Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

หน้า 6 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 19, 2009 2:55 pm

http://www.oknation.net/blog/buddhabath/2009/09/29/entry-1

พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ

หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลกและในหนังสือเล่มใด
เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2552

สงครามล้างพันธุ์ “พรรคอสูร (ฟรีเมสัน) และพรรคมาร (อิลูมินาติ)”

การขึ้นมามีอำนาจของผู้นำประเทศส่งผลประโยชน์ต่อคนมากมาย ดังนั้น จึงเกิดการรวมหัวของ
คนกลุ่มใหญ่ๆ ขึ้นเพื่อกุมอำนาจและสนับสนุนให้คนของตนขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้น
ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศไทยคนไหนๆ ก็ล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนบางกลุ่มทั้งสิ้น
คนหลายกลุ่มเหล่านี้มีอิทธิพลทั่วโลก


ทางรัฐศาสตร์เรียกว่า “กลุ่มฟรีเมสัน” กลุ่มหนึ่ง กลุ่ม “อิลูมินาติ” กลุ่มหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีกลุ่มอื่นๆ อีก
พวกเขาจะหาสมาชิกผ่านทางสังคม ชมรม ต่างๆ เช่น ตามวัด ตามสถานธรรม แล้วสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกัน
ช่วยเหลือกัน ไม่แตกต่างจากประเทศจีนในยุคโบราณ ที่มีพรรคต่างๆ ที่อาศัยสถานธรรม และสำนักธรรมต่างๆ
รวบรวมผู้คน สร้างอำนาจและก่อการปฏิวัติ เช่น การปฏิวัติเพื่อสถาปนาราชวงศ์ “หมิง” ก็เกิดจากสถานธรรมแห่งหนึ่ง
ที่ใช้แนวคิดตามลัทธิบูชาไฟ ชื่อว่า “พรรคหมิงเจี้ยว” อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ แม้แต่ประเทศไทยปัจจุบัน ทุกครั้งที่มี
การปฏิวัติ หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสำคัญๆ ก็ล้วนมี “เบื้องหลัง” ทั้งสิ้น ดังนั้น ประเทศจีนภายใต้
ระบอบเผด็จการ เริ่มจากยุคราชวงศ์แมนจู จึงทำการทำลายล้างสถานธรรมหลายแห่ง ที่สำคัญที่สุด คือ วัดเส้าหลิน
นอกจากนี้ ในการยึดเอาทิเบตมาเป็นของประเทศจีนนั้น ก็มีการฆ่าพระไปมากมายเช่นกัน ไม่ต่างจากการเปลี่ยนเวียดนาม
เป็นคอมมิวนิสต์ที่พระต้องประท้วงเผาตัวตาย นี่เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าพระและนักการเมืองเป็นขุมอำนาจที่ต้องทำลาย
เพื่อตนจะได้ครอบครองอำนาจต่อไป เรื่องของ “พรรค” และ “ยุทธภพ” นั้น ไม่ใช่ของหลอกเด็ก ไม่ใช่นิทาน แต่มีอยู่จริง
และทุกวันนี้ ก็มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเสมอ


คำว่ายุทธภพ คือ วงการนักเลงที่มีอำนาจมีอิทธิพลมาก ส่งผลต่อประเทศชาติได้ และทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย
นั่นเอง เช่น พวกพ่อค้าที่มีเงินมากพอสนับสนุนให้ใครขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้ เขาก็อยู่ในวงการนักเลงนี้
เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้าในอนาคต ก็นับเป็นคนใน
“ยุทธภพ” เช่นกัน หากมีการฝึกยุทธ์ เพื่อใช้ประโยชน์
ทางการทหารด้วย เช่น เพื่อการปฏิวัติ สร้างกองทัพ ก็จะเรียกว่าเป็น “จอมยุทธ์” ได้คนหนึ่ง ยุทธภพในปัจจุบัน
ได้ครอบงำโลกทั้งโลกแล้ว มีพรรคสองพรรคใหญ่ คือ พรรคฟรีเมสัน หรือ “พรรคอสูร” ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่รวมหัว
กับพวกแขกอิสลาม เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันคือล่มประเทศอเมริกาและพรรคอิลูมินาติเสีย และอีกพรรคหนึ่งคือ
พรรคอิลูมินาติ ที่เดิมเป็นพรรคของพระโพธิสัตว์ที่เน้นปัญญาแต่ถูกมารครอบงำในภายหลัง หลังจากที่สมาชิกพรรค
ละเลยการปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้ง กลายเป็น การเข้าพรรคเพียงหวังอำนาจและเงินทอง ซึ่งอยู่ฝ่าย “ทุนนิยม” สองขั้วอำนาจนี้
แผ่อิทธิพลไปทั่วโลก แม้แต่เบื้องหลังนายกของประเทศไทยจำนวนมาก ก็มีพรรคอสูรและพรรคมารเหล่านี้หนุนหลังทั้งสิ้น


เปิดโปงขบวนการพุทธพาณิชย์ คือ เส้นสายพรรคมาร “อิลูมินาติ”

ขบวนการอิลูมินาติ ที่ข้าพเจ้าขอเรียกว่า “พรรคมาร” นี้ เพราะในกายทิพย์ของคนที่อยู่ในเครือข่าย
มักมีกายทิพย์มารอยู่ พวกเขามีอิทธิพลต่อโลกมาก เช่น อยู่เบื้องหลังสตรีหมายเลขหนึ่งของอเมริกา ในขณะที่
พรรคอสูร “ฟรีเมสัน” อยู่เบื้องหลังชายผู้นำที่มีกายทิพย์เป็นอสูรทศกัณฑ์ ขบวนการพุทธพาณิชย์ในไทย
น่าจะเริ่มต้นจาก พระรูปหนึ่งที่ห่มผ้าเหลืองไม่ได้ ไปห่มเขียว แล้วท่องยุทธภพที่อเมริกานานวันเข้า เขาอยากทำ
เพื่อพระศาสนาแต่ไม่เข้าใจ จึงหลวมตัวเดินทางผิดเป็นส่วนหนึ่งของพรรคมาร อิลูมินาติ และได้เงินมากมาย
มาสนับสนุนให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางพุทธศาสนาแห่งโลก” ที่มีสัญลักษณ์รวมใจ เหมือนพีรามิดยอดกลม นอกจากนี้
พรรคมารอิลูมินาติ ยังสนับสนุนการศึกษาพุทธศาสนาโดยเอารูปแบบการศึกษาในทางโลก คือ
ระบบการศึกษาแบบฝรั่งมาใส่ในพุทธศาสนา ทำให้พุทธศาสนาไทยกลายเป็น “พุทธพาณิชย์” เงินมากมายมหาศาล
ก็หลั่งไหลเข้ามาสู่วงการการศึกษาพุทธศาสนาแบบ “วิชาการ” แต่ไม่เกิดมรรคผลแท้จริง


หวังว่าท่านผู้อ่านคงทราบนะครับ ว่าใครบ้าง น่าจะอยู่พรรคมาร “อิลูมินาติ” ถ้าไม่รู้ก็ดูกายทิพย์เลย
ถ้าไม่รู้อีก ให้สังเกตเอา พวกนี้ ถูกกระแสทุนนิยม, วัตถุนิยม ครอบงำหมด งานทำงานของพวกนี้ คือ
การเข้าไปสร้างสัมพันธ์เส้นสายให้พระสงฆ์ดังๆ ในประเทศที่ยอมจำนนและหลงเข้าเป็นพวกโดยไม่รู้เลยว่า
พวกนี้มีเจตนาทางการเมืองซ่อน เร้นอยู่เบื้องหลัง โดยจะทำทีมาช่วยสร้างวัด ให้เงินทำบุญสนับสนุนพุทธศาสนา
พอพระสงฆ์ที่คิดจะทำเพื่อพุทธศาสนา เห็นเขาเอาเงินมาให้คิดว่ามีเจตนาดี ก็เปิดใจรับ แล้วก็หลวมตัวเข้าสู่
ขบวนการพุทธพาณิชย์ อันเป็นส่วนหนึ่งของการแผ่อิทธิพลของพรรคมารนี้


เปิดโปงขบวนการล้มล้างสถาบัน คือ เส้นสายพรรคอสูร “ฟรีเมสัน”

ขบวนการทำลายสถาบันของชาติไทย ที่ข้าพเจ้าขอเรียกว่า “พรรคอสูร” นี้ เพราะในกายทิพย์ของ
คนพวกนี้ เป็น “อสูร” มีหัวหน้าสามตัวใหญ่บงการคือ อสูรทารุณ ที่ก่อให้เกิดไฟลุกโชนในสามจังหวัดภาคใต้ของเรา
ซึ่งมีเส้นสายมาจากพวกแขก, อสูรมหิงสา ตัวนี้เล่นทั้งการเมืองและการทหาร มีฤทธิ์มากและเหลี่ยมจัด
เป็นผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์ และอสูรราหู ตัวนี้มักเป็นหุ่นเชิดอยู่เบื้องหน้า เพราะครอบงำคนให้ลุ่มหลง เช่น
ที่ประเทศไทยก็เคยได้เจอมาแล้ว คือ อสูรราหูที่ชื่อ “อสุรินทราหูโพธิสัตว์” เป็นพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมี
แต่กำลังอ่อน หลงเข้าฝ่ายอสูรไป แต่ภายหลังอสูรราหูถูกพระนารายปราบต่อด้วยอีกท่านหนึ่งช่วยจัดการจนสิ้นซาก
ทำให้กำลังของพรรคอสูรลดลง และเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ต่อมาพวกพรรคอสูรได้เลือกอสูรตัวใหม่
มาแทนที่อสูรราหู คือ อสูรทศกัณฑ์ ซึ่งมีพรรคพวกวงวานเยอะมากนั่นเอง อสูรใหญ่ทั้งสามทำงานในพรรคนี้
หากเราเพ่งด้วยตาทิพย์เห็นกายทิพย์อสูรพวกนี้เข้า ก็รู้ได้เลยว่าพวกเขามีเส้นสายจากพรรคอสูรฟรีเมสัน
ซึ่งใช้การสร้างภาพให้คนยอมรับ เช่น สร้างโครงการมากมาย, การมีมูลนิธิ ฯลฯ ช่วงหลังๆ พรรคอสูรฟรีเมสัน
ได้ อสูร “มังกรดำ” มาร่วมด้วย ในประเทศไทย ข้าพเจ้าได้พบสถานธรรมแห่งหนึ่ง กำลังดังมาก
คนไปแต่ละครั้งประมาณสองพันคน คนกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ เงินไหลมามากมายทำให้พวกเขาสร้างตึกใหม่
ราวกับเป็นอาณาจักรทีเดียว ที่นี่ มี “อสูรมังกรดำ” อยู่ เป็นพวกฟรีเมสัน แต่ถูกคุมด้วยพลังของพระอวโลกิเตศวร
เบื้องบน ที่กล่าวนี้ เป็นคนจริง มีชีวิตจริง แต่จิตวิญญาณไม่ใช่มนุษย์ครับ มีกายทิพย์อสูรแทรกอยู่ และเป็นศัตรู
ตัวฉกาจของพรรคมาร “อิลูมินาติ”


วิธีการทำงานที่ชัดเจนของพรรคอสูรฟรีเมสัน คือ การปล่อยข่าวว่า “พระศรีอาริยเมตตรัย”
จะลงมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และก่อการ เพื่อล้มล้างสถาบันกษัตริย์ไทย และก่อตั้งสถานธรรมมากมายในประเทศไทย
คนมากมายก็ศรัทธาเพราะเชื่อในคำทำนายนั้น ผู้ที่อยู่ปลายสายไม่รู้ถึง “เจตนาที่ซ่อนเร้น” คือ “การเป็นใหญ่”
ของผู้มีอำนาจที่คอยบงการเบื้องหลัง ซึ่งได้อาศัยสถานธรรมและอนุตรธรรมที่เคยปฏิบัติดีงามมาเก่าก่อน
เป็นที่รวมศรัทธาคน และเบี่ยงเบนไปสู่การกระทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายหลังทำให้อนุตรธรรม
ที่เคยทำงานให้เบื้องบน ถูกครอบงำโดยพวกอสูรเหล่านี้ ทีละน้อย

---------------------------------------------------------------------------------------------
กลุ่มอิลูมินาติและฟรีเมสันมีอยู่ในโลกนี้จริงหรือ?

สมาคมฟรีเมสัน ดร. นิติภูมิ นวรัตน์

ผู้อ่านท่านครับในหลายประเทศจะไม่ยอมให้คณะผู้นำของประเทศขึ้นมาสู่อำนาจอย่างไร้ทิศทาง
บางประเทศเข้มข้นถึงขนาดมีองค์กรลับที่สุด เพื่อที่จะสรรหาและฝึกฝนผู้คนขึ้นไปสู่การมีอำนาจและ
การดูแลอำนาจองค์กรหนึ่งซึ่งทรงพลังมากในสมัยโบราณหลายร้อยปี และยังคงทรงพลังต่อเนื่อง
จนกระทั่งถึงปัจจุบันก็คือ “ฟรีเมสันส์”

ขอเรียนซะก่อนนะครับ ว่าฟรีเมสันส์ไม่ใช่องค์กรศาสนา แต่เป็นศูนย์รวมใจของสมาชิกและภราดรภาพ
ฟรีเมสันส์เคยถูกมองว่าเป็นพวกที่มีแนวความคิดขบถต่อสังคม ผู้อ่านท่านลองไปค้นชื่อของสมาชิก
ขบวนการปฏิวัติในสหรัฐฯและในฝรั่งเศสดูซีครับ ไม่ว่าในสงครามประกาศอิสรภาพเมื่อ พ.ศ. 2318-2326
และการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2332-2342 หรือในการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญ
ในประเทศทางแถบยุโรปและในอเมริกากลาง ท่านจะพบว่าสมาชิกขององค์กรฟรีเมสันส์มีบทบาทนำแทบทั้งสิ้น
จึงมีหลายคนมองว่าฟรีเมสันส์เป็นองค์กรที่มีบทบาททางการเมือง แต่สมาชิกฟรีเมสันส์ก็ออกมาปฏิเสธว่า
พวกตนไม่ยุ่งการเมือง

ฟรีเมสันส์เคยถูกมองว่าเป็นสมาคมลับ แต่พวกฟรีเมสันส์เองมองว่าพวกตนไม่ใช่สมาคมลับ
แต่เป็นสมาคมที่กุมความลับต่างหาก

ถ้าผู้อ่านท่านที่เคารพเข้าไปในเว็บไซต์ ท่านจะเห็นว่ามีการสมัครบุคคลเข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์กันเปอะปะ
ขอเรียนนะครับว่า คำประกาศรับสมัครเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์ที่ท่านเห็นนั้น มักจะไม่เป็นความจริง
เพราะการเข้าเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์จริงๆจะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก จะต้องเป็นชายที่มีความเป็นอิสระ ไม่ผูกพัน,
เชื่อในความมีตัวตนของพระผู้เป็นเจ้า (จะพระเจ้าตามความเชื่อของชาวคริสต์หรือไม่ก็ได้) มีอายุไม่ตํ่ากว่า 18 ปี
ต้องมีจิตใจดีงาม มีคุณธรรมและจริยธรรม และข้อสุดท้ายก็คือ จะต้องมีชาติกำเนิดที่เป็นไท ไม่เคยตกเป็นทาส

สมัยก่อนห้ามผู้หญิงเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์อย่างเด็ดขาด จนกระทั่งวันหนึ่ง เอลิซาเบธ อัลด์เวิร์ธ มองลอดช่องอิฐผนัง
บังเอิญไปพบเห็นการประกอบพิธีกรรมขององค์กรนี้ที่บ้านของคุณพ่อ เมื่อถูกจับได้ ชาวฟรีเมสันส์จึงแก้ไขปัญหาด้วยการ
ยอมรับเธอเข้าเป็นสมาชิกหญิงคนแรกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็จึงเกิดองค์กรของสมาชิกฟรีเม-สันส์ที่รับผู้หญิงเข้าร่วมด้วย

ก่อนที่จะเข้ารับพิธีกรรมเป็นฟรีเมสันส์เต็มตัว ผู้จะเป็นจะถูกเรียกว่า แคนดิเดต ที่มีความหมายว่า ผู้ถูกเสนอตัว
คนที่เป็นแคนดิเดต จะสวมเสื้อและกางเกงธรรมดา แต่จะต้องพับแขนเสื้อขึ้นไปข้างหนึ่ง ขากางเกงก็จะพับขึ้นไปอีกข้างหนึ่ง
ปล่อยข้างหนึ่ง จะต้องถูกผูกตาด้วยผ้าผูกตาสีดำ ซึ่งหมายถึงว่า ก่อนจะมาเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์ ยังคงอยู่ในโลกมืด
ที่มืดมน แคนดิเดตจะมีเชือกผูกเงื่อนคล้องที่คอ ต้องปล่อยปลายเชือกไว้ให้กับสมาชิกฟรีเมสันส์คนอื่นเป็นผู้ถือ


แคนดิเดตจะถูกนำไปอยู่ตรงระหว่างเสา 2 ต้น ที่หน้าโต๊ะบูชา เสาทั้ง 2 ต้นนี่แทนสัญลักษณ์ของเสา 2 ต้น
ที่เคยอยู่ตรงหน้าวิหารแห่งโซโลมอน ระหว่างเสา 2 ต้น จะมีโต๊ะบูชาที่มีคัมภีร์ฟรีเมสันส์เปิดอยู่
หน้าที่เปิดของคัมภีร์จะมีสัญลักษณ์ไม้ฉากและวงเวียนวางอยู่ ที่นี่แคนดิเดตจะทำพิธีให้สัตย์สาบานปฏิญาณตน
ว่าจะเชื่อในพระเจ้าของฟรีเมสันส์ และจะกระทำตนตามแบบอย่างของฟรีเมสันส์ คำปฏิญาณข้อสำคัญของแคนดิเดต
ก็คือ จะต้องรักษาความลับของหมู่คณะเท่าชีวิต

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงไม่มีเรื่องของพวกฟรีเมสันส์ แพร่งพรายออกสู่โลกภายนอก เมื่อสาบานเสร็จก็จะมี
การเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ เป็นชุดเครื่องแบบของสมาชิกฟรีเมสันส์ เมื่อพิธีสำเร็จแล้ว ก็จะมีการนำผ้าผูกตาและ
บ่วงคล้องคอเอาไปทิ้ง

จากนั้นสมาชิกใหม่ก็ จะได้ผ้ากันเปื้อนที่คาดไว้ตรงเอวแบบผ้ากันเปื้อนของทารกที่ต้องใช้ผ้ากันเปื้อน
ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ พิธีกรรมที่ว่านี้ทำกันโดยเปิดเผย แต่พิธีกรรมหลังจากนั้นเป็นพิธีกรรมลับ
อีกหลายพิธี ซึ่งไม่เป็นที่เปิดเผยต่อคนอื่น ดังนั้น ใครก็ตามที่แอบไปได้เห็นการกระทำพิธีกรรมลับอันนี้ ก็จะต้องถูก
ให้เข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์

การรวมกลุ่มกันของประชาชน เป็นเรื่องดี แต่ต้องเป็นกลุ่มสว่าง การกระดิกพลิกตัวทุกอย่างของผู้นำกลุ่มโปร่งใส
แต่ถ้ากลุ่มนั้นเป็นกลุ่มลับที่มองไม่เห็น ผลก็อาจจะเป็นอีกอย่าง

แกรนด์ลอดจ์ออฟอิงแลนด์ เป็นองค์กรแม่ขององค์กรลับแห่งหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลมาก เรียกว่าองค์กรลับฟรีเมสันสากล
หลายประเทศมีองค์กรลับฟรีเมสันอยู่ในประเทศชาติบ้านเมืองของตน แม้แต่สหรัฐอเมริกาเริ่มมีการตั้งองค์กรลับฟรีเมสัน
ขึ้นมาตั้งแต่ในยุคสมัยอาณานิคม สมาชิกขององค์กรพวกนี้จะมีการช่วยเหลือกันในทางลับอย่างเข้มแข็ง ใครในองค์กร
ไปเล่นการเมืองก็มักจะได้รับการสนับสนุน นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามจึงรวมตัวกันตั้งเป็นพรรคการเมืองที่มีชื่อว่า
“พรรคต่อต้านเมสัน” ขึ้นมา ต่อต้าน

องค์กรลับบางแห่งมีประวัติก่อตั้งมายาวนานหลายร้อยปี มีธรรมเนียมปฏิบัติและกฎระเบียบที่เคร่งครัด
การจัดรับสมาชิกใหม่ก็ทำได้ยาก มาคมลับบางแห่งฆ่าสมาชิกทิ้งทันที หากจับได้ว่าสมาชิกผู้นั้นคิดคดทรยศ
หรือกำลังจะตีจาก


การเริ่มขององค์กรลับพวกนี้ มีประวัติความเป็นมาไม่เหมือนกัน อย่างองค์กรลับฟรีเมสันเกิดจากการรวมตัวของ
ช่างสร้างโบสถ์และวิหาร ในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่เรียกว่าสโตนเมสัน ช่างกลุ่มนี้ชุมนุมสุมหัวรวมตัว
ช่วยกันรับงานจนบั้นปลายท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยและมีอิทธิพลต่อพระและประชาชน


ปัจจุบันทุกวันนี้ สำนักงานใหญ่ของแกรนด์ลอดจ์ออฟอิงแลนด์อยู่ที่อาคารฟรีเมสันฮอลล์ กรุงลอนดอน
การรวมตัวกันก็เหมือนสโมสรอื่นๆ เช่น สโมสรโรตารี สโมสรไลออนส์ ฯลฯ แต่สมาคมลับฟรีเมสันนี่เข้มแข็ง
และลึกซึ้งกว่า

สำหรับสมาคมลับฟรีเมสัน แต่ละกลุ่มลับที่จัดตั้งขึ้นมา จะถูกเรียกว่าคือลอดจ์ และหลายลอดจ์รวมตัวกัน
เป็นแกรนด์ลอดจ์

แกรนด์ลอดจ์แต่ละแห่งมีการบริหาร การกำหนดพิธีกรรมและข้อ บังคับเป็นอิสระ แต่มีข้อเหมือนกันคือ
ต้องมีการประชุมแบบลับและมีอุดมการณ์เดียวกันในเรื่องของภราดรภาพ ต้องนำเครื่องมือช่างมาสร้างเป็นสัญลักษณ์
เชิงสถาปัตยกรรมรูปแบบต่างๆ สัญลักษณ์ส่วนใหญ่ของสมาคมลับฟรีเมสันแต่ละลอดจ์และแกรนด์ลอดจ์มักจะมีเป็น
รูปไม้ฉาก วงเวียน ส่วนช่องว่างตรงกลางระหว่างไม้ฉากและวงเวียนมักจะมีรูปดวงดาวที่เจิดจ้า
บางลอดจ์หรือแกรนด์ลอดจ์มีตัวอักษร G ที่มาจาก God พระเจ้า

กลุ่มชมรม หรือสมาคม อะไรก็แล้วแต่ เมื่อตั้งขึ้นมาแล้ว นโยบายหรืออุดมการณ์ของกลุ่มจะต้องแน่นอน
ไม่ใช่รวนเรเป๋ไป เป๋มา แล้วแต่ว่าผลประโยชน์จะวิ่งวนไปทางไหนอุดมการณ์สำคัญ ของสมาชิกสมาคมลับฟรีเมสันก็คือ
การมีขันติธรรมทางศาสนา ยึดมั่นในหลักเสรีภาพ และความเท่าเทียมกันของประชาชน

ไม่ให้ถือ ว่ากลุ่มของข้าใหญ่ พวกข้าจะปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อใช้ประโยชน์ จากข่าวปลอมนี้ ปั่นหัวประชาชน
ให้หมุนไปทางไหนก็ได้ ถ้าเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมชั่วเห็นแก่ตัวและก้าวร้าวอย่างที่ว่า ก็ยากที่จะดำรงคงอยู่
คู่ ประเทศไปได้นาน เผลอแผล็บแป๊บเดียว อ้าว จบแล้ว แต่พวกที่ใช้ความยุติธรรมนำกลุ่มอย่างสมาคมฟรีเมสัน
อยู่มานานตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.1800 โน่น ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาล ที่ 1
ต่อเนื่องจนถึงสมัยปัจจุบัน ยาวนานประมาณกว่า 200 ปีแล้ว

สมาชิกของ สมาคมลับฟรีเมสันนี่ไม่มีการจำกัดในเรื่องของ ศาสนา ศาสนิกชนของศาสนาไหนก็เข้าไปเป็นสมาชิกได้
แต่ต้องยอมรับที่จะต้องปรับปรุงตนเอง และต้องช่วยเหลือสาธารณะ การเป็นสมาชิกสมาคมฟรีเมสันนี่เข้มมาก
เข้มกว่าสมาชิกของโบสถ์ ซะอีก ดังนั้น คริสตจักรโรมันคาทอลิกจึงไม่ชอบสมาคมนี้ ทั้งที่ ในสหรัฐฯ และในยุโรป
องค์กรนี้มีเครือข่ายระโนงโยงเยงอย่างกว้างขวาง แต่ในประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเคร่ง
อย่างสเปนรัฐบาลไม่อนุญาตให้ตั้งสมาคมลับนี้เด็ดขาด

เพราะสมาคมลับฟรีเมสัน ทรง อิทธิพล สมัยหนึ่ง จึงมีผู้คนกล่าวหาว่าสมาชิกของกลุ่มทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย
สมาชิกหลายคนถูกทำร้าย จำนวนไม่น้อยที่ภรรยาของสมาชิกถูกบังคับให้ไปดึงสามีออกจากสมาคมให้ได้

ขณะนี้ มีสมาชิกของสมาคมลับฟรีเมสันอยู่กระจัดพลัดพรายทั่วไป ในดินแดนสหรัฐอเมริกาประมาณ 3 ล้านคน

ท่านอาจจะเคยเห็นสถานสงเคราะห์/บ้านเมสันที่ดูแลเด็กกำพร้า คนชรา และภรรยาม่ายที่พึ่งตัวเองไม่ได้
สถานที่พวกนี้นี่แหละ เป็นหนึ่งในมากมายหลายผลงานของสมาคมลับฟรีเมสัน.
ผมได้รับโทรศัพท์สอบถามจากท่านผู้รู้จักว่า องค์กรฟรีเมสันส์นั่นมีจริงๆไหม? ใครเป็นสมาชิกบ้าง?
ขอเรียนยํ้าว่ามีจริงๆครับ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน และผมมีความเชื่อว่าจะยังมีต่อไปในอนาคต
อีกนานเท่านาน

คน ระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกขององค์กรลับตั้งแต่เด็กๆ องค์กรเหล่านี้รับสมาชิกยากมากจริงๆ
แต่เมื่อรับไปแล้ว สมาชิกก็จะเขยิบขึ้นเป็นคนระดับโลก เดินทางมาไหนไปประเทศใด จะมีมือที่มองไม่เห็นคอยจัดการ
อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง เมื่อปฏิบัติการงานสิ่งใด ก็จะมีมือที่มองไม่เห็นคอยจำกัดศัตรูเพื่อให้ท่านใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น

องค์กรลับระดับโลกดังๆ ก็เช่น องค์กรหัวกะโหลกกระดูกไขว้ หรือ สกัลล์ แอนด์ โบนส์
สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ CFR, ไทรเลตเทรอล คอมมิสชัน, บิลเดอร์เบิร์ก และ อิลลูมิเนติ
องค์กรลับทั้ง 5 แห่งเหล่านี้มีการจับมือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ช่วยเหลือกัน ต่อมาจึงครองโลก
ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยิ่งขึ้น


อดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช ผู้พ่อ สมัยหนุ่มเคยเข้าพิธีสาบานตนต่อหน้าคัมภีร์ฟรีเมสันส์
แต่ไม่ได้เข้าพิธีอย่างสมบูรณ์ จึงไม่ถือว่าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช คนลูกก็เหมือนกัน
พยายามหาทางเข้าเป็นสมาชิก แต่ทำพิธีได้ไม่ครบจึงไม่ถือว่าเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์

บิลล์ คลินตัน ฉายแววผู้นำตั้งแต่ยังเด็ก สมัยเด็กได้ทำพิธีในสำนักเดอ โมเลย์ ซึ่งเป็นสำนักฟรีเมสันส์สำหรับเด็ก
สมาชิกองค์กรลับฟรีเมสันส์ คนอื่นๆ ก็เช่น เฮนรี ฟอร์ด, วอลเตอร์ ไครส์เลอร์, โธมัส เจ วัตสัน, เอิร์ล วอร์เรน
(หัวหน้าคณะทำงานสอบสวนคดีลอบสังหาร จอห์น เอฟ.เคนเนดี,เจ. เอดการ์ ฮูเวอร์ เจ้าพ่อเอฟบีไอ),
กษัตริย์วิลเลียมที่ 4 แห่งอังกฤษ, กษัตริย์จอร์จที่ 4 แห่งอังกฤษ, กษัตริย์จอร์จที่ 6 แห่งอังกฤษ, โฮเซ เดอ ซาน มาร์ติน
(วีรบุรุษของชาวอาร์เจนตินา), นโปเลียน โบนาปาร์ต, กษัตริย์ฮุสเซน แห่งจอร์แดน, ยาวะหะราล เนห์รู, ยิตซัค ราบิน,
ยัสเซอร์ อาราฟัต, เซอร์ วินส์ตัน เชอร์ชิลล์,วูล์ฟกัง อมาดิอุส โมสาร์ต, ลุตวิก ฟาน บีโธเฟน, เกรน ฟอร์ด, คลาร์ค เกเบิล,
จอห์น เวย์น, โธฮัน วูล์ฟกัง, ฟอน เกอเธ, จอห์น เกรน, เจมส์ วัตต์ ฯลฯ

ประธานาธิบดีของ สหรัฐฯ ตั้งแต่คนแรก จอร์จ วอชิงตัน มาจนถึงปัจจุบัน
เป็นสมาชิกฟรีเมสันส์เต็มรูปแบบถึง 15 คน และรองประธานาธิบดี 19 คน

ปัจจุบัน ในสหรัฐอเมริกามีสำนักงานองค์กรลับฟรีเมสันส์ อยู่ครบทุกรัฐ องค์กรฟรีเมสันส์เข้าไปในสหรัฐฯเมื่อ พ.ศ. 2276
สำนักฟรีเมสันส์แห่งแรกตั้งที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตต์ แต่เป็นสาขาจากอังกฤษ สำนักงานที่เป็นของสหรัฐฯอย่างแท้จริงนั้น
ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2277 ที่เมืองซาวันนา รัฐจอร์เจีย ต่อมาพวกฟรีเมสันส์ในสหรัฐฯแบ่งเป็น 2 สาย คือสายสมัยใหม่
และสายเก่าแก่ที่เรียกว่าสายแอนเทียนต์


ในหลายประเทศมี องค์กรลับ คอยดูแลความเป็นไปของชาติ โดยการรวบรวมคนที่ฉลาดจริงๆ มีการศึกษาดี
เข้ามาอยู่ด้วยกัน คนพวกนี้จะเข้าใจความเป็นไปของโลก มีเครือข่ายระโนงโยง ไปเหมือนใยแมงมุม
เมื่อมีปัญหาที่ประเทศชาติบ้านเมืองของตนต้องการความช่วยเหลือ สมาชิกขององค์กรลับเหล่านี้ก็จะใช้ความสัมพันธ์
อันแน่นแฟ้นที่สุดของตัวเองเข้า ไปจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

ผมมีความเชื่อเป็นการส่วนตัว ว่า ในประเทศไทยของเรา ก็มีสมาชิก องค์กรลับฟรีเมสันส์อยู่หลายคน
สมาชิกขององค์กรที่ทรงอิทธิพลอย่าง CFR ก็น่าจะมีไม่น้อย

เมื่อใดที่คนเหล่านี้ก้าวเข้าไปสู่การเมืองและดูแลบริหารประเทศ ผมมีความเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า
ประเทศชาติจะสุขสงบครับ


หลังจากที่ผมรับใช้เรื่องขององค์กรลับฟรีเมสันส์ไปแล้ว 2 วัน ก็มีคนตั้งคําถามว่า สมาคมลับ องค์กรลับระดับโลกอื่นๆ
ยังมีอีกบ้างหรือเปล่า? และองค์กรลับต่างๆ เหล่านั้นมีอิทธิพลระโนงโยงใยมาถึงเราด้วยหรือไม่?

ขอตอบว่าแน่นอนครับ มีมานานแล้ว ถ้าผู้อ่านท่านยังจําชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ อาร์คดยุก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์
แห่งออสเตรียถูกลอบสังหาร โดยนักศึกษาชาวเซอร์เบีย ซึ่งฆาตกรที่ถูกจับได้เป็นสมาชิกของกลุ่มแบล็กแฮนด์ที่สนับสนุน
โดยองค์กรลับฟรีเมสันส์

สงครามโลกครั้งที่ 1 ทําให้เกิดสันนิบาตชาติ (ภายหลังมีสงคราม โลกครั้งที่ 2 จึงเกิดองค์กรลักษณะเดียวกัน คือ
สหประชาชาติ) แนวความคิดขององค์กรโลก ทําให้คนกลุ่มหนึ่งมองเห็นวิธีการควบคุมโลกอย่างเป็นองค์รวม
จึงตั้งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ Council On Foreign Relations หรือ CFR ขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อ พ.ศ.2464
คนที่เริ่มคือ พันเอก เอ็ดเวิร์ด เอ็ม เฮาส์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฮาส์วิ่งไปแจกแจงแถลงความคิด
และวิ่งเต้นขอเงินสนับสนุน จาก กลุ่มธุรกิจเซซิล โรดส์, กลุ่มเจพี มอร์แกน, กลุ่มโรธส์ไชลด์, กลุ่มคาร์เนกีและกลุ่มร็อคกีเฟลเลอร์

ประสงค์ที่แถลงอย่างเป็นทาง การในการตั้ง CFR ก็คือ ต้องการให้ CFR เป็นองค์กรที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
ที่ทุกชาติจะเดินทางไปในแนวทางเดียวกันและ จับมือกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นองค์รวมในระดับนานาชาติ

CFR ต้องการทําให้โลกเป็นหนึ่งเดียวและเป็นเจ้าของตัวจริงในทฤษฎีการจัดระเบียบโลกใหม่
ให้โลกมีสังคมเดียว
ศาสนาเดียว มีรัฐบาลเดียว มีประเทศเดียวในโลกที่เป็นศูนย์กลาง (สหรัฐฯ) ที่ใช้เครือข่ายการบริหารที่กระจายไป
ตามเมืองหลวงใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ปารีส โตเกียว กรุงเทพฯ ลอนดอน ฯลฯ

CFR ต้องการให้ประเทศต่างๆ แปรสภาพเป็นรัฐ
หรือเป็นจังหวัดโดยมีรัฐบาลกลางอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.


เพื่อไม่ให้มหาอํานาจโลกที่เป็นศูนย์กลางล่มสลายได้ง่ายดายเหมือนที่กรุงโรมเคยล่มมาแล้ว
ศาสตราจารย์ ดร.แคร์รอลล์ ควิกลีย์ แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ จึงเสนอทฤษฎีพลวัตของสังคมมนุษย์แนวใหม่
ที่ให้มหาอํานาจซึ่งเป็นศูนย์กลางสร้างเครือข่ายที่ประสานกันได้ทั่วโลก และจะต้องไม่มีการแทรกแซงระหว่างเครือข่ายต่างๆ
แต่ให้มีการร่วมมือกันที่เรียกว่า ภราดรภาพต่อกัน อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่ง ดร.ควิกลีย์สร้างขึ้นเพื่อนํามาใช้ในการคุมโลกของ CFR
ก็คือ ทฤษฎีโต๊ะกลม ซึ่งให้ทุกคนในเครือข่ายสามารถนั่งสานประโยชน์ด้วยกันได้อย่างลงตัว

ด้วยทฤษฎีนี้นี่แหละครับ CFR จึงประสานไปยังองค์กรลับที่จัดตั้งมานานแล้วเป็นร้อยปี และองค์กรลับใหม่ๆ
ซึ่งมีอิทธิพลระดับประเทศและระดับภูมิภาคอย่างองค์กรลับ ฟรีเมสันส์, บิลเดอร์เบิร์ก, อิลลูมิเนติ, สมาคมสกัลล์แอนด์โบนส์
(สมาคมหัวกะโหลกกระดูกไขว้) และสมาคมลับไทรเลตเทอรอล คอมมิสชัน

องค์กรลับ CFR จึงเป็นองค์กรที่มีศักยภาพสูงสุดในการควบคุมโลกในยุคนี้ มีการทํางานอย่างเป็นระบบระเบียบมาก
มีผู้นําประเทศ รัฐมนตรี นายทหาร นายธนาคาร ฯลฯ ที่อยู่ตามรัฐบาลต่างๆ ทั้งโลกสูงถึง 4,000 คน

เมื่อรับใช้ถึงฟรีเมสันส์และ CFR แล้ว นิติภูมิก็อดไม่ได้ที่จะลากปากกาถึง บิลเดอร์เบิร์ก ซึ่งจัดประชุมกันครั้งแรก
เมื่อ พ.ศ.2497 ที่โรงแรมบิลเดอร์เบิร์ก เมืองอูสเตอร์บีก ประเทศฮอลแลนด์ สมาชิกกลุ่มนี้ทั้งที่ตายไปแล้วและที่ยังอยู่ก็มี
เฮนรี คิสซิงเจอร์, บิลล์ เกตส์ (เศรษฐี อันดับ 1 ของโลก), เดนนิส เฮียเลย์ (อดีตผู้นําพรรคแรงงานและ รมว.ความมั่นคง
ของอังกฤษ), เดวิด ร็อคกีเฟลเลอร์, เจ้าชายเบิร์นฮาร์ด(พระสวามีของราชินีจูเลียนาแห่งเนเธอร์แลนด์),โรนัลด์ รัมส์เฟลด์ ฯลฯ

กลุ่มบิลเดอร์เบิร์กประชุมสามัญกันทุกปีอย่างเปิดเผย โดยจะมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 100 ที่นั่ง ประชุมเสร็จก็มีการแถลงข่าว
อย่างเป็นทางการว่าประชุมอะไรกันไปบ้างแต่จะไม่พูดถึงวาระลับซ่อนเร้นที่รู้กันเฉพาะในหมู่สมาชิกเท่านั้น

การถล่มอัฟกานิสถานและอิรัก ความพยายามในการสกัดกั้นจีนความรุนแรงในบางจังหวัดของบางประเทศ ฯลฯ
นโยบายต่างๆ เหล่านี้มีการวางแผนและประสานจาก องค์กรลับของโลกแทบทั้งนั้น ฝีมือระดับประเทศไม่มีทางทราบ
และไม่มีทางแก้ไขได้

ฝากไว้อีก ทีครับ ว่าฝีมือของคนเดียวระดับประเทศไม่มีทางแก้ไขอะไรได้ ต้องฝีมือของคนหลายคนที่มีเครือข่าย
ระโนงโยงใยในหลายองค์กรโลกเท่านั้น

นิติภูมิ นวรัตน์

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Nov 19, 2009 10:29 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 19, 2009 4:08 pm

สมาคมลับ Illuminati (อิลลูมินาติ)

แปลตรงตัวตามดิกชันนารี่ illuminati หมายถึง ผู้ที่มีสติปัญญาอันล้ำเลิศ

อิลลูมินาติ เป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ตั้งขึ้นมาอย่างลับๆเนื่องจาก พวกตนได้ถูกกลุ่มคริสตจักร ไล่ฆ่า
เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นลัทธิ ของซาตาน เนื่องจากเหล่านักวิทยาศาสตร์เกิดความขัดแย้งขึ้นกลับคริสตจักร
ในเรื่องการ กำเนิดโลก และในอีกหลายๆเรื่อง ประเด็นหลักก็คือ คริสตจักรเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง
แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าสสารไม่มีวันเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า(จึงได้เกิดทฤษฎี บิกแบง ที่เป็นทฤษฎี
การกำเนิดโลกที่ได้รับการเชื่อถือมากที่สุด ในทางวิทยาศาสตร์

เนื่องจากในอดีตศริสตจักรเป็นกลุ่มที่มีอำนาจมาก ทำให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ไม่อาจต่อกรได้จึงต้องคอยหลบหนี
หรือแอบซ่อนไม่เปิดเผยตัว จึงได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาโดยใช้ชื่อ illuminati และหาที่รวมกลุ่มเพื่อ ใช้สนทนาเรื่องวิทยาศาตร์กัน
หรือแลกเปลี่ยนแนวความคิด สมาชิกกลุ่ม อิลลูมินาติ เช่น กาลิเลโอ

นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อกันว่า กลุ่มอิลลูมินาติได้แทรกซึมเข้าไป ยังกลุ่มเมซันด้วย กลุ่มเมซัน
คือกลุ่มคนที่มีอำนาจทั้งด้านการเมืองและการเงิน เป็นพวกนายธนาคารหรือนักการเมือง อยู่ในกลุ่มนี้

เนื่องจากมีการแทรกซึมของ อิลลูมินาติไปในกลุ่มเมซัน รองประธานาธิบดีวอลเลซ (Henry Agard Wallace
เป็นรองประธานาธิบดีคนที่33ของสหรัฐ) เป็นผู้เสนอสัญลักษณ์ดังกล่าว ให้ประธานาธิบดีโรสเวลต์
(Franklin Delano Roosevelt ประธานาธิบดีคนที่32-33ของสหรัฐอเมริกา) ใช้สัญลักษณ์ดังกล่าว
ในธนบัตรดอลลาร์ เนื่องจากทั้งคู่อยู่ในกลุ่มเมซัน และการที่รองประธานาธิบดีวอลเลซเสนอให้ใช้สัญลักษณ์ดังกล่าว
เป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของ อิลลูมินาติด้วย

สรุปได้ว่า กลุ่มอิลลูมินาติ ต้องการที่จะล้มล้างคริสตจักรนั้นเอง โดยการหาทฤษฎี ต่างๆมาหักล้างเรื่องพระเจ้า
เพื่อที่จะเปลี่ยนแกนอำนาจความเชื่อของคนในยุคนั้นจากทางด้านศาสนามาเป็น ด้านวิทยาศาตร์นั้นเอง

อย่างที่บอกกลุ่มอิลลูมินาติ มีการแทรกซึมของ อิลลูมินาติไปในกลุ่มFREEMASON ตอนสร้างเมือง วอชิงตันดี.ซี.
กลุ่มอิลลูมินาติได้ออกแบบเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. ถ้ามองจากมุมสูง (มองจากนอกโลก)จะเห็นเมืองวอชิงตัน ดี.ซี.
เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มอิลลูมินาติคือรูปดาวครับขอโทษด้วยที่หาภาพให้ไม่ได้นะครับแต่ลองไปดูใน google earth
ได้ครับ สังเกตดีๆนะครับ

ดิน น้ำ ลม ไฟ ในนิยายเทวากับซาตาน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ แต่สิ่งนี้ก็กลายเป็นจุดขายของนิยายเรื่องนี้ เพราะสถานที่สำคัญ 4 แห่ง
ดันมีความหมายเป็น ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ธาตุทั้ง 4 สิ่งเป็นธาตุสากลของหลายชนชาติ
โดยธาตุนี้ถูกนำมาใช้ดูลักษณะของคนตามวิชานรลักษณ์ของหมอดูด้วย

หากจะอ้างว่านี้คือวิธีของนักวิทยาศาสตร์ก็นับว่าน่าสนใจที่นำทฤษฎีนี้มาโยงกับ สมาคมลับอย่าง "อิลลูมินาติ"
เพราะดูมันจะขัดแย้งกันระหว่างวิทยาศาสตร์กับโหราศาสตร์

การสร้างผังเมือง เป็นศาสตร์หนึ่งของพวกสถาปนิก เรื่องนี้จึงโยงไปถึงกลุ่ม "ฟรีเมสัน" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การรื้อฟื้นเรื่องฟรีเมสันในนิยายเรื่องนี้ จึงประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด

ที่มา

::+::สมาคมลับ Illuminati (อิลลูมินาติ)::+:: | Sweet Murder



แกะรอย ระดับขั้นต่างๆของเหล่าฟรีเมสัน

จากที่กล่าวไปตอนที่แล้วนะคับ มาวันนี้ผมจะมานำเสนอเกี่ยวกับระดับขั้นต่างๆของฟรีเมสันนะคับ
เริ่มกันเลยนะคับ ระดับขั้นที่ 1 - 3 ผมได้กล่าวไปตั้งแต่ตอนที่แล้วนะคับ โดยระดับขั้นของฟรีเมสันนั้น
แบ่งได้เป็น 2 สาย คือสายสก๊อตติช ไรท์ กับสายยอร์ก ไรท์หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสายอเมริกากับสายยุโรป
ซึ่งระดับขั้นของสายสก๊อตติช ไรท์นั้นแบ่งเป็น 33 ขั้นซึ่งจะหมายถึงอายุของพระเยซู ส่วน สายยอร์ก ไรท์นั้น
แบ่งเป็น 13 ขั้น ซึ่งหมายถึงวันศุกร์ที่ 13 ที่พวกอัศวินไนท์ เทมปลาร์โดนเผาทั้งเป็นในข้อหานอกรีต ซึ่งในส
สายสก๊อตติช ไรท์นั้นเราจะเห็นได้ว่าระดับขั้นที่ 18 นั้นฟรีเมสันได้รวมกับสมาคมโรซิครูเซียน ซึ่งสัญลักษณ์ของขั้นนี้คือ
กางเขนกับกุหลาบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมโรซิครูเซียน โดยสมาคมโรซิครูเซียน ถือกำเนิดขึ้นโดยคริสเตียน โรซิครูสทซ์
ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน เหมือนกับสมาคมอิลลูมินาติก็ถือกำเนิดโดยชาวเยอรมันเช่นกัน ส่วนระดับขั้นที่ 33 กับ 13
นั้นซึ่งเป็นระดับขั้นสูงสุดของเมสันหรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่าสมาชิก ระดับสูง ซึ่งสมาชิกระดับสูงนี้จะได้รับการเปิดเผย
ความลับทั้งหมดเกี่ยวกับเมสัน

ที่มา


http://www.thepeoplesvoice.org/cgi-bin/blogs/voices.php/2008/04/04/is_there_a_secret_world_government

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=9&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.oknation.net/blog/symbol/2009/02/15/entry-8

องค์กรลับแห่งยุค Freemason Freemason (ฟรีเมสัน)

ฟรีเมสันเป็นองค์กรลับของพวกยิวที่มาตั้งแต่ยุค สมัยโรมันองค์กรนี้ก่อตั้งขึ้น ในเยรูซาเล็มเมื่อเฮโรด
อากริปปาได้เป็นกษัตริย์ของพวกยิวระหว่าง ค.ศ.37-44 กษัตริย์ผู้นี้เป็นหลานของกษัตริย์ เฮโรดมหาราช
ฆาตกรสังหารเด็กๆของชาวเมืองเบธเลเฮมเพราะกลัวการมาปรากฏตัวของ พระเยซูซึ่งเขาเชื่อว่า
จะมาเป็นผู้ทำลายอาณาจักรของเขา

เป้าหมายแรกของพวกฟรีเมสันคือการต่อสู้กับศาสนาคริสต์ หลังจากนั้น เป้าหมายของพวกนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นการต่อสู้
กับทุกศาสนา เพื่อสถาปนาอิสราเอลขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งและเพื่อกลับไปสู่ปาเลสไตน์ ใน ค.ศ.1717 พวกฟรีเมสัน
ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งภายใต้ชื่อใหม่ว่า"สมาคมฟรีมาโซนิคหรือฟรีเมสัน"เพื่อต่อต้านศาสนาอย่างเปิดเผย
นอกจากนั้นแล้ว พวกนี้ยังได้ใช้เครื่องหมายใหม่เป็นรูปสามเหลี่ยมและวงเวียนปลายแหลมสองด้านเป็นสัญลักษณ์อีกด้วย
แหล่งพบปะหรือที่เรียกกันว่า “ลอดจ์” (lodge) แห่งแรกของคนพวกนี้ถูกตั้งขึ้นในอังกฤษโดยใช้คำขวัญใหม่ว่า
“เสรีภาพ ภราดรภาพและเสมอภาค”ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มมาโซนิคและสโมสรต่างๆ
ที่กล่าวไว้ข้างต้น

หลังจากนั้น คนพวกนี้ก็ตัดสินใจประกาศเป้าหมายที่แท้จริงของตนดังต่อไปนี้ คือ
1) เพื่อรักษาศาสนายูดาย
2) เพื่อต่อสู้ศาสนาต่างๆโดยเฉพาะนิกายแคธอลิก
3) เพื่อเผยแพร่การไม่เชื่อในพระเจ้าและลัทธิเสรีนิยม

หลังจากนั้น แหล่งพบปะใหม่ๆของพวกฟรีเมสันก็ถูกตั้งขึ้นในสหรัฐฯ มีมุสลิมหลายคนหลงเชื่อไปกับคำขวัญของ
คนพวกนี้และได้ไปเข้าร่วมเป็นสมาชิก ด้วย แต่เมื่อรู้ถึงเป้าหมายที่แท้จริงของคนพวกนี้แล้ว มุสลิมเหล่านี้ก็ถอนตัวออกมา
แต่ไม่กล้าเปิดเผยความลับของคนพวกนี้โดยกลัวว่า จะถูกฆ่า งานศึกษาหลายชิ้นโดยนักเขียนชาวตะวันตกตลอดจน
แถลงการณ์ของพวกยิวและการศึกษาค้นคว้าเป็นการเฉพาะได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวก ยิวกำลังวางแผนที่จะทำให้โลก
เสื่อมทรามลงโดยคำขวัญที่สวยหรูต่างๆซึ่งมุสลิม จะต้องระวังไว้ให้ดี คนพวกนี้มีคำขวัญว่า

“ศาสนานำไปสู่การแตกแยกในขณะที่ฟรีเมสันนำเราไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

มีรายงานในสารานุกรมมาโซนิคที่ออกในฟิลาเดลเฟียเมื่อปี ค.ศ.1906 ว่าแหล่งพบปะทุกแห่งของพวกมาโซนิค
จะต้องเป็นสัญลักษณ์ของวิหารชาวยิวและครูทุกคนจะต้องเป็นตัวแทนของกษัตริย์ยิวและองค์การฟรีเมสันทุกแห่ง
จะต้องรวบรวมผู้ทำงานชาวยิวไว้ ในแถลงการณ์ของพวกมาโซนิคที่ ออกในลอนดอนในค.ศ.1935
กล่าวว่า :
“ความปรารถนาของเราก็เพื่อที่จะก่อตั้งลัทธิความเชื่อที่สมาชิกของลัทธิใช้วิธีการมีความสัมพันธ์ทางเพศ”
ดังนั้นจึงได้มีการตั้งสโมสรต่างๆสำหรับคนชอบเปลือยกายขึ้นและพยายามอย่างเต็มที่ใน
การทำลายคุณค่าทางศีลธรรม เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายของตน พวกฟรีเมสันได้ใช้ชื่อต่างๆกัน เช่น
“ลูกหลานแห่งพันธสัญญา” (Children of covenant) “คิวานี”(Kiwani) “ไลออนเนส” (Lioness)
“ยะฮ์เวห์ เพรสเซนส์” (Yahweh Presence) “เอ็กซเชนจ์” (Exchange) “สโมสรโรตารี” (Rotary Club)
และอื่นๆ ชาร์ลส มาร์ไดน์ (Charles Mardine) ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ใน
หนังสือเรื่อง Rotary and The Like ของเขาซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ.1936

1)ลูกหลานแห่งพันธสัญญา (Children of covenant) พวกมาโซนิคกลุ่มนี้เกิดขึ้นในนิวยอร์คใน ค.ศ.1843
โดยมีสมาชิกเป็นชาวยิวโดยเฉพาะ หลังจากนั้น กลุ่มนี้ก็มีสาขาหลายแห่งทั่วโลก ในการประชุมครั้งหนึ่งซึ่ง
คนกลุ่มนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3/5/1966 นายฟอร์สเตอร์ ดัลลัส ได้กล่าวในที่ประชุมว่า :
“อารยธรรมตะวันตกวางพื้นฐานอยู่บนความเชื่อของยิว ประเทศตะวันตกทั้งหมดจะต้องป้องกันฐานที่มั่นของ
อารยธรรมของตน นั่นคือ อิสราเอล”

2) “กลุ่มคิวานี” กลุ่มนี้มีคำขวัญว่า “รู้ด้วยตัวเองก็แล้วกันว่าจะทำให้เสียงของพวกท่านเป็นที่รับฟังได้อย่างไร”
กลุ่มนี้ถูกจัดตั้งขึ้นใน ค.ศ.1915 ในเมืองดีทรอยต์ สหรัฐฯ

3)“ไลออเนสส์” สาขานี้ปรากฏขึ้นในชิคาโกมาตุภูมิของสโมสรโรตารี ตามหนังสือพิมพ์อัล-อะฮ์รอม
ฉบับวันที่ 2/12/1985 รัฐมนตรีหญิงได้ไปเปิดสโมสรไลออเนสส์แห่งแรกที่โรงแรมเชอราตันไคโร
รายชื่อสมาชิกของกลุ่มนี้มีอยู่ในหนังสือพิมพ์ด้วย

4) “เอ็กซเชนจ์” ถูกก่อตั้งขึ้นในเมืองดีทรอยต์ในสหรัฐฯเมื่อวันที่ 27/3/1916 โดยชาร์ลส เบอร์คี
ซึ่งเป็นพ่อค้าอัญมณีคนหนึ่ง กลุ่มนี้จัดประชุมครั้งแรกขึ้นใน ค.ศ.1917

5) “ยะฮ์เวห์ เพรสเซนส์” เป็นมูลนิธิของพวกยิวในชื่อคริสเตียน ยะฮ์เวห์เป็นนามของพระผู้เป็นเจ้า (พันธสัญญาเก่า)
ถูกตั้งขึ้นในเพนซิลวาเนีย สหรัฐฯหลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์คในค.ศ.1909 ผู้ปฏิบัติงานของมูลนิธินี้
จะออกไปเยี่ยมเยียนผู้คนที่บ้านเพื่อส่งเสริม หลักการที่วางพื้นฐานอยู่บนคัมภีร์โตราห์ (ซึ่งคนพวกนี้ได้บิดเบือนแล้ว)
กลุ่มนี้เป็นสมาคมยิวที่อันตรายที่สุดกลุ่มหนึ่งทั้งนี้เนื่องจากมันหลอกลวง ชาวคริสเตียนและสร้างเรื่องเท็จต่างๆขึ้นมา
เกี่ยวกับศาสดา เช่น การพยากรณ์ถึงดินแดนแห่งพันธสัญญา ใน ค.ศ.1951
ความลับของพวกฟรีเมสันก็แดงขึ้นในวารสารของกองทัพโดยนายทหารคนหนึ่งซึ่งเข้า ไปร่วมกันคนพวกนี้และ
หลังจากนั้นได้ออกมาเปิดเผยความลับของคนพวกนี้

นอกจากนี้แล้ว นายทหารคนหนึ่งยังได้เปิดเผยความลับของคนพวกนี้ในหนังสือเรื่อง
“The World is the Doll of Israel” (โลกนี้คือตุ๊กตาของอิสราเอล) ซึ่งได้ถูกแปลเป็นภาษาอาหรับ
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีหนังสือบางเล่มเกี่ยวกับเรื่องฟรีเมสันที่เป็นประโยชน์ และสมควรที่จะกล่าวถึงในที่นี้
เช่น “Freemasonry Open Air” และ “Pawns on the Chase”โดย ดร.มุฮัมมัด อะลี อัซ-ซุบี,
นอกจากนี้ ดร.มุฮัมมัดเคยเป็นพวกมาโซนิคคนสำคัญคนหนึ่งในเลบานอน แต่หลังจากนั้นเขาสำนึกผิด
และได้กลับมาสู่อิสลามและได้ถูกพวกฟรีเมสันฆ่า ต่อไปนี้เป็นกฎระเบียบของชะรีอ๊ะฮเกี่ยวกับเรื่องฟรีเมสัน
และสมาชิกขององค์กร นี้ซึ่งสภานิติศาสตร์อิสลามได้ประกาศออกมาในการประชุมที่จัดขึ้นในมักก๊ะฮ์
เมื่อวันที่ 10/8/ฮ.ศ.1398 ซึ่งตรงกับวันที่ 15/7/1978 ค.ศ.1978 “หลังจากที่ได้ศึกษาและตรวจสอบทุกสิ่ง
ที่ได้ถูกเขียนและตีพิพม์เกี่ยวกับ เรื่องนี้แล้ว สภาขอกล่าวว่า:

1)ฟรีเมสันเป็นลัทธิความเชื่อที่มีหลักการและเป้าหมายลึกลับ ไม่มีใครรู้ความลับของคนพวกนี้แม้แต่สมาชิกส่วนใหญ่
ยกเว้นคนที่มีตำแหน่งสูงๆซึ่งบางครั้งทำงานอยู่ในหมู่ประชาชน

2)องค์กรของลัทธิความเชื่อนี้สร้างความสัมพันธ์ในหมู่สมาชิกของตนออกไปทั่วโลกโดยอาศัยข้ออ้างความเป็นพี่น้อง
แบบหลอกลวงเพื่อที่จะปกปิดเป้าหมายของตนไว้ เป็นความลับ สมาชิกขององค์กรนี้ประกอบด้วยคนจากทุกศาสนา
และความเชื่อ

3)องค์กรของลัทธิความเชื่อนี้ดึงดูดผู้คนโดยการตอบสนองผลประโยชน์ส่วนบุคคล ทั้งนี้เนื่องจากฟรีเมสันทุกคน
จะต้องรับใช้พี่น้องของตนทั่วโลก นั่นคือ เพื่อส่งเสริมสมาชิกให้ประสบความสำเร็จตามที่ใฝ่ฝันไว้ไม่ว่าจะเป็นอะไร
ก็ตามและเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆให้แก่สมาชิกในการที่จะบรรลุถึงเป้าหมายนั้น คนพวกนี้จะทำงานร่วมกัน
ทั้งในเรื่องความดีและความชั่ว ความยุติธรรมและความไม่ยุติธรรม แต่โดยหน้าฉากแล้ว คนพวกนี้จะทำงาน
ให้ปรากฏเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นผู้ช่วยเหลือกันในสิ่งที่ดี พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ
พวกฟรีเมสันจะทำงานเพื่อให้สมาชิกของพวกตนเข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญในสังคมและ นี่คือสิ่งดึงดูดคนให้เข้าไป
เป็นสมาชิก และสมาชิกเหล่านี้เองที่มีส่วนร่วมอย่างสำคัญต่อการทำงานขององค์กร

4)การเข้าร่วมองค์กรนี้เริ่มต้นด้วยพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่น่า สะพรึงกลัวเพื่อข่มขู่ให้สมาชิกกลัว
ถ้าหากเขาหรือเธอฝ่าฝืนคำสอนหรือคำสั่งขององค์กร

5)สมาชิกที่ไม่ประสีประสาจะได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติพีธีทางศาสนาของพวกตน แต่คนพวกนี้จะได้รับคำสั่งให้
ทำงานบางอย่างตามความสามารถและจะถูกเตรียมตัว ให้เป็นผู้ปฏิเสธพระเจ้าและดำรงตำแหน่งตามลักษณะของงาน
ที่จะนำไปสู่เป้าหมายและแผนการที่ชั่วร้ายขององค์กร

6) ฟรีเมสันมีเป้าหมายทางการเมืองและมีบทบาทสำคัญในการรัฐประหารส่วนใหญ่ทั่วโลก

7) โดยพื้นฐานแล้ว องค์กรฟรีเมสันเป็นองค์กรความเชื่อลึกลับของพวกยิวและไซออนิสต์ Cool ในเป้าหมายอันลึกลับนั้น
องค์กรนี้เป็นศัตรูต่อทุกศาสนาโดยเฉพาะอิสลาม

9)พวกฟรีเมสันเลือกสมาชิกของตนจากหมู่คนที่มีสติปัญญา ฐานะร่ำรวย นักวิทยาศาสตร์และบุคคลผู้มีอิทธิพล
ต่ประชาชนทั้งนี้เพื่อใช้บุคคลเหล่านี้ทำงานเพื่อเป้าหมายของตนและสมาชิก

10)องค์กรนี้ใช้ชื่อและลักษณะต่างๆและทำกิจกรรมที่หลากหลายในที่ที่มีการต่อต้านพวกตนเกิดขึ้นในสังคม
ในจำนวนชื่อเหล่านี้ได้แก่ โรตารี, ไลออนเนส และสโมสรไลออนส์ เป็นต้น
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าฟรีเมสัน
มีสายสัมพันธ์ที่ช่วยให้องค์กรของตนควบคุมและชี้นำบุคคลต่างๆทั่วโลกที่มีอำนาจ หน้าที่เกี่ยวกับเรื่องปาเลสไตน์
และแสวงหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว จากความจริงดังกล่าวเกี่ยวกับเป้าหมายและวิธีการอันชั่วร้าย
ที่พวกฟรีเมสันใช้ดังกล่าวข้างต้นนั้น สภานิติศาสตร์เชื่อว่าองค์กรลัทธิความเชื่อดังกล่าวเป็นองค์กรอันตรายที่
ทำลายอิสลามและมุสลิม และใครที่เข้าไปร่วมองค์กรนี้ถือว่าเป็นผู้ปฏิเสธความศรัทธาในอิสลาม”

(เพิ่มเติม จากคุณ kheeds)ในทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ว่ากันว่าองค์กรนี้ อยู่เบื้องหลัง
ในเหตุการณ์สำคัญหลายๆ อย่างครับ เช่น การปฏิวัติฝรั่งเศส การประกาศอิสรภาพของอเมริกา หรือ
แม้แต่ การปฏิวัติ 2475 ในประเทศไทยเอง กล่าวกันว่า คนระดับคีย์แมนของ คณะราษฎร บางคนเองก้เป็น
พวกที่ได้รับการล้างสมองมาจากองค์กรนี้ ปัจจุบัน มีหลายองค์กรณ์ที่ถูกเชื่อว่า เป็นหน่วยย่อยของ ฟรีเมสัน


ที่มา
http://www.jihadforjannah.com/bp5/node/235

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


เสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ


The French Revolution

นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานกรรมการ ดำเนินงานชุมนุม สหกรณ์เครดิตยูเนียน ประเทศไทย จำกัด
ในฐานะไวยาวัจกรวัดพระธรรมกาย


http://www.semsikkha.org/review/index.php?option=com_content&task=view&id=41&Itemid=65&date=2006-12-01

การไปสัมมนาที่เชียงใหม่นี้นับว่าสำคัญมากสำหรับงานและชีวิตของมนัสและ
ผมจำได้ว่าก่อนจะขึ้นรถบัสที่หน้าร้านศึกษิตสยาม สามย่านนั้น มีการถามกันว่า
ตกลงจะไปหรือเปล่าเพราะรัฐบาลถนอม-ประภาสปฏิวัติตนเองไม่กี่วันก่อนหน้านั้น
พี่จรัล(จรัล ดิษฐาอภิชัย) ยังพูดให้ฟังว่า วันที่ปฏิวัตินั้นต้องมีคนด่า “......แม่” ผู้นำสองคนนี้
พร้อมๆกันทั้งเมืองแน่ ถ้าใครสามารถได้ยินได้ เมื่อมีความไม่แน่ใจเกิดขึ้น อาจารย์สุลักษณ์
ก็เป็นคนชี้แจงว่าได้โทรไปถามเจ้าชื่น เจ้าของสถานที่และเจ้าเมืองแล้ว ทางโน้นไม่ขัดข้องอะไร
แม้ว่าจะมีการล้มรัฐสภาเกิดขึ้น

ผมอาจนั่งใกล้อาจารย์สุลักษณ์ก็ได้ จำได้ว่าถามแกว่าเวลาแกพูดนี่ต้องเตรียมหรือเปล่า
แกบอกต้องเตรียมตลอดเวลา แกว่าแกนั่งเตรียมตลอดทางที่ไปเชียงใหม่
ตอนนั้นนักกิจกรรมจากทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมาพบกันที่นั่น เรียกว่ารวมดาวก็ได้
เราเป็นสองคนที่อยู่ในระดับนักเรียน สนุกมากกับการฟังการถกเถียงต่างๆ
เจ้าคุณประยุทธ ปยุตโต และ สังฆราชบาทหลวงบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ก็ไปด้วย
ท่านหลังนี้ตอนนั้นเป็นบาทหลวงธรรมดา ได้ไปโฆษณา “เครดิตยูเนี่ยน” ที่ตอนนั้นใหม่มาก
สำหรับสังคมไทย ผมได้คุยกับเจ้าคุณประยุทธตัวต่อตัวด้วย ตอนนั้นไม่ค่อยศรัทธาท่านนัก
เพราะเรานิยมสวนโมกข์จัด และท่านเจ้าคุณยังมีลักษณะอนุรักษ์นิยมมาก จำได้ว่าเถียงกับท่าน
เรื่องวัฒนธรรมเชื่อฟังผู้ใหญ่ ที่เราเห็นว่าใช้ไม่ได้แล้ว อย่างมากควรแค่รับฟังไว้เท่านั้น
ผมเข้าใจในภายหลังว่าอาจารย์สุลักษณ์ต้องการให้พระทันสมัย ให้รู้เท่าทันความคิดอ่าน
ของคนรุ่นใหม่ ให้รู้ว่าคนรุ่นใหม่คิดอะไร สนใจอะไรทำนองนั้น จึงนิมนต์ท่านไปร่วมด้วย




http://www.khunnamob.info/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=15&PHPSESSID=c31764eba9d8669903eb1509ed42e68c

เรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้น เพราะประชุมไปไม่นาน ค่ำวันหนึ่ง พวกเราก็ถูกตำรวจมาล้อม
ตอนนั้นมีชาวต่างประเทศมาประชุมด้วย เป็นอีกรายการหนึ่ง ที่ควบคู่กันไป
แต่อาจารย์สุลักษณ์เป็นเจ้าภาพทั้งสองรายการ เจรจากันไม่นานก็เลิกรากันไป
ไม่ได้จับกุมแต่อย่างใด ผมแปลกใจที่พี่จรัล(จรัล ดิษฐาอภิชัย)มีท่าทางกังวลมากที่สุด
และพยายามหาทางหนีด้วย คนอื่นผมเห็นเฉยๆไม่แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนอะไร
ถามพี่เชาวชาติ ว่าทำไม แกว่าอ่านหนังสือปฏิวัติมากไป ตอนนั้นหนังสือ
“ฉันจึงมาหาความหมาย” ของวิทยากร ออกพอดี ถ้าจำไม่ผิด พี่ปรีดี บุญซื่อเป็น
คนจัดพิมพ์ให้เพราะผมได้หนังสือจากพี่ปรีดีโดยตรง พอคุยกันแกรู้ว่าเราอยากเข้าครุศาสตร์
แกยังบอกว่าถ้าจะทำงานให้กับสังคมไปเรียนรัฐศาสตร์ดีกว่า เข้าใจว่าตอนนั้นแกเข้า
โครงการรัฐศาสตร์ศึกษาของอาจารย์เสน่ห์ (เสน่ห์ จามริก)แล้วและเห็นว่ามีคุณค่า
แต่ผมตอนนั้นเห่อโกมล จะเรียนครุศาสตร์ท่าเดียว

ผมจำไม่ได้แน่ว่าพบอาจารย์สุลักษณ์ครั้งแรกเมื่อไร น่าจะเป็นเมื่ออ่านหนังสือโกมล
แล้วก็หนีโรงเรียนไปสืบเสาะหาร้านศึกษิตสยาม จนไปเจอกับรังสิมาและวาสนาดังกล่าว
พบอาจารย์สุลักษณ์ครั้งแรก เห็นแกนั่งกับพื้น เขียนหนังสือบนตั่งแบบโบราน ออกจะเก๋ไก๋
และไม่รู้สึกมีช่องว่างอะไร แต่ไม่ได้สนิทสนมด้วยมากนัก ตอนนั้นก่อตั้งมูลนิธิ
โกมลคีมทองแล้ว
ตอนผม ไปหานั้น พี่เชาวชาติ นัยนะแพทย์ เป็นเลขานุการและ
เป็นคนที่ผมสนิทสนมด้วยมากที่สุด เป็นคนแรก ตอนนั้นแกเป็นผู้ประสานงานจัดปริทัศน์เสวนา
ทำรายการยาวครั้งละครึ่งปี ผมก็ไปตามรายการที่เราสนใจบ่อยทีเดียว เพราะจัดวันเสาร์ตอนบ่าย
ผมตื่นเต้นกับปริทัศน์เสวนามาก เพราะไม่เคยประสบกับการเสวนาถกเถียงจริงจังแบบนี้มาก่อน
แม้จะอ่านจากข้อเขียนของโกมลมาแล้วของจริงมันกว่าอีก และเวลาจัดมักจะมีวิทยากร
ที่ความคิดต่างกันมาพูดเรื่องเดียวกัน เรื่องที่จำได้เรื่องหนึ่งคือ พันธ์ศักดิ์ วิญญูรัตน์
พูดเรื่องขบวนการขบถของคนหนุ่มสาวในตะวันตกและยังมีเรื่องล้มระบบโรงเรียนของไอวาน อิลิช
ที่แม้แต่พวกหัวก้าวหน้าก็ไม่เห็นด้วย จำได้คร่าวๆ ว่าคนที่เสนอความคิดของอิลิชเถียงสู้
ผู้นำฝ่ายซ้ายคนหนึ่งจากธรรมศาสตร์ไม่ได้ จำชื่อไม่ได้เสียแล้ว
พี่เชาวชาติจึงไปกระซิบเรียกพี่เปี๊ยก (พิภพ ธงไชย)ที่กำลังทำอะไรอยู่ด้านหลังให้มาช่วย
พอพี่เปี๊ยกพูดเป็นฉากๆ ฝ่ายค้านก็เสียงอ่อนลง ผมเด็กๆ ก็รู้สึกว่าพี่คนนี้จับประเด็นเก่ง




and "Son of Sam" type. It is worth noting that the late Khomeini was a creation of British Military Intelligence Div. 6, MI6. This detailed work spelled out the step-by-step process which the US Government implemented to put Khomeini in power.15. To export "religious liberation" ideas around the world so as to undermine all existing religions, but more especially the Christian religion. This began with the "Jesuit Liberation Theology",

http://www.khunnamob.info/board/show.php?Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=49&PHPSESSID=59dfaca20134d017e0d0bb5550938674



แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Nov 19, 2009 10:56 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 19, 2009 8:52 pm

http://khunnamob.hostignition.com/backup/ben007_us/www.geocities.com/ben007_us/index.html

http://khunnamob.hostignition.com/backup/ben007_us/www.geocities.com/ben007_us/book03/p6.html


สถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ คือความมั่นคงของชาติ




พุทธศาสนาคู่ไทยนับแต่สมัยพุทธกาล


ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันสามารถขุดค้นและพิสูจน์ได้นั้น สามารถยืนยันได้ว่า
ชน “ชาติไทย” มีความเจริญก้าวหน้า มากกว่าชนชาติใด มาตั้งแต่ยุคหินเก่าเป็นต้นมา
(หลักฐาน บ้านคูบัว จ.ราชบุรี)และสืบสานการปกครอง เป็นระบอบกษัตริย์ สืบเนื่องยาวนาน
มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษาพูดภาษาเขียน วิทยาการเป็นของไทย
อย่างเป็นเอกเทศตลอดมา เกินกว่า ๖๗,๐๐๐ปี หรือเก่าแก่เกินกว่านั้น (รายละเอียดในหนังสือ
แผ่นดินข้าชื่อว่าไทย...โดยผู้เขียน) จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทำให้เราสามารถทราบได้ถึง
ความเกี่ยวข้อง ทางด้านลัทธิความเชื่อ และศาสนา ของชนชาติไทยว่า มีวิวัฒนาการมาอย่างไร
ในส่วนของพระพุทธศาสนา กับชนชาติไทยนั้น มีปรากฏในสมัยพุทธกาล
รวมไปถึงในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท อันใช้เป็นหลักในการสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ไทย
ในปัจจุบันเสียด้วย ซึ่งได้กล่าวถึงพระอรหันต์เถรเจ้า ซึ่งได้ อุปสมบทแบบ “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา
เป็นคนไทยเมืองปราณบุรี ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า สุนาปรันตกา (อำเภอปราณบุรี จ.ประจวบ ในปัจจุบัน)
พระอรหันต์ท่านนั้นมีนามว่า “พระปุณณมหาเถร” ปรากฏในพระไตรปิฎก “จณฺฑา โข ปุณฺณ สุนาปรนฺตกา
ซึ่งปราณบุรี มีระยะทางห่างจากชมพูทวีป ประมาณ ๔๘๐๐ กิโลเมตร (๓๐๐ โยชน์ หรือ ๑๒๐,๐๐๐เส้น)
ตามประวัติมีดังนี้

“ได้ยินว่า สุนารันตรัฐ ณ บ้านพ่อค้าพาณิชยคามแห่งหนึ่ง มีพี่น้องชาย ๒ คน นำเกวียน ๕๐๐
ไปค้าขาย ครั้งได้นำสินค้าไปขายถึงกรุงสาวัตถี ได้พักขบวนเกวียนสินค้าไม่ไกลจากเชตวันวิหาร
อันเป็นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับ ณ ที่นั้น ก็ สมัยนั้น ชาวเมืองสาวัตถี บริโภคอาหารเช้าแล้ว
อธิษฐานองค์อุโบสถศีล มีผ้าห่มขาว มีมือถือของหอม และดอกไม้เป็นต้น เพื่อไปกราบนมัสการ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเขาเห็นคนเหล่านั้น จึงถามและได้ทราบว่า บัดนี้ได้มีพระบรมศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว จึงติดตามไปเฝ้าพระพุทธองค์ พี่ชายเมื่อได้ฟังธรรมก็มีศรัทธา
ประสงค์จะบวชในพระพุทธศาสนา จึงมอบสมบัติทั้งสิ้นให้น้องชาย และบรรพชา โดยมี พระอุบาลีมหาเถร
เป็นผู้ให้สรณะ พระอานนท์ เป็นอุปฌายะ โดยกล่าวคำว่า “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา” หลังจากได้ปฏิบัติ
จนได้บรรลุอรหันต์แล้ว จึงเดินทางกลับมายังสุนารันตรัฐ (ปราณบุรี) ได้เทศนาสั่งสอน
ให้ผู้คนอุปสมบทและบรรลุอรหันต์ถึง ๕๐๐ รูป และท่านปุณณะได้อาศัยอยู่ ณ ถ้ำราชบุรี
(ปรากฏเป็นหลักฐานในปัจจุบันเรียกว่าถ้ำเขางู) ท่านปุณณะได้เทศนาไว้หลายแห่ง
ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับเทศนาของท่านชื่อว่า นิธิกัณฑสูตร

ในพุทธพัสสา ๒๒ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมายังสุนาปรันตทมพริบพรี(เพชรบุรี)
เพื่อเยี่ยมพระปุณณมหาเถระ และพุทธสาวก ณ ที่นี้ และศาสนาพุทธเป็นที่เคารพสักการะสูงสุด
ของพระมหากษัตริย์ สืบมานับแต่นั้น

ในปี พ.ศ.๒๓๘ พระอรหันต์ ๕ องค์ คือ พระโสณะ พระฌานียะ พระอุตตระ พระมูนียะ
จากชมพูทวีปในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้เดินทางมายังราชบุรี เพราะพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรือง
ณ แดนนี้แล้ว ซึ่งขณะนั้นเป็นสมัยของขุนโลกลว้า (ไททวา) ซึ่งเป็นพุทธมามกะ ได้พระราชทานที่ดิน
เป็นวิสุงคามสีมา ให้เป็นที่สร้างพระปฐมเจดีย์ปัจจุบัน ปรากฏเป็นหลักฐานในศิลาจารึกว่า

“โลกกนลว้า ก้านตาเทวี ทั้งสองสู้ส้าง
วัดสีมหาธาตุแดนลว้า คนไททวา
เมืองไทให้อรหัน องโสภณ ฌานีย
ภูริย อุตร มูนิย ปี ๒๓๘ เดือน ๕
ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นพุทธบูชาเทญ”

ความเป็นพุทธมามกะของพระมหากษัตริย์ไทย สืบเนื่องต่อกันมาจนเป็นพระราชประเพณี
ขนบธรรมเนียม ต่อชาวไทยจวบจนสมัยของ ขุนนาวนำถม เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองราชบุรี
(ตามศิลาจารึกสุโขทัยเรียกว่า เมืองราด) จึ่งพากองทัพสหายเจ้าเมืองท่าสองยาง
(อยู่ในเมืองเพชรบุรี ตามศิลาจารึกสุโขทัยเรียกว่า เมืองบางยาง) คือขุนบางกลางท่าว
เดินทัพบนสันเขาตะนาวศรี นำทัพไทยตีขอมที่สุโขทัย แล้วสร้างเมืองสวรรคโลก
ขุนทั้งสองได้ร่วมกันปลูกไม้บริสุทธิ์ศิริมาลา (จำปาขาว) ไว้เป็นที่หมายมิตรนิรันดร์
แต่นั้น ขุนบางกลางท่าว ตั้งวงศ์สยามนับแต่นั้น ขุนนาวนำถมนำทัพกลับเมืองราชบุรี
เขตสองนครติดชิดกันนับแต่นั้น จากจารึกทางประวัติศาสตร์ทำให้เราได้ประจักษ์ว่า
พระพุทธศาสนากับชนชาติไทยได้สืบสาน ต่อเนื่องยาวนานนับแต่ครั้งพุทธกาล
ผู้พันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ทั้งแนวการปกครอง ของพระมหากษัตริย์ที่ใช้เมตตา
อันเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา มาใช้กับประชาชน จึงเรียกว่า “พ่อขุน
ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ได้นำมาจากการปกครองของขอม ที่ใช้ระบบเทวาหรือสมมุติเทพตามลัทธิพราหมณ์
ในยุคสมัยเดียวกัน จึงทำให้ประชาชนไทย และสยามในยุคนั้นมีความรักและผูกพันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
อันเนื่องมาจากการใช้หลักธรรมในพุทธศาสนาเป็นตัวประสาน ประชาชนในชาติล้วนสามัคคี
เนื่องมาแต่ประเพณีซึ่งมีพระสงฆ์เป็นผู้นำทางสั่งสอนแนวศีลธรรม แก่กุลบุตรธิดา ทั้งสิ้น
จึงจะเห็นได้จากโบราณวัตถุของยุคนี้ อ่อนช้อยนิ่มนวล บ่งบอกถึงความสุข สงบ สุขสมบูรณ์
ของคนในชาติอันมีพระพุทธศาสนาเป็นหลักชัยได้เป็นอย่างดี
กรุงสุโขทัย
ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่เป็นหัวใจของความเป็นชาติไทยอันได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม
ล้วนมีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนา องค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาตั้งชาติไทยมาแต่บรรพกาล
ล้วนแล้วแต่ทรงยึดเอาพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติตลอดมา ด้วยทรงยึดเอาหลักแห่ง
พระธรรมคำสั่งสอนในพุทธศาสนา เป็นหลักแห่งการปกครอง มาตั้งแต่ไทยเริ่มตั้งชาติ
มีปรากฏในศิลาจารึกชัดเจนว่า



“คนในเมืองสุโขทัยนี้
มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน
พ่อขุนรามคำแหง
เจ้าเมืองสุโขทัยนี้
ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า
ท่วยบั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน
ทั้งสิ้นทั้งหลาย
ทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิง
ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน...”


การส่งพระภิกษุสงฆ์ไปศึกษาพระธรรมในประเทศลังกา และนำพระไตรปิฎกมาจารลงในใบลาน
เพื่อใช้เป็นหลักการศึกษา ของพระภิกษุสามเณรในประเทศไทยเรียกว่า “ลังกาวงศ์
จึงแพร่พัฒนาขยายการศึกษาทางพระพุทธศาสนา เจริญก้าวหน้าในดินแดนสยามนับแต่นั้น
ในการพัฒนาทางด้านการปกครอง ได้มีการปริวัฒน์ นำเอาหลักพระสัทธรรมคำสอน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นหลักในการปกครอง ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมของไทย
ปรากฏให้เห็นอยู่มากมาย ในประวัติศาสตร์ยุคกรุงสุโขทัย เช่นจารึกเรื่อง “นางนพมาศ
และ ประเพณี ๑๒ เดือน
” เป็นต้น ทั้งประเพณีการสร้างวัดวาอาราม และโบสถ์วิหาร อันวิจิตร
สร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำบริสุทธิ์เพื่อเป็นพุทธบูชา ดังปรากฏให้เป็นพยานหลักฐาน คือ
หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดไตรมิตร ซึ่งทำให้ชนรุ่นหลัง
ได้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรม ของคนไทย ในสมัยสุโขทัย ซึ่งมีความก้าวหน้าล้ำยุคในด้าน
เสรีภาพ และ สิทธิมนุษยชน” มาก่อนฝรั่งจะรู้จักสร้างบ้านเป็นของตนเสียอีก ภูมิปัญญาทางพุทธศาสนา
สมัยสุโขทัย ปรับปรุงที่เห็นได้ชัด คือหลักสูตรการสอนศีลธรรมให้ กับประชาชน ทำให้ความเป็นอยู่ของ
สังคมไทย จากในสมัยนั้น สงบเรียบร้อยเป็นอย่างดี โดยมีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สั่งสอนพระสัทธรรม
ให้แก่ประชาชนทำ ให้ประชาชนมีศีลธรรม และงดเว้นการกระทำความชั่ว รู้จักเสียสละและการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ซึ่งกันและกัน เป็นยุคที่พระสงฆ์ มีส่วนในการปกครองมากที่สุด และในสมัยสุโขทัยนี้เอง ที่นับเป็นแบบอย่าง
ที่พระมหากษัตริย์ทรงออกผนวช เป็นพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา โดยพ่อขุนบาลเมือง กษัตริย์องค์ที่ ๒
แห่งราชวงศ์สุโขทัย ซึ่งทำให้พระมหากษัตริย์ไทยในยุคต่อมาดำเนินตามหลักนี้เช่นกัน

ด้วยหลักศีลธรรมของพระพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนในชาติ มีความหวาดกลัวในการกระทำความชั่ว

โดยการปรับเอาหลักศีลธรรมคำสอน มาบรรจุไว้เป็นหลักแห่งการปกครอง ทำให้ประชาชนชาวสุโขทัย
มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข เพราะประชาชนกลัวต่อบาปกรรม ตามหลักคำสอนใน “ไตรภูมิพระร่วง
ทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข “ไพร่ฟ้าหน้าใส” ไม่มีขโมยขโจร ประชาชนอยู่ในศีลในธรรม
เป็นยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญที่สุด จะเห็นได้จากการก่อสร้าง และการแต่งคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
อย่างมากมายหลายคัมภีร์ มีการติดต่อนิมนต์พระสงฆ์ ไปศึกษาพระธรรมวินัยจากเกาะลังกา
โดยเฉพาะในยุคนั้น พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ล้วนเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก
จนสามารถแต่งคัมภีร์ทางศาสนาได้ด้วยพระองค์เอง

ยุคกรุงศรีอยุธยา

หลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา เป็นเสาหลักในการสร้างชาติ
นับเป็นศูนย์รวมของจิตใจคนในชาติ ผูกพันเป็นสถาบันความมั่นคงของพระมหากษัตริย์
มาแต่ยุคโบราณ ประดุจดั่งลมหายใจกับชีวิต


ในยุคกรุงศรีอยุธยานี้ นับว่าเป็นยุคที่พระพุทธศาสนา มีความสัมพันธ์กับสถาบันชาติ
และสถาบันพระมหากษัตริย์ มากที่สุด แทบจะตลอดทั้งยุคเลยก็ว่าได้ เริ่มนับแต่สมัยของ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความผูกพันของพระสงฆ์ กับสถาบันพระมหากษัตริย์ นับแต่
พระมหาเถรคันฉ่อง” ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระยาเกียรติ และพระยาราม ซึ่งพม่าส่งพระยาเกียรติ
พระยาราม มาซุ่มดักลอบ ปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรฯ ณ เมืองคัง
พระมหาเถรคันฉ่องจึงกราบบังคมทูล ให้สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงทราบ จึงทำให้พระองค์ประกาศ
ให้สยามเป็นอิสระภาพจากพม่านับแต่นั้น นับว่าพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา มีส่วนสำคัญในการกู้เอกราช
ของไทยเป็นอย่างยิ่ง พระมหาเถรคันฉ่อง ได้รับอัญเชิญจากสมเด็จพระนเรศวรฯ ไปจำพรรษาที่วัดป่ามะม่วง
และท่านเป็นผู้สั่งสอนวิชชาชาตรี ให้กับสมเด็จพระนเรศวร และพระเอกาทศรถพระอนุชา
รวมทั้งอาทมาต (หน่วยกล้าตาย) คู่พระทัย ซึ่งวิชชาชาตรีนี้ ทำให้ทหารไทยมีความหาญกล้ามีกำลังใจ
เนื่องจากคงทนต่อศาสตราวุธ ปืนผาหน้าไม้ทุกชนิดมิได้ระคายผิวจริง

ซึ่งทำให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงให้จัดทำตำรับพิชัยสงคราม ซึ่งบรรจุยุทธวิธีการรบ การทำสมาธิจิต
และเครื่องอานพิธีการสำหรับการรบด้วย และผู้ที่จะรับตำแหน่งเป็นแม่ทัพนายกองหรือขุนพลได้นั้น
จะต้องผ่านการศึกษาและชำนาญครบถ้วน ในตำหรับพิชัยสงครามนี้ด้วย ขุนพลนักรบผู้กล้าเหล่านี้
เมื่อเสร็จศึกจึงบวชเป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา สร้างวัตถุมงคล ให้กับนักรบของชาติ
ซึ่งเป็นต้นแบบอย่างให้กับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ทำเครื่องราง รวมทั้งพระเครื่อง ตระกรุด พิศมร
ออกแจกจ่ายนักรบไทย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจการกู้ชาติรักษาแผ่นดินไทยให้เป็นเอกราช ความผูกพันใน
พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพและ สังฆานุภาพ จึงฝังแน่นในจิตใจ วิญญาณของบรรพบุรุษไทย นับแต่นั้น

จากประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้ความกระจ่างถึงความสำคัญในตำหรับพิชัยสงคราม
ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกำหนดเป็นคุณสมบัติ ที่แม่ทัพนายกองจะต้องเจนจบ นั้นหมายถึง
จะต้องเชี่ยวชาญในด้านสมาธิจิต ซึ่งได้รับการถ่ายทอดโดยอาจารย์ ผู้เป็นพระภิกษุสงฆ์
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในสมัยโบราณจึงนิยมส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในวัด ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
นอกจากจะได้รับการอบรม ทางด้านศีลธรรม อันเป็นหลักในการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแล้ว
ยังได้ศึกษาสมาธิจิต และตำหรับพิชัยสงคราม จากพระอาจารย์ ซึ่งเป็นนักรบขุนศึกมาก่อนบรรพชา
สิ่งพิสูจน์ประจักษ์ในความมหัศจรรย์ของทหารกล้า ผู้เชี่ยวชาญพิชัยสงคราม
ปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยมากมาย และที่เด่นชัดในต่างประเทศ ก็คือ
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งได้ส่งเจ้าพระยาโกศาปาน ไปทำสัมพันธ์ไมตรีกับ
พระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ ซึ่งได้มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า


“...........เมื่อเรือสำเภาอันจะเข้าสู่กรุงฝรั่งเศสนั้น จะต้องผ่านวังน้ำอันวนเชี่ยวใหญ่
เรือสินค้ามากมายถูกดูดลงสู่วังน้ำวน จมลงนับร้อย เรือสำเภาอันเจ้าพระยาโกศาปานราชทูต
โดยสารมานั้น จะถูกดูดเข้าวังวน ปะขาวอาจารย์ของเจ้าพระยาโกศาปาน ได้ตั้งพิธีขึ้น
ระลึกถึงพุทธานุภาพ ทำอาโปกสิณ บัดหนึ่งก็เกิดลมสลาตันยกเรือสำเภาของพระยาโกศาปาน
ข้ามผ่านวังน้ำวนนั้นไปเป็นที่อัศจรรย์ ...........ในเวลาเที่ยง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
ได้ทรงให้ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์แม่นปืนสองหมู่ หมู่หนึ่งชุดแต่งกายแดงร้อยคน
หมู่หนึ่งชุดแต่งกายดำร้อยคน ตั้งกองอยู่ตรงข้ามกัน ห่างกันสักสี่สิบห้าสิบวา
ฝ่ายทหารชุดแต่งกายแดงทั้งร้อยคน ยิงปืนไปยังหน่วยทหารแต่งกายดำ

ลูกปืนเข้าสู่ลำกล้องของทหารแต่งกายดำทั้งร้อยกระบอก พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงตรัสว่า
พระเจ้าแผ่นดินสยาม มีทหารแม่นปืนเช่นนี้หรือไม่ ? เจ้าพระยาโกศาปานตอบว่า
ในเมืองสยามไม่มีทหารแม่นปืน เหมือนเช่นในฝรั่งเศส เพราะอาวุธปืน ไม่อาจทำอันตรายทหารสยามได้
จึงไม่มีความจำเป็น ในการตั้งกองทหารปืน พระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ จึงตรัสว่า มีเหตุเช่นนั้นจริงหรือ ?

เจ้าพระยาโกศาปานจึงกราบทูลตอบว่า
“ข้าพระพุทธเจ้า จะขอแสดงให้ทอดพระเนตรในวันพรุ่ง โดยขอให้หน่วยทหารทั้งชุดแดงและชุดดำ
เป็นผู้ยิงปืน” ในวันรุ่งขึ้น ปะขาวได้ตั้งศาลเพียงตา แลวางสายสิญจน์รอบปักธงธวัชแล้ว
ให้กลาสีเรือชายสยามทั้งร้อย เข้าไปอยู่ภายในวงรอบสายสิญจน์ มลฑลพิธีภายนอกห่างไปสักยี่สิบวา
ทหารชุดแต่งกายแดง และทหารชุดแต่งกายดำ พร้อมปืนยืนรออยู่ เมื่อปะขาวผู้ทรงศีลให้สัญญาณ
เจ้าพระยาโกศาปาน จึงกราบทูลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ รับสั่งให้ทหารปืนทั้งหมด
เล็งยิงไปยังกลาสีเรือชายสยามทั้ง ๑๐๐ คนนั้น เสียงปืน ๒๐๐ กระบอก ดังสนั่นหน้าพระที่นั่ง
ควันปืนอบอวลคลุ้งกระจาย ลูกกระสุนปืนทั้ง ๒๐๐ นัด มิได้ระคาย แม้ชายเสื้อทหารสยามทั้งหลาย
เป็นที่อัศจรรย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จึงทรงตรัสถามเจ้าพระยาโกษาปานว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
มียอดทหารเช่นนี้อีกเท่าใด? เจ้าพระยาโกษาปานกราบทูลตอบว่า “ชายสยามเหล่านี้ เป็นเพียงประชาชน
ชาวบ้านธรรมดาทั่วๆ ไป ที่เกณฑ์มาเป็นกลาสีเรือเท่านั้น ส่วนทหารของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้านั้น
เยี่ยมยอดกว่านี้มากมาย (ความจริงแล้ว กลาสีเรือทั้ง ๑๐๐ คนนี้ คือหน่วยอาทมาต ที่ได้ศึกษาวิชชาชาตรี
เจนจบในตำหรับพิชัยสงครามมาเป็นอย่างดีแล้ว)
พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ตรัสสรรเสริญ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ว่ามีบารมี ที่มีทหารหาญ ที่แกร่งกล้า
และคงทนแก่ศาสตราวุธ จึงสามารถรักษาประเทศสยาม ให้เป็นเอกราชไว้ได้.....”

ความสำคัญแห่งพระพุทธศาสนาผูกพันไปถึงระบบการปกครองเพื่อ ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข
แก่ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ แห่งสยามประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากหลัก “ทศพิธราชธรรม” หรือ
หลักธรรม ๑๐ ประการ” ซึ่ง พระมหากษัตริย์ไทย ทรงใช้เป็นหลักการปกครองแผ่นดิน
นับตราบเท่าปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๔๒) ซึ่งนำมาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนา อันมีว่า

๑. ทาน
๓. บริจาค
๔. อาชวะ
๕. มัทวะ
๖. ตบะ
๗. อโกทะ
๘. อวิหิงสา
๙. ขันติ
๑๐. อวิโรธนะ

พร้อมกันนั้น พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นสถาบันที่ให้ความรู้ ทั้งทางด้านการรบ
การเรียนและศีลธรรม พร้อมกันไปในเวลาเดียวกัน เนื่องจากผู้ที่ได้เข้ามาบวช เป็นพระภิกษุ
ในพุทธศาสนายุคนั้น ล้วนแล้วแต่เป็น ขุนพล นักรบ ที่ร่วมก่อร่างสร้างชาติ
จึงได้ปลูกฝังความรักชาติ และวิชาการในการป้องกันชาติ ให้แก่เยาวชนที่เป็นศิษย์
ซึ่งเป็นอุดมการณ์ปลูกฝัง ดังจะเห็น ได้ว่าขุนศึกผู้กล้า แม้กระทั่งวีรกษัตริย์มหาราชทั้งปวง
ที่กอบกู้ชาติกู้แผ่นดิน ให้ลูกหลานไทย ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์วัด ในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
นี่คือความผูกพันใกล้ชิด และความสำคัญของสถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา
และสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งมีความหมาย รวมถึงความมั่นคงแห่งเอกราช
และอธิปไตยของชาติไทยตลอดมา ที่ศาสนาอื่นมิอาจเอ่ยอ้าง

ความเหนียวแน่นแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนาดังกล่าวนั้น ทำให้ประเทศไทยสามารถอยู่รอดปลอดภัย
จากการล่าอาณานิคม ของต่างชาติมาได้โดยตลอด เช่นในยุคพระนารายณ์มหาราช ประเทศฝรั่งเศส
โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้เพียรพยายามที่จะเอาประเทศไทย เป็นเมืองขึ้น โดยอ้างเอาศาสนาเป็นตัวนำ
มีพระราชสารให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้ารีตเป็นคริสเตียน แต่ด้วยพระปรีชาญาณของ
พระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งทรงตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนาจึงมีพระราชสาร
ตอบพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ อันมีความตอนหนึ่งว่า

พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จะให้เราเข้ารีตดังนั้นหรือ เรื่อง นี้เป็นเรื่องใหญ่มาก
เพราะในราชวงศ์ของเรา ก็ได้นับถือพระพุทธศาสนามาช้านานแล้ว

จะให้เราเปลี่ยนศาสนาอย่างนี้ เป็นการยากอยู่ และถ้าพระผู้เป็นเจ้าของท่าน
ผู้สร้างฟ้า สร้างดิน จะต้องการให้คนทั่วไป นับถือศาสนาคริสต์เช่นเดียวกัน
พระเจ้าของท่าน มิจัดการให้เป็นเช่นนั้นเสียแล้วหรือ ใยจึงต้องให้เราตัดสินใจ


เมื่อสันตะปาปาไม่สามารถใช้พระราชสารของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ บังคับพระทัย
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้

จึงหันมาสนับสนุนทางด้านการเงิน แก่คอนสแตนตินฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชชาเยน
ซึ่งเป็นฝรั่งต่างชาติ ที่ได้แฝงตัวเข้ามา ทำลายเศรษฐกิจของชาติ โดยใช้เงินซื้อตำแหน่ง
จากขุนนางขายชาติกลุ่มหนึ่ง ในยุคปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ในขณะที่พระองค์ ทรงพระประชวร และสร้างอิทธิพลอำนาจ
ออกกฎหมายทำลายวัดวาอาราม พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ให้สิ้นสูญไปจากแผ่นดินสยาม
เพื่อนำเอาศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคเข้าแทนที่
ตามบันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส
ระบุว่า พระภิกษุสงฆ์ยุคนั้น ถูกฆ่าวันละ ๕๐๐ รูป พระคัมภีร์ใบลาน อันบรรจุพระธรรมคำสั่งสอน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันล้ำค่า ซึ่งได้บันทึกไว้ในยุคกรุงสุโขทัย ถูกใส่เกวียนนำไปเผาทิ้งทุกวัน
แต่ก็ได้พระมหากษัตริย์ไทย และทหารหาญ สามารถกู้ชาติ และพระพุทธศาสนากลับมาได้ทันเวลา

ความพยายามในการยึดครองประเทศไทยจากประเทศมหาอำนาจ โดยความร่วมมือของคริสตจักร
มีมาโดยตลอดและรุนแรง ถึงขนาดซ่องสุมผู้คน ก่อการกบฏ ปลอมแปลงพระสัทธรรมคำสอนของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นใหม่ ในยุคพระเจ้าขุนหลวงท้ายสระ ซึ่งทำให้พระองค์ ทรงสั่งเนรเทศบาทหลวง
ผู้ทำการกบฏ และให้สลักศิลาจารึก พระบรมราชโองการ เป็นราชอาญา ให้นำไปปักไว้
ณ หน้าโบสถ์เซ็นต์โยเซฟ ของโรมันคาทอลิค มีความว่า

“........ ๑. ห้ามมิให้ใช้ตัวหนังสือ เขมร มอญ และหนังสือสยาม
สำหรับไปเขียนหนังสือ ซึ่งสอนศาสนาคริสต์


๒. ห้ามมิให้พวกมิชชันนารีเผยแพร่ศาสนาเป็นภาษาสยาม

๓. ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว ซึ่งถือพุทธศาสนาอันประเสริฐของสยาม
แม้จะยากจนอย่างไร ไปยืมข้าวของเงินทอง จากพวกมิชชันนารี และห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว เข้ารีต
ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว เชื่อและนับถือศาสนาคริสต์ ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว ไปคบค้าสมาคมกับพวก
เข้ารีต และห้ามมิให้มิชชันนารีรับคนสยาม มอญ ลาว เข้ารีตเป็นอันขาด


๔. ห้ามมิให้มิชชันนารีแต่งหนังสือ ซึ่งติเตียนศาสนาพุทธแห่งสยาม ให้บรรดามิชชันนารีทั้งหลาย
อย่าได้กระทำผิดต่อข้อห้ามสี่ข้อนี้ แม้แต่ข้อใดข้อหนึ่งเป็นอันขาด


ถ้าหากว่าพวกมิชชันนารีที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาได้เห็นและได้ทราบข้อความตามประกาศพระราชโองการ
ซึ่งจารึกไว้ในแผ่นศิลานี้ไม่ปฏิบัติตาม แต่ขืนทำความผิดในข้อห้ามสี่ข้อนี้ แม้แต่ข้อหนึ่งข้อใด
เมื่อได้ไต่สวนพิจาณาได้ความจริงแล้ว ก็จะต้องลงโทษหัวหน้าของพวกมิชชันนารี ถึงประหารชีวิต
และพวกมิชชันนารีอื่นๆ นั้น ได้รับพระราชอาญาเฆี่ยนแล้ว จะต้องถูกไล่ออกไปให้พ้น
ราชอาณาเขตสยามทั้งหมด


อีกประการหนึ่ง พวกสยาม มอญ และลาว ซึ่งได้ไปเข้ารีตในครั้งสังฆราชดอมยากซ์
จะต้องลงอาญาเฆี่ยนอย่าง หนัก และจะต้องประหารชีวิตด้วย ถ้าแม้นต่อไป สยามก็ดี มอญก็ดี
ลาวก็ดี ซึ่งเป็นผู้ถือศาสนาพุทธแห่งสยาม เมื่อได้ทราบประกาศพระราชโองการ ซึ่งจารึกในแผ่นศิลานี้
กระทำการขัดขืน ประกาศพระราชโองการ โดยละศาสนาพุทธอันประเสริฐของสยาม
กลับไปเข้าด้วยคริสต์ศาสนาแล้ว ก็จะต้องได้รับพระราชอาญาอย่างหนัก คือจะต้องถูกตัดหัวแล้ว
จะได้เอาหัวไปเสียบไว้หน้าบ้าน บาทหลวงที่บางปลาเหต ส่วนบิดามารดา บุตรภรรยาและพี่น้อง
จะได้รับพระราชอาญาอย่างหนัก จะต้องถูกริบทรัพย์สมบัติให้สิ้นเชิงด้วย


ประกาศพระราชโองการนี้ ได้จารึกลงในแผ่นศิลาเมื่อวันพุธขึ้น ๙ ค่ำ ปีจอ โทศก”

จากพระบรมราชโองการดังกล่าวนี้ทำให้ นักล่าเมืองขึ้น ที่อาศัยคริสต์ศาสนาเป็นตัวนำ
ไม่สามารถแอบอ้าง ซ่องสุมกำลัง เพื่อยึดครองประเทศสยามได้ตลอดมา
นี่คือพระปรีชาของพระมหากษัตริย์ไทย แต่โบราณที่ทรงเล็งเห็นมหาภัยที่จะเกิดขึ้น
จากกลุ่มต่างศาสนา อันจะเกิดขึ้นโดยการชวนเชื่อ เพื่อให้เกิดการบ่อนทำลายความมั่นคง
ของสถาบันหลักทั้ง ๓ ของประเทศ


ยุคกรุงธนบุรี



ความอาฆาตแค้นของนักล่าอาณานิคมชาวคริสต์ มิได้ลืมเลือน และทิ้งความพยายามที่ต้องการล้างแค้น
ซึ่งปรากฏใน บันทึกประวัติศาสตร์ยุคสุดท้าย ของกรุงศรีอยุธยา เมื่อพม่าล้อมกรุง
แต่ก็ไม่สามารถเข้ายึดกรุงได้นั้น พวกมิชชันนารี ที่อยู่ภายในกำแพงพระนคร ก็ได้ติดต่อกับพ่อค้า
ที่เป็นชาวโปตุเกสคริสเตียน ส่งอาวุธปืนใหญ่อันทันสมัย และกระสุนดินดำ ให้กับพม่า
เพื่อใช้ในการยิงถล่มกรุงศรีอยุธยา และเข้าเผาเมืองได้ในที่สุด ซึ่งหากปราศจากอาวุธปืนใหญ่
อันคริสเตียน สนับสนุนพม่านั้นเสียแล้ว ทัพพม่า ก็ไม่อาจตีหักเข้ายึดกรุงศรีอยุธยาได้
เพราะอีกเพียงชั่วเดือนเดียว หลังจากนั้น ก็จะเข้าฤดูน้ำหลาก พม่าก็จะต้องถอนทัพกลับไป
และไทยก็จะไม่เสียแผ่นดิน นี่คือการล้างแค้นของชาวคริสเตียน ต่อสยามอย่างสุดโหดเหี้ยม
ยังความเจ็บปวดให้กับประชาชนชาวสยาม รวมทั้งพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดมหาโลก
เมื่อทรงนำผู้กล้ากอบกู้อิสระภาพ ให้กับไทยได้สำเร็จ ก็ทรงให้ทหาร ไปนำเอาหลักศิลาจารึก
พระราชโองการของพระเจ้าขุนหลวงท้ายสระ ที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อจะนำมาปักไว้ ณ โบสถ์คริสเตียนคาทอลิคอีกครั้ง
แต่ปรากฏว่า “พวกคริสเตียนได้ทำลายศิลาอันจารึกพระราชโองการนั้นเสียแล้ว

มิชชันนารีคริสเตียน เห็นว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพิ่งจะกู้อิสระภาพได้ใหม่ๆ
คงไม่เข้มแข็งนัก เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ที่จะยุยงให้ผู้ที่นับถือคริสต์โรมันคาทอลิคก่อการกบฏ โดยอ้างว่า
เป็นบัญชาของพระเจ้าไม่ให้ไปร่วมทำ “พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาสาบานตน กับพระเจ้าตากสินมหาราช
ปรากฏเป็นหลักฐานในประวัติศาสตร์ดังนี้

“........ใน พ.ศ. ๒๓๑๘ ได้มีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ศาสนิกในศาสนาอื่นเข้าร่วมทุกศาสนา
แต่พวกบาทหลวงศาสนาคริสต์ ไม่ยอมเข้าร่วม และไม่ยอมให้คนสยามนับถือคริสต์เข้าร่วม
ทางราชการจึงได้จับบาทหลวงกูเต และ บาทหลวงการ์โนลด์ ไปเผ้าพระเจ้าตากสินมหาราช
รับสั่งให้จองจำด้วยการขังคุก คนละ ๑ ปี และให้สมุหนายกทำทัณฑ์บนไว้ ให้ถือปฏิบัติตามกฎหมาย
ประเพณีของไทย แต่บาทหลวงไม่ยอมรับทัณฑ์บน จึงต้องขังต่อไปอีกระยะหนึ่ง ที่ร้ายคือ
ห้ามมิให้ชาวสยามที่นับถือคริสต์ เข้าร่วมพิธีที่เป็นราชพิธีของไทย โดยให้เหตุผลว่า

๑. คนทำกิจของพระเจ้าจึงมีหน้าที่ห้ามมิให้คริสต์ชนปฏิบัติผิดประเพณีของศาสนาคริสต์

๒. การปฏิบัติพิธีกรรมและประเพณีไทย ถือว่าเป็นการอ่อนข้อให้กับศาสนพิธีของพวกมิจฉาทิฏฐิ”

พร้อมกันนั้นบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค ได้จดหมายไปขอกำลังทหารจากฝรั่งเศสมาช่วย

และให้ชาวไทยที่เข้ารีตนับถือคริสต์ ก่อการแข็งข้อขึ้น โดยจะนำเอากองทัพเรือและอาวุธจากทางใต้
ของไทยมาช่วยเหลือ แต่ความทราบถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เสียก่อน
ดังความปรากฏในประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีว่า

“..........ในปี พ.ศ.๒๓๒๑ พระเจ้าตากสินมหาราช รับสั่งให้มีพระราชพิธีทางชลมาตร
ให้ประชาชนที่อยู่ในเมืองหลวงทุกชาติ ทุกศาสนาเข้าร่วมพิธี

แต่พวกคริสเตียนโรมันคาทอลิคไม่ยอมร่วมมือ เพราะบาทหลวงคอยขัดขวางไว้ไม่ยอมให้เข้าร่วม
โดยออกประกาศท้าทายอำนาจ ของพระมหากษัตริย์สยามว่า ทางราชการไทยจะทำอย่างใดก็ได้
แต่ชาวคริสเตียนจะไม่ยอมก้มหัวให้ จนในที่สุด พระเจ้าตากสินมหาราช เห็นว่า
บาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะเป็นภัยต่อบ้านเมือง จะประหารเสียก็ใช่ที่ รังแต่จะเกิดบาปกรรม
พระองค์จึงทรงให้เนรเทศ บาทหลวงออกจากอาณาเขตเมืองสยาม โดยฝากไปกับสำเภาจีน
แต่ใต้ก๋งสำเภาจีน ก็ไม่ยอมรับบาทหลวงคริสเตียนเหล่านั้น เพราะกษัตริย์รัฐบาลจีน มีคำสั่งเด็ดขาด
ห้ามเรือสำเภาที่มีพวกบาทหลวงคริสเตียน เข้าเทียบท่าแผ่นดินจีน.....”

.............ถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๒๒ พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงรับสั่งให้เจ้าพระยาพระคลัง
ขับบาทหลวง โรมันคาทอลิค ออกนอกประเทศอีก แต่บาทหลวงทั้งนั้น ก็ดื้อดึงไม่ยอมออกไป
ในที่สุดทรงชี้ความผิดของพวกบาทหลวงว่า


๑. บาทหลวงชอบรังแกชาวสยามที่เข้ารีต โดยห้ามพวกเข้ารีต เข้าร่วมพระราชพิธีต่างๆ
ที่เกี่ยวด้วยพระพุทธศาสนา


๒. ถ้าพวกสยามเข้ารีตคนใดขืนมาช่วยงานของชาวสยาม พวกบาทหลวงก็คอยรังแกข่มเหงอยู่เสมอ

พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีพระกรุณาต่อบาทหลวงโรมันคาทอลิค โดยภาคทัณฑ์ว่า
ต่อไปพวกบาทหลวงจะให้สัญญาว่า จะไม่รังแกชาวสยามที่เข้ารีตอีก จึงจะให้อยู่ในแผ่นดินสยามต่อไป
พวกบาทหลวงเหล่านี้ ก็ไม่ยินยอม ดังนั้นพระองค์จึงทรงขับพวกบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค
ออกจากเมืองสยามไป ทั้งบาทหลวงเลอบอง และคนอื่นๆ...


และพร้อมนั้น ได้ทรงออกพระบรมราชโองการ เพื่อป้องกันภัยและความมั่นคงของชาติในอนาคต
มีความว่า

..........ด้วยพวกเข้ารีต เป็นคนที่อยู่นอกพระพุทธศาสนาเป็นคนไม่มีกฎหมายและไม่ประพฤติตาม
พระพุทธวจนะ ถ้าพวกสยามไม่ประพฤติตามพระพุทธศาสนา ถึงกับลืมชาติ กำเนิดของตัว
ถ้าสยามไปประพฤติปฏิบัติลัทธิของพวกเข้ารีต

ก็ตกอยู่ในฐานะความผิดร้ายกาจ......ถ้าจะปล่อยให้คนพวกนี้ ทำตามชอบใจ ถ้าไม่ห้ามไว้แล้ว
พวกนี้ก็จะทำวุ่นวายขึ้นทีละน้อย โดยไม่รู้ตัว จนในที่สุดพระพุทธศาสนา ก็จะต้องเสื่อมทรามลงไป


เพราะเหตุฉะนี้ จึงห้ามขาดมิให้สยาม มอญ ไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก หรือผู้ใหญ่ ไปเข้าพิธีของพวกเข้ารีต
ถ้าผู้ใดมีใจดื้อแข็ง เจตนาไม่ดี มืดมัวไปด้วยกิเลสต่างๆ จะฝ่าฝืนไปเข้าพิธีของพวกเข้ารีตใดๆ ก็ตาม
ก็ให้พนักงานจับกุมสังฆราช หรือบาทหลวงมิชชันนารี หรือบุคคลที่เข้ารีตนั้นๆ ไว้ และลงโทษประหารชีวิต
ให้เจ้าพนักงานจับกุมคนสยาม หรือมอญ ซึ่งได้ไปร่วมพิธีของพวกเข้ารีตนั้น วางโทษประหารเหมือนกัน......


ประกาศมา ณ วันอาทิตย์ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเมีย ฉศก


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Nov 20, 2009 10:00 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 19, 2009 9:33 pm

จากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยพระปรีชาพระองค์จึงทรงเห็นภัย อันจะเกิดแก่ชาติและพระพุทธศาสนาในอนาคต
โดยคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค จึงทรง “ยกแผ่นดินสยามทั้งประเทศให้เป็นพุทธศาสนสมบัติ
เพื่อให้ทหารหาญ และประชาชนสยามทั้งแผ่นดิน พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ให้คงสถาพรคู่ชาติสยาม
โดยจารึกไว้ ณ วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) ความว่า

อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา


ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แด่พระศาสดา สมณะ พุทธโคดม


ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม


เจริญสมถะ วิปัสสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา


คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา


พระพุทธศาสนา คงอยู่ คู่กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน


ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่นำมาแสดงนี้ ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า การดำเนินการของคริสต์ศาสนา
เป็นไปในทางก่อการกบฏ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น ทำลายความมั่นคงของชาติ
มีเป้าหมายในการยึดครองประเทศ ให้เป็นเมืองขึ้น ของประเทศมหาอำนาจตลอดมา
ฉะนั้นพระมหากษัตริย์ไทย ทรงมีพระปรีชา ตระหนักในมหาภัยอันจะเกิดขึ้นกับประชาชน
และประเทศชาติ ในอนาคต จากแนวทางและคำสอนของคริสต์ศาสนา
ซึ่งสอนไม่ให้บุตรธิดา มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ เพราะเด็กเหล่านั้น เป็นผู้ที่พระเจ้าสร้างมา
ไม่ต้องกตัญญูรู้คุณครูอาจารย์ หรือผู้มีพระคุณนอกจากบาทหลวง หรือสันตะปาปาเท่านั้น
ซึ่งตรงกันข้าม กับหลักพระสัทธรรมคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นรากฐานของ
วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทย และศาสนพิธี อันเกี่ยวเนื่องแนบแน่น ต่อสังคมครอบครัว
ชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ประดุจดั่งลมหายใจกับชีวิต ซึ่งหากปล่อยให้มีการขยายแพร่เชื้อ
ไวรัสศาสนา เปลี่ยนแปลงหลักพระธรรมวินัย คำสอนของพระพุทธองค์ นั่นหมายถึงความสิ้นชาติ
สิ้นแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ไทย จึงได้ทรงสืบต่อพระปณิธานและปฏิญาณ ที่จะรักษาทำนุบำรุง
พระพุทธศาสนา “โดยถวายแผ่นดิน ให้เป็นพุทธศาสนสมบัติ” เพื่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ
ท่านจึงใช้พระปรีชา ชีวิตและเลือดเนื้อเข้ารักษาพระพุทธศาสนา ทหารหาญของชาติ
ต่างปฏิญาณสาบานตนต่อธงชัยเฉลิมพล ซึ่งประดิษฐานด้วยพระพุทธปฏิมาไว้
ณ ยอดธงนั้น ว่าต้องมีหน้าที่ พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ดังนั้นองค์กรคริสต์ศาสนาย่อมทราบว่า
ถ้าต้องการยึดครองประเทศไทย ต้องมีอำนาจ เหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำลายแนวป้องกัน
คือทหารหาญของชาติ และยึดครององค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย อย่างเบ็ดเสร็จให้ได้ เท่านั้น


การโจมตีด้วยหลักยุทธศาสตร์


ซุนวู กล่าวว่า
“.....หนทางที่ดีที่สุดในการทำสงครามคือ การเอาชนะด้วยการโจมตียุทธศาสตร์ของข้าศึก

สงครามศาสนา...!!!


ref: https://khunnamob.globat.com/backup/thaimisc/www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php-user=mscc2&topic=1365.htm

รวบรวม...น่่าสนใจ

ประกาศ ไปยังผู้ก่อกวน

ตำรวจปลอมหมายศาล ความผิดโทษสถานใด ?


http://www.thaksin.net/speeches/Phutas.htm

พุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จักในทางการเมือง
ตัดตอนและเรียบเรียงจากการปาฐกถาพิเศษ


เรื่อง"พุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จักในทางการเมือง"
โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย

จัดโดยมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๒
ณ หอประชุมกรมประชาสัมพั
นธ์


“ทักษิณ”อ้างศึกษา“พุทธทาส”ลึกซึ้ง-ใช้“ธรรมนำการเมือง”

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

“ทักษิณ” ได้ทุกเรื่อง วันนี้ลึกซึ้งหลักธรรมคำสอนพระพุทธองค์ ระบุก่อนตั้งพรรคไทยรักไทยได้ศึกษาคติธรรมของ
“พระพุทธทาส” อย่างลึกซึ้งจึงสามารถ “ปล่อยวาง” ทำให้เข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่น ใช้ธรรมนำการเมือง

วันนี้ (22 ต.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน”
โดยเล่าให้ฟังว่า พระพุทธทาส ภิกขุ เป็นพระที่มีคุณูปการต่อชีวิตของตนเป็นการส่วนตัว
เพราะก่อนที่จะตั้งพรรคไทยรักไทย ไม่ค่อยมีความลึกซึ้งกับธรรมะเท่าที่ควร จึงใช้เวลาก่อนตั้งพรรคอ่านหนังสือของ
ท่านพุทธทาสเป็นสิบเล่ม และทำความเข้าใจ ซึ่งในรอบแรกยังไม่ค่อยเข้าใจ จึงอ่าน 2 รอบและบางเล่มก็อ่านถึง 3 รอบ
ทำให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้ง มีความเข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น รู้จักคำว่าปล่อยวางคืออะไร

“คำหนึ่งที่พระพุทธทาสพูดไว้ ในหนังสือธรรมะกับการเมือง คือ ท่านให้ความสนใจต่อบุคลากรทางการเมืองมาก
ประชาธิปไตยจะรุ่งเรืองหรือไม่อยู่ที่คุณภาพของบุคลากรทางการเมืองเป็นหลัก ระบบอย่างเดียวไม่พอ ท่านพูดว่า
ถ้านักการเมืองไม่เป็นนักการเมืองโพธิสัตว์ ถ้านักการเมืองไม่รักเพื่อนมนุษย์ ไม่เข้าใจว่าเพื่อนมนุษย์คือ
เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งสิ้น ถ้ามีนักการเมืองแบบนั้นมาก ๆ ประชาธิปไตยจะกลายเป็น
ประชาธิปตาย
เป็นสิ่งที่ดีมาก ท่านให้สติมาก” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องที่องค์การยูเนสโก ยกย่องพุทธทาสภิกขุ เป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระชาตกาล
ครบ 100 ปี ซึ่งจะมาถึงในวันที่ 27 พฤษภาคม 2549 นี้ว่า สาเหตุที่พุทธทาสภิกขุ ได้รับการยกย่องเพราะได้ตั้งปณิธาน
ของชีวิตไว้ 3 ข้อ คือ

ข้อ 1.ให้ศาสนิกชนไม่ว่าศาสนาใดก็ตามเข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งแห่งศาสนาของตน เพราะว่าเวลานี้บางคน
ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจศาสนาของตนอย่างลึกซึ้ง ชาวพุทธก็เช่นกัน ชาวพุทธก็ไปเข้าใจว่า
ศาสนาพุทธนั้นก็คือความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อในสิ่งที่มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ
เพราะศาสนาพุทธนั้นอยู่ที่หลักธรรมะเป็นหลัก

การบูชาอะไรทั้งหลายนั้นก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ตัวแทนพระพุทธเจ้าตัวแทนของธรรมะ
แต่การปฏิบัติตนตามธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นหัวใจของศาสนาพุทธมากกว่า
เพราะฉะนั้นอย่างนี้เราก็จะต้องเข้าใจ


ข้อ 2.พุทธทาสภิกขุ ตั้งใจว่าจะทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะว่าศาสนาทุกศาสนา ต้องอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่ว่า จะต้องอยู่คนเดียว ศาสนาอื่นอย่ามาอยู่ร่วมด้วย
แล้วก็ไปรังแกเขา เหมือนที่พวกคนบ้า ๆ

ที่ตามจังหวัดภาคใต้ที่พยายามรังแกเขาอย่างนี้ โดยอ้างศาสนา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เพราะศาสนาเป็นของสูง
สูงกว่าที่ใครจะมาใช้เป็นประโยชน์แห่งตน หรือการใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง เพราะศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ
ที่ต้องการทำให้คนเป็นคนดี อันนี้คือสิ่งที่พุทธทาสตั้งปณิธานไว้แต่ต้น

ข้อ 3. คือดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาจากวัตถุนิยม แน่นอนการอยู่ในโลกของวัตถุนิยมจะต้องรู้เท่าทัน
และไม่ถูกมันมอมเมาด้วยกิเลสและตัณหาที่ไม่สามารถที่จะยับยั้งชั่งใจได้


โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2548 14:40 น.



อืม...ตกลงเป็นที่ อาจารย์ สอนไม่ดี หรือ ลูกศิษย์ มันห่วยแตก ดีหว่า


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
และผู้นำสำนักสันติอโศก ซึ่งเป็น
ศาสนาพุทธลัทธิใหม่ โดยยึดถือลัทธิ “ Hare Krisna ”


http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=375&Itemid=3

รายการทุกข์ปัญหาชีวิต

รายการทุกข์ปัญหาชีวิต ที่เผยแพร่ทาง TTV. ๓ วันที่ ๒๒ เม.ย. ๒๕๔๘ โดยมี พ่อท่าน กับ
อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นวิทยากร
และคุณประพจน์ ภู่ทองคำ เป็นผู้ดำเนิน รายการ สมณะ เพาะพุทธ จันทเสฏโฐ
เป็นผู้ประสาน การจัดรายการนี้ขึ้นมา ด้วยเห็นว่ากำลัง เป็นประเด็นที่ประชาชน สนใจเรียนรู้ แม้จะใช้เวลา ไม่ถึงชั่วโมง
แต่ก็มีประเด็นที่หลากหลาย น่าสนใจยิ่ง แปลกและต่าง ไปจาก ที่สื่อต่างๆได้นำเสนอไปแล้ว


คุณประพจน์ : ขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่รายการทุกข์ปัญหาชีวิตครับ วันนี้ผมประพจน์ ภู่ทองคำ รับหน้าที่
ดำเนินรายการครับ รายการในวันนี้เราจะเรียนรู้หลักธรรมครับ จากปรากฏการณ์ หรือว่า ภาพข่าว จากทางหน้าหนังสือพิมพ์
ที่เกิดขึ้น ในสังคมไทยเราครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้น ในการเตรียมตัว เพื่อที่จะจัดงาน วิสาขบูชา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานวันวิสาขบูชา ที่ทางรัฐบาลได้ดำริขึ้น ที่จะจัดงาน ในวันที่ ๒๒-๓๑ พฤษภาคม ที่พุทธมลฑล
ท่ามกลาง ความขัดแย้งนั้น เราเห็นธรรมกันอย่างไร วันนี้เรามี วิทยากร ที่จะมาร่วมให้หลักธรรมให้การเรียนรู้ธรรมะ
ผ่านรายการ แห่งนี้ครับ ท่านแรก
สมณะ โพธิรักษ์ จากสันติอโศกครับ กราบนมัสการครับ ท่านที่ ๒ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์
นักคิดนักเขียน ของสังคม ไทยเราครับ อาจารย์ สวัสดีครับ ผมเริ่มที่อาจารย์สุลักษณ์ก่อนดีไหมครับ อาจารย์สุลักษณ์
เห็นอะไร จากปรากฏการณ์ ตามข่าวที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ เกี่ยวข้องกับเรื่อง การจัดงาน วิสาขบูชานี้ครับ


อ.สุลักษณ์ : ข้อที่หนึ่ง ให้นึกถึงกาลามสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้ถ้อยคำในพระคัมภีร์ก็อย่าเชื่อ
เป็นชาวพุทธที่ดี อ่านข่าว ฟังข่าวอย่าเชื่อ บางทีสื่อนั้นส่งสารที่ไม่เป็นสัจจะ บางทีมีการบิดเบือนโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ ก็ตาม
เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนที่ดี ฟังข่าวแล้วก็ฟังหูไว้หู เจริญสติ ให้มาก อันที่หนึ่ง อันที่สอง ความขัดแย้งต่างๆ ผมว่าเป็นธรรมดา
ในสังคมนะ เมื่อเจริญสติ แล้วก็ปลง ปล่อยวาง การจัดงาน วิสาขบูชา จะเป็นระดับโลก ระดับชาติเป็นของดี เพื่อบูชา พระพุทธเจ้า
ซึ่ง
ทรงตื่นแล้ว เราควรจะทำตัวเราให้ตื่นตามพระองค์ เพราะฉะนั้น
อย่าไปเอาเรื่อง เลวร้าย ขัดแย้ง มาเป็นอารมณ์ สำคัญมากครับ ประเด็น
มันอยู่ตรงนี้ผมว่า ในแง่ของผมนะฮะ มองให้เห็นตัวธรรมะ


คุณประพจน์ : จะให้ประชาชนใช้หลักกาลามสูตรได้อย่างไรอาจารย์ครับ เพราะในเมื่อมหาเถรสมาคม ในอดีต
มีคำสั่ง ออกมาแล้วว่า สันติอโศกมีปกาสนียกรรม ไม่ทำสังฆกรรมร่วมกัน
ประชาชน ทั่วไป ก็รับทราบ
กันหมดแล้วนะฮะอาจารย์


อ.สุลักษณ์ : อันนี้ก็ต้องแยกกันให้ชัดนะฮะ ปกาสนียกรรมหมายความว่าเขี่ยออกไปว่างั้นเถอะแล้วสงฆ์
จะไม่ทำ สังฆกรรมร่วมกัน ก็เรื่องของสงฆ์ แต่วิสาขบูชานี้ ไม่ใช่เรื่องของสังฆกรรมนะครับ ต้องเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องของ
สังฆกรรม แม้สงฆ์ นานาสังวาส แม้สงฆ์มหายาน เถรวาท วชิรญาณ เข้าร่วมกันได้ วัดบวรนิเวศ ซึ่งเป็นที่ตั้ง ที่ประชุม
มหาเถรสมาคม สมเด็จพระสังฆราช ประทับที่นั่น ผมเคยพา พระนิกาย วชิรญาณ พระธิเบต พระจากภูฐาน
ไปเฝ้าตรงกับ วันมาฆบูชา รับสั่งให้นั่ง บนอาสน์สงฆ์ร่วม ให้พระวชิรญาณ จากธิเบต จากภูฐาน นั่งบนอาสน์สงฆ์
ในวัดบวรนิเวศ แล้วก็ ให้เดินเวียนเทียนร่วม พระองค์ท่านนำ นี่เป็นตัวอย่างของ สังฆบิดรเลยทีเดียว ไม่ใช่สังฆกรรม นี่ครับ
ถ้าสังฆกรรม เรียก อุปสมบท หรือเรื่อง ปาฏิโมกข์ ถูกต้อง ต้องแยกกันให้ชัดเจนนะครับ นี่ผมถึงบอก ชาวบ้าน จะต้องให้ชัด
เมื่อไม่ชัดแล้ว ไขว้เขวหมด


คุณประพจน์ : พ่อท่านครับ หลายปีที่ผ่านมาทางสำนักสันติอโศกเองก็ไม่ได้ไปร่วมที่จะจัดงานวัน วิสาขบูชา
หรือจัดงานในพระพุทธศาสนาอื่นใดเลย ร่วมกับมหาเถรสมาคม ทำไมครั้งนี้ จึงจำเป็น ต้องไปร่วม หรือทำไมต้องไปร่วม


พ่อท่าน : ไม่ใช่นะ จัดที่สนามหลวงนี่ เราก็ร่วมอยู่ด้วยเกือบทุกปีแต่ปีนี้มันจะเกิดมาพร้อมกับสึนามิ หรือ ยังไง
ก็ไม่ทราบ มันก็เลยเกิดเรื่องเกิดราวกันขึ้นมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าไม่เคยจัดร่วมกัน แต่ไม่รู้ว่า มันเกิด อะไรขึ้นมา
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน


คุณประพจน์ : ไอ้สึนามิที่ว่านี่มันเป็นเพราะคนทำ หรือว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ มันเป็นยังไงครับ

พ่อท่าน : อาตมาแสลง คนทำ

คุณประพจน์ : อาจารย์สุลักษณ์ว่าไงครับ

อ.สุลักษณ์ : คือเดี๋ยวจะพูดสึนามินิดหนึ่งนะครับคือปรากฏการณ์ธรรมชาตินี่เกี่ยวข้องกับทุกนิยาม เรื่องของ
ดินฟ้าอากาศ แต่อุตุนิยาม นี่มันโยงมาสู่ กรรมนิยาม ประชาชนผู้คนเกี่ยวข้อง หรือแม้ แยกกัน นะครับ ทั้งหมดเป็นเรื่องของ
กรรมนิยาม ถ้าเข้าใจ ถูกต้องแล้ว มันก็ถูกต้อง เข้าใจ ไม่ถูกต้อง ก็ไขว้เขว เช่นเดียวกันนะครับ ในความคิดที่จะจัดงาน
วิสาขบูชา ร่วมกันนี่ เป็นผลดี ควรจะมาร่วมกันทุกๆฝ่าย นะครับ ไม่ควรจะมารังเกียจรังงอนกัน สำคัญมาก อย่าไป แสดง
ความคับแคบ ต้องความเปิดกว้าง แม้คนซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนิก เขาอยากจะมาร่วม ก็ควร จะเชิญ เขามาร่วม เสียหายอะไรนัก
เพราะคนที่ มาเฝ้าพระพุทธเจ้า สมัยก่อนนี้ก็มีพวกพราหมณ์มีพวก
เดียรถีย์ มีพวกนิครนห์ เขามาเฝ้าท่าน ก็ไม่เห็น เสียหายอะไร
อย่าไปขีดแวดวง ให้พุทธศาสนาแคบ ของเราต้อง เปิดกว้างทั้งหมด


คุณประพจน์ : จากเรื่องดังกล่าวครับ พ่อท่านครับ หลายคนเขาตั้งข้อสังเกตมา ทำไมถึงมี ความพยายาม ที่จะให้
ศูนย์คุณธรรม หรือชื่อเต็มๆนี่ บอกว่า
ศูนย์ส่งเสริม และพัฒนา พลังแผ่นดิน เชิงคุณธรรม หรือ ศูนย์คุณธรรม
ที่พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นประธาน
หรือเป็นแกนหลัก ในการ จัดงาน แล้วก็ในการจัดงาน ครั้งนี้ ก็ไม่ได้แจ้ง
มหาเถรสมาคมว่า ทางศูนย์คุณธรรม จะเป็นแกนนำ ในการจัดงาน


http://en.wikipedia.org/wiki/Hare_Krishna



http://www.harekrishna.com/

http://www.google.co.th/search?q=hare+krisna&ie=utf-8&oe=utf-8&aq=t&rls=org.mozilla:en-US:official&client=firefox-a

http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=275&Itemid=3

ปัจฉิมกถา ครบรอบการสถาปนา ๔๐ ปี ๒๕๐๙–๒๕๔๙ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

เขียนโดย ส.ศิวรักษ์

การที่โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มีอายุอยู่มาได้ถึง ๔๐ ปีนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี โดยเฉพาะก็
ในสังคม
ซึ่งเต็มไปด้วยความจริงปนเท็จและชนชั้นปกครองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เพราะตำราที่แท้ย่อมจะเน้นที่สัจจะ
และยิ่งมีการเผยแผ่
สัจจะออกไปในวงกว้าง โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอนั้นๆ
ที่อ้างว่าเป็นสัจจะและมีการยอมรับทัศนะที่ต่างกันออกไปได้มากเพียงไร นั่นย่อมเป็นพื้นฐานที่สำคัญในอันที่จะสร้างกระแส
ในทางประชาธิปไตยที่เนื้อหาสาระ


ที่ในยุโรปนั้น เมื่อเกิดการตีพิมพ์หนังสือแพร่หลาย หมายความว่าเป็นการเริ่มยุคสมัยใหม่
ที่ผู้คนเริ่มต่อต้านการผูกขาดความรู้ที่อยู่ในแวดวงของศาสนจักรชั้นสูง เท่านั้น ทางเมืองไทยเอง พอขึ้นรัชกาลที่ ๔
ก็เริ่มเปิดเสรีภาพให้กับการพิมพ์หนังสือกฎหมาย ซึ่งเดิมถือว่าไพร่บ้านพลเมือง รับรู้ในเรื่องพวกนี้ไม่ได้เพราะ
ความรู้ดังกล่าวเป็นของชนชั้นปกครองเท่านั้น แต่การตีพิมพ์หนังสือให้แพร่หลาย ก็ไม่ได้หมายถึงความเป็นทาง
ประชาธิปไตยเสมอไปเพราะยุโรปเองก็เพิ่งมาเริ่มมีเค้าในทางประชาธิปไตยเมื่อกลางศตวรรษที่ ๑๙ นี่เอง


อมาตยเสน ยืนยันว่าประชาธิปไตยเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกล้าอภิปรายปัญหาต่างๆ ในหมู่ราษฎร
และกล้าออกความเห็นอย่างขัดแย้งกัน โดยใช้เหตุผลเป็นแกน อมาตยเสน ยืนยันว่าวัฒนธรรมดังกล่าวมีอยู่แม้
ในอดีตกาลอันนานในชมพูทวีป เขาเอ่ยว่าพุทธศาสนาเป็นรากฐานที่สำคัญทางประชาธิปไตย
เพราะพุทธศาสนาไม่สอนให้คนเชื่อ หากสอนให้ตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบจากการศึกษาและปฏิบัติ
ดังพิมโร แอมเบดก้า ผู้รับผิดชอบกับรัฐธรรมนูญอินเดียแต่ตอนประเทศนั้นได้รับเอกราช และหันมาสมาทานพุทธศาสนา
ครบครึ่งศตวรรษ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคมนี้ ก็ยืนยันว่า คณะสงฆ์คือสาระในทางประชาธิปไตยแห่งแรกใน
โลก
ดังขอให้ดูได้ที่
ความเสมอภาคและภราดรภาพของสงฆ์ ซึ่งต้องการประพฤติพรหมจรรย์
เพื่อเข้าถึงเสรีภาพจากความโลภ โกรธ หลง หากสถาบันสงฆ์ไทยในกระแสหลัก ได้ทำลายคุณค่าที่ว่านี้ไปจนเกือบหมดแล้ว


https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=11&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


การแพร่เชื้อไวรัสศาสนาโดยกลุ่มปัญญาชน




อำนาจแห่งความสามัคคีของชนในชาติ ที่เกิดจากการอบรมบ่มนิสัย โดยพระภิกษุสงฆ์ที่ได้ถ่ายทอดหลักศีลธรรม
ให้แก่กุลบุตรกุลธิดาของประชาชนไทย ทำให้เป็นการยากในการเข้ายึดครอง ของต่างชาติต่างศาสนามาโดยตลอด
แม้กระนั้นความพยายาม ที่จะทำลายพระพุทธศาสนา ก็มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงมากยิ่งขึ้น การทำลายได้
มีการปรับเปลี่ยนวิธีการ ในการทำลายล้างกันอย่างเปิดเผย "VATICAN COUNCIL 2 การประชุมใหญ่สำนักวาติกันที่ ๒
ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๑๑ ต.ค.๒๕๐๕ ถึง ๒๕๐๘ (๓ ปี) เป็นการจัดประชุมบิชอฟของคาทอลิคทั่วโลก
อันถูกคัดสรรว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสูง ๔,๐๐๐ คน ซึ่งผลของการประชุม ได้มีมติออกมาเป็นคำประกาศ ซึ่งเรียกว่า
"
Declaration on relations of the church with non - christian religions คำแถลงของสภาประชุม
เรื่อง ความสัมพันธ์แห่งศาสนจักรกับศาสนาที่มิใช่คริสต์ศาสนา
" ซึ่งมองเป้าหมายทางด้าน เอเซียซึ่งมีฐานทางด้าน
การเกษตร อันสามารถอำนวยผลประโยชน์ให้กับองค์กร คริสตจักรของวาติกันได้เป็นอย่างดีแต่มีด่านสำคัญคือ
พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งอยู่ในตำแหน่งใกล้เส้นศูนย์สูตรและเส้นแบ่งกึ่งกลาง ของการสื่อสาร
และการคมนาคมของโลก เพราะฉะนั้นประเทศไทย จึงเป็นจุดสำคัญที่จะต้องกลืนให้ได้โดยดุษณีและไร้การต่อต้าน
โดยการทำลายพระพุทธศาสนา นั่นหมายถึงจำนวนประชากรชาวพุทธ ซึ่งมีจำนวนถึง ๙๕% ของ ประเทศ
ที่จะต้องสยบยอมในที่สุด จึงมีมติเห็นชอบร่วมกันโดยเป็นคำสั่ง ๒ ประการ ปรากฏเป็นหลักฐาน คือ


(10:24) "ให้วาติกันสนับสนุนหาผู้เชี่ยวชาญ ไปจัดการเปลี่ยนแปลงพระไตรปิฎก
คัมภีร์ในพระพุทธศาสนา ให้มาเป็น คริสต์ศาสนา
"


(9:12:15) "ให้แยกและแทรกศาสนธรรมที่แท้จริง อันทรงคุณค่าในพระพุทธศาสนาให้ได้โดยอาศัยพระวจนะ
เผยของพระเจ้า ในคริสต์ศาสนาเป็นเครื่องส่องทาง ให้ดำเนินการพิจารณาหาหนทาง จัดทำให้เห็นได้ว่า
ศาสนธรรมอันทรงคุณค่าในพระพุทธศาสนานี้ จะสมบูรณ์ได้ด้วยการอาศัยคำของคริสต์ศาสนา
"


ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ของสำนักวาติกันขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๙ คือ

๑. The Secret Congregation of Propaganda กระทรวงโฆษณาเผยแพร่ศาสนา
รับผิดชอบวิธีการเผยแพร่แบบมิชชั่น (การรุกแบบตรงตัวแตกหัก)


๒. Secretariat for non-Christians สำนักงานเลขาธิการเพื่อผู้ไม่นับถือคริสต์ศาสนา
รับผิดชอบงานแบบไดอาล็อค เมื่องานของ (๑) ไม่สามารถทำได้แบบเฉียบพลัน ให้ใช้หน่วยงานนี้
เข้าทำงานในระบบกลืนศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นไปเลย

หน่วยงานทั้งสองนี้เองได้ออกเอกสารลับเฉพาะซึ่งใช้สำหรับการสั่งการระหว่างสำนักงานเลขาธิการฯ
กับบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่บิชอฟขึ้นไป ซึ่งมีการปฏิบัติภารกิจอยู่ทั่วโลก เรียกว่า
Bulletin Confidential Publication เรียกสั้นๆ ว่า Bulletin หรือวารสารแถลงกิจ ซึ่งเป็นคำสั่งที่สำคัญ
ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องยึดหลักการ ๓ ข้อของมติที่ประชุมแห่งวาติกันคือ


(7:15) "ภารกิจของงานเผยแพร่แบบมิชชั่น ไม่จำกัดอยู่ที่การเปลี่ยนใจบุคคลทีละคนให้มานับถือ
คริสต์ศาสนาต่อไปแล้ว แต่ภารกิจในบัดนี้คือ การเปลี่ยนตัวศาสนาทั้งศาสนาให้มาเป็นคริสต์ศาสนา
"


(10:7) "ท่านจงไปทำให้ประชาชาติทั้งหมดให้เป็นสาวกของพระเยซู ถ้อยคำนี้ควรต้องจารึก
ด้วยตัวทองลงหน้าแท่นบูชา ของวาติกัน ที่ 2
"




(10:25:27) "ในประเทศพระพุทธศาสนา คริสต์ศาสนจักรจะต้อง นำเอาองค์ประกอบต่างๆ
ของพุทธมาใช้ และเปลี่ยนรูปเสียใหม่ ด้วยการให้ความหมายทางคริสต์ศาสนาลงไป เพื่อที่จะดัดแปลง
ให้เข้ากันกับคริสต์ให้ได้
"


ต่อมาได้มีการจัดระบบในการดำเนินการเหล่านี้ จากข้อมูลหลักฐานชี้ชัดว่า
การเริ่มอย่างเป็นรูปธรรม
ในการทำลายพระพุทธศาสนาในประเทศไทย คือ


ในเดือน มกราคม พ.ศ.๒๕๑๐ ได้มีการออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "คริสตธรรม- พุทธธรรม"
ปาฐกถาซินแคลร์ ทอมสันอนุสรณ์ ชุดที่ ๕
หนังสือดังกล่าวได้แอบอ้างว่า เป็นถ้อยคำของพระพุทธทาส
แห่งสวนโมกข์ฯ
ตีพิมพ์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ เพราะขณะนั้นพระพุทธทาสกำลังโด่งดังเป็นที่รู้จัก
โดยอาศัยแจกจ่ายในพื้นที่ภาคเหนือเป็นหลัก
แต่ถูกจับได้เพราะข้อความในหนังสือนั้น อ้างคัมภีร์ไบเบิล
อย่างละเอียด แม้กระทั่งเลขหน้าคัมภีร์ ทุกๆ คำพูด จึงไม่เกิดผลกับชาวพุทธเท่าใดนัก
(การปลอมปนแอบอ้างพระพุทธทาส ยังปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ถึงขนาดปลอมลายมือพระพุทธทาส
เสียด้วยซ้ำในหนังสือชื่อ "
พุทธ-คริสต์ ในทัศนะท่านพุทธทาส" ซึ่งเป็นการเทศนาเรื่องคริสเตียนล้วนๆ



หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร กลับได้รับการต่อต้านจากชาวพุทธไม่สามารถสร้างความศรัทธาในตัวศาสนา
โดยคำสอนได้ด้วยวิธีการแทรกข้อความหรือปลอมปน เนื่องจากยังไม่มีความกระจ่างในคำสั่งสอนทาง
พระพุทธศาสนา และยังไม่มีประสบการณ์


ในปี พ.ศ.๒๕๑๔ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และนายประเวศ วะสี กับพวก ได้ร่วมกันจดทะเบียน
มูลนิธิโกมลคีมทอง จากการ เปิดเผยของนาย ส.ศิวรักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธินี้ว่า "มูลนิธิโกมลคีมทอง
ได้เงินสนับสนุนจากองค์กรคริสเตียน และองค์กรต่างชาติโดยร่วมกับ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย
และจัดตั้งกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ซึ่งเป็นตัวทำงานของคริสต์ในกลุ่มพุทธ
ซึ่งกลุ่ม กศส.นี้ จัดเป็นแกนหลักในการปฏิบัติภารกิจสำคัญภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พร้อมทั้งให้ทุนจัดตั้งมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ๕ มูลนิธิอีกด้วย


https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=15&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Nov 20, 2009 4:46 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 20, 2009 10:51 am

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=23&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



ประธานาธิบดีจอนห์ เอฟ เคเนดี..อายุสั้นเพราะเหตุใด?

บทวิจารณ์
ครั้งที่ ๒ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ได้มีการฆ่าพระภิกษุสงฆ์เผาทำลายวัดมากมาย
ทำให้นายทหารอากาศ ที่นับถือพุทธศาสนาทนไม่ได้ ได้ขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิดทำเนียบรัฐบาล
ขณะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหยุดพฤติกรรมอันชั่วร้าย ที่กระทำต่อพุทธบริษัทของรัฐบาล
แต่กลุ่ม โง ดินห์ เดียม ก็รอดไปได้ การแสดงออกของกองทัพและทหารนี้แทนที่รัฐบาล โง ดินห์ เดียม
จะเปลี่ยนนโยบายทำลายพุทธ กลับเร่งการเข่นฆ่าพระและนางชี รวมทั้งผู้นับถือพุทธศาสนามากขึ้น
เนื่องจากเป็นคำสั่งโดยตรงจากวาติกัน ซึ่ง โง ดินห์ ถึก อันเป็นสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค
ได้ไปร่วมประชุมสังคายนาวาติกัน ๒ ที่กรุงวาติกัน (เริ่มประชุมปี พ.ศ. ๒๕๐๕) ซึ่งนับว่าเป็นการใช้
แผนปราบปรามชาวพุทธครั้งแรกของ VATICAN COUNCIL 2 ทีเดียว

นายทหารระดับผู้นำทัพผู้นำเหล่าจึงถูกขึ้นบัญชีดำ และติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด
ในฐานะอาจเป็นบุคคลที่ก่อกบฎ มีนายทหารที่นับถือพุทธศาสนาหลายคนถูกตำรวจลับ
ซึ่งเป็นคริสเตียนยิงทิ้ง โดยอ้างสาเหตุว่ามีพฤติกรรมเป็นกบฏ

การกลั่นแกล้งในวงการทหารโดยการใส่ความเพื่อมิให้เลื่อนยศเกิดขึ้นมากมาย
แม้ว่านายทหารที่นับถือพุทธเหล่านี้จะถูกสะกดรอย โดยตำรวจลับของ โง ดินห์ ถึก
สังฆราชคริสเตียนและอธิบดีกรมตำรวจ ทุกฝีก้าวแต่วิญญาณของนักรบความตายเป็นเรื่องเล็ก
ความชำนาญในการรบ ที่แตกต่างจากประสพการณ์อันอ่อนด้อย ของพวกตำรวจสอพลอ

จึงเทียบกันไม่ได้ทำให้ผู้นำทหารเหล่านี้ สามารถจัดประชุมลับกัน จนได้ซึ่งมี
นายพลทราน วัน ดง หัวหน้ากองเสนาธิการ, นายพลเดือง วัน มินทร์, นายพลวัน คิม และ
นายพลทราน เทียน เคียม สำหรับนายพลเดือง วัน มินทร์ ได้เสียสละถึง ๕ ปี เพื่อเข้าแทรกซึม
อยู่ในหน่วยของ CIA เพื่อหาข่าวข้อมูล

การทำลายล้าง พุทธบริษัท ไม่เว้นแม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ การเผาทำลายวัดพุทธสถาน
การเข่นฆ่าพระภิกษุ ขณะสวดมนต์ทำสมาธิ หรือแม้กระทั่งผู้ที่ถือศีลประกอบศาสนกิจ
ก็ถูกตำรวจยิงกราดตายมากมาย เอารถยนต์วิ่งชนดื้อ ๆ นี่ไม่ใช่วิสัยของมนุษย์

มันเป็นวิสัยของพวกภูตผีปีศาจ เสียงของพุทธศาสนิกชนที่เรียกร้องหาความชอบธรรม
ความยุติธรรมถูกตอบกลับด้วยเสียงปืน พระสงฆ์องค์เจ้าถูกโยนลงจากเจดีย์ร่างแหลกเละตายกับพื้น
หลายรูปต้องเผาตัวเองตาย เพื่อประท้วงการกระทำอันผิดมนุษย์ ของเหล่าคริสเตียนโรมันคาทอลิค
โดยคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2

ฉะนั้นเพื่อชีวิตของประชาชนเวียตนาม จึงจำเป็นต้องหยุดยั้งการกระทำอันบ้าคลั่งของ
กลุ่มโรมันคาทอลิคในทันที นายพลทั้ง ๔ จะรอช้าต่อไปไม่ได้เพราะทุกวินาทีหมายถึงชีวิตของ
ชาวพุทธเวียตนามที่จะสิ้นไป ที่ประชุมพร้อมใจกันดำเนินการรัฐประหาร

บ่าย ๑.๓๐ น.ของวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๖ กลุ่มรัฐประหารได้ติดต่อกับ CIA หลายครั้ง
เพื่อให้อเมริกาวางตัวเฉยในเหตุการณ์นี้ ทางไวท์เฮ้าท์ได้ส่งคำแนะนำมายัง ทูต ลอดจ์ ประจำไซ่ง่อน
ลงวันที่ ๕ ตุลาคม มีใจความว่า "ไม่สนับสนุนการรัฐประหาร แต่อเมริกาไม่อยากถูกมองว่าเป็น
ตัวอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล" กลุ่มรัฐประหารได้ใช้ชื่อนายพลดง เรียกประชุมผู้บัญชาการ
และเสนาธิการทหารหน่วยต่างๆ ให้มาพร้อมกันที่กรมเสนาธิการทหารเวลา ๑๑ โมงเช้าตรง
และได้จับกุมพวกนายพลและนายทหารยศสูงๆ ซึ่งเห็นด้วยกับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม
(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกคริสเตียนสอพลอ) ที่นี่ โดยให้นายพลมินท์เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ภายนอก
เวลาบ่ายโมงตรง หน่วยนาวิกโยธิน หน่วยพลร่ม และทหารจากกองพลที่ห้า อยู่บริเวณตอนเหนือ
ของเวียตนามใต้ หน่วยละสองพัน ได้นำรถถังจำนวน ๓๖ คัน เข้าสู่กรุงไซ่ง่อน การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด
ระหว่างทหารคริสเตียน ที่รักษาทำเนียบประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม พี่น้องโง ดินห์ เดียม และ โง ดินห์ ถึก
ได้หนีลงทางลับใต้ดินภายในทำเนียบ ออกสู่ชายฝั่งแม่น้ำโขง และซ่อนตัวอยู่ในเมืองโซลอง ซึ่งเป็นย่านคนจีน
ที่นับถือคริสเตียน แต่ในที่สุดก็ถูกจับได้ภายในโบสถ์คริสต์โรมันคาทอลิค ในระหว่างทางที่นำตัว
โง ดินห์ เดียม,โง เดียน คาน,โง ดินห์ ถึก (สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิคพี่ชายผู้สร้างกรรมไว้กับชาวพุทธ)
ก็ถูกพลขับยิงทิ้งเสียทั้งสามคน และเอาเชือกผูกศพ ลากกลับไปยังทำเนียบประธานาธิบดี
สำหรับตำรวจลับและข้าราชการ ที่ได้ใช้อำนาจเข่นฆ่าทำลายพุทธบริษัท และวัดในพุทธศาสนา
ก็ถูกพิพากษาลงโทษประหารทั้งหมด เรียกว่า "ล้างบาง" ส่วนประธานาธิบดี จอนห์ เอฟ เคเนดี้
ของสหรัฐอเมริกาผู้สนับสนุน โง ดินห์ เดียม ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกลอบสังหาร

รวมทั้งวงศาคณาญาติอื่นๆ นับตั้งแต่ เคเนดี้ เป็นวุฒิสมาชิก ก็ถูกลอบสังหารที่มลรัฐเท็กซัส
พี่น้องตระกูลเคเนดี้ทั้งหมด ล้วนถูกลอบสังหาร และกระทั่งลูกชายของประธานาธิบดีจอนห์ เอฟ เคเนดี้
ก็เครื่องบินประสบอุบัติเหตุตกตายในปี พ.ศ.๒๕๔๒ เช่นกัน ผลกรรมที่ได้กระทำต่อชาวพุทธ
ได้สนองต่อบุคคลผู้มีส่วนในการทำลายล้างพระพุทธศาสนาอย่างถ้วนหน้า นี่คือหลักฐานข้อพิสูจน์
การปฏิบัติการ และความร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจ กับคริสต์จักรโรมันคาทอลิค
รวมถึงการใช้คำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ทำลายพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม

หากจะนับระยะเวลาที่ โง ดินห์ เดียม ล้มสถาบันกษัตริย์ แล้วขึ้นครองอำนาจเป็นประธานาธิบดี
ร่วมกับพรรคพวกก่อกรรมทำเข็ญ แก่พุทธบริษัทเวียตนาม ถือว่าสั้นมาก เพียง ๙ ปีเท่านั้น
ผลกรรมดังกล่าวตามทัน สมจริงดังพุทธพจน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "กมฺมุนา วตตี โลโก
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" (ที่มาของข้อมูลจาก คำสัมภาษณ์ของผู้เขียน กับ นายเตรือง นู
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เวียตนาม และ พลเอก เหงียน เกา กี อดีต ประธานาธิบดีเวียตนาม
ที่มลรัฐ California USA. ๑๙๘๕)

จากความล้มเหลวในการใช้แผนแบบ "มิชชั่น" ในประเทศเวียตนาม อันทำให้เกิดภาพพจน์เสียหายแก่วาติกัน
ซึ่งสนับสนุนการกระทำของพวกบาทหลวงและรัฐบาล โง ดินห์ เดียม นั่นเอง ทำให้มีการปรับกลยุทธ์ทำลาย
พระพุทธศาสนาใหม่ โดยเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นประเทศไทยแทน
เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางคริสต์จักรโรมันคาทอลิคในภาคพื้นเอเซีย


http://gotoknow.org/blog/peacewarrior/90249
http://www.baanmaha.com/isan-variety/profile/lukhin_inter/?sa=showPosts;start=45



ยุทธการล้างพุทธศาสนา-ล้มสถาบันกษัตริย์ในเวียตนาม


ในช่วงการรบระหว่างฝรั่งเศสกับกองทัพกู้ชาติเวียตนามนั้น ได้มีการวิเคราะห์
สถานการณ์ดังกล่าวขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๓ โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ
(National Security Council (NSC) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมองเห็นว่า เป็นช่วงที่จะต้อง
รีบฉกฉวยโอกาส ที่ฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำนี้ เข้ายึดครองเวียตนามเสียเองจึงได้มีความเห็น
ร่วมกันว่า

"ประเทศสหรัฐอเมริกา จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อปกป้อง
ผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มที่ประเทศเวียตนามนี้
ให้ได้โดยฉับพลันและไม่ต้องคำนึงถึงรูปแบบวิธีการในการปฏิบัติการแต่ให้บรรลุเป้าประสงค์
คือการ ยึดครองให้ได้หมดทั้งภูมิภาค ทั้งนี้ให้ถือเป็นนโยบายถาวรของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายตามนี้
(PANTAGONConfidential Report, Feb ๑๙๕๐) เป็นนโยบายถาวรมหาอำนาจ
"
ไม่สนับสนุนระบบกษัตริย์" ทุกกรณี ในลักษณะเดียวกันจึงให้การสนับสนุนในการโค่นล้ม
ระบบกษัตริย์ของประเทศเวียตนาม โดยร่วมมือกับองค์กรคริสเตียนคาทอลิค
ให้การสนับสนุน โง ดินห์ เดียม ให้โค่นล้มระบอบกษัตริย์ในประเทศเวียตนาม
ในทันทีที่จังหวะและเวลาเอื้ออำนวย


จากการพ่ายแพ้ในยุทธการ "เดียนเบียนฟู" นั่นเอง ทำให้ประเทศฝรั่งเศส
วางแผนการใหม่ ที่จะใช้อิทธิพลทางการเมืองเพื่อประโยชน์ทางการค้า
ในทรัพยากรธรรมชาติของเวียตนามต่อไป จึงได้มีการเสนอให้มีการลงนาม ในสัญญาเจนีวา
เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศขึ้น (รวมเหนือใต้) โดยฝรั่งเศส
จะใช้เงินลงทุนที่จะสนับสนุนคนของตน ให้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และครองเสียงข้างมาก
ในรัฐบาลประเทศเวียตนาม


ก่อนที่เราจะดำเนินเรื่องต่อไป ขอพาผู้อ่านมารู้จักกับบุคคลซึ่งต่อไปจะมีบท
บาทในการทำลายล้างพระพุทธศาสนา ตามคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ดังนี้




๑. โง ดินห์ เดียม
เกิด เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๔๔ ในครอบครัวคริสเตียนโรมันคาทอลิคที่เคร่งศาสนามาก
ที่เมือง ไดฮอน มลฑลวานบินซึ่งเป็นตอนกลางของประเทศเวียตนาม โง ดินห์ เดียม
ลักษณะภายนอกจะเห็นเป็นคนที่เรียบร้อย สุขุม พูดจาเจ้าหลักการเชือดเฉือนฝ่าย ตรงข้าม
แต่ไม่หยาบคาย มองดูแล้วจะมีลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตน แต่โดยนิสัยแท้จริงกลับตรงกันข้าม
เป็นบุคคลที่มีความคดในข้องอในกระดูก พร้อมที่จะหักหลัง หรือเหยียบย่ำทันที่ที่บุคคลใด
ก็ตามไร้ประโยชน์ หรือจะทำให้เกิดโทษกับเขา ทำลายทุกคนที่เป็นอุปสรรคทางการเมือง
ในทุกวิถีทาง นี่คือลักษณะที่ตรงกันข้ามในคนๆ เดียวกันนับถือและเคร่งในศาสนาคริสต์
นิกายโรมันคาทอลิคที่สุด




๒. มาดาม โง ดินห์ นู
ภรรยาของ โง ดินห์ นู เป็นผู้นับถือคริสต์โรมันคาทอลิคและมีความพอใจในการกระทำทุกอย่าง
ที่จะก่อความสูญเสียให้เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา เพราะเธอเชื่อว่า "ผู้ไม่นับถือในพระเจ้าคือ
สาวกซาตานที่ต้องถูกกวาดล้างทำลาย"
และมีความเห็นสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาว่า
"คุณไม่คิดหรือว่าพวกที่เป็นพุทธน่ะ คือพวกอันธพาลนี่เอง แต่อาศัยห่มผ้าเหลืองเท่านั้น"



๓. โง ดินห์ ถึก เป็นพี่ชายของ โง ดินห์ เดียม
ได้รับแต่งตั้งจากวาติกัน ให้มีตำแหน่งเป็น สังฆราชของคริสเตียนโรมันคาทอลิค
จากผลงานการปราบปรามและฆ่าล้างศาสนาพุทธ
โดยควบคุมกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงมหาดไทยและตำรวจลับที่เป็นชาวเวียตนามที่เข้ารีตคริสเตียนแล้ว
ทั้งยังมีอิทธิพลต่อกองทัพเวียตนามด้วย


ช่วงปี ๒๔๙๔ ถึง ๒๔๙๖ โง ดินห์ เดียม ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา
เพื่อรับการอบรมในหลักสูตรลับเฉพาะโดยการสนับสนุนจาก "วุฒิสมาชิก แมนฟิล
(ซึ่งต่อมาได้ถูกย้ายมาเป็นเอกอัคราชทูตประจำประเทศญี่ปุ่น)และวุฒิสมาชิกจอนห์ เอฟ. เคเนดี้
(ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐเอมริกา) และบุคคลผู้นำของสหรัฐอเมริกาอื่นๆ
อันเป็นการปูทางวางตัวบุคคล ที่จะเป็นผู้นำในการโค่นล้มระบบกษัตริย์ของประเทศเวียตนาม


วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๔๙๗ เป็นช่วงก่อนสัญญาเจนีวาจะถูกลงนามโดยจักรพรรดิเบ๋าได๋
กษัตริย์เวียตนาม ได้มอบหมายให้ โง ดินห์ เดียม จัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๔๙๗
จึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐบาล โง ดินห์ เดียม เป็นรัฐบาลตามกฎหมาย สหรัฐอเมริกา
ได้จัดส่ง นายพลรันเดล คริสเตียนโรมันคาทอลิคผู้เคร่งศาสนา หัวหน้าซี.ไอ.เอ มาเป็นที่ปรึกษา
ทางการทหารให้กับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ซึ่งวางแผนให้รัฐบาลใช้กลยุทธ์จิตวิทยาหลอก
พุทธศาสนิกชนชาวเวียตนาม เพื่อสร้างกระแสความนิยมของประชาชน ให้ยอมรับมหาอำนาจ
คือ สหรัฐอเมริกา และ โง ดินห์ เดียม โดยประกาศว่า จะยกเลิกพระราชกฤษฏีกาที่กดขี่
พุทธบริษัท ชาวเวียตนาม ซึ่งฝรั่งเศสประกาศมีผลใช้บังคับอยู่นั้นโดยเร็วที่สุด




ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ชาวพุทธในเวียตนามได้ก่อตั้งวัดซาลอย และพุทธสมาคมมหายานขึ้นที่
ปลายถนนแวร์ดัง ห่างไปทางด้านทิศใต้ของทำเนียบรัฐบาล ๑ กม. พร้อมกับได้ร่วมกัน
ก่อสร้างเจดีย์สูงสง่า ๙ ชั้นขึ้น นับว่าเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดจัดเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจ
ของชาวพุทธในเวียตนาม เจดีย์นั้นภายในแบ่งเป็นห้องๆ หลายร้อยห้องใช้เป็นที่ปฏิบัติภาวนา
ของพระภิกษุสงษ์ และพุทธบริษัทโดยทั่วไป ซึ่งสามารถบรรจุคนได้เป็นจำนวนพัน
นับว่าเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธ กลับมารุ่งเรืองในประเทศเวียตนามอีกครั้งหนึ่ง โดยมีผู้สร้างวัด
ฝ่ายเถรวาทขึ้นอีกถึง ๔๐ กว่าวัดในปีเดียวกันนั้นเอง โดยชาวเวียตนามที่ศรัทธาในพุทธศาสนา
และเข้ามาอุปสมบทในประเทศไทย กลับไปเป็นเจ้าอาวาสในวัดเหล่านี้แต่ใครจะรู้บ้างว่า
นี่คือแสงสว่างของเทียนวูบสุดท้ายเมื่อใกล้ดับของ พระพุทธศาสนาในประเทศเวียตนาม
การรวมตัวอย่างเข้มแข็งของชาวพุทธนี้เอง สร้างความไม่พอใจให้กับ นายพลรันเดล
และบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพุทธศาสนากำลังจะกลับมา
มีอิทธิพลในประเทศเวียตนามอีกครั้ง โดยการสนับสนุนของสถาบันพระมหากษัตริย์

และพุทธศาสนิกชนอันเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ อันจะทำให้ผลประโยชน์
ซึ่งคริสจักรจะได้รับจากคริสต์ชน ซึ่งผูกขาดธุรกิจในเวียตนามจะลดน้อยลงไปด้วย


ดังนั้น เพื่อผลประโยชน์ร่วมของคริสต์จักรโรมันคาทอลิคและประเทศมหาอำนาจ
จึงมีความเห็นร่วมกัน ที่จะต้องโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ลงไปให้ได้ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
เพราะสถาบันกษัตริย์ยังมีกองทัพ ที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์อยู่ การวางแผนจึงต้องแนบเนียน
และได้ผล จึงเป็นหน้าที่ของบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะต้องดำเนินการ โดย CIA
จะให้เงินทุนสนับสนุนในการปฏิบัติการดังกล่าวนี้ ในเวียตนามขณะนั้น กองทัพที่สนับสนุน
สถาบันกษัตริย์จักรพรรดิเบ๋าได๋ มีอยู่ ๓ กองทัพด้วยกันคือ


๑. กองทัพปิ่นเชวียง ซึ่งนำโดยนายพลเวียน จัดว่ามีกำลังมากที่สุด และดูแลกรมตำรวจด้วย
๒. กองทัพก๋าวด่าย มีกำลังพลพอประมาณ
๓. กองทัพหว่าหาว นำโดยนายพลบากัด มีกำลังน้อยที่สุด

ทั้งสามกองทัพนี้ล้วนมีทหารที่นับถือพุทธศาสนาทั้งสิ้นจัดเป็นศัตรูตัวสำคัญ
ของการขยายตัว และผลประโยชน์ของคริสต์ศาสนาอย่างยิ่งการวางแผนดังกล่าวนั้น
ได้กำหนดเอาตัวบุคคลคือ โง ดินห์ เดียม ซึ่งเป็นผู้ใต้อาณัติของอเมริกันและเป็นคริสเตียน
โรมันคาทอลิค ขึ้นปกครองประเทศแทน การดำเนินงานต้องทำอย่างรวดเร็วฉับพลัน
โดยอาศัยจังหวะเวลาที่ จักรพรรดิเบ๋าได๋เสด็จเยือนยุโรป เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี
และประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ประเทศเวียตนามจะมีการเลือกตั้ง ตามที่พระองค์ได้ทรงลงนามไว้
ในสัญญาเจนีวากับฝรั่งเศส เพื่อให้ประเทศเวียตนามมีสันติสุขเสียที หลังจากที่รบทัพขับสู้กัน
มาเป็นร้อยปี ดังนั้นการปฏิบัติการสลายกองทัพทั้งสาม และสถาบันกษัตริย์จึงเกิดขึ้น
โดย
ทหารเวียตนามคริสเตียน ภายใต้การวางแผนของ CIA ส่วนหนึ่ง
ทำหน้าที่เผาทำลายหมู่บ้านที่นับถือพุทธศาสนา แล้วประกาศว่าเป็นคำสั่งของราชวงศ์เบ๋าได๋
ให้มากวาดล้างชาวพุทธ และในการปฏิบัติภารกิจทุกครั้ง จะประสานกับชาวเวียตนาม
ที่เข้ารีตเป็นคริสเตียน จะกระจายข่าวให้กับผู้นับถือพุทธว่า วันไหนทหารของพวกราชวงศ์เบ๋าได๋
จะเผาวัดพุทธศาสนาที่ใดหมู่บ้านไหนบ้าง ซึ่งก็เกิดขึ้นตามนั้นเพราะเป็นการวางแผนโดย CIA
เพื่อทำลายความจงรักภักดีของประชาชน และสร้างความเกลียดชังต่อสถาบันพระมหากษัตริย์


ทหารอีกส่วนหนึ่งได้ส่งคนปลอมใส่เครื่องแบบกองทัพปิ่นเชวียงหลายสิบคน
ทำเป็นเมาแล้วไปทำร้าย และฆ่าทหารของกองทัพก๋าวด่ายตายหลายคน จากนั้นใช้สาย CIA
ชาวเวียตนามที่อยู่ภายในกองทัพก๋าวด่าย ปลุกกระแสให้ล้างแค้นกองทัพปิ่นเชวียง
ซึ่งก็ได้ผลกองทัพก๋าวด่ายส่งทหารออกไปล้อมกรมตำรวจ ทหารทั้งสองกองทัพสู้รบกันอยู่ ๓ วัน
ในที่สุดฝ่ายก๋าวด่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จาก CIA ได้รับชัยชนะ เป็นอันว่า
กองกำลังที่รักษาราชบัลลังค์กษัตริย์สลายไปหนึ่งกอง ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นทำให้จักรพรรดิเบ๋าได๋
ไม่สามารถเสด็จกลับประเทศเวียตนามได้ จึงยังคงพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศสต่อไป
กระแสของประชาชนเวียตนามเริ่มสับสนต่อสถาบันกษัตริย์




ในด้านของ CIA หากยังไม่สามารถทำลายกองทัพที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์ได้หมดแล้ว
ก็นับว่าอุปสรรคของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค และประเทศมหาอำนาจที่ต้องการยึดครอง
เวียตนามยังไม่หมดไป ฉะนั้นการกวาดล้างกองทัพของกษัตริย์ที่เหลือจึงถูกดำเนินการ
อย่างเร่งด่วนก่อนที่จะมีผู้ไหว ตัวรู้เท่าทันในแผนการไม่มีอะไรใหม่คงใช้แผนเดิม คือ
ใช้พรรคพวกปลอมเป็นทหารของกองทัพหว่าหาว ไปฆ่าทหารของกองทัพก๋าวด่าย
ก็เกิดสู้รบกันขึ้น และช่วงนี้เอง CIA ได้มีคำสั่ง ให้ โง ดินห์ เดียม แสดงผลงาน
โดยสั่งให้กองทัพออกช่วยกองทัพก๋าวด่าย อันที่จริงคือการทดสอบการใช้อำนาจสั่งการว่า
ทหารจะเชื่อฟัง โง ดินห์ เดียม หรือไม่ เพราะตามกฎหมายแล้ว โง ดินห์ เดียม
ไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการและไม่มีอำนาจสั่งการทหารเลย แต่เนื่องจากว่ากองกำลังของอเมริกัน
ขณะนั้นมีอยู่ในเวียตนามบ้างแล้ว และ โง ดินห์ เดียม ได้ถูกสร้างภาพว่า เป็นผู้สามารถเรียกใช้
กองทัพต่างชาติได้ ซึ่งเป็นการวางแผนปูทางให้กับ โง ดินห์ เดียม ไว้ตั้งแต่ต้น
ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับกลายๆ ของกองทัพเวียตนามไปด้วยในการสั่งการต่อกระทรวงกลาโหม

แน่นอนที่สุด โง ดินห์ เดียม ย่อมได้รับชัยชนะ เพราะกองทัพหว่าหาว เป็นกองทัพที่เล็กที่สุด
และปราศจากอาวุธอันทันสมัย จึงถูกตีแตกไปเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้ โง ดินห์ เดียม
สามารถกลายเป็นผู้นำของกองทัพไปโดยปริยาย เพราะไม่มีกองทัพใดเหลืออยู่พอที่จะแข็งข้อ
ได้อีกต่อไปนับเป็นแผนการชั้นประถมแต่ใช้ได้ผลนั่นเพราะมีบุคคลที่ขายชาติร่วมด้วยนั่นเอง


ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจักรพรรดิเบ๋าได๋ ยังไม่สามารถกลับสู่ประเทศเวียตนามได้
เพราะมีการสร้างสถานการณ์ว่า มีการสู้รบอยู่แทบทุกพื้นที่ ในขณะเดียวกัน CIAและบาทหลวง
คริสเตียนก็ร่วมกันปล่อยข่าวว่า "
จักรพรรดิเบ๋าได๋ ผู้ทำลายพุทธ เป็นผู้ละทิ้งแผ่นดินและประชาชน
ไม่สมควรเป็นกษัตริย์ปกครองชาวเวียตนามต่อไป
"

สื่อมวลชนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ CIA ออกข่าวต่อเนื่องซึ่งไม่ตรงต่อความจริง
เพราะโดยความเป็นจริงแล้วจักรพรรดิ ไม่เคยทอดทิ้งราษฏรของพระองค์เลย

ทรงดูแลไพร่ฟ้าประชาชน อย่างเต็มพระสติกำลัง ข้าราชการของพระองค์คนใด
ที่กดขี่ข่มเหงประชาชน ก็จะเสด็จไปสอบสวนลงโทษ ด้วยพระองค์เอง(ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ
ข้าราชการที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิค) การเสด็จตรวจราชการ ก็ไม่มีพิธีรีตรอง
ไม่มีกำหนดการจึงสามารถจับทุจริตข้าราชการ ที่ร่วมมือกับต่างชาติได้เสมอ ทำให้พลเมือง
ทั้งประเทศเวียตนามทั้งสิ้น รวมทั้งกองทัพทั้งสามนั้น ถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนย่อมเคารพเทิดทูนท่านอย่างที่สุด แต่กลับกลายเป็นศัตรูที่สำคัญ
ของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะคริสต์จักรโรมันคาทอลิค จะมีอุดมการณ์ว่า
"
พระเจ้าย่อมมีความสำคัญสุด ส่วนกษัตริย์ไร้ความหมาย" จึงจะเห็นได้ในทุกประเทศ
ที่เป็นคริสเตียนนั้นจึงทำลายสถาบันกษัตริย์ จนเกือบหมดสิ้น
เพราะเชื่อว่าสันตะปาปา
ย่อมอยู่เหนือกษัตริย์ในโลกนี้

ดังนั้นการสร้างกระแสรุนแรงทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวียตนามจึงดำเนินไป
อย่างต่อเนื่อง อันเป็นไปตามแผนที่มหาอำนาจและคริสต์จักรโรมันคาทอลิคได้วางไว้ทำให้
พระราชวงศ์ซึ่งล้วนนับถือพระพุทธศาสนา ต้องพากันอพยพเดินทางออกจากประเทศเวียตนาม
เพื่อความปลอดภัย ส่วนจักรพรรดิเบ๋าได๋ก็ไม่สามารถเสด็จ นิวัติกลับสู่ประเทศเวียตนามได้


และในเดือน กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๙ โง ดินห์ เดียม ประกาศไม่ยอมรับการลงนาม
สัญญาเจนีวา และไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ตามสัญญาเจนีวา โดยอ้างเหตุผลว่า
"
รัฐบาลเวียตนามไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสัญญาที่เจนีวา ผู้ลงนามไม่ได้เป็นตัวแทนรัฐบาล
(จักรพรรดิเบ๋าได๋ เป็นผู้ลงนาม) ดังนั้นข้อตกลงในสัญญาที่ให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศนั้น
จึงไม่มีสิทธิ์มาผูกมัดรัฐบาล (โง ดินห์ เดียม) ได้
"

http://www.onec.go.th/publication/4210042/c1.htm

และนี่คือคำพูดที่ทำให้ประเทศเวียตนามแบ่งออกเป็น ๒ ประเทศ โดยเขตเส้นขนานที่ ๑๗
เหนือเมืองเว้ ๘๐ กม. ตามแผนที่ยุทธศาสตร์ฝรั่งเศสได้ทำไว้ เป็นการเริ่มต้นของ
สงครามเวียตนาม นับแต่นั้นเป็นต้นมา โง ดินห์ เดียม จึงกลายเป็นประธานาธิบดี
โดยการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์จากการสนับสนุนของ CIA และคริสต์จักรโรมันคาทอลิคซึ่ง
เป็นผู้วางแผนการขึ้นนั่นเอง สถาบันกษัตริย์ของเวียตนามที่สืบเนื่องนับเป็นพันปี
ก็หายไปจากประวัติศาสตร์เวียตนามชั่วนิรันดรนับแต่นั้นมา


จากการแบ่งประเทศเวียตนามโดย โง ดินห์ เดียม นี้เอง ทำให้พุทธศาสนิกชน
และประชาชนผู้รักชาติ พากันอพยพขึ้นสู่ภาคเหนือ (เวียตนามเหนือ) นับล้านคนเป็นชาวเขา
ซึ่งติดตามจักรพรรดิเบ๋าได๋ประมาณ ๒ แสนคน และเขาเหล่านี้เอง ที่ได้กลายเป็นผู้ที่ถูก
ประเทศมหาอำนาจ ตั้งให้เป็น "
ผู้ร้าย" ไปในที่สุด สำหรับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม
เข้าปกครองประเทศภายใต้การบริหารของอเมริกา และสภาคริสต์จักรโรมันคาทอลิค
จึงเป็นเพียงรัฐบาลหุ่นเชิดเท่านั้น


การปราบปรามผู้ต่อต้านนี้เองจึงเป็นโอกาสให้คริสเตียนโรมันคาทอลิค
อันมี โง ดินห์ ถึก อธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งเป็นพี่ชายของประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม
ทำการทำลายล้างพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาทุกท้องที่ ตำรวจลับทั้งหมดล้วนเป็น
ชาวเวียตนามที่เข้ารีตเป็นคริสเตียน มีหน้าที่กำจัดพระสงฆ์ และชาวพุทธเท่านั้น
และมีรางวัลในการฆ่า หรือกวาดล้างชาวพุทธโดยการให้เงินหรือเลื่อนขั้น

ทำให้พุทธบริษัทเวียตนามอยู่อย่างหวาดผวา แม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ทำการสวดมนต์
หากตำรวจลับได้ยินจะฆ่าทิ้งในข้อหาสวดมนต์สาปแช่งรัฐบาลจากผลงานในการ
กวาดล้างพุทธศาสนิกชนอย่างหฤโหดนี้เอง ทำให้วาติกันพอใจและแต่งตั้งให้ โง ดินห์ ถึก
เป็นสังฆราชของคริสเตียนโรมันคาทอลิคเวียตนาม พร้อมกับแต่งตั้งให้ โง ดินห์ ถึก
ควบคุมกระทรวงศึกษาธิการอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยเป็นผู้มีอำนาจ กำหนดตำราเรียน
แก่เยาวชนในประเทศเพียงผู้เดียว ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมบทเรียนที่สนับสนุนพระพุทธศาสนา

และคุมสมองเยาวชนของชาติให้ยอมรับ เฉพาะคริสต์ศาสนาเท่านั้น ในส่วนหนังสือที่เป็น
หลักสูตรพุทธศาสนานั้น ก็แก้ไขแทรกคำสอนคริสเตียนเข้าไปโดยบาทหลวงโรมันคาทอลิค
เป็นผู้จัดทำขึ้น


กลุ่มคริสเตียนโรมันคาทอลิคยังได้ตัดโค่นป่าไม้ตามโครงการเกษตรของ โง ดินห์ เดียม
และเงินทั้งหมดที่ขายไม้ได้ ถูกนำไปให้กับองค์กรคาทอลิคทั้งหมด โดยคำสั่ง โง ดินห์ เดียม


การทำลายขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดต่อกันมานับแต่บรรพบุรุษ
ระดมผ่านเข้ามาโดยนักธุรกิจอเมริกัน ทั้งยาเสพย์ติด และซ่องโสเภณี เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

โดยข้าราชการที่เป็นคริสเตียนให้การสนับสนุน แม้กระทั่งใช้วัด เพื่อจัดงานสังสรรค์ พร้อมหญิงโสเภณี
และบังคับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ทำหน้าที่เสริฟอาหารบริการข้าราชการเหล่านี้


บาทหลวงหรือผู้เข้ารีตนับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะได้รับประโยชน์พิเศษ
หลายประการ เช่นสามารถทำอะไรก็ได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาต โดยเฉพาะของกินของใช้
ในตลาดเมืองเว้ ซึ่งติดป้ายไว้ว่า "
ห้ามขายหรือแลกเปลี่ยน - ของสำหรับแจกคนยากจนเท่านั้น"
ก็ปรากฏว่าบาทหลวงคาทอลิคก็นำออกขายเก็บรายได้เป็นของตนเป็นปกติ ในขณะที่พระสงฆ์ใน
พุทธศาสนาไม่สามารถจะหาซื้อสินค้าได้ในตลาด เพราะจะถูกตำรวจลับของ โง ดินห์ ถึก
จับในข้อหาสะสมเสบียงไว้ต่อต้านรัฐบาล


http://www.geocities.com/ben007_us/book03/p11.html

http://www.reformation.org/vietnam.html


The Religious Beginnings of an Unholy War

The Shocking Story of the Catholic "Church's" Role in Starting the Vietnam War


By Avro Manhattan

http://www.reformation.org/chapter21.html
Chapter 21

Secret Deal Between the Pope and the Communists of North Vietnam






Ho Chi Minh began before World War II to maneuver for a Communist Vietnam.
He received help from the U.S. against the Japanese but used that aid to consolidate
his hold on the highlands of Tonkin. In August, 1945, he marched into Hanoi and
set up the provisional government of the Democratic Republic of Vietnam. A master strategist,
he cooperated in the transplanting of nearly a million Catholic North Vietnamese into the South
knowing that the resulting disruption would seriously weaken the Diem regime.
After the election of Pope John XXIII, and the turn of the Vatican away from the Cold War
toward cooperation with Marxism, Ho Chi Minh made a secret deal with Pope John
which eventually led to full control of the country by the North.



แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Nov 20, 2009 4:54 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 20, 2009 11:01 am




คำแปล: ผู้อพยพลี้ภัยชาวตังเกี๋ยจากทางเหนือที่นับถือคาธอลิก
เดินทางอย่างยาวนาน
เข้าสู่เวียดนามใต้
มีจำนวนมากกว่า 600,000 คน ถูกขนส่งโดยเรือของ สหรัฐอเมริกา (US)
ภายใต้การดูแลการปฏิบัติการทางทหารของ CIA.
เป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนที่เคยมีถิ่นฐานที่แน่นอน,
และเป็นเกษตรกรต้องขุดรากถอนโคนและย้ายถิ่นฐานอย่างอดอยากหิวโหยเข้าสู่เวียดนามใต้ ,
ที่ซึ่งพวกเขาออกเดินทางโดยไม่มีการเตรียมการ
พวกเขาสิ้นเนื้อประดาตัว,ไร้บ้าน,ไม่มีอาหาร,
และไม่มีใครต้องการ
หนีไม่พ้นที่พวกเขาจะกลายเป็นโจร,กบฏ,ศัตรู สำหรับสงครามที่จะตามมาในไม่ช้า



คำแปล: พี่น้องตระกูล ดัลเลส และการปฏิบัติการทางทหารในไซ่ง่อนของ CIA

มีชื่อว่า "raised hell"
ชาวตังเกี๋ย 1,100,000 คน ละทิ้งบ้านของพวกเขาจากเวียดนามเหนือ
และเดินทางเป็นระยะทาง 1,500 ไมล์
หรือมากกว่านั้น ไปสู่อนาคตที่ไม่แน่นอนและความเกลียดชังเป็นศัตรูกัน
ในการสร้างเวียดนามใต้ขึ้นใหม่,ในปี 1954-1955 การขนส่งทั้งหมดถูกสนับสนุนโดยเรือของกองทัพเรืออเมริกา
และเครื่องบินขนส่งด้านพลเรือนของ CIA


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=620&forum=6&page=8&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm
http://www.komchadluek.net/detail/20091120/38111/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2100%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%94.html


วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552

ไฟไหม้'สยามสมาคม'อายุกว่า100ปีวอด



คมชัดลึก :เพลิงเผาวอดอาคารสยามสมาคมฯย่านอโศก สมัย ร.5 อายุกว่า 100 ปี
ชี้เป็นความเสียหายทางประวัติศาสตร์-โบราณสถานครั้งใหญ่
เหตุด้านในอาคารเป็นหอสมุดเก่าแก่ที่ดีที่สุดในไทย-พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง
เผยยังประเมินค่าไม่ได้ เตรียมรอ พฐ.สรุปสาเหตุอีกรอบ

(20พ.ย.) เวลา 04.30 น.ร.ต.ท.ธนพล เทพมณี ร้อยเวร สน.ลุมพินี รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้
ภายในสยามสมาคม ถ.อโศก ตัดสุขุมวิท ซ. 21 แขวงวัฒนา เขตวัฒนา กทม.
จึงไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน รถดับเพลิงจากกทม.กว่า 10 คัน
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารชั้นเดียว อยู่ด้านข้างอาคารห้องสมุดเก่า โครงสร้างเป็นไม้สัก
ผนังเป็นปูนปลูกสร้างเพียง 1 หลัง หลังคาบนเป็นกระเบื้องชนิดโบราณ เพลิงได้ลุกไหม้
ด้านในตัวอาคาร เจ้าหน้าที่เร่งระดมฉีดน้ำ ใช้เวลาดับเพลิงประมาณ 20 นาที เพลิงจึงสงบ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นปรากฏว่าอาคารทั้งหลังได้รับความเสียหาย โดยหลังคาด้านบนซีกขวา
ถูกเพลิงไหม้ทำให้ทรุดตัวลงมาด้านล่าง จากการตรวจสอบพบว่า ด้านในแบ่งเป็นร้านหนังสือ
อาคารสำนักงานของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ร้านจำหน่ายเครื่องประดับต่างๆ
และร้านขายของที่ระลึก ซึ่งเป็นของเอกชนที่เช่าสถานที่ของสยามสมาคมฯ ได้รับความเสียหายทั้งหมด
เบื้องต้นไม่พบผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด สอบสวนนายจรูญ สิงห์เทพ 55 ปี
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาคารดังกล่าว เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาราว
04.00 น. ตนกำลังปฏิบัติงานห่างจากตัวอาคาร 10 เมตร ปรากฏว่าได้ยินเสียงดังแปะๆ
จากช่วงบนของหลังคาที่เป็นไม้ สักพักเห็นประกายไฟออกมาก่อนที่ไฟจะลุกท่วม
ด้วยความตกใจจึงรีบวิ่งไปหาน้ำมาดับแต่ไม่สามารถดับได้ จึงรีบแจ้งหัวหน้า
รปภ.ให้ทราบก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ความเสียหายและสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้
ตำรวจระบุว่ายังไม่ทราบชัดเจน ต้องรอให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
ก่อนสรุปสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้ง ส่วนความเสียหายยังประเมินค่าไม่ได้
ประวัติสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2447
ในปลายรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีวาระครบ 100
ปี แห่งการก่อตั้งสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม
พ.ศ.2547 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางสมาคมได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ ทรงรับสมาคมไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ตลอดมาทุกรัชกาล
สยามสมาคมฯ มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อศึกษาและส่งเสริมด้านศิลปศาสตร์
และวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง
โดยดำเนินการจัดตั้งห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ จัดพิมพ์วารสารและหนังสือ
จัดปาฐกถา กิจกรรมทางวิชาการ ตลอดจนจัดการแสดงต่างๆ
ทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ
โดยภายในพื้นที่ของสยามสมาคมฯ จะประกอบไปด้วยห้องสมุด
พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง และเรือนแสงอรุณ ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นอาคารดีเด่น
โดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ในปี 2544 ทั้งนี้อาคารห้องสมุดของสยามสมาคมฯ
นับเป็นห้องสมุดที่มีความเก่าแก่และดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เป็นแหล่งรวบรวมหนังสือต้นฉบับ
เอกสารหายาก และเอกสารด้านมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา สิ่งแวดล้อม
และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง
ส่วนพิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยงนั้น อยู่ในการดูแลของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์
ซึ่งเป็นสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและ
สิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยเรือนคำเที่ยงนี้เป็นเรือนเครื่องสับแบบล้านนาไทยดั้งเดิม
หรือที่รู้จักกันว่า "เรือนกาแล" เป็นเรือนเก่าแก่อายุร้อยกว่าปี สร้างขึ้นครั้งแรกริมฝั่งน้ำปิง จ.เชียงใหม่
ผู้สร้างคือ นางแซ้ด ลูกหลาน สืบเชื้อสายธิดาเจ้าเมืองแช่ ชาวไทลื้อจากแคว้นสิบสองปันนา
ซึ่งถูกกวาดต้อนมาอยู่เมืองเชียงใหม่ สมัยที่พระเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ กระทั่ง พ.ศ.2506
นางกิมฮ้อ นิมมานเหมินทร์ เจ้าของเรือนในขณะนั้น ได้มอบเรือนเก่าแก่ของตระกูลให้แก่สยามสมาคมฯ
เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา และรักษาศิลปะล้านนาไทยชิ้นนี้เอาไว้
เรือนหลังนี้จึงถูกรื้อถอนขนย้ายมาประกอบขึ้นใหม่ในบริเวณปัจจุบัน
พร้อมทั้งตั้งชื่อไว้ว่า "เรือนคำเที่ยง" ซึ่งมาจากชื่อของ นางคำเที่ยง
อนุสารสุนทร แม่ของนางกิมฮ้อ และเป็นผู้หนึ่งที่เกิดบนเรือนหลังนี้นั่นเอง

http://www.krobkruakao.com/kkn/?a=news&s=detail&news_id=11702

ระยอง-ทะเลาะกับพระขับรถชน พระเจ็บสาหัส

16/11/2552



หนุ่มใหญ่เจ้าของนวดแผนโบราณเมืองระยองทะเลาะกับพระที่เดินบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน
ถึงกับขับรถไล่ชนพระจนได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมกับเด็กวัดอีก 2 คน

เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ขณะที่พระสมเกตุ เฟื่องเกษม อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นพระลูกวัดของวัดโขดทิมทาราม
อำเภอเมือง จังหวัดระยอง กำลังเดินบิณฑบาตมาถึงบริเวณหน้าบ้านนายสมชาย กิตติเดชา
หรือที่คนระยองเรียกว่า หลงจู๊ เจ้าของฟลอริด้า นวดแผนโบราณ ในซอยย่านศูนย์การค้าสาย 4 เมืองระยอง
อยู่ ๆ นายสมชายก็มาพูดจาชวนทะเลาะกับพระสมเกตุ ที่กำลังเดินบิณฑบาตเท่านั้นไม่พอ ยังใช้ไม้ถูบ้านไล่ตีพระ
จนต้องวิ่งหนี เด็กนักเรียนที่มาช่วยถือของบิณฑบาต 2-3 คน จึงเข้าไปช่วยเหลือ นายสมชายจึงหันไปขับ
รถยนต์เก๋ง ฮอนด้า ซีอาร์วี สีขาว ป้ายแดง ซึ่งจอดอยู่หน้าบ้าน ไล่ชนพระสมเกตุ แถมยังลากพระครูดไปกับถนน
เกือบ 200 เมตร จนชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต้องขับรถจักรยานยนต์ไปขวางเพื่อนำพระสมเกตุซึ่ง กำลังได้รับ
บาดเจ็บสาหัสออกจากตัวรถ และส่งโรงพยาบาลได้ นอกจากพระและเด็ก ๆ ที่มาช่วยบิณฑบาตรจะได้รับบาดเจ็บแล้ว
รถของเพื่อนบ้านที่มีทั้งรถกระบะ และรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ริมถนนยังถูกชนได้รับความเสียหายไปอีก 3 คันด้วย
ส่วนนายสมชายหลังก่อเหตุขับรถหลบหนีไป ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้

สำหรับสาเหตุเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน ว่านายสมชายกับพระสมเกตุ มีเรื่องโกรธเคืองอะไรกัน
ถึงต้องลงมือขนาดนี้ แต่ชาวบ้านบริเวณดังกล่าว บอกว่าปกติพระสมเกตุ หรือพระหนึ่งจะบิณฑบาตบริเวณนั้น
อยู่เป็นประจำไม่เคยมีปัญหา แต่วันนี้ไม่มีใครทราบว่าเพราะสาเหตุอะไร ซึ่งเจ้าหน้าที่คงต้องสอบสวน
เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป





http://news.thaiza.com/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B0%20%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%20%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%95%20%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%AA_1212_169097_1212_.html


http://www.thairath.co.th/content/region/47177
หนุ่มใหญ่ทะเลาะกับพระบิณฑบาตหน้าบ้านที่ระยอง เลือดขึ้นหน้าโดดขึ้นรถหรูป้ายแดงไล่ชนพระเจ็บ
พร้อมลากไปไกลร่วม 400 เมตร ชาวบ้านรับเคราะห์อีก 3...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 พ.ย.) ร.ต.ท.บัณฑิต เหล่าสุทธิวงศ์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองระยอง
รับแจ้งรถชนพระและลากไปถึงหน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง ย่านถนนทุ่งชายกระต่าย ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง
ห่างจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 400 เมตรทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาลระยอง จึงไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ ซีอาร์วี สีขาว ทะเบียนป้ายแดง ก 5422 ชลบุรี จอดอยู่ สภาพด้านหน้ารถ
และกันชนขวาบุบ มีพระได้รับบาดเจ็บ ถูกนำส่งโรงพยาบาลระยอง

จากนั้น ไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุจุดแรกซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ค น อยู่บริเวณศูนย์การค้าสาย 4
พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน ขพ713 ระยอง และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีน้ำเงิน
ทะเบียน กลย-883 ระยอง ล้มทับกันอยู่ ใกล้กับยังพบรถกระบะโตโยต้า ทะเบียน บย-4444 ระยอง
กระบะท้ายยุบ และมีบาตรพระตกบนพื้น 1 ใบ

ต่อมาไปตรวจสอบที่โรงพยาบาล ระยองทราบว่า ผู้บาดเจ็บรายแรก คือ พระสมเจสน์ ศิริปัญโญ อายุ 30 ปี
พระวัดโขดทิมธาราม สภาพขาขวาหัก ลำตัวมีแผลถลอก รายที่ 2 คือ นายฐานิต เฟื่องเกษม อายุ 28 ปี
น้องชายพระสมเจสน์ ที่เดินตามพระเวลาบิณฑบาต สภาพบาดเจ็บที่หัวไหล่ทั้งสองข้าง รายที่ 3 คือ
นาย ธนาคม วงศ์พิทักษ์ อายุ 15 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44/5 ม. 2 ต.หนองตะพาน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
นักเรียนชั้น ม.3/1 โรงเรียนวัดลุม สภาพศีรษะแตก และรายที่ 4 คือ นายรุ่งโรจน์ วิริยะมัติ อายุ 19 ปี
ได้รับบาดเจ็บ ที่ขาขวา

สอบสวน นายฐานิต อ้างว่า ขณะที่พระสมเจสน์ บิณฑบาตมาถึงบริเวณศูนย์การค้าสาย 4 ต.ท่าประดู่ อ.เมือง ระยอง
พบนายสมชาย จุติกิตติ์เดชา อายุ 45 ปี เจ้าของบ้านหลังหนึ่งในย่านดังกล่าว ยืนอยู่หน้าบ้าน และได้ทะเลาะกับ
พระสมเจสน์ จากนั้น นายสมชายคว้าไม้ถูพื้นไล่ตีพระสมเจสน์จนบาตรหลุดมือ พระสมเจสน์จึงหนีจะไปขึ้น
รถจักรยานยนต์ที่ตนจอดรอรับ แต่นายสมชายกลับวิ่งไปขึ้นรถยนต์ ฮอนด้า ซีอาร์วี สีขาว ป้ายแดง
ขับพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนตร์ฮอนด้า ทะเบียน กลย-883 ระยอง ที่นายธนาคมขับขี่ผ่านมา กำลังจะไปโรงเรียน
มีนายรุ่งโรจน์ ซ้อนท้ายจนล้ม

นาย ฐานิต ให้การต่อว่า จากนั้น รถของนายสมชายยังชนรถจักรยานยนต์ของตนและรถกระบะของตัวเอง
ที่จอดอยู่อีก 1 คัน พร้อมชนพระสมเจสน์และดึงจีวรเข้าไปพันติดอยู่กับรถทำให้รถลากรพระสมเจสน์
ไปประมาณ 400 เมตร จึงหยุดรถ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายสมชายไปดำเนินคดีต่อไป


ใส่เงินในบาตรบาปนะครับ เพื่อนๆ อย่าได้ทำตามเด็ดขาดเพราะพระจะพลอยอาบัติไปด้วย
คนขับรถคนนี้เลวมากนะ พูดกับพระได้ไง ไม่รู้จักทำมาหากิน
http://www.gunsandgames.com/smf/index.php?PHPSESSID=a1075952572cf4eacdfa08acdaf23790&topic=79053.15

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258674864&grpid=&catid=17
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 06:53:44 น.
มติชนออนไลน์

2พี่น้องหลาน ส.ส. ปชป.ซิ่งรถกระบะบนถ.กาญจนาภิเษก เสียหลักมุดท้ายรถบรรทุกสิบล้อดับคาที่ทั้งคู่


เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 19 พ.ย. เกิดเหตุ รถกระบะมิตซูบิชิ รุ่นแอล 200 สีน้ำเงินเทา ยธ-4017 กทม.
สภาพเป็นรถแต่งได้พุ่งชนท้ายรถบรรทุก 10 ล้อ บนถนนกาญจนาภิเษก ขาออก ช่วงจุดกลับรถจรัญสนิทวงศ์ 13
สภาพหน้ารถกระบะพังยับยู่ยี่ ส่งผลให้คนขับ และคนที่นั่งข้างคนขับ เสียชีวิตคาที่ เป็นชาย 2 ราย
และยังมีผู้โดยสารที่มากับรถกระบะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย เป็นหญิง 1 ราย และ ชาย 2 ราย
นำส่ง รพ.ธนบุรี 2 ส่วนรถบรรทุก 10 ล้อ ได้ขับหลบหนีไป เหตุเกิดพื้นที่ สน.หลักสอง

ต่อมาทราบชื่อ ผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ นายพีระวิทย์ ธารณา หรือ
โต๊ด อายุ 19 ปี เป็นคนขับ และ นายสมชาติ ธารณา หรือ ตูน อายุ 17 ปี
นั่งข้างคนขับ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อ 1.นายสุชาติ มาลีตาล 25 ปี
2.น.ส.ศุภมาศ อ้อนวรินทิพย์ 19 ปี 3.นายทิวา เจริญมาศ 23 ปี
สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน เป็นลูกชายของนายวินัย ธารณา น้องชายแท้ ๆ
ของนายโกวิทย์ ธารณา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขตบางแค หรือวิทย์​ บางแค


สอบสวนทราบว่า นายพีระวิทย์ และน้องชายมักจะนำรถคันดังกล่าวมาขับซิ่งประลองความเร็ว
กับกลุ่มเพื่อนๆ ที่ถนนกาญจนาฯ ทุกวันพฤหัสบดี โดยก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้ขับขี่รถมาด้วยความเร็วสูง
เมื่อถึงที่เกิดเหตุปรากฏว่าบริเวณด้านหน้าประมาณ 100 เมตร มีการซ่อมแซมพื้นผิวจราจรอยู่ช่องทางซ้ายสุด
นายพีระวิทย์ตัดสินใจหักพวงมาลัยหลบทำให้รถเสียหลักมุดชนใต้รถบรรทุกสิบล้อ ซึ่งขับอยู่ด้านหน้าอย่างจัง
ทำให้รถถูกลากไปกว่า 30 เมตร ทำให้มีคนตายและบาดเจ็บดังกล่าว ส่วนรถบรรทุกสิบล้อได้หลบหนีไป
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งติดตามคนขับรถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวมาดำเนินคดีต่อไป
ส่วนศพผู้เสียชีวิตนำส่งโรงพยาบาลธนบุรี 2 ก่อนติดต่อให้ญาติมารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

พ.ต.อ.บรรหาญ สมเกียรติ ผกก. สน.บางเสาธง กล่าวถึงอุบัติเหตุดังกล่าวว่า สอบสวนทราบว่า
เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ไปถึงยังจุดเกิดเหตุนั้น พนักงานสอบสวนได้พบแต่รถยนต์ของผู้เสียหายเพียงอย่างเดียว
โดยไม่พบรถของคู่กรณีแต่อย่างใด รวมทั้งช่วงเวลาที่เกิดเหตุก็ไม่มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์บอกเล่าเหตุการณ์ต่อ
เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด จึงทำให้ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะอะไร
ซึ่งตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งสืบสวนติดตามถึงข้อเท็จจริงของ อุบัติเหตุดังกล่าวเพื่อดำเนินการต่อไป

พ.ต.อ.บรรหาญ กล่าวอีกว่า ส่วนรถบรรทุกที่พยานของผู้ตายได้อ้างถึงนั้น ยังไม่ทราบว่ารถของผู้ตาย
ได้ประสบอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุกจริงหรือไม่ซึ่งคงจะต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง


http://www.komchadluek.net/detail/20091120/38109/%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA.%E0%B8%AA.%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%9B.%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A.html#source_video


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Nov 20, 2009 4:54 pm, ทั้งหมด 6 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 20, 2009 11:46 am

Chapter 23
Vietnam - the Croatia of Asia

President Ngo Dinh Diem, of South Vietnam.
President Diem was a fanatical Catholic who ruled South Vietnam with an iron fist.
Hetransformed the Presidency into a virtual Catholic Dictatorship, which he used to crush
his religious and political opponents with the utmost ruthlessness.


He persecuted non-Catholics, and particularly the Buddhists.
By his discriminatory methods he caused the disruption of the Army and Government.
This eventually was to lead to the USA's military intervention in South Vietnam.


He ruled with the spiritual and political terrorization of his two equally fanatical Catholic brothers,
the Chief of the Secret Police and the Archbishop of Hue.


President Diem had originally been "planted" into the Presidency by Cardinal Spellman
and Pope Pius XII.
Buddhist monks committed suicide by fire, burning themselves alive
in protest against his religious persecutions.

He, with one of his brothers, was murdered immediately after hearing mass on Nov. 2, 1963.
(3 weeks before Kennedy's death)!!


http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.forumotion.com/forum-f1/topic-t163.htm
signs_of_satan.htm:

More Symbols and Signs

เผยหลักฐานลับ "ทักษิณ" สังกัด "แก๊งอาชญากรรมโลก"


.....ตามภาพที่เห็นข้างบนนี้ ท่านทั้งหลายคงผ่านตา..หลาย ๆ ที่ หลายครั้ง





..... ต้องบอกกันเสียตรงนี้ก่อนว่า ภาพทำมือ ที่เห็น "แม้ว" ทำอยู่นี้ เป็นสัญญลักษ์ของ
" แก๊งอาชญากรรมระดับโลก ซึ่งเรียกว่า แก๊งซาตาน"ซึ่งมีประวัติ ที่มา และเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก
....นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันเล่น ๆ...เรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน ที่ได้นำเสนอมาให้ทราบแล้วนี้

... และ มันเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดีว่า ทำไม " แม้ว" จึงต้องไปพักอาศัยซ่อนตัวอยู่ที่ "ลอนดอน" ?..

.... รายละเอียดทั้งหมด ท่านสามารถศึกษาได้ที่
http://nonlaw.com โดยเลือกที่รูปภาพของ ." แม้ว "
ซึ่งอยู่ในท่าทำมือนี้ จากนั้นให้ศึกษารายละเอียดทั้งหมดจาก VDO หลักฐานต่อเนื่องกันจากในเวปไซร์ดังกล่าวนั้น
โดย sunny [3 ก.ย. 2551 , 10:18:38 น.]



....จึงไม่ต้องแปลกใจ...ว่าเหตุใด ... " แม้ว " จึงมีอุดมการณ์ในการล้มล้างสถาบัน ฯ เพราะนั่นเป็น "
งานหลัก ขององค์กรอาชญากรรมโลก"
ดังกล่าวนี้นั่นเอง


....................................

จากหลักฐานลับที่ได้ถูกรวบรวมไว้นี้ อาจจะเป็นแนวทาง ช่วยให้นักเคลื่อนไหว ได้ใช้ประกอบในการวิเคราะห์แนวทาง
หรือ เป้าประสงค์ของ "แม้ว" และสมุน ที่เสวยอำนาจเป็นรัฐบาลของประเทศไทยในปัจจุบันได้อีกทางหนึ่งด้วย

ด้วยความปราถนาดีอย่างจริงใจ











http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=15&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


The "Black Pope"

http://www.reformation.org/general-number27.html
Jean Baptiste Janssens This photo, taken from The Saturday Evening Post, January 17, 1959,
is of the "Black Pope", who in 1963, reigned over his Jesuit Order -
the world's most powerful Secret Society - and gave the command to
assassinate President John F. Kennedy.

The Twenty-Seventh Superior General of the Society of Jesus from 1943 to 1964;
the POWER having ruled over Popes Pius XII (Hitler's Pope), John XXIII (Khrushchev's Pope),
and Paul VI (Johnson's Pope), including their hierarchies; in command of the Masters of
international secret societies including: the Sovereign Military Order of Malta,
Scottish-Rite Shriner Freemasonry, the Order of the Illuminati, the Knights of Columbus,
the Knights of the Ku Klux Klan, the Nation of Islam and its private army called
"the Fruit of Islam", the Mafia Commission, and Opus Dei along with a host of lesser brotherhoods.

The Murderers and Traitors in the Assassination and Cover-up of President John F. Kennedy.


http://www.vaticanassassins.org/francis_cardinal_spellman.htm

This photo, taken from Swanberg's Luce and His Empire, 1972, displays five of
the most important assassins. On center stage at the Waldorf ballroom during
Time's fortieth anniversary party in 1963, only months before "the crime of the century",
we see from left to right:

Henry Luce - Knight of Malta; Member, Council on Foreign Relations;
Editor, Time/Life, whose office was in Rockefeller Center across the street
from Cardinal Spellman's St.Patrick's Cathedral;
purchased the Zapruder Film
for 150,000 Federal Reserve Notes and published the notorious forgery of Oswald
holding a rifle on the cover of Life magazine.

Dean Rusk - President Kennedy's Secretary of State and "Brutus" to his "Caesar";
Member, Council on Foreign Relations;

J. Peter Grace - (incorrectly identified by Swanberg as Secretary of Treasury
Douglas Dillion) Head, American Branch of the Knights of Malta; Member,
Council on Foreign Relations; in charge of at least ten Knights of Malta involved in
the assassination and cover-up including Frank Shakespeare of CBS
(using Walter Cronkite), Francis Stankard of Chase-Manhattan Bank
(using CFR member John J. McCloy on the Warren Commission),
Lee Iacocca of Ford Motor Company (using Carl Renas, head of security for
the Dearborn Division to drive the bullet-ridden Presidential limousine from
Washington D.C. to a Ford dealership in Cincinnati for the purpose of removing
all evidence of multiple gunshots) and John McCone, Director of
the Central Intelligence Agency who personally delivered National Security
Memorandum 273 for President Johnson's signature, thereby reversing
President Kennedy's decision to de-escalate "Spelly's War" in Vietnam.

Clare Boothe Luce - Dame of Malta; Member, Council on Foreign Relations;
former ambassador to Italy under President Eisenhower (Allied Commander
who led Rome's Crusade in Europe during the Jesuits' Second Thirty Years' War
(1914-1945) which included the betrayal and murder of the heroes American
General Patton and the Russian General Vlasov, as both sought to overthrow
the Jesuits' Grand Inquisitor, Joseph Stalin) ; aided Thomas "Tip" O'Neill,
Papal Knight and Speaker of the House of Representatives, along with
Robert Blakey in hindering the Assassinations Committee of 1976;
(Blakey, for a job well done, went on to be employed as a law professor
at Rome's Notre Dame University in Indiana. The University President
who employed Blakey was another darling of the Jesuits, CFR member and
Civil Rights agitator who further centralized power in Washington D.C.
with his 1964 Civil Rights Act; priest Theodore Hesburgh.)

Francis Cardinal Spellman - Jesuit-trained at Fordham University in New York
and the American College in Rome; Archbishop of Rome's wealthiest and
most powerful Diocese; "Military Vicar" of the American Empire controlling
the Knights of Malta, Shriner Freemasonry, the Knights of Columbus and
the Mafia's Commission
; the acting King of the Pope's Fourteenth Amendment
"Holy Roman" American Empire (ruling from his Palace in the city of "the Empire State",
along with his Papal "Maltese Knights of the Roundtable") overseen by
the Professed Jesuits (Jesuits under Extreme Oath of the Fourth Vow) at Fordham University

including now "Cardinal" Avery Dulles (the nephew of past Secretary,
Vice President, and President of the Cardinal's Council on Foreign Relations
(1933-1950), past CIA Director until fired by President Kennedy and
member of the deceptive Warren Commission. The Jesuit's notorious
uncle was none other than The Gentleman Spy, Rome's prostitute
Protestant Presbyterian and Shriner Freemason, Allen Dulles.)
Spellman therefore controlled the Council on Foreign Relations, the FBI,
the CIA, Military Intelligence (including the Office of Naval Intelligence)
and the Secret Service; the Power and Mastermind behind the assassination
of President Kennedy
and subsequent Cover-up, continued by Cardinals Cooke
and O'Connor. The present Archbishop Egan will continue the Great Jesuit Cover-up;
as, evidenced by his Oath as a Cardinal, his first and foremost loyalty is not to the People
of the Constitutional Republic of these United States,
but to his master in the Vatican,
his "King of kings and Lord of lords"
,



Jesuit General Kolvenbach's "infallible" god who sits in St. Peter's Chair, Pope John Paul II!
For he holds the Devil's Papal Office of the Jew-hating and blasphemous seventh Roman Caesar
who has not yet come and, when indwelt by Satan upon rising from the dead, will be the eighth
Vatican Assassins - jesuits,kennedy assassination, nights of malta,cia ,kgb ,fbi ,secret service ,
black pope, free masonry

Roman Caesar - the beast (Revelation 17:10,11).

Now go rent the movie, JFK, Director's Cut and watch the pieces as they fall together!


Cardinal Avery Dulles SJ Dies at age 90