Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

หน้า 5 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Nov 07, 2009 12:18 am

http://board.sae-dang.com/ReadTopic.php?no=33891

มติชนออนไลน์...ลงเรื่อง เสธ.แดง วิจารณ์รัฐบาลเด็กอมมือป๋าอุ้ม ต่อไปสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน
ร่วมทหารตุ๊ดรบ แพ้อายเขมร-พม่า-ลาว เอาแต่ตีหม้อ+ตีกอล์ฟ

(รัฐบาลบริหารประเทศได้เหี้ยมาก นอกจากกูไปนั่งห้อยขาที่เปยตาดีอีกไม่ได้ แล้วยังเสือกเสียรอบเขาพระวิหาร
อีก 2900 ไร่ ใจจะขาดอยู่แล้ว หันมามีแต่เก่งแต่ปาก ไม่มีใครร่วมรบกับกูสักคน ยิ่งนักรบจิ้มแป้น เดี๋ยวก็ปิดเครื่อง
นอนหมดแล้ว...เฮ้อ...3 เกลอกู ก็เอาแต่ประท้วง!)

วันที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 17:00:10 น. มติชนออนไลน์

"เสธ.แดง"จวก"มาร์ค"เด็กเมื่อวานซืน บอกเขมรตั้ง"แม้ว"เรื่องเล็ก

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวถึงกรณีรัฐบาลไทยเรียกทูตไทยในประเทศกัมพูชากลับมา
เพื่อโต้ตอบกรณีที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็น
ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ว่า การที่รัฐบาลไทยเรียกทูตกลับมา ถือเป็นการไปขู่เพื่อตัดความสัมพันธ์กับเขา
ทำให้เราได้รับความเสียหายใน 2 ด้าน คือ ด้าน ความมั่นคง เพราะกัมพูชามีพวกคือ ประเทศเวียดนาม กับลาว
และมีกองหนุน คือ ประเทศจีน กับรัสเซีย อีกทั้งกองทัพกัมพูชา เคยรบชนะประเทศไทยเมื่อ
ปี 2530 ที่จ.อุบลราชธานี ซึ่งสมัยนั้น มีพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย
เป็นผู้บัญชาการทหารบก ที่ถือว่า มีความแข็งแกร่งมาก แต่ยังเอาไม่อยู่
แต่วันนี้เรามีเพียงทหารนักกอล์ฟจะไปรบกับเขาได้อย่างไร

(นักรบจิ้มแป้พาไปทุกเว็บด้วย)


เสธ.แดง รหัส อาชา ตั้งกระทู้เมื่อ 06/11/2552 เวลา 21:45 น.

แพ้เพราะไส้ศึกมากกว่าหรือเปล่าครับ เสธฯ

http://board.sae-dang.com/ReadTopic.php?no=33890
จากเนชั่นออนไลน์ เสธ.แดง วิจารณ์อภิสิทธิ์ อิจฉาทักษิณแบบพวกตุ๊ด เอาชาติเข้าแลก
ประชาชนชายแดนอดตาย ทัวส์ไทยไปเขมรฉิบหายทั่วโลก

(เขาขอเอาเข้ามรดกโลกแค่ 187 ไร่ เสือกเอามาทำเป็นประเด็นการเมือง เลยถูกเอาไปหมดอีก 2900 ไร่ ทั้งที่เขมรไม่รู้จัก
พื้นที่ทับซ้อน ทหารไทยไม่กล้ารบกับเขาอีก แต่เก่งปากทั้งรัฐบาลและทหาร ดูลายเซนต์เขมรชัดๆ เขาขอแค่นี้ดีเราด้วย
แสดงว่ามึงยอมรับแค่นี้)

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาสมเด็จฮุน เซนออกมาพูดขู่ทุกวัน แต่ทหารไทยกลับบอกว่าไม่มีอะไร
หน้าที่ของกองทัพวันนี้คือ ต้องคืบคลานเอาพื้นที่ของเราคืนมา นอกจากนี้ยังกระทบในเรื่องเศรษฐกิจ
ที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวชายแดน เพราะเมื่อมีความไม่มั่นคงเกิดขึ้น
ประชาชนก็อดตาย อีกทั้งบริษัททัวร์ที่จัดท่องเที่ยวไปกัมพูชาก็ต้องเดือดร้อน เพราะจะไม่มีคนมาเที่ยว
ทำให้บริษัททัวร์ต้องเดือดร้อน ขาดทุน คนที่เดือดร้อนไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หรือ
นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เพราะมีเงินเดือนแต่คนที่เดือดร้อน คือ ประชาชน

“เรื่องเล็กน้อย แต่กลับทำให้กลายเป็นเรื่อง เราไม่ได้เสียดินแดน ถูกขโมยแก๊ส หรือถูกขโมยน้ำมันอะไร
และที่บอกว่า มีประชาชนไม่พอใจที่กัมพูชา ตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ อยากถามว่า
ใครที่ไม่พอใจ มีเพียงนายอภิสิทธิ์ กับนายกษิตเท่านั้นที่ไม่พอใจ ซึ่งเป็นเพราะนายอภิสิทธิ์ อิจฉา
พ.ต.ท.ทักษิณ
ความจริงหน้าที่ของรัฐบาลต้องคืบคลานเอา พื้นที่ 2,900 ไร่รอบเขาพระวิหารคืน
ต้องเอาถนนลาดปูนที่เป็นดินแดนของไทยที่เสียไป 10 เดือนแล้วกลับคืนมา ไม่ใช่ไปเรียกทูตกลับ
การไปตัดสัมพันธ์ไล่ทูตกลับได้พื้นที่คืนหรือไม่ ทางที่ดีตอนนี้รัฐบาลควรแก้ปัญหา เพราะการแต่งตั้ง
พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีเงื่อนไขอะไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงไม่มีเหตุผลอะไรต้องไปตัดความสัมพันธ์
การกระทำอย่างนี้ถือ เป็นเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่มีความรู้เรื่องการต่างประเทศ” พล.ต.ขัตติยะ กล่าว

(นักรบจิ้มแป้นพาไปทุกเว็บด้วย)



มันก็พวกเดียวกันนั่นแหละ

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=6&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



ภาพจากหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ (Koh Santepheap) จากจุดเกิดเหตุ
แสดงให้เห็นซากเฮลิคอปเตอร์ที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ยังไม่คำอธิบายใดๆอย่างเป็นทางการ


http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000133703

ซาก ฮ.แหลกละเอียดปริศนาวาระสุดท้าย ผบ.ตร.เขมร

ผู้จัดการรายวัน -- ในขณะที่ยังไม่มีมีการแถลงรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก
ที่ทำให้ผู้บัญชาการตำรวจกัมพูชากับบุคคลอื่นๆ อีก 3 คนเสียชีวิตในคืนวันอาทิตย์ (9 พ.ย.) ที่ผ่านมา
สื่อต่างๆ ในประเทศนี้ได้เริ่มรายงานเบื้องหน้าเบื้องหลัง ขณะที่โชเฟอร์ส่วนตัวเปิดเผยนาทีระทึก

นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฯ ฮุนเซน ที่ไปไว้อาลัย พล.อ.ฮ๊อก ลุนดี
เมื่อวันจันทร์ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับอุบัติเหตุ

แต่นายจันโปว์ (Chan Pov) ซึ่งขับรถให้กับ พล.อ.ลุนดี มานานกว่า 20 ปี
เปิดเผยกับวิทยุเสียงอเมริกาภาคภาษาเขมร ที่ออกอากาศในคืนวันจันทร์ ว่า
ตอนค่ำวันอาทิตย์ ผบ.ตร.ไปร่วมรับประทานอาหารเย็น กับ นายกิตเม้ง (Kith
Meng) นักธุรกิจใหญ่ของประเทศ กับ นายเมง เสรียง (Meng Sreang)
นักธุรกิจสำคัญอีกคนหนึ่ง ในเมืองหลวง

โชเฟอร์คนนี้กล่าวอีกว่า เจ้านายของเขาตัดสินใจเดินทางไปสวายเรียงในนาทีสุดท้ายของการสนทนาโดยไม่
ทราบจุดประสงค์ จึงได้ขับไปส่งยังสนามบินทหารที่อยู่ติดกับสนามบินโปเจินตง (Pochentong) และได้เฝ้าดู
จนกระทั่งทุกคนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของบริษัท สุขะเฮลิคอปเตอร์ (Sokha Helicopters) เป็นที่เรียบร้อย

ก่อนขึ้นบินนักบินได้มองขึ้นท้องฟ้า ซึ่งตอนนั้นมองเห็นดาวได้แจ่มชัด และบอกว่า การเดินทาง
จะไม่มีปัญหาอะไร หลังจากนั้น 15 นาทีก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่บริษัทดังกล่าวแจ้งว่า
ฝนกำลังตกหนักในสวายเรียง ที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงออกไปเพียง 80 กิโลเมตร
แต่ตนไม่สามารถติดต่อ พล.อ.ลุนดี ได้อีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม โชเฟอร์กล่าวว่า สามารถติดต่อกับนักบินคนหนึ่งได้ในที่สุด
และได้รับแจ้งว่า จะถึงสวายเรียง “ภายใน 7 นาที” และ ในอีก 5 นาทีต่อมา
คือ เวลาประมาณ 19.40 น.ตนก็ไม่สามารถติดต่อกับนักบินคนนั้นได้อีก และอีก
5 นาที หลังจากนั้น หอบังคับการบินในกรุงพนมเปญก็แจ้งให้ทราบว่าเฮลิคอปเตอร์ตก

นายเจียงอำ (Cheang Am) ผู้ว่าราชการจังหวัดสวายเรียง กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากที่เกิดเหตุ
มีชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่าก่อนเฮลิคอปเตอร์ตก ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ “แผดลั่น”
อุบัติเหตุเกิดห่างจากหมู่บ้านดูงสาร (Doung Sar) กม.ในเขต อ.รุมดวล

ผวจ.สวายเรียง กล่าวอีกว่า จากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุนั้น
เฮลิคอปเตอร์บินเฉี่ยวเนินเล็กๆ ลูกหนึ่ง และเกิดไฟลุกขึ้นที่ส่วนหางก่อนจะตกลง
ต่อมาเจ้าหน้าที่พบร่างของ พบ.ตร.อยู่ห่างจากซากเฮลิคอปเตอร์ชะตาขาดราว 5 เมตร

ภาพจากที่เกิดเหตุที่สื่อในกัมพูชานำออกเผยแพร่ในวันจันทร์กับวัน อังคารนี้
แสดงให้เห็นซากเฮลิคอปเตอร์กองอยู่กับพื้นในสภาพยับเยินมีเศษกระจายอยู่รอบๆ
ซึ่งมีผู้ลงความเห็นว่าหากไม่ใช้การระเบิดแล้วก็จะเป็นการตกกระแทกอย่างรุนแรงจากระดับสูง


รองผบ.ตร.คนหนึ่งให้สัมภาษณ์ในกรุงพนมเปญเมื่อวันจันทร์ว่า พล.อ.ลุนดี กับ พล.ท.โสก สะแอม (Sok Sa Em)
รองผู้บัญชาการกองทัพคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวสวายเรียงด้วยกัน เดินทางไปปฏิบัติภารกิจสำคัญที่จังหวัดนั้น

รายงานรายละเอียดต่างๆ ยังค่อนข้างสับสน ขณะที่รัฐบาลได้ส่งผู้เชี่ยวชาญลงไปยังที่เกิดเหตุ
เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุและโศกนาฏกรรมดังกล่าว

11 พฤศจิกายน 2551 15:07 น.

ชีวิตคนเราช่างสั้นนัก
สุขะเฮลิคอปเตอร์ (Sokha Helicopters)
เลยไปแบบเป็นสุขๆ สมชื่อ


http://www.thairath.co.th/content/pol/44492

นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์


ส.ส.มาตุภูมิ แนะประธานพรรค พท.หารือเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง
แนวคิดตั้งนครปัตตานี
พร้อมให้เขียนเป็นนโยบายพรรคให้ชัดเจน
หวั่นซ้ำรอยแก้ รธน.ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 4 พ.ย. นายอารีเพ็ญ
อุตรสินธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคมาตุภูมิ กล่าวกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
ประธานพรรคเพื่อไทยนำเสนอแนวคิดจัดตั้งนครปัตตานีเพื่อแก้ไขปัญหา 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า คิดว่าแนวคิดนี้เป็นความคิดของพล.อ.ชวลิต
เพียงคนเดียว พล.อ.ชวลิตเคยเสนอความคิดนี้มาตั้งแต่ปี 2547

แต่ยังไม่มีชื่อ ยังไม่มีความชัดเจนในโครงสร้างและแนวคิดในการจัดตั้ง
เรื่องนี้ตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างไร ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่าการเสนอแนวคิดนครปัตตานีและให้นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดด้วยจะเหมาะสมหรือไม่
นายอารีเพ็ญ กล่าวว่า การนิรโทษกรรมเป็นแนวทางที่ประเทศไทยเคยทำมาแล้ว
ส่วนเมื่อนิรโทษกรรมแล้วเหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่ตนไม่รู้
เนื่องจากคนที่ก่อเหตุบางคนก่อเหตุด้วยอุดมการณ์และต่อสู้ตามแนวทางที่มีมาแต่โบราณอย่างไรก็ดี
เชื่อว่าแนวคิดในการนิรโทษกรรมน่าจะทำให้เกิดผลดีระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการช่วยคลี่คลายสถานการณ์
แต่คงไม่สามารถทำให้สถานการณ์ยุติทันที สำหรับแนวทางการนิรโทษกรรมตนมองว่าหากเป็นความคิด
ในคดีอาญาควรดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนหากเป็นความผิดที่เกี่ยวกับการมีแนวคิด
ทางการเมืองไม่ตรงกันส่วนนี้ควรให้มีการนิรโทษกรรม

นายอารีเพ็ญ กล่าวต่อกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ
นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
ถึงแนวทางการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษในภาตใต้
ว่า ตนไม่ทราบข่าว ดังกล่าวที่ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน
ให้ข้อมูล อย่างไรก็ดี เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่ประเทศไทยจะยกระดับปัญหาภายในประเทศไปหารือ
กับผู้นำต่างประเทศ อย่างไรก๋ตาม เห็นว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ศึกษากันมายาวนาน
หลายฝ่ายมองว่าควรมีการจัดรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับรูปแบบของชีวิต
วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของคนมุสลิม เรื่องการตั้งนครปัตตานี ถ้าพูดแต่ชื่อ
ประชาชนอาจจะสับสน แต่ถ้าพูดถึงการจัดตั้งเขตปกครองลักษณะพิเศษที่สอดคล้อง
กับธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ตนเห็นด้วย

ปัตตานีเฝ้าระวัง 4อำเภอเสี่ยงท่วมหนัก

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552
คมชัดลึก :ปัตตานีสั่งเฝ้าระวัง 4 อำเภอเสี่ยงท่วมหนักขณะที่พื้นที่ลุ่มติดแม่น้ำท่วมขังแล้ว ถนนตัดขาด
ผู้ว่าฯ สั่งทุกอำเภอเตรียมพร้อม 24 ชั่ว โมง ขณะที่จังหวัดสงขลา ประกาศพท.ภัยพิบัติเพิ่มอีก 1 รวม 8 อำเภอ

สงสัยฟ้าคงรับรู้ เลยร้องไห้ออกมาหนักไปหน่อย
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 08, 2009 11:28 am

http://www.oknation.net/blog/naiman/2009/11/03/entry-1

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2552
อย่าจับประเด็นผิด....นครปัตตานีกับรัฐปัตตานี



นายหัวไทร ไม่อยากให้วิตกจริตจนเกินเหตุกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย
เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาภาคใต้ด้วย ยุทธศาสตร์เดิมๆ "นครปัตตานี" ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่เลยแม้แต่น้อย


พล.อ.ชวลิต เสนอเรื่อง "เขตปกครองพิเศษ" ในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มายาวนานแล้ว
เพียงแต่ที่ผ่านมาทหาร และฝ่ายความมั่นคงไม่เอาด้วยเท่านั้นเอง
ฝ่ายความมั่นคงไม่เอาด้วย เพราะถ้าให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น "เขตปกครองพิเศษ"
นั้นหมายถึงต้องมีกฏ-กติกาในการปกครองที่แตกต่างกันออกไป และจะไปเข้าข่ายปกครองด้วย
ระบอบประธานาธิปดี
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือ ถ้ามีการจัดตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษ และรูปแบบจะไปคล้าย
หรือเหมือนกับกรุงเทพมหานครก็ตาม เมื่อมีการเลือกตั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ให้บังเอิญเป็นอย่างยิ่งว่า
คนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นฝ่ายแบ่งแยกดินแดนทั้งสิ้น....แล้วจะทำอย่างไร นี้คือประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคง
คิดอย่างหนัก และคัดค้านมาโดยตลอด แต่ถ้าพิจารณาอย่างให้ความเป็นธรรมกับ พล.อ.ชวลิต ก็จะเห็นว่า
ข้อเสนอจัดตั้ง "นครปัตตานี" ซึ่งสื่อบางฉบับนำเสนอแตกต่างกันออกไป บางฉบับบอกว่า เรื่องที่ พล.อ.ชวลิต
เสนอนั้นเป็น "รัฐปัตตานี" บ้าง "นครรัฐปัตตานี" บ้าง และบางฉบับก็นำเสนอว่าเป็น "นครปัตตานี" ซึ่งทั้ง 3
ประเด็นมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป ถ้าเป็น "รัฐปัตตานี" นั้น น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เพราะนั้นหมายถึงเรากำลังเดินไปสู่การปกครองระบบ "สาธารณรัฐ" ที่ปกครองด้วยระบอบประธานาธิปดี
เช่นเดียวกับคำว่า "นครรัฐปัตตานี" ก็จะมีความหมายที่ไม่แตกต่างกัน "เทพไท เสนพงศ์" โฆษกหัวหน้า
พรรคประชาธิปัตย์ จึงออกมาติงว่าให้ระวังจะผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ประเทศไทยต้องเป็นหนึ่งเดียว
ใครจะแบ่งแยกไม่ได้ แต่ถ้าเป็น "นครปัตตานี"

น่าจะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจให้ประชาชนในการปกครองตนเองตามหลักกระจายอำนาจ
ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น อบต. / อบจ./เทศบาล / เมืองพัทยา /
หรือแม้กระทั้งกรุงเทพมหานคร หรืออย่างปัตตานี ก็มีเทศบาลเมืองปัตตานี มีอบจ.ปัตตานี และมี อบต.
ครอบคลุมอยู่ทั่วจังหวัด ที่ไม่แตกต่างจากยะลา และนราธิวาส พล.อ.ชวลิตไม่ได้อธิบายรายละเอียดของ
การนำเสนอว่า "นครปัตตานี"รูปแบบจะเป็นอย่างไร บอกแต่เพียงว่า คล้ายกับ "กรุงเทพมหานคร"
ที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มีสมาชิกสภา กทม.คอยควบคุมการบริหารของผู้ว่าฯ พล.อ.ชวลิตพูดรวมๆว่า
การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดให้กระจายอำนาจไปให้ประชาชนด้วยการจัดตั้ง "นครปัตตานี"
แต่นครปัตตานี รวมพื้นที่ยะลา นราธิวาส เข้ามาอยู่ในเขตพัฒนาร่วมด้วยหรือเปล่า
เลยทำให้เกิดความสับสนไม่เข้าใจเหมือนเดิม

พล.อ.ชวลิต กล่าวย้ำอีกครั้งก่อนออกเดินทางไปใต้ว่า เป็นการเสนอแนวคิดตั้ง "นครปัตตานี"
เป็นการกระจายอำนาจ
ไม่ใช่ตั้งเป็น "รัฐปัตตานี" หรือนครรัฐปัตตานีนะครับ พ่อใหญ่จิ๋วพูดไม่รู้เรื่องหรือว่า
เราไม่รู้เรื่องเองวะเนี่ย

http://www.thairath.co.th/content/pol/43980
ประธานพรรคเพื่อไทย เตรียมเสนอนโยบายนคร
รัฐปัตตานี

ในการลงพื้นที่ภาคใต้พรุ่งนี้เชื่อจะสามารถแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้
จวกรัฐแก้ปัญหาความขัดแย้งคนในชาติไม่เป็น...

วันนี้(2 พ.ย.)พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย แถลงเปิดตัวนโยบาย "ไทยร่มเย็น เป็นมิตรเพื่อนบ้าน"
ว่า สถานการณ์บ้านเมืองมีปัญหาความขัดแย้งคนในชาติมาโดยตลอด แต่มารุนแรงเพิ่มขึ้น หลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549
ซึ่งสร้างให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด แพร่ขยายไปทุกองค์กร ลงมาถึงครอบครัว ความขัดแย้งแบ่งคนเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มหนึ่งคิดว่า อีกกลุ่มเป็นเผด็จการทหาร อีกกลุ่มชี้กลับมาว่า เป็นเผด็จการรัฐสภา ใช้เงินเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง
ภายหลังรัฐประหาร

ประธานพรรค เพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลหวังแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง แต่แก้ไม่ถูกแก้ไม่เป็น
ยังไม่มีแนวทางทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าจะแก้ได้ รัฐบาลมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมาย
ความเป็นจริงการแก้เศรษฐกิจไม่ใช่ปัญหาหลักของชาติ แต่ปัญหาความขัดแย้งคนในชาติ หากจบลง การลงทุน
จากภายนอกจะหมุนไปเอง เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยห่วงใย

พล.อ.ชวลิต ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอ
นโยบายนครรัฐปัตตานี ในการลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้วันพรุ่งนี้ โดยจะหารือกับผู้นำในพื้นที่และตัวแทน
ประชาคมต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจภายใต้อำนาจที่จำกัด ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือรัฐบาล
แต่เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งการตั้งนครรัฐปัตตานี เสมือนการตั้งนครเชียงใหม่
ที่จะต้องมีการออกพระราชบัญญัติในการปกครองตัวเองสิ่งสำคัญจะต้องให้เกียรติและความสำคัญของคนในพื้นที่
ซึ่งมีความแตกต่างวัฒนธรรมและศาสนา นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยได้ทำหนังสือเชิญ ส.ส.พรรคต่างๆ อาทิ
พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน จากพรรคมาตุภูมิ นายอารีเพ็ญ อุตรสินธ์ นายแพทย์แว มาฮาดี แวดาโอ๊ะ
สส.ประชาธิปัตย์ และนายเด่น โต๊ะมีนา สว.ในการร่วมลงพื้นที่ด้วย.


ไทยรัฐออนไลน์


  • โดย
    ทีมข่าวการเมือง
  • 2 พฤศจิกายน 2552, 12:30 น.
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://www.cmcity.go.th/aboutus/history.php
http://www.cmcity.go.th/aboutus/structure.php

http://www.pattaya.go.th/web4/index.php?option=com_content&task=view&id=53&Itemid=51

ก่อนเดือนพฤศจิกายน 2521 พัทยามีฐานะเป็นสุขาภิบาลนาเกลือ ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2499
มีพื้นที่เฉพาะตำบลนาเกลือ ต่อมาได้ขยายเขตไปถึงพัทยาใต้ เมื่อปี 2507 มีพื้นที่ในการปกครองดูแล
ประมาณ 22.2 ตารางกิโลเมตร


แต่เนื่องจากพัทยาได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาก
ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ หน่วยการปกครองที่เป็นสุขาภิบาลอยู่เดิมไม่อาจจะบริหารงาน
และให้บริการได้ทันกับความเจริญอย่างรวดเร็วได้ รัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
เมืองพัทยา พ.ศ.2521 ขึ้น ด้วยผลแห่งพระราชบัญญัตินี้ จึงได้ยุบสุขาภิบาลนาเกลือ และได้จัดตั้งเมืองพัทยา


เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 เป็นรูปการปกครองท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ (City Manager)
ผู้จัดการเมือง และให้เมืองพัทยามีฐานะเทียบเท่าเทศบาลนคร
กระทั่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2540 มีผลบังคับใช้
ได้กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นและสภาท้องถิ่น ต้องมาจากการเลือกตั้ง
จึงยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 และ
ราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 บังคับใช้
มีผลตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542

รูปการปกครองท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ (City Manager)

เมืองเชียงใหม่ ยังคงขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงใหม่
เมืองพัทยา ยังคงขึ้นอยู่กับจังหวัดชลบุรี

แล้วไอ้ 3 จังหวัดนี่ มันจะขึ้นอยู่กับจังหวัดอะไรดี

พวกคุณ (มึง) ใช้สมองหรือหัวแม่ตีนส่วนไหนคิดกันวะ
ขออภัยถ้าใช้คำไม่สุภาพ แค่กระตุ้นให้เอาสมองส่วนที่ดีที่สุดมาคิดใหม่

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝ่ายความมั่นคงไม่เอาด้วย เพราะถ้าให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น
"เขตปกครองพิเศษ" นั้นหมายถึงต้องมีกฏ-กติกาในการปกครองที่แตกต่างกันออกไป
และจะไปเข้าข่ายปกครองด้วยระบอบประธานาธิปดี
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
น่าจะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจให้ประชาชนในการปกครองตนเองตามหลักกระจายอำนาจ
ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น อบต. / อบจ./เทศบาล / เมืองพัทยา /

ทั้ง อบต. / อบจ.องค์กรพวกนี้คุณก็คิดกันมาเอง ตามหลัก
เสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ

จนต่างชาติสามารถ เจาะเข้าไปกว้านซื้อทรัพยากรได้โดยตรง
โดยรัฐทำอะไรไม่ได้ แถมส่วนใหญ่กลายเป็นแหล่งหากินของนักการเมือง
ในระดับรากหญ้าอยู่แล้ว
จะกระจายอำนาจไปถึงไหนอีก
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 08, 2009 1:24 pm



http://mr2chang.igetweb.com/index.php?mo=3&art=138359
ลัทธิ ฝ่าหลุนกง
ตอน ๒
มหันตภัยจากนิวยอร์ก ทำลายจีน ทำลายโลก




ปรีชา วรเศรษฐสิน
บทความลงเว็บ
สหรัฐอเมริกา [ CFR = Council on Foreign Relation = สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ]
ได้ขยายตัวทางเศรษฐกิจเติบใหญ่จนไม่อาจที่ลงทุนเพียงเฉพาะภายในอเมริกาเองได้จึงต้องขยายทุนออกไป
ทั่วทุกประเทศ ในทั่วทุกมุมโลก เพื่อกอบโกยทรัพยากรจากทั่วทั้งโลก และเสริมสร้างความมั่งคั่งแก่สังคมอเมริกัน
สหรัฐอเมริกาจึงจำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบโลกใหม่ ให้สอดคล้องกับนโยบายที่จะขยายทุนออกไปครอบครองโลก
กระแสโลกาภิวัฒน์ (Americanization = อเมริกาภิวัฒน์ )
จึงถูกกำหนดให้เป็นจริงขึ้น โดยสหรัฐอเมริกา ได้ใช้อิทธิพลของตน
ผ่าน UNCTAD [ The United Nations Conference on trade and Development ] WTO( World Trade Organization )
IMF [International Monetary Fund ] เพื่อบีบบังคับให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกได้ปฎิบัติตามเงื่อนไขกระแสโลกาภิวัฒน์
(Americanization = อเมริกาภิวัฒน์ )
สหรัฐอเมริกา ได้เตรียมแผนในการครอบโลก ด้วยยุทธศาสตร์ – ยุทธวิธี ๕ + ๔
สู่การครองความเป็นจ้าวโลก ดังนี้
[/size]

๕ ควบคุม ได้แก่

๑,ควบคุมจุดยุทธศาสตร์โลกทางภูมิศาสตร์
๒,ควบคุมทุนทั่วโลก ( ธุรกิจการเงินทั่วโลก)
๒,ควบคุมด้านการสื่อสารโลก (Information Superhighway)
๓, ควบคุมทางด้านการผลิตอาหารโลก ( GMO)
๔, ควบคุมทางด้านการทหาร (ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี พัฒนาสู่รูปแบบสงครามยุค IT )

๔ ทำลาย (กลุ่มต่อต้านลัทธิครองความเป็นจ้าว) อันได้แก่
๑,ทำลายความเป็นเอกภาพของสหภาพโซเวียต ( แยกสลาย เป็นประเทศเล็กประเทศน้อย
จนขาดความเป็นเอกภาพ และอ่อนกำลังลง )

๒,ทำลายความเป็นเอกภาพของ กลุ่มประเทศมุสลิม
๓,ทำลายความเป็นเอกภาพของกลุ่มลัทธิ ศาสนาต่างๆที่เป็นวัฒนธรรมของแต่ละถิ่นแต่ละภูมิภาคของโลก
ด้วยการนำเอาศาสนาใหม่จาก นิวยอร์ก เข้าแทนที่เพื่อการครอบงำด้านวัฒนธรรมโลก


๔,ทำลายความเป็นเอกภาพ ของรัฐบาลจีนเพื่อให้มีการแยกสลายเขตปกครองตนเอง
ในจีนออกเป็น ๘ ประเทศทั้งนี้ประเทศจีน เป็นหนึ่งในสี่กลุ่มต่อต้าน ลัทธิครองความเป็นจ้าว
ที่ยังคงความเข้มแข็งเติบใหญ่ ที่สุดในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า การเตรียมพร้อม และแผนการ
ในทางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี ของสหรัฐอเมริกา (CFR)
ได้พัฒนามาเกือบถึงขั้นสุดท้ายแล้ว (นี่คือการพัฒนาสูงสุดของยุคทุนนิยม)


ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ในอันที่จะขัดขวางต่อ ลัทธิครองความเป็นจ้าวที่ยังแข็งแกร่งเข้มแข็ง
อยู่ในปัจจุบัน ก็คือ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ที่ยังคงความแข็งแกร่ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง
และวัฒนธรรม จากความเข้มแข็งดังกล่าวของจีน ใช่ว่า สหรัฐอเมริกา (CFR) จะมองไม่เห็น

จีนเป็นประเทศที่มีการสั่งสมทางวัฒนธรรม มานานกว่า ๕ พันปี อุดมสมบูรณ์ไปด้วย ปรัชญา
ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ที่มีประวัติศาสตร์ อันเยาว์วัย เพียง ๒๐๐–๓๐๐ ปี

จึงยากต่อการทำลายจีน ด้วยการปะทะทางตรง ตัวอย่างความพยายามของสหรัฐอเมริกา ที่จะโจมตีเศรษฐกิจจีน
ด้วยความพยายามใช้ จอร์จช โซรอสซ์ เข้าโจมตีค่าเงินหลายครั้งในฮ่องกง แต่ก็ต้องปราชัยย่อยยับกลับบ้านเกิด
ทุกครั้งไป


กรณีการล้อมปราบ“เทียนอันเหมิน“ความปราบชัยครั้งที่1 ของสหรัฐอเมริกา(CFR)

เนื่องจากสหรัฐอเมริกา รู้ดีว่าการเข้าโจมตีจีนทางตรงยากยิ่งต่อการเอาชนะศึก
เพราะพิชัยสงครามจีน ได้ผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมจีนอย่างสลับซับซ้อนซ่อนลึกแตกฉาน
จนยากแก่การที่ศัตรูจะเอาชนะศึกได้ง่ายๆ
หากความเป็นเอกภาพทางการเมืองของ จีน
ยังไม่สั่นคลอน สหรัฐอเมริกา (CFR) ย่อมทราบดีว่ามีแต่การทำลายกำแพง
ความเป็นเอกภาพทางการเมืองของจีนเท่านั้น จึงจะสามารถทำลายจีนให้อ่อนกำลังลงได้


ดังนั้น สหรัฐอเมริกา (CFR) จึงไม่รีรอที่จะทำการ เคลื่อนไหว
เพื่อทำลายเอกภาพทางการเมืองของจีน


เริ่มการเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มนักเรียนนอก(นักเรียนทุนที่จบจากอเมริกา
หลังจากการเจริญสัมพันธไมตรี จีน-อเมริกา เมื่อครั้งประธานาธิบดี ริกชาร์ด นิกสัน เยือนจีน )
ดย “ชูคำขวัญเรียกร้องประชาธิปไตย”

ซึ่งเป็นบ่วงโซ่ที่อ่อนเปราะที่สุดของสังคมจีน การเคลื่อนไหวครั้งนั้นได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง
จากเยาวชน-ประชาชนจีน ขยายตัวไปทั่วทุกปริมณฑลของจีน กระทั่งเกิดกรณีล้อมปราบนักศึกษา
ที่จตุรัส “เทียนอันเหมิน” ของรัฐบาลจีนอย่างเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาด


กรณี “เทียนอันเหมิน” หากจะมองในแง่สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษย์ชน ตามมุมมอง
ของอเมริกาย่อมดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนนอก(ภายใต้การบงการของอเมริกา)
ดังกล่าวถูกต้องชอบธรรม หากมองในมุมมองของรัฐบาลจีนในอันที่จะปกป้อง ความมั่นคงของชาติ
ตามที่เจียง เจ๋อ หมิง ได้สนทนาโต้ตอบกับประธานาธิบดี คลินตัน เมื่อคราวที่ เจียง เจ๋อ
หมิงไปเยือนสหรัฐอเมริกา ในปี ๑๙๙๘


คลินตัน ได้ขอให้รัฐบาลจีน “ เปิดเสรีภาพประชาธิปไตย และสิทธิมนุษย์ชน ให้มากขึ้นในจีน “
เจียง เจ๋อ หมิงได้ตอบกับ คลินตันว่า “ประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา พัฒนามา ๒๐๐ ปี ย่อมเหมาะสำหรับ
สังคมอเมริกา เช่นเดียวกัน ประชาธิปไตยของจีน พัฒนามากว่า ๕,๐๐๐ ปี ย่อมเหมาะสำหรับสังคมจีน
จึงไม่สามารถกอปปี้ประชาธิปไตยจีนไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสังคมอเมริกา
และไม่สามารถกอปปี้ประชาธิปไตยอเมริกา ไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสังคมจีน “


ดังนั้นกรณี เทียนอันเหมิน “ จึงเป็นการปกป้องเอกราชของชาติ
ผลประโยชน์และความสงบสันติสุขของประชาชนจีน ชัยชนะของจีนในครั้งนี้ แลกมาด้วยเลือดเนื้อ-ชีวิต
ของเยาวชนจีน และความแตกแยกจนเกือบล่มสลายของกลุ่มผู้นำจีน
การเคลื่อนไหวผ่านกลุ่ม
นักเรียนนอกของอเมริกา (CFR)
เพื่อทำลายความเป็นเอกภาพทางการเมืองของจีนกรณี “เทียนอันเหมิน “
ในครั้งนี้จึงนับเป็นความพ่ายอย่างยับเยินของ อเมริกา (CFR)


การกำเนิดขึ้น ของ ลัทธิฝ่าหลุนกง

หลังจากความปราชัยครั้งที่ 1ในยุทธการ “เทียนอันเหมิน “ สหรัฐอเมริกา
(CFR) หาได้ลดละความพยายามลงแต่อย่างใดไม่ CIA ได้มองลึกลงไปในสังคมวัฒนธรรมจีน อย่างคมชัดลึกซึ้ง
และพบว่าชาวจีนนิยมการออกกำลังกายอย่างกว้างขวางแพร่หลายในทั่วทุกปริมณฑลจีน ที่เรียกว่าศิลปะป้องกันตัว
มวยจีน “ไท้เก็ก” CIA พบว่า หากจะเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความเป็นเอกภาพทางการเมืองของจีน อีกครั้ง
จะไม่สามารถใช้การเคลื่อนไหวผ่านนักศึกษาได้อีกต่อไป เนื่องจากแผนการได้ถูกเปิดโปงทำลายลงอย่างสิ้นซากแล้ว
มีแต่ต้องดึงเอา กลุ่มมวลชนนิยมรำมวยจีน “ไท้เก็ก” ที่มีเป็นร้อยล้าน มาใช้ในการเคลื่อนไหว
[/size]

กำเนิด ลัทธิฝ่าหลุนกง หลี่ หง จื้อ เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อดึงกลุ่มมวลชนนิยมรำมวยจีน
ไท้เก็ก” เข้ามาเป็นสาวกภายใต้การบงการของ CIA ด้วยการเปิดสำนักฝึกศิลปะ
ป้องกันตัว กำลังภายใน “ จี้กง“ ซึ่งเป็นแนวทางการฝึกมวยจีนอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นขั้นสูงกว่าการฝึกมวยจีน
“ไท้เก็ก”มีการฝึกสมาธิ เพื่อสร้างพลังจิต ( กำลังภายใน )ในเบื้องต้น ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
ในกลุ่มผู้ออกกำลังกาย “ไท้เก็ก” เพราะเหตุผลที่เชื่อว่าการฝึก “จี้กง “ เป็นการฝึกชั้นสูงกว่า “ไท้เก็ก”
ซึ่งเป็นการฝึกมวยธรรมดาๆ พื้นๆ ต่อมา


หลี่ หง จื้อ ได้พยายามสร้างภาพความมหัสจรรย์ ของ “จี้กง” ว่าผู้ฝึก “จี้กง” ในระดับหนึ่ง
จะสามารถใช้กำลังภายในไปควบคุมต่อต้าน รักษาโรคร้ายต่างๆในร่างกายผู้ฝึกได้ ในระหว่างปี ๑๙๙๓
หลี่ หง จื้อ สมคบกับชาวอเมริกัน ตบตาคนทั่วจีน และภาพทางวีดีโอ ถูกนำออกเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา
ด้วยการจัดฉากพิสูจน์กำลังภายในจี้กง โดยให้ชาวอเมริกันร่างใหญ่ยืนห่างจากครูฝึก “จี้กง” ประมาณ ๕ เมตร
จากนั้นครูฝึก”จี้กง” ได้ใช้กำลังภายใน ผลักฝ่ามือทั้งสองข้างออกไป ทันใดนั้นร่างที่สูงใหญ่ของชาวอเมริกัน
ผู้นั้นก็กระเด็นกระดอนออกไปอย่างสมจริงสมจัง


จากนั้นก็จะมีการปล่อยข่าวว่าผู้ฝึกจี้กงที่นั่นที่นี่ สามารถใช้กำลังลมปราณภายใน ไปรักษาโรคร้ายต่างๆได้
แม้กระทั่งการหยุดมะเร็งไม่ให้เติบโต และใช้ระยะเวลาค่อยๆควบคุมมะเร็งให้เล็กลงๆ กระทั่งหายไปจากโรคร้ายนี้
ข่าวคราวความมหัสจรรย์ของการฝึกออกกำลังกายแบบ “จี้กง” ได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกปริมณฑลบนแผ่นดินใหญ่จีน
อย่างรวดเร็ว ผู้ฝึกออกกำลังกายแบบเดิม “ไท้เก็ก” ได้เปลี่ยนมาฝึกออกกำลังกายแบบ “จี่กง”กระทั่ง
การออกกำลังกาย รำมวยจีนแบบ“ไท้เก็ก” แทบจะสูญพันธุ์ ชั่วระยะเวลา เพียง ๗ ปี “หลี่ หง จื้อ “ ก็สามารถ
ขยายฐานสมาชิก “จี้กง “ เติบใหญ่อย่างมหาศาล ถึง ๑๐๐ ล้านคน


ขณะที่ศรัทธาความเชื่อในความมหัสจรรย์ ของ “จี้กง” นั้น “หลี่ หง จื้อ” ผู้นำลัทธิฝ่าหลุนกง
ภายใต้การบงการของ CIA
ไม่รีรอที่จะเตรียมแผนการขั้นสูงสุด ที่จะแปรเปลี่ยนสมาชิก“จี่กง”จำนวนมหาศาล
ให้เป็นพลังมวลชนที่ซื่อสัตย์และยอมสวามิภักดิ์ต่อ “หลี่ หง จื้อ “ โดยอยู่ภายใต้กงเล็บของพญาอินทรีย์
ด้วยการนำเอาแนวทางของศาสนาพุทธผสมปนเปกับแนวความคิดปรัชญาความเชื่อโบราณของจีน
แทรกซึมเข้าไปในหมู่สมาชิก ทำให้การออกกำลังกาย “ จี้กง “ ธรรมดาๆ กลายเป็นลัทธิความเชื่อใหม่ “ ฝ่าหลุนกง “


นอกจากนั้น ตัวผู้นำลัทธิฝ่าหลุนกง หลี่ หง จื้อ ได้พยายามแปลงร่างตนจากผู้นำฝ่าหลุนกง
ให้กลายเป็นศาสดาแห่งลัทธิฝ่าหลุนกง ด้วยการเปลี่ยนวันเกิดของตน ให้ตรงกับวัน ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
ของพระพุทธเจ้าอีกด้วย


CIA และหลี่ หง จื้อ พวกเขาเชื่อว่าไม่มีความเชื่อใดที่ง่ายต่อการควบคุมบงการ
เท่ากับความเชื่อ ทางด้านจิตนิยมแอบแฝง เพราะความเชื่อทางด้านจิตนิยมแอบแฝง เป็นความเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข
เมื่อนำเอาแนวทางพุทธศาสนามาผสมปนเปกับ ปรัชญาความเชื่อโบราณของจีนเข้าด้วยกัน ผสมผสานเป็นลัทธิ
ความเชื่อใหม่ “ฝ่าหลุนกง” โดยมี หลี่ หง จื้อ เป็นศาสดาแห่งลัทธิ


ลัทธิฝ่าหลุนกงได้ถูกนำออกเผยแพร่ซึมซับอย่างรวดเร็วเข้าไปในมวลหมู่สมาชิกฝ่าหลุนกง
ได้อย่างสุกงอมในระดับหนึ่ง ในปี ๑๙๙๘ CIA เริ่มทดสอบใช้พลังของสมาชิกฝ่าหลุนกง
ด้วยการออกเคลื่อนไหวทางการเมือง แบบจรยุทธ์ โผล่ที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง แม้กระทั่งการเคลื่อนไหว
ทางการเมืองใน จัตุรัสเทียนอันเหมิน


รัฐบาลจีนเริ่มสงสัยในพฤติกรรของลัทธิ “ฝ่าหลุนกง” เมื่อติดตามและแกะรอยฝ่าหลุนกงอย่างลึกๆลงไป
รัฐบาลจีนพบว่า ลัทธิฝ่าหลุนกง มีสำนักงานอย่างลับๆ ในกรุงนิวยอร์ก ตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๙๕ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางเผยแพร่
ลัทธิฝ่าหลุนกง ออกไปทั่วโลก และมีสมาชิกในจีนไม่น้อยกว่า 100 ล้านคน ซึ่งมากกว่าสมาชิกพรรคคอมจีน
ที่มีสมาชิกอยู่ ๔๐ ล้านคน


ทำให้รัฐบาลจีนตระหนักถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงของจีน จากกลุ่มสมาชิกลัทธิฝ่าหลุนกง
ที่อยู่ภายใต้การบงการของ CIA
ในปี ค.ศ.๑๙๙๙ ขณะที่การเคลื่อนไหวใหญ่ทางการเมืองของ
ลัทธิฝ่าหลุนกง ในจัตุรัสเทียนอันเหมิน รัฐบาลจีนได้ทำการล้อมปราบที่เทียนอันเหมิน และกวาดล้าง
ปราบปราม สมาชิกระดับแกนนำ “ลัทธิฝ่าหลุนกง” ทั่วประเทศตลอดจนประกาศให้ลัทธิฝ่าหลุนกง
เป็นลัทธิผิดกฎหมายร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะที่รัฐบาลจีนติดตามจับกุม หลี่ หง จื้อ
ผู้นำลัทธิฝ่าหลุนกง ทั่วประเทศจีน สุดท้าย หลี่ หง จื้อ กลับไปโผล่ที่นิวยอร์ก
[/size]


หลังจากการถูกปราบปรามอย่างหนักและถูกประกาศให้เป็นลัทธิผิดกฎหมายจากรัฐบาลจีนแล้ว
นับเป็นการพ่ายแพ้อย่างยับเยินครั้งที่ ๒ ของสหรัฐอเมริกา[ CFR = Council on Foreign Relation ] ในการเคลื่อนไหว
ทำลายความเป็นเอกภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นเงื่อนไขภายในของจีนให้เปราะบาง


อย่างไรก็ตาม CIA กับ หลี่ หง จื้อ หาได้ลดละความพยายามที่จะเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความเป็นเอกภาพ
ทางการเมืองในจีนแต่อย่างใดไม่ กลับดิ้นรนเพื่อจัด ตั้งองค์กร ลัทธิฝ่าหลุนกง ขึ้นในประเทศต่างๆ รอบๆจีน
เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นบัญชาการสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ สมาชิกฝ่าหลุนกงที่ยังดำรงอยู่ในจีน
เป็นจำนวนมหาศาล


โดยมีการจัดประชุมสัมมนาฝ่าหลุนกงนานาชาติ ขึ้นที่ฮ่องกง และประเทศอื่นๆ รวมทั้ง มีความพยายาม
ที่จะให้มีการจัดประชุมฝ่าหลุนกง นานาชาติ ในกรุงเทพฯ และกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์กลางลัทธิฝ่าหลุนกง
ขึ้นในประเทศไทย ที่จังหวัดเชียงราย
ตามที่ นายวีระชัย แนวบุญเนียร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
กล่าวว่า “ ทางตำรวจสันติบาล อ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงรายและ จ.เชียงใหม่กำลังติดตามดูลัทธินี้อยู่


หวังว่าเมื่อรัฐบาลเด็กดีของ IMF ที่ทำให้ประเทศไทย
ตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจแก่ต่างชาติ (หนี้สินของประเทศ กว่าสามล้านเจ็ดแสนล้านล้านบาท )
และได้ถูกประชาชนไทยพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลใหม่คงไม่“ไร้เดียงสาทางการเมือง “
ถึงขั้น “ชักศึกเข้าบ้าน” เพราะไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหนก็ตาม ไม่เห็นว่า ลัทธิฝ่าหลุนกง
จะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศไทยได้แต่อย่างไร ?
นอกจากจะทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่าง ไทย-จีน เสื่อมลงแล้ว ยังอันตรายต่อความมั่นคง
ของไทยในอนาคตอีกด้วย เพราะมีรูปแบบ การหลอกลวงสูง
โดยการเคลื่อนไหวเริ่มต้น
จากการออกกำลังกายแล้วจึงชักนำให้สมาชิกเข้าสู่ ความเชื่อทางจิตนิยมแอบแฝง วันหนึ่งที่
ลัทธิฝ่าหลุนกงเติบใหญ่ขึ้นในประเทศไทย ถามว่ารัฐบาลจะเอาปัญญาที่ไหนที่จะไปควบคุม
การเคลื่อนไหวของลัทธิฝ่าหลุนกงได้ เพราะแม้แต่ ลัทธิธรรมกายยังหมดสิ้นปัญญาที่จะควบคุม
ปราบปราม ผู้เขียนมีความคาดหวังว่า การจัดประชุมสัมมนานานาชาติ หรือ การตั้งสำนักงานสาขา
ของลัทธิฝ่าหลุนกงจะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในช่วงเวลาใดก็ตาม..