นทหารราบเดินเ้ท้าปีนเขาเข้าไปเก็บซากมาครับ

ส่วนเรือเหาะนี้ ตัวเดียวไม่พอกินแน่ครับ ต่อให้ตัวล่ะจังหวัดก็เถอะ กว่าจะร่อนไปถึง ฝั่งนู้นเค้า อาบน้ำ ล้างตัวไป
แถมกินข้าวเย็นไปแล้วอีกหนึ่งรอบ ไอ้เรือเหาัะนี้มันคงยังไปไม่ถึง แถมลอยอยู่บนฟ้าเด่นขนาดนั้น
ก็สังเกตการง่ายครับ ดังนั้นก็ซุ่มโป่ง จิบน้ำชา เลี้ยงนกเขา เหมือนเดิม ออกมาให้เป็นดาราหน้ากล้องทำไม

อันนี้ถามเพิ่มครับ เรือเหาะที่ว่านี้ ทำเป็นสถานีทวนสัญญานสำหรับวิทยุสื่อสารได้หรือไม่ครับ
เพราะภูมิประเทศเป็นแบบ ป่าภูเขาซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศแบบทางใต้
วิทยุ FM ธรรมดาน่าจะติดภูเขา ไม่สามารถส่งวิทยุกันได้ไกลๆ

http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/03/X7622690/X7622690.html

ขอบคุณ Skyman ครับ ที่เข้ามาตอบ ยินดีอย่างยิ่งเช่นกัน เราเคยได้คุยกันแล้ว ไม่รู้ว่าจำได้มั้ย 55

ณ เวลานี้การปฏิบัติภารกิจ ในการลาดตระเวนทางอากาศ 3 จ.ชายแดนไทย มีดังนี้ เอาเฉพาะที่เปิดเผยได้ครับ
1. ฝูงบิน UAV ที่มาปรักหลัก ภารกิจบินลาดตระเวน แต่ด้วย เทคโนโลยี
ที่จัดซื้อมานานแล้ว ของ UAV ของอิสราเอล แบบ Searcher ผลิตโดยบริษัท
Israel Aircraft Industries (IAI) ในภารกิจตรวจการณ์ แต่ด้วยจำนวนเพียง 4
เครื่อง (1 ระบบ) จึงไม่เพียงพอต่อภารกิจ โดย UAV
นี้ก็เป็นของกองร้อยค้นหาเป้าหมาย (ร้อย.คปม.) กองพลทหารปืนใหญ่ (พล.ป.) ทบ.

เอารูป มาให้ดูกันครับ แต่รูปจริงตอนปฎิบัติภารกิจไม่สามารถนำมาลงได้จิงๆ
<table width="100%" bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tr><td></td></tr></table>